จะไปไหน(ก็)ไป..เลย รีวิวโดย ลุงเสื้อเขียว

“เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไม้งามสามฤดู ถิ่นที่อยู่อริยสงฆ์ มั่นคงความสะอาด” คิดถึง”เขา” เราไปเลยกันดีกว่า เลย ไม่ได้มีดีแค่ภูกระดึง ภูเรือ ภูหลวง แต่เลยยังมีสถานที่ที่เราสามารถสัมผัส”เขา”ได้ โดยไม่ต้องถ่อสังขารเดินขึ้น”เขา” ร่วมกิโลสองกิโล ทริปนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปสัมผัสเมืองที่อยู่ในอ้อม

จะไปไหน(ก็)ไป..เลย

จะไปไหน(ก็)ไป..เลย

 วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เวลา 20.03 น.

 วันที่เดินทาง 19 พ.ย. 2563

“เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไม้งามสามฤดู ถิ่นที่อยู่อริยสงฆ์ มั่นคงความสะอาด”

คิดถึง”เขา” เราไปเลยกันดีกว่า

เลย ไม่ได้มีดีแค่ภูกระดึง ภูเรือ ภูหลวง แต่เลยยังมีสถานที่ที่เราสามารถสัมผัส”เขา”ได้ โดยไม่ต้องถ่อสังขารเดินขึ้น”เขา” ร่วมกิโลสองกิโล ทริปนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปสัมผัสเมืองที่อยู่ในอ้อมกอดของขุนเขา รวมถึงสัมผัส “เขา” ที่ทุกคนสามารถเดินขึ้นไปได้อย่างง่ายๆ ครับ

โดยทริปนี้ ผมมีเวลา 3 วัน 2 คืน โดยเลือกใช้วันหยุดยาวช่วง 19-21 พ.ย.2563 ผมเลือกปักหมุดพักค้างคืนที่เชียงคาน 2 คืน โดยวางแผนคร่าวๆ ว่า วันแรกบินลงท่าอากาศยานเลย แล้วค่อยๆ แวะเที่ยวไปเรื่อยๆ เพื่อให้ไปถึงเชียงคานช่วงค่ำๆ สำหรับวันที่ 2 จะเที่ยวในอำเภอเชียงคาน ส่วนวันที่ 3 ก็จะเก็บที่เที่ยวมาเรื่อยๆ แล้วเดินทางกลับในช่วงบ่ายๆ (อันที่จริง จากท่าอากาศยานเลย หากมุ่งตรงไปยังเชียงคานใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง : ตามเส้นทางสีแดง)

ทริปนี้ผมเลือกเดินทางกับนกแอร์ ซึ่งจองตั๋วไว้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน เพราะช่วงเวลาเดินทางเหมาะมากๆ ออกเดินทางจากดอนเมืองในช่วงสาย ประมาณ 09.20 น. ถึงเลยช่วง 10.30 น. ซึ่งจะทำให้มีเวลาเที่ยวในวันแรกค่อนข้างเยอะ ส่วนไฟล์ทกลับเดินทางถึงกรุงเทพไม่ค่ำนัก ประมาณ 17.00 น. แต่พอใกล้วันเดินทาง นกแอร์มีปรับตารางการบินในไฟล์ทไป จาก 09.20 น. มาเป็น 09.50 น. และท้ายสุดปรับเป็น 10.00 น. ทำให้โปรแกรมท่องเที่ยวในวันแรกหายไปถึง 40 นาที

สำหรับเรื่องรถเช่า บริษัทรถเช่าใหญ่ๆ ไม่มีให้บริการครับ แต่เท่าที่ผมหาข้อมูลมาจะมีรถของคนในพื้นที่เพียง 2-3 บริษัท ผมเลย Inbox ข้อความไปถามราคาจากหน้าเพจเช่ารถ แต่ได้รับการตอบรับส่งใบเสนอราคามาเพียง 1 แห่งเท่านั้น นั่นคือ “วรรณิศารถเช่า” (https://www.facebook.com/s.carrent/) ผมเลยตัดสินใจใช้บริการของที่นี่

การจองรถจะต้องโอนค่าจองล่วงหน้า 1,000 บาท ส่วนที่เหลือจ่ายเพิ่มที่สนามบิน และในวันรับรถจะต้องจ่ายมัดจำรถอีก 3,000 บาท และวันที่ส่งรถคืนเราจะได้รับเงินมัดจำคืน 3,000 บาทครับ

