ไปเที่ยวเชียงใหม่ ณ บ้านแม่แดดน้อย (ตอนที่ 10 จบ) รีวิวโดย Try to try ก็แค่ออกไปลอง

ไปเที่ยวเชียงใหม่ ณ บ้านแม่แดดน้อย (ตอนที่ 10 จบ) highlights: เกอลีโกล บ้านสายลมสรุปค่าใช้จ่าย --------------------------------------------------------------------------------- จากตอนที่แล้ว [ไปเที่ยวเชียงใหม่ ณ บ้านแม่แดดน้อย (ตอนที่ 9)] ที่พี่วิบอกว่าถ้าวันนี้เห็นดาว พรุ่งนี้จะไม่เห็นหมอกนะต้องแลก

ไปเที่ยวเชียงใหม่ ณ บ้านแม่แดดน้อย (ตอนที่ 10 จบ)

ไปเที่ยวเชียงใหม่ ณ บ้านแม่แดดน้อย (ตอนที่ 10 จบ)

 วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563 เวลา 22.17 น.

 วันที่เดินทาง 17 ก.ย. 2563

ไปเที่ยวเชียงใหม่ ณ บ้านแม่แดดน้อย (ตอนที่ 10 จบ)

highlights:

  • เกอลีโกล บ้านสายลม
  • สรุปค่าใช้จ่าย

---------------------------------------------------------------------------------

จากตอนที่แล้ว [ไปเที่ยวเชียงใหม่ ณ บ้านแม่แดดน้อย (ตอนที่ 9)] ที่พี่วิบอกว่าถ้าวันนี้เห็นดาว พรุ่งนี้จะไม่เห็นหมอกนะต้องแลกกัน ด้วยความกลัวจะไม่เห็นหมอกก่อนนอนก็เลยคิดเล่นๆ ว่า พระเจ้าถ้าพรุ่งนี้เห็นหมอกก็คงจะดีเนอะ แล้วเราก็หลับไป

และความพีคมันอยู่ที่ตอนตื่นนี่แหละจ้าาาา คือเราเป็นคนที่ติดนาฬิกาปลุกมากกกกและเวลาไปเที่ยวที่ไหนชอบทำคนอื่นเดือดร้อนด้วยเสียงนาฬิกาปลุกของตัวเอง ทริปนี้เราก็เลยไม่ตั้งนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์แต่จะใช้นาฬิกาปลุกจาก smart watch แทน

เรื่องของเรื่องก็คือว่าห้องที่เราพักเป็นห้องที่ไม่มีปลั๊กไฟเหลือเลยสักรูเดียวเพราะใช้เสียบ Wi-Fi ของบ้านไปจนหมดแล้ว เราก็เลยต้องเอาโทรศัพท์และอุปกรณ์ต่างๆ ไปชาร์ตตรงชานบ้านที่ห่างออกไปนิดเดียว แล้วนังนาฬิกา smart watch ของเรามันไม่สามารถเชื่อมต่อกับมือถือได้สัญญาณหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ TT^TT พอมันเชื่อมต่อไม่ได้ นาฬิกาปลุกที่ข้อมือมันก็ไม่สั่น พอมันไม่สั่นเราก็ไม่ตื่น ฮรือออออออ จะร้องไห้ อุตส่าห์ตั้งใจจะตื่นเช้าๆ มารอดูหมอกกกก

แต่เราก็ยังไม่โชคร้ายจนเกินไปนัก สุดท้ายเราก็ตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงคนคุยกันตอนช่วง 06.00 พอดี เราก็เลยรีบวิ่งออกจากห้องมาอย่างเร็วด้วยความตกใจ คือถ้าตื่นสายหมอกมันก็พัดหนีไปแล้วไงงง

แล้วความน้ำตาจะไหลก็คือในขณะที่เราตื่นสายแต่เราก็ยังโชคดีที่ทันดูหมอกกกก เราเห็นภาพนี้แล้วน้ำตาจะร่วงเลย สวยม๊ากกกกกกกกกกก สวยเหมือนความฝันเลยยย ความหมอกค่อยๆ พัดเข้ามาในหุบเขา

แล้วหมอกมันพัดเข้ามาที่ตัวบ้านแบบเร็วมากๆ ถ้าเราตื่นช้ากว่านี้อีกนิดก็จะไม่ได้รูปแน่นอน เหมือนความฝันที่อยู่ท่ามกลางสายหมอกเลย

อิจฉาคนที่อยู่ที่นี่ ได้เห็นธรรมชาติดีๆ สวยๆ แบบนี้ทุกวัน

ยิ่งเวลาผ่านไปหมอกมันก็ยิ่งพัดเข้ามามากขึ้น มากขึ้น จนแทบไม่เห็นอะไรแล้ว

ทั้งหมดทั้งมวลตั้งแต่รูปแรกจนถึงรูปนี้ใช้เวลาแค่ 15 นาทีเอง เร็วมากๆ

พอหมอกมันเข้ามาเต็มพื้นที่ก็ทำอะไรไม่ได้และ ได้แต่ถ่ายรูปนังหนูเอลซ่าไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน ทั้งบ้านมีนางสวยอยู่แมวเดียวนี่แหละ 5555

ข้างๆ ก็เจอคุณด้วงกว่างล่ะมั้ง ไม่ได้เห็นมานานมากๆ แล้ว ตั้งแต่ตอนสมัยเป็นเด็กๆ

และนี่คือวิวหน้าต่างห้องที่เราพัก ถ้าตอนตื่นนอนมาเจอวิวนี้ทุกวันคือรักตายเลยยย >////<

หมอกก็ยังคงพัดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้ว่าแบบนี้เรียกว่าทะเลหมอกได้ไหมนะ

