ร่วมสัมผัสวัฒนธรรมอันเก่าแก่แห่งเมืองลำปางในงาน "มหัศจรรย์แห่งเขลางค์นคร" รีวิวโดย สายลม ที่ผ่านมา

จบลงอย่างสวยงามสำหรับงาน “มหัศจรรย์แห่งเขลางค์นคร” ที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมอันเก่าแก่แห่งเมืองลำปางเมื่อวันที่ 23-24 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ที่เมืองแห่งรถม้า ผ้าสวย จังหวัดลำปางงานนี้ได้พันธมิตรร่วมจัดงาน คือ คุณป้อม -อัครเดช นาคบัลลังค์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณ "สบันงา", คุณนพรัตน์ สุวรรณอัตถ์

ร่วมสัมผัสวัฒนธรรมอันเก่าแก่แห่งเมืองลำปางในงาน "มหัศจรรย์แห่งเขลางค์นคร"

ร่วมสัมผัสวัฒนธรรมอันเก่าแก่แห่งเมืองลำปางในงาน "มหัศจรรย์แห่งเขลางค์นคร"

 วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563 เวลา 18.11 น.

 วันที่เดินทาง 27 ต.ค. 2563

จบลงอย่างสวยงามสำหรับงาน “มหัศจรรย์แห่งเขลางค์นคร” ที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมอันเก่าแก่แห่งเมืองลำปางเมื่อวันที่ 23-24 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ที่เมืองแห่งรถม้า ผ้าสวย จังหวัดลำปาง

งานนี้ได้พันธมิตรร่วมจัดงาน คือ คุณป้อม -อัครเดช นาคบัลลังค์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณ "สบันงา", คุณนพรัตน์ สุวรรณอัตถ์ ทายาทรุ่นที่ 4 ของบ้านหม่องโง่ยซิ่น, อาจารย์วิถี พานิชพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณีล้านนา, อีโรติคการ์เดนท์ และหัวเรือใหญ่ คุณแก้วสิริ เอฟเวอริ่งแฮม ที่มาร่วมสร้างสรรงานย้อนอดีตเมืองลำปาง “มหัศจรรย์แห่งเขลางค์นคร” ให้เราได้สัมผัสวัฒนธรรมอันเก่าแก่แห่งเมืองลำปาง ไปด้วยกัน

เราเดินทางถึงเมืองลำปางในเช้าตรู่ของวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2563 และได้มุ่งหน้าสู่โรงแรมแม่บุญทอง โรงแรมเล็ก ๆ กลางเมืองแต่น่ารัก และให้บรรยากาศเป็นกันเอง ซึ่งเป็นโรงแรมที่คณะผู้จัดงานเลือกสรรมาไว้ให้สำหรับผู้มาร่วมงาน เช็คอินก่อนเวลาแต่เช้าตรู่ เจ้าหน้าที่ดูแลตอนรับเป็นอย่างดี พร้อมอาหารเช้าเลิศรสเป็นขุมพลังที่เราต้องตุนไว้สำหรับงานในช่วงบ่าย

(ซ้าย) คุณป้อม -อัครเดช นาคบัลลังค์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณ "สบันงา" 

หลังจากพักผ่อนและจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเข้าสู่งาน  “มหัศจรรย์แห่งเขลางค์นคร” เริ่มต้นด้วยการแวะช๊อปปิ้ง "กาดนัดผ้างาม" ที่รวบรวมและถือเป็นการ "ชุมนุมผ้าทอหลากหลายจากพม่าและล้านนา" ที่คัดสรรมาพิเศษสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ ที่บอกได้เลยว่า มองตาค้างกันเลยทีเดียว ด้วยผ้าเก่า ผ้ารีเมค และผ้าโบราณน่าสนใจมากมาย ที่นำมาจัดแสดงและจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจ

นอกจากนี้ยังมีวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับผ้าต่าง ๆ ทั้งประวัติผ้า ความเป็นมา การดูผ้าและลักษณะเด่นของผ้าต่าง ๆ อย่างจุใจ ส่วนตัวเหรอค่ะ ได้แต่ชื่นชมความงามค่ะ สวยงามมากมายจริง ๆ นอกจากผ้าที่นำมาจัดแสดงแล้ว ผู้มาร่วมงานทุกท่านต่างก็ร่วมใจกันแต่งกายชุดไทย- ล้านนา – พม่า- มะละแหม่ง กันอย่างละลานตาทั้งผ้าสวย ๆ เครื่องประดับ การตกแต่งเหมือนย้อนเวลามายืนอยู่ท่ามกลางความสวยงามในอดีต