เครื่องบินของนกแอร์จะเป็นเครื่องบินใบพัด ระดับเพดานบินจะต่ำกว่าเครื่องบินไอพ่น ตลอดเส้นทางบินจะผ่านพื้นที่ราบมาโดยตลอด แต่เมื่อเริ่มเห็นแนวภูเขาก็พอจะเดาออกว่าเข้าเขตจังหวัดเลยแล้ว เส้นทางบินนี้ใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาทีครับ

เครื่องบินเล็กก็เลยใช้เวลาลำเลียงผู้โดยสารออกจากเครื่องบินได้ค่อนข้างไว ทำให้เสียเวลาในสนามบินเพียงเล็กน้อย หลังออกจากประตูสนามบินให้เลี้ยวขวา ก็จะเจอเคาเตอร์ วรรณิศารถเช่า หาไม่ยากครับ

จากสนามบินผมมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย (นาแห้ว) ในเขต อ.นาแห้ว ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินราว 120 กิโลเมตร ระหว่างทางแวะหามื้อเที่ยงทานกันที่ อ.ภูเรือ จากนั้นก็ตรงดิ่งสู่ภูหัวฮ่อม ในเขตอุทยานแห่งชาติภูสวนทรายทันที

ผมมาถึงภูหัวฮ่อมราว 14.30 น. เนื่องจากที่นี่เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เราจะต้องเสียค่าบำรุงสถานที่คนละ 20 บาท รถยนต์คันละ 30 บาทครับ

ภูหัวฮ่อม เป็นจุดชมทะเลหมอก แต่ผมมาถึงช่วงบ่ายกว่าแล้ว คงทำได้แค่เพียงชมวิวเท่านั้น เบื้องหน้าสามารถมองเห็นเทือกเขาสลับซับซ้อนเป็นแนวยาว ซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างไทยลาว ทางอุทยานได้ทำป้ายไม้ขนาดใหญ่บอกชื่อของเทือกเขาแต่ละเทือก ซึ่งมีชื่อทั้งทางฝั่งไทยและฝั่งลาวเลยครับ โดยเทือกเขาสำคัญๆ ที่อยู่เบื้องหน้าผมตอนนี้มี 2 ลูกที่ผมรู้จัก นั่นคือ ภูสอยดาว และ เนิน 1428 ซึ่งเนินนี้เคยเป็นสมรภูมิความขัดแย้งทางพรมแทนไทย หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ สมรภูมิร่มเกล้านั่นเองครับ

ที่ภูหัวฮ่อมเหมาะกับการกางเต้นท์เป็นอย่างมาก บริเวณจุดชมวิวเป็นลานกว้าง สามารถกางเต้นท์ได้บริเวณจุดชมวิวนี้เลยครับ

จากภูหัวฮ่อม ขับรถต่อไปอีกหน่อย ด้านซ้ายมือจะพบกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านบ่อเหมืองน้อย ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การปลูกและแปรรูปแมคคาเดเมี่ยครับ

แมคคาเดเมี่ย มีประโยชน์หลายอย่างเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีโปรตีนสูง ช่วยสร้างกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อเกี่ยวกับฟัน ช่วยรักษาเส้นผม เล็บ และผิวหนังให้แข็งแรง มีเส้นใยอาหาร สามารถลดอาการหิวและช่วยย่อยอาหาร ช่วยลดอาการท้องผูก ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน บำรุงสุขภาพสมองครับ

ด้านในศูนย์เรียนรู้นี้จะมีผลผลิตจากแมคคาเดเมี่ยจำหน่าย ในชื่อแบรด์ แมคเลย ซึ่งมีการแปรรูปหลากหลายผลิตภัณฑ์มาก ไม่ว่าจะเป็นแมคคาเดเมี่ยอบ มีทั้งแบบมีเปลือกและแบบกะเทาะเปลือกแล้ว แบบกะเทาะเปลือกก็มีหลายรสชาติเลยครับ มีทั้งรสธรรมชาติ รสเกลือ รสต้มยำ รสวาซาบิ นอกจากนี้ยังมีแมคคาเดเมี่ยเคลือบดาร์คช๊อคโกแลตและกาแฟ แมคคาเดเมี่ยบดรสช็อคโกแลต แมคคาเดเมี่ยออยล์ คุกกี้แมคคาเดเมี่ยช๊อคโกแลตชิพ แมคคาเดเมี่ยนัทบด บอกเลยว่าแมคคาเดเมี่ยยิ่งกินยิ่งเพลินครับ ยังเสียดายที่ซื้อติดกลับมาบ้านเพียงถุงเดียว