คือตอนแรกเราเห็นหมอกพัดเข้ามาหนามากก็เลยคิดว่าจะไปอาบน้ำแป๊ปนึง แล้วเดี๋ยวกลับมาถ่ายรูปตอนหมอกจางๆ กว่านี้หน่อย สรุปคือไม่ทันจ้าาาา เราไปอาบน้ำแค่ 10 นาทีเอง กลับมาคือไม่เหลืออะไรแล้วนะ น้ำตาจะไหล 5555555 แต่ไม่เป็นไรเหลือหมอกจางๆ นิดหน่อยก็สวยเหมือนกัน 5555

(ขอขอบคุณภาพจาก: น้องบี)

สักพักพี่โปเต้ก็เอาลูกสนที่เราไปเก็บมาเมื่อวานมาให้พร้อมกับฝักทอง ได้เป็นของฝากจากแม่แดดพอดีเลย >//<

ระหว่างรอพี่วิเอาข้าวมาส่งก็เลยออกไปถ่ายรูปรอบๆ บ้านสักหน่อย คือที่นี่สวยทุกมุมจริงๆ นะ ถ่ายรูปพังๆ ก็ออกมาสวย

และนี่คืออาหารเช้าของเรา 3 คนนนนน กินกันให้อิ่มไปเลยจ้าาา เพราะเราจะต้องนั่งรถเหลืองกลับเข้าเมืองเชียงใหม่กัน เดี๋ยวไม่มีแรง

ต้าวเอลซ่าเราจะกลับแล้วนะ นายไปส่งเราด้วยสิ

ระหว่างที่เล่นกับเอลซ่าไป พี่วิก็ตะโกนขึ้นมาว่า "รถมาแล้ว" ห๊ะ มาแล้วเร๊อะ เพิ่ง 07.50 เองนะะะ มาเร็วม๊ากกก

ก็วิ่งสิจ้ะรออะไร 5555 คือช่วงนี้มันเป็นอะไรที่ชุลมุนมากกก กระเป๋าก็จะแบก ของฝากก็จะเอา รองเท้าก็ต้องใส่ แถมต้องวิ่งออกจากบ้านไปตรงถนนอีก บรรเทิงมากแมรรร่ 555 

เพราะถ้าตกรถรอบนี้แล้วรอไปอีกเที่ยวนึงคงไม่มีที่นั่งแน่ๆ เห็นว่าที่ Doolaylay ก็จะกลับวันนี้ด้วยเหมือนกัน เราก็เลยพากันวิ่งอุตลุดเลยจ้าาา พอมาถึงถนนก็เห็นน้องเจนมายืนรอโบกรถให้ น้ำตาจะไหล ขอบคุณค่าาา >//< แล้วทั้งรถก็มีเราอยู่แค่สองคนนี่แหละจ้ะ 55555

ลาแล้วนะแม่แดดน้อย แล้วเจอกันใหม่

ด้วยความที่เราเป็นรถเที่ยวแรกด้วยมั้ง ลุงคนขับเลยจอดพักกินข้าวที่สะเมิงแค่ 20 นาทีเอง 

แล้วแกก็ขับรถเร็วม๊ากกก ก็เลยไปถึงท่าช้างเผือกตอน 11.00 พอดี เร็วกว่ากำหนดเดิมตั้ง 40 นาทีแหน่ะ *0* และแล้วในที่สุดฉันก็มีชีวิตรอดมาถึงท่าช้างเผือกจนได้ รอดแล้วเหวยย 5555

การไปแม่แดดน้อยครั้งนี้มันดีเลยแหละ มันทำให้เรากล้าก้าวออกจากความกลัวของตัวเองที่ต้องนั่งรถสองแถวไกลๆ ได้มาพักผ่อนเติมพลังจริงๆ คนน้อย เงียบสงบ ไม่วุ่นวาย แล้วมันก็ดีมากๆ ตลอด 3 วัน 2 คืนที่นี่ ที่สำคัญได้รูปสวยด้วย 555

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณผู้อ่านทุกๆ คนที่เข้ามาอ่านบันทึกของเรา เราหวังว่าบันทึกของเราจะช่วยให้การไปเที่ยวที่บ้านแม่แดดน้อย อำเภอกัลยาณิวัฒนาของทุกๆ คนราบรื่นมากขึ้นและไม่ผิดพลาดเหมือนเรา 555555 และสามารถติดตามการเดินทางอื่นๆ ของเราได้ที่ เพจ "Try to Try ก็แค่ออกไปลอง" แล้วจะรู้ว่าการก้าวออกจาก Comfort zone ของตัวเองมันสนุกแค่ไหน

ขอบคุณที่ติดตามค่าาาา ❤
Try to Try ก็แค่ออกไปลอง

------------------------------------------------------------------

-=แถมท้าย=-
สรุปค่าใช้จ่าย 3 วัน 2 คืน

- ตั๋วเครื่องบินสุวรรณภูมิเชียงใหม่ ไปกลับ = 1,032.28฿

- ประกันการเดินทาง (ด้วยความกลัวตายอยู่บนรถเหลืองเลยซื้อมาเพื่อความสบายใจ 5555) 5 วัน = 110.71฿ 

- ค่ารถเหลืองไปกลับ เชียงใหม่-แม่แดด 150+150 = 300฿

- ค่าที่พักบูเดอช่า+เก่อลีโกล= 1,450฿

- เป๊ปซี่ร้านของชำหน้า อบต. แม่แดด = 12฿

-โอเลี้ยงที่สะเมิง = 10฿

-เลย์บ้านพี่วิ = 20฿

-น้ำเปล่าที่สะเมิง = 10฿

รวม 2,944.99 บาท ก็คือสามพันกลมๆ นั่นแหละจ้ะ

ความคิดเห็น