จากนั้น ก็เข้าสู่พิธีการกันที่ "บ้านหม่องโง่ยซิ่น" บ้านขนมขิงที่สวยที่สุดในประเทศไทยอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอายุกว่า 112 ปีของคุณนพรัตน์ สุวรรณอัตถ์ ทายาทรุ่นที่ 4 ของบ้านหม่องโง่ยซิ่น และเป็นเจ้าของ ‘หม่องโง่ยซิ่น คาเฟ่ เรือนแถว 5 คูหาในย่านกาดกองต้า แลนด์มาร์คสุดฮอตของเขลางค์นครในอดีต หรือจังหวัดลำปางในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่จัดแสดง นิทรรศการเครื่องแต่งกายโบราณ อายุนับ 100 ปี ในชุด "ลำปาง- มะละแหม่ง" จากพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณสบันงา

นิทรรศการเครื่องแต่งกายโบราณ อายุนับ 100 ปี
ในชุด "ลำปาง- มะละแหม่ง" จากพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณสบันงา

บรรยากาศกาดมั่ว ขนม และของว่างมีชื่อของเมืองลำปาง

จากนั้นก็มาสนุกสนานกันกับวัฒนธรรมการกินแบบโบราณ ด้วยการเดินเข้าสู่งานผ่านถนนวัฒนธรรม ชิมอาหารในบรรยากาศกาดมั่ว ขนม และของว่างมีชื่อของเมืองลำปาง เป็นการจัดซุ้มเดินชม เดินชิม อาหารว่างหลากหลาย ก่อนที่จะเข้าสู่งานเลี้ยง "ล้านนากาลาร์ดินเนอร์"

ภายในงานเลี้ยง "ล้านนากาลาร์ดินเนอร์" ที่เขลางค์นครแห่งนี้ นอกจากจะได้ชิมอาหารล้านนาแท้ ๆ ที่เสิร์ฟกันแบบโตกเฉพาะตัวที่ครบถ้วนด้วยอาหารล้านนา ไม่ว่าจะเป็น ไส้อั่ว แกงฮังเล แคบหมู ข้าวเหนียวและอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้เราเข้าสู่โหมดเจริญพุงแล้ว ยังมีการแสดงต่าง ๆ ที่คณะเจ้าภาพคัดสรรมาเพื่อความบันเทิงของผู้ร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงฟ้อนรำ การแสดงแสง สี เสียง เล่าประวัติเขลางค์นคร หรือตำนานรักเจ้าไทยและสาวมะละแหม่ง อย่าง "มะเมี้ยะ" โศกนาฏกรรมรักอันลือเลื่อง รวมถึงประวัติบ้านหม่องโง่ยซิ่น และหลุยส์ ที โอโนแวนส์ ได้อย่างสวยงามและประทับใจ ตบท้ายด้วยแฟชั่นโชว์จากบ้านหม่องโง่ยซิ่น เป็นของแถม

การแสดงแฟชั่นโชว์จากน้อง ๆ บ้านหม่องโง่ยซิ่น

จากนั้นเป็นกิจกรรมร่วมสนุกจากผู้เข้าร่วมงาน โดยการออกมาทำความรู้จักกันที่หน้าเวที โดยให้ผู้ร่วมงานออกมาโชว์ความงามที่แต่ละคนสรรสร้างตกแต่งประดับประดามาอวดโฉมประชันกันอย่างครบถ้วนทุกโต๊ะ ทุกท่าน

ผู้เข้าร่วมงานออกมาโชว์ตัวด้วยชุดสวยในธีม ชุดไทย- ล้านนา – พม่า- มะละแหม่ง

ยังไม่จบแค่น้ัน เพราะในงานยังมีกิจกรรมประกวดการแต่งกาย และมอบรางวัลเพื่อเป็นเกียร์ติแก่ผู้เข้าร่วมงานอีกคับคั่ง สร้างความสนุก และเสียงเชียร์ของผู้ร่วมงานได้อย่างสนุกสนาน โดยได้ คุณม้า อรนภา กฤษฏี มาร่วมมอบรางวัลในครั้งนี้