นอกจากมีผลิตภัณฑ์จากแมคคาเดเมี่ยจำหน่ายแล้ว ยังมีมุมกาแฟไว้บริการด้วยนะครับ ผมเองได้ลองเมนู Signature ของที่นี่ด้วย เป็น Ice Macadamia Caramel Macchiato ครับ เป็นกาแฟใส่วิปครีมและแมคคาเดเมี่ยอบ อร่อยดีครับ ศูนย์นี้เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. แนะนำว่าไม่ควรพลาดถ้าหากผ่านมาเที่ยวในเส้นทางอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย (นาแห้ว) ครับ

ด้านข้างของศูนย์ฯ จะมีโรงอบแมคคาเดเมี่ย นักท่องเที่ยวสามารถแวะเข้าไปชมได้นะครับ

ในศูนย์จะไม่มีต้นแมคคาเดเมี่ยให้ชม แต่ถ้าใครอยากชมต้องขับรถเลยไปสัก 100 เมตร ด้านซ้ายมือจะเห็นแปลงปลูกต้นแมคคาเดเมี่ยเต็มไปหมดเลยครับ แปลงที่เห็นจะเป็นแปลงของหมู่บ้านครับ

แมคคาเดเมี่ยเป็นไม้ยืนต้น เติบโตได้ดีบนพื้นที่สูงและมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี แมคคาเดเมี่ยจะออกดอกเป็นช่อยาว ผลเป็นฝักสีเขียว เวลาแก่จะกลายเป็นสีน้ำตาล ภายในฝักจะมีเปลือกแข็งหนาอีกชั้นหนึ่งหุ้มเนื้อไว้ เรียกว่า “กะลา” ภายในกะลาจะมีเมล็ดเนื้อแน่นสีขาวนวลซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ทาน แมคคาเดเมี่ยจากภูสวนทรายนับเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกแมคคาเดเมี่ยที่ดีที่สุดของไทยเลยครับ

จากศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การปลูกและแปรรูปแมคคาเดเมี่ย ขับรถต่อไปอีกไม่ถึง 10 นาที ก็มาถึงน้ำตกตาดเหืองครับ เราต้องจอดรถไว้ที่ลานจอดรถ จากนั้นต้องใช้การเดินเท้าเข้าสู่ตัวน้ำตก ระยะทางประมาณ 300 เมตร (ป้ายบอกระยะทาง 200 เมตร แต่จากที่ผมพูดคุยกับเจ้าหน้าที่แจ้งว่า 300 เมตร)

จากลานจอดรถเดินมานิ๊ดเดียวก็จะพบกับหินหลังเต่า ซึ่งจากจุดนี้การเดินลงไปยังตัวน้ำตกจะเป็นทางลาดเดินลงด้านล่างยาวไปจนถึงตัวน้ำตกเลยครับ สำหรับเส้นทางทางอุทยานได้ทำทางเดินคอนกรีตอย่างดี จะมีบางช่วงที่มีความลาดชัดมากๆ ก็จะเป็นบันไดเหล็ก ซึ่งมีไม่กี่จุดครับ

อย่างว่าแหล่ะครับ การเดินลงค่อนข้างง่ายจึงใช้เวลาไม่นาน ผมรีบเดินจนลืมถนอมหัวเข่าตัวเอง ทำให้เริ่มมีอาการเสียวที่หัวเข่าทันที เดินลงไปได้สักพักจะมีทางแยกให้เลือกเดิน ว่าจะเดินไปด้านเหนือน้ำตกหรือท้ายน้ำตก แต่หากจะเลือกเดินไปทางไหนก็แล้วแต่ ทางเดินก็จะเชื่อมถึงกันครับ

น้ำตกตาดเหืองเป็นน้ำตกที่พิเศษกว่าน้ำตกอื่นๆ ในเมืองไทย เพราะเป็นน้ำตกที่เกิดจากแม่น้ำเหือง ซึ่งเป็นแม่น้ำที่กั้นพรมแดนไทย-ลาว น้ำตกแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า น้ำตกมิตรภาพไทยลาว จากตัวน้ำตกฝั่งไทยมองเห็นฝั่งลาวอยู่ใกล้แค่เอื้อม คำนวณจากสายตาระยะทางไม่เกิน 100 เมตร จุดเด่นของน้ำตกนี้เห็นจะเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่และมีน้ำตลอดทั้งปีครับ

ขาลงเดินมายังน้ำตกง่ายฉันใด ขากลับไปยังลานจอดรถก็จะยากฉันนั้น ผมลมแทบจับ เกิดอาการเหมือนหมาหอบแดด เนื่องจากไม่ได้ออกกำลังกายมาเป็นปี เห็นคุณค่าของการออกกำลังกายขึ้นมาทันที จริงๆ ในเป้กล้องผมจะติดยาดมไว้ แต่เรี่ยวแรงตอนนี้ไม่รู้มันหายไปไหนหมด แรงที่จะหยิบยาดมยังไม่มีเลยครับ 555

ก่อนจะถึงลานจอดรถจะมีเจ้าหน้าที่คอยยืนเชียร์ส่งเสียงให้กำลังใจคนที่เดินขึ้นมาจากตัวน้ำตก ไอ้เราก็กลัวเสียหน้าเลยต้องทำทีเหมือนไม่เหนื่อย แต่ตอนนั้นใจแทบขาด ระยะทางจากจุดที่เจ้าหน้าที่ยืนอยู่ไปยังลานจอดรถ ระยะทางไม่ถึง 30 เมตร แต่ผมไปต่อไม่ไหวแล้ว เลยทำทีเป็นนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่กลบเกลื่อนซะเลย

เจ้าหน้าที่ : จะไปพักที่ไหนครับ

ผม : เชียงคานครับ

เจ้าหน้าที่ : อย่าลืมไปขึ้น Skywalk นะครับ

ผม : วางแผนจะไปพรุ่งนี้ช่วงเย็น ไปรอชมพระอาทิตย์ตกครับ

เจ้าหน้าที่ : ถ้าไปช่วงเย็นระวังคนจะเยอะนะครับ เพราะช่วงนี้หยุดยาว และที่นั่นจำกัดคนเข้าไปบน Skywalk ด้วย

ผม : โอเคครับ จริงๆ พรุ่งนี้เช้าผมจะไปดูทะเลหมอกที่ภูทอก ไม่อย่างงั้นผมคงสลับโปรแกรม ไป Skywalk ช่วงเช้าแทน

จบการสนทนาก็หายเหนื่อยพอดี เลยอำลาเจ้าหน้าที่ด้วยคำขอบคุณครับ

จากน้ำตกตาดเหืองผมย้อนกลับไปทางภูหัวฮ่อม และมุ่งหน้าสู่วัดศรีโพธิ์ชัย ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากภูหัวฮ่อมมากนัก

วัดศรีโพธิ์ชัย เป็นวัดเก่าแก่ที่อยู่คู่ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว มากว่า 400 ปีแล้ว เล่าต่อๆ กันมาว่า จริงๆ แล้วชื่อตำบลแสงภามาจากนายพรานชื่อ เซียงภา ซึ่งอพยพครอบครัวและญาติๆ จากฝั่งลาวมาตั้งถิ่นฐานที่นี่ และตั้งชื่อว่าบ้านเซียงภา ภายหลังจึงเพี้ยนมาเป็น แสงภา และได้มีการสร้างวัดศรีโพธิ์ชัยขึ้นเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านแสงภาครับ

จุดเด่นของวัดนี้เห็นจะเป็นความเก่าแก่ของวัดและรูปทรงของสิมหรือพระอุโบสถที่มีความคล้ายวัดเชียงของ เมืองหลวงพระบาง ที่หลังคามีเรือนยอดตั้งซ้อนเป็นชั้น 3 ชั้น มีประตูเข้าออก 3 ประตู คือ ประตูหน้า ประตูข้างด้านทิศเหนือและประตูข้างด้านทิศใต้ ด้านข้างของสิมเป็นที่ตั้งของหอพระไตรปิฎก

ภายในสิมประดิษฐานพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างปางประทานอภัยครับ

สิมแห่งนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 400 ปี ไม่แปลกใจเลยที่ปัจจุบันสิมจะมีสภาพชำรุด โครงสร้างต่างๆ มีรอยร้าวอย่างเห็นได้ชัด และยิ่งเคยได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวด้วยเลยทำให้สิมมีรอยร้าวเพิ่มมากขึ้น แต่ต้องยอมรับเลยว่าทำเลที่ตั้งของวัดนี้สวยงามมากๆ เพราะเป็นวัดที่อยู่ท่ามกลางทุ่งนาป่าเขา เสียดายที่ช่วงที่ผมไปชาวนาได้เก็บเกี่ยวข้าวไปแล้ว ผมรู้มาว่า ทุกๆ ปีที่วัดแห่งนี้จะมีประเพณีแห่ต้นดอกไม้ ท่านเจ้าอาวาสบอกว่างานประเพณีแห่ต้นดอกไม้จะจัดในวันที่ 14 เมษายนของทุกปี ผมว่าประเพณีดีๆ แบบนี้หาชมได้ยากแล้ว เลยคิดว่าจะหาโอกาสมาร่วมชมประเพณีแห่ต้นดอกไม้ดูสักครั้งครับ

จริงๆ แล้วผมยังมีโปรแกรมไปชมน้ำตกคิ้ง น้ำตกช้างตก น้ำตกวังตาด ซึ่งอยู่เลยวัดศรีโพธิ์ชัยไปอีกเล็กน้อย แต่ดูเวลาแล้วคงไม่ทันเพราะผมต้องตีรถยาวกว่า 2 ชั่วโมงครึ่งไปยังเชียงคาน เลยต้องตัดใจตัด 3 น้ำตกออกไป ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า จะกลับมาเก็บน้ำตกทั้ง 3 อีกครั้งในทริปที่จะมาร่วมประเพณีแห่ต้นดอกไม้ครับ

ก่อนจะเข้าเมืองเชียงคาน ผมผ่านทางเข้า Skywalk ณ ตอนนั้นเวลาเกือบทุ่มกว่าแล้ว แต่ยังเห็นรถนักท่องเที่ยวทยอยออกมาจาก Skywalk อย่างไม่ขาดสาย ตอกย้ำคำพูดที่เจ้าหน้าที่ที่น้ำตกตาดเหืองเล่าให้ฟังว่าช่วงเย็นนักท่องเที่ยวบน Skywalk เยอะมาก ทำให้ผมมั่นใจแล้วว่าจะต้องสลับโปรแกรมเที่ยว Skywalk เป็นจุดเที่ยวแรกในวันรุ่งขึ้น

มาเที่ยวเชียงคานในช่วงวันหยุดยาวต้องทำใจนะครับ เพราะเชียงคานเป็นเมืองเล็กๆ ริมโขง แต่ต้องมารองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ เลยทำให้สภาพการจราจรของเชียงคานเวลานี้ไม่แตกต่างจากสภาพการจราจรในกรุงเทพเลย เพราะรถติดยาวก่อนเข้าเมืองเชียงคานยาวกว่า 2 กิโลเมตร

ผมมาถึงที่พักที่ [email protected]เชียงคาน ราวๆ สองทุ่ม [email protected]เชียงคาน อยู่ในซอยศรีเชียงคาน 10 ล่าง ไม่ได้อยู่ติดแม่น้ำโขงนะครับ แต่ถ้าหากจะไปเดินเล่นที่ถนนคนเดินหรือเดินเล่นริมโขงก็ไม่ไกลเลย เดินเท้าประมาณ 50 เมตรก็ถึงแล้วครับ ผมว่าซอย 10 นี่ดีนะครับ ฝั่งตรงข้ามปากซอยมี 7-11 และอยู่ใกล้กับตลาดสดด้วยครับ

มาพักที่นี่ไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องที่จอดรถครับ เพราะที่พักเตรียมที่จอดรถให้พร้อม ลานจอดรถอยู่ติดกับที่พักเลย ห้องพักสะอาดสะอ้านดี จะเข้าในตัวที่พักต้องถอดรองเท้า มีตู้เก็บรองเท้าไว้ให้พร้อม หรือถ้าใครกังวลว่ารองเท้าจะสูญหายก็ถือติดตัวเอาไปเก็บไว้ในห้องพักก็ได้ ขั้นบันไดเป็นไม้ขัดมันวั๊บจนน้องพนักงานต้องคอยเตือนว่าให้ระวังลื่น ห้องที่ผมพักเป็นห้อง Deluxe คืนละ 1,000 บาท ห้องพักขนาดกำลังดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานโรงแรมทั่วไป ปลั๊กไฟมีให้หลายจุด นอกจากนั้นยังมีปลั๊กพ่วงยาวเตรียมไว้ให้อีกด้วย ห้องพักที่นี่มีทั้งหมด 10 ห้อง มี 3 Room type คือ Standard, Deluxe และ VIP หากใครกำลังมองหาที่พักที่เชียงคาน ลองมาใช้บริการของ [email protected]เชียงคานดูได้นะครับ ราคาแต่ละช่วงเวลาการเข้าพักอาจจะแตกต่างกันไปตามฤดูกาลท่องเที่ยว สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 065-2372990, 042-033788 (https://www.facebook.com/App.chiangkhan)