และเพื่อความเป็นสิริมงคล ในการเดินทางมาเยือนเขลางค์นครในครั้งนี้ ทางคณะผู้จัดได้จัดรถราง (ไฟฟ้า) พาเราเที่ยวชมเมืองในยามค่ำ ข้าม "ขัวแตะ" ที่ทอดข้ามแม่น้ำวังไปยังวัดปงสนุก จุดประทีปบูชา ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นสิริมงคลเป็นการจบกิจกรรมของคืนวันนี้

เมื่อถึงวัดปงสนุก วัดเก่าแก่ซึ่งเป็นที่นับถือของชาวลำปางและจังหวัดใกล้เคียง ที่ประดิษฐานพระธาตุและวิหารพระเจ้าพันองค์ที่แสนสวยงาม พร้อมทั้งการบรรยายประวัติความเป็นมาให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทราบถึงความเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ ตบท้ายด้วยการแสดงฟ้อนเทียนก่อนที่ทุกท่านจะได้ร่วมกันจุดประทีปอธิฐานแก่องค์พระธาตุร่วมกัน และเดินทางกลับไปพักผ่อนยังโรงแรมแม่บุญทอง เพื่อพร้อมทำกิจกรรมในวันถัดไป

ในช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563 ทางคณะผู้จัดงานได้จัดอาหารและเครื่องอัตถบริขารต่าง ๆ ตระเตรียมไว้ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ใส่บาตรพระสงฆ์ร่วมกัน ทำให้เช้านี้เราต้องตื่นกันแต่เช้าเป็นพิเศษ แต่ละคนแต่งตัวสวยสะ เรียกว่าไม่มีใครยอมแพ้ใครกันเลยทีเดียว มานั่งพับเพียบเรียบงาม รอใส่บาตรพระสงฆ์อย่างพร้อมเพรียง จากนั้น จึงร่วมรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน ก่อนที่จะไปทำกิจกรรมในอันดับถัดไป

ร่วมใส่บาตรพระสงฆ์ และรับประทานอาหารเช้าพร้อมฟังบรรยายเกี่ยวกับวัฒนธรรมการสร้างบ้านแปลงเรือนของจังหวัดลำปาง รวมถึงเกร็ดประวัติศาสตร์จากอาจารย์วิถี พานิชพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณีล้านนา ผู้ก่อตั้งภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังวัดเกาะวาลุการาม

หลังอาหารเช้าเราเดินทางกันมายัง "วัดเกาะวาลุการาม" วัดที่สร้างขึ้นด้วยศิลปะที่ผสมผสานแบบรัตนโกสินทร์ ล้านนา และพม่า ชมพระพุธรูปไทใหญ่สานด้วยไม้ไผ่ประดับกระจกอันวิจิตร - พระนอนทรงอ่อช้อย และพระพุธบาทหินอ่อนที่แกะสลักนำมาจากเมืองมัณฑเลย์อันล้ำค่า น่าชม จังหวะดีที่เราไปนั้นมีบุญกฐิน ทั้งชาวบ้านและชาวเมือง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจึงได้ร่วมบุญกฐินกันถ้วนหน้า ทั้งร้องรำทำเพลง ทั้งรำหน้าต้นกฐินกันอย่างสนุกสนาน

จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชม "บ้านย่าแดง" บ้านเก่าแก่ แหล่งค้าขายอันมีขื่อเสียงของเมืองลำปางในอดีต สถานที่ถ่ายทำ ละครเรื่อง "เจ้านาง" โดยอาจารย์วิถี พานิชพันธ์ ได้ให้เกียร์ตินำชม และบรรยายประวัติความเป็นมาของบ้านย่าแดง และเครื่องเขินล้านนาโบราณที่หาชมได้ยาก จากคอลเลคชั่นของท่านเอง