หลังจาก Check in และเก็บของเข้าห้องเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว ค่ำนี้ผมฝากท้องไว้ที่เฮือนหลวงพระบาง จากที่พักเดินแว๊บเดียวก็ถึงแล้ว ช่วงวันหยุดยาวร้านอาหารในเชียงคานจะไม่ให้จองโต๊ะล่วงหน้านะครับ ต้องไปยืนรอต่อคิวเอา แต่ละร้านลูกค้าแน่นร้านทุกร้านครับ

เฮือนหลวงพระบางให้บริการอาหารพื้นบ้านครับ เมนูแรกเป็นอั่วหมูวุ้นเส้น มีกลิ่นหอมของใบตอง เสิร์ฟพร้อมแหนม กระเทียมดอง ผักดองและผักสด เมนูนี้ 150 บาทครับ

น้ำพริกหลวงพระบางหมูทอด ลักษณะน้ำพริกคล้ายๆ แจ๋วบอง เสิร์ฟพร้อมหมูทอด ผักสดและผักลวก เมนูนี้140 บาทครับ

ปลาส้มทอดทรงเครื่อง ปลาส้มเปรี้ยวกำลังดี เสิร์ฟมาพร้อมกระเทียมเฉือนบางๆ ทอดกรอบ อร่อยดีครับ เมนูนี้ 198 บาท

อีกเมนูที่อยากแนะนำคือปลาน้ำโขงลวกจิ้ม ปลาสด เนื้อหวาน ทานกับน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวแซบๆ อร่อยอย่าบอกใคร เมนูนี้ 230 บาทครับ

ถั่วไร่ไฟแดง ถั่วอวบ หวานกรอบ อร่อยเช่นกัน เมนูนี้ 100 บาทครับ

คากิ เมนูนี้ผมไม่ได้ชิมเลย เพราะตักกับข้าวไม่ถึง 555 แต่ดูซากอารยธรรมของพี่ๆ ร่วมทริปแล้ว หมดเกลี้ยงครับ เมนูนี้ 190 บาท

กะหล่ำทอดน้ำปลา เมนูอาจดูพื้นๆ แต่ผัดออกมาได้เค็มกำลังดี ผมล่อคนเดียวเกือบหมดจาน เมนูนี้ 120 บาท

ปิดท้ายด้วยแกงจืดสาหร่ายเต้าหู้หมูสับสำหรับเด็กน้อย ผมไม่ได้ชิมเช่นกัน ไม่อยากแย่งเด็กเพราะเด็กทานได้เมนูเดียว 555 เมนูนี้ 150 บาท

มื้อนี้รวมเฉพาะค่าอาหารไม่รวมเครื่องดื่ม สนนราคา 1,278 บาท ทานกัน 6 คน (ไม่รวมเด็ก) ตกคนละ 213 บาทครับ โดยรวมรสชาติอาหารถือว่าใช้ได้ จริงๆ ร้านนี้บรรยากาศดีครับ ด้านหลังติดแม่น้ำโขง แต่เสียดายช่วงที่ผมไปทาน โต๊ะที่อยู่ริมแม่น้ำไม่ว่างเลย

เช้าวันใหม่ ผมออกเดินทางจากที่พักตั้งแต่ 05.30 น. เพื่อมุ่งหน้าสู่ Skywalk เส้นทางระหว่างเชียงคานไปยัง Skywalk ช่วงมืดๆ ค่อนข้างอันตรายเลยทีเดียว ถนนโค้งไปมา แถมเต็มไปด้วยหมอกลอยฟุ้งไปหมด ทำให้ทัศนวิสัยในการมองต่ำมากๆ มองไม่เห็นเส้นขาวบนถนน ขับไปก็เดาทางไปว่าจะเป็นทางตรงหรือทางโค้ง จะมีรถสวนทางมาหรือไม่ ในใจตอนนั้นสองจิตสองใจว่าจะยังไป Skywalk ดี หรือจะหันหัวกลับไปยังภูทอกดี เพราะคิดว่าไป Skywalk ช่วงนี้คงมองไม่เห็นอะไรแน่ๆ เพราะหมอกตอนนี้ลอยฟุ้งเต็มไปหมด แต่กว่าจะตัดสินใจได้ ก็ถึงปากทางเข้า Skywalk แล้ว เอาว๊ะ ไหนๆ ก็มาถึงปากทางเข้าแล้ว คงไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ว ผมมาถึงลานจอดรถเวลา 05.50 น. เริ่มมีนักท่องเที่ยวมากันบ้างแล้ว

การขึ้นไปด้านบน Skywalk เราจะต้องจอดรถไว้ที่ลานจอดด้านล่าง จากนั้นต่อรถสองแถวขึ้นไปข้างบน แต่รถสองแถวจะเริ่มให้บริการรอบแรกในเวลา 07.00 น. ในช่วงที่ผมมาถึงก่อนเวลาก็เลยต่อคิวเพื่อรอซื้อตั๋วรถสองแถว ยืนรอกันยาวไป จนเวลา 06.45 น. เจ้าหน้าที่เริ่มมาขายตั๋วครับ ค่าบริการรถสองแถวขึ้น-ลงราคา 20 บาท เมื่อชำระเงินแล้วเจ้าหน้าที่จะฉีกบัตรรถให้ ซึ่งบัตรรถจะรันหมายเลขตั้งแต่ 01-99 ผมเองได้คิวที่ 13 ตอนที่ยืนรอซื้อตั๋วก็เป็นระเบียบดี แต่หลังจากที่ได้รับบัตรรถแล้ว คิวก็เริ่มมั่วครับ พวกที่ได้รับบัตรรถแล้วก็ไม่รู้จะไปรอที่ไหนต่างก็มายืนออกันอยู่ด้านข้างที่ขายตั๋ว ยิ่งสายนักท่องเที่ยวยิ่งเยอะ บัตรรถคิวลำดับที่ 99 หมดไป คนขายตั๋วก็เปิดบัตรรถเล่มใหม่ แต่เล่มแรกกับเล่มสองสีบัตรเดียวกันเลย นักท่องเที่ยวที่มารอคิวแรกตั้งแต่ 06.00 น. ชักเริ่มเอะใจว่าจะแยกคิวกันได้อย่างไร เพราะสีบัตรคิวเหมือนกัน ก็มีนักท่องเที่ยวเดินไปถามเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว คำตอบที่ได้คือ ไม่มีคิวจ๊า...ใครขึ้นก่อนไปก่อน อ้าว...แล้วพวกที่มารอตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ตื่นกันตั้งแต่ตี 5 เพื่อที่จะมารอขึ้นไปบน Skywalk เป็นชุดแรกๆ จะมารอเพื่อ..... สรุป พวกที่ได้คิวต้นๆ ขึ้นรถไม่ทันนักท่องเที่ยวที่มาทีหลังครับ ต้องบอกเลยว่า การบริหารจัดการคิวรถห่วยแตกมากๆ ความรู้สึกแย่ๆ อย่างแรกยังไม่ทันลืม ความรู้สึกแย่ๆ อย่างที่สองเริ่มตามมา หลังจากนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่มาไล่เลี่ยกับผมได้ขึ้นรถสองแถวกันแล้ว คนขับรถก็มาเก็บบัตรรถจากนักท่องเที่ยวและเตรียมจะออกรถ แต่...คนขับรถเดินกลับมาบอกว่า มีรองเท้าที่เดินบน Skywalk กันหรือยัง ถ้ายังไม่มีต้องไปซื้อที่จุดจำหน่ายตั๋ว ในราคา 30 บาท นักท่องเที่ยวหลายคนคงหาข้อมูลกันมาบ้างแล้ว ย้อนกลับถามว่า รองเท้าเขาให้ไปเอาด้านบนไม่ใช่เหรอ และเขาจะให้ทำบุญตามศรัทธา แต่คนขับรถบอกว่า เขาเปลี่ยนกฎวันนี้วันแรก ให้นักท่องเที่ยวต้องซื้อรองเท้าที่จุดจำหน่ายตั๋วเท่านั้น...

ไหนๆ ก็ไหนๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ ก็ต้องเชื่อตามเขา วิ่งลงไปซื้อรองเท้ากันคนละคู่ จากนั้นรถจึงได้ออกจากลานจอดมุ่งหน้าสู่ด้านบน ระยะทางจากลานจอดรถด้านล่างขึ้นไปด้านบนประมาณสัก 1 กม. ครับ

ผู้โดยสารส่วนใหญ่บนรถสองแถวที่ผมนั่งมาคือพวกที่มารอคิวแรกๆ พร้อมกับผม แต่เมื่อขึ้นไปยังด้านบนแล้ว กลับเจอนักท่องเที่ยวที่มาหลังผม (ที่แย่งขึ้นรถได้ก่อน) ไปยืนรอต่อคิวเพื่อจะเดินบน Skywalk กันเป็นแถว ตอนนั้นผมหมดอารมณ์แล้ว เลยไปนั่งรอที่ศาลาข้างๆ Skywalk ที่รอนั้นก็เพื่อจะให้อากาศมันเปิด เพราะเวลานี้หมอกฟุ้งจนมองไม่เห็นทิวทัศน์อะไรเลย นั่งรออยู่เกือบครึ่งชั่วโมง แต่ดูทีท่าอากาศก็ไม่ยอมเปิดให้ซะเลย ก็เลยตัดสินใจกลับไปในตัวเมืองเชียงคาน เพื่อหาอะไรทานแทนครับ

ไหนๆ ก็พูดถึง Skywalk แล้ว ขอพูดต่อเลยแล้วกันนะครับ ผมกลับมาที่ Skywalk ในช่วงบ่ายอีกรอบ นักท่องเที่ยวไม่ได้เบาบางลงจากเมื่อเช้าเลย มารอบนี้รถติดตั้งแต่ปากทางเข้ายาวร่วมกิโล และคิวที่เดินบน Skywalk ก็ไม่ต่างอะไรกันเลย และเช่นเคย ผมก็ไม่เสียเวลาไปยืนต่อคิวเหมือนเดิม ถ่ายรูปเสร็จก็เดินทางกลับครับ

มาช่วงบ่ายก็ได้เห็นบรรยากาศโดยรวมแล้ว Skywalk พระใหญ่ภูคกงิ้ว ตั้งอยู่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเหือง ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นแม่น้ำเหืองไหลมาบรรจบแม่น้ำโขง เกิดเป็นแม่น้ำ 2 สี แม่น้ำเหืองเป็นแม่น้ำเส้นเดียวกับน้ำตกตาดเหืองนั่นเองครับ พื้นของ Skywalk ทำด้วยกระจกยาวกว่า 100 เมตร สูงจากแม่น้ำโขง 80 เมตร หรือเทียบเท่ากับตึก 30 ชั้นครับ

หลังจากผิดหวังกับ Skywalk ในช่วงเช้าแล้วก็เลยปรับแผนกันใหม่ โดยโปรแกรมต่อไปผมปักหมุดที่ภูทอก ผมกลับมาถึงในตัวเมืองเชียงคานอีกครั้งเกือบ 09.00 น. เลยวางแผนกันว่าจะหาซื้ออาหารเช้าไปปิกนิก(กันบนรถ) เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาการชมทะเลหมอกบนภูทอก เพราะถ้ายิ่งช้าหมอกก็จะจางหายไป

ผมเลยมุ่งหน้าสู่ตลาดสดเชียงคานและเดินหาอาหารเช้าที่ขึ้นชื่อของเชียงคานที่พกพาได้สะดวกที่สุด นั่นคือปาท๋องโก๋ยัดไส้ร้านเด็ดร้านดังเมืองเชียงคานที่ร้านลุงมุข ที่ขายกันมายาวนานกว่า 52 ปีแล้ว โดยไส้จะมีทั้งหมด 3 ไส้ คือ ไส้หมู ไส้สังขยา และไส้กล้วย ปลาท่องโก๋ 1 ตัวยาวประมาณ 2 คืบ แต่ละไส้ราคาเท่ากันคือ 30 บาท ผมเลยสั่งมาลองทุกไส้เลย ไส้หมูจะมีน้ำจิ้มมาให้ด้วย ส่วนไส้สังขยาและไส้กล้วยจะมีนมข้นหวานให้มาด้วย บอกเลยว่าอร่อยทุกไส้ ร้านลุงมุขไม่ได้ขายเฉพาะปลาท่องโก๋นะครับ แต่ยังมีเมนูอื่นๆ ด้วย เช่น ข้าวเปียกเส้น ไข่กระทะ โจ๊ก ข้าวต้ม สุกี้โบราณ เสียดายที่ผมมีเวลาน้อย ไม่อย่างนั้นคงได้ลองชิมอาหารเช้าฝีมือลุงมุขไปแล้ว

จากตลาดเชียงคาน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีก็มาถึงตีนภูทอก จัดแจงหาที่จอดรถและเดินไปรอคิวขึ้นรถสองแถว บริเวณตีนภูมีของกินของฝากขายมากมายครับ ใครจะมาฝากท้องบริเวณจุดจำหน่ายตั๋วรถสองแถวก็ได้นะครับ ค่ารถสองแถวขึ้นลงภูทอกคนละ 25 บาท จากตีนภูเส้นทางโค้งและชันพอสมควรเลยครับ นั่งรถเหวี่ยงไปมาสักพักก็มาถึงด้านบนภูทอกครับ

ภูทอกเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นของเชียงคานครับ ขนาดผมมาถึงราวๆ