จากนั้น ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน กับร้านเลื่องชื่อ "ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย" ที่ให้บริการก๋วยเตี๋ยวหมู และข้าวซอยรสเลิศ และขึ้นชื่อที่สุดในย่านกาดกองต้า กินกันได้อย่างไม่อั้นเลยทีเดียว แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งอิ่มจนเกินไปนัก เพราะต้องเผื่อท้องไว้ชิม ขนมถ้วยหน้าหมู และขนมถ้วยต่าง ๆ หลากหลาย ทั้งขนมถ้วยหน้ากะทิ แบบดั้งเดิม ขนมกล้วย ขนมฟักทอง ของขึ้นชื่อแห่งเขลางค์นครแห่งนี้

อิ่มท้องแล้วต้องเดินย่อยเดินทางกันต่อด้วยรถรางไฟฟ้าเยี่ยมชมวัดสำคัญของลำปางอีกแห่งหนึ่งนั่นคือ  "วัดป่าฝาง" วัดนี้สร้างโดยชาวพม่าที่มาประกอบอาชีพการป่าไม้ในจังหวัดลำปาง งดงามด้วยพระเจดีย์ใหญ่สีทองสุกปลั่ง บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากพม่าเมื่อประมาณ พ.ศ. 2449 ไหว้พระพม่า ซึ่งองค์พระห่มจีวรประดับด้วยกระจกสีทับทิมสวยงามและหาดูได้ยาก ก่อนจะเข้าขอพรจากท่านเจ้าอาวาสและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของเก่าของโบราณของทางวัด

อีกวัดที่จะละเลยเสียไม่ได้ นั่นคือ "วัดจองคา" วัดสำคัญของลำปาง ที่มีวิหารเครื่องไม้แบบดั้งเดิมแบบมะละแหม่งอันงดงาม สักการะพระพุทธรูปทรงเครื่อง ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบพม่า ที่ส่งตรงมาจากเมืองมัณฑเลย์ พร้อมด้วยเทพทันใจ ให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้อธิฐานขอพรให้สมประสงค์จากเมืองมัณฑเลย์ ประเทศพม่าเช่นกัน

ปิดท้ายกิจกรรมกันที่บ้านหลุยส์ ที โอโนแวนส์ ลูกชายแหม่นแอนนา ครูสอนภาษาอังกฤษแก่ราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ชมสถาปัตยกรรมบ้านไม้สักอันงดงามและเรื่องราวในอดีต ของการค้าไม้สักของเมืองลำปาง ดื่มดำบรรยากาศในอดีตด้วยเสียงเพลง จิบน้ำชา กาแฟและของว่าง ซึ่งได้คุณมาเรียนำชา "ริซซี่" มาเป็นสปอร์นเซอร์ สำหรับงานเลี้ยงน้ำชานี้ น่าเสียดายนิดนึงหนึ่งตรงที่บ้านหลุยส์ ที โอโนแวนส์นั้น กำลังอยู่ในระหว่างบรูณะ หากบรูณะเสร็จแล้วคงสวยงามจับตาไปอีกนาน 

และสำหรับผู้ร่วมกิจกรรมที่ยังไม่รีบเดินทางกลับ ก็สามารถแวะเดินเที่ยวกาดกองต้า กาดขายของหลากหลายของชาวลำปาง ที่จะมีจัดขึ้นทุก ๆ เสาร์-อาทิตย์เท่านั้น ภายในกาดมีอาหารหลากหลาย ทั้งอาหารดั้งเดิมอย่างจุ้ยก๋วย และอาหารฟิวชั่นต่าง ๆ ของพื้นเมือง และนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเขลางค์นครแห่งนี้อีกหลากหลาย ท่ามกลางวงล้อมของบ้านเก่า เมืองโบราณที่กระจายอยู่รายรอบพื้นที่

สนนราคาของทริปนี้ทั้งหมด ทางคณะผู้จัดขอค่าสมทบค่าใช้จ่ายเพียง 3,500 บาท (ไม่รวมค่าเดินทาง) แน่นอน คงไม่ได้มีกำรี้กำไรอะไร แต่คณะผู้จัดหวังเพียงการสืบสานมรดกล้านนา บ้าน วัด ประเพณีให้คงอยู่สืบไป ทั้งยังเป็นการจุดประกายให้กับการท่องเที่ยวลำปางในอนาคตอีกด้วย

ความคิดเห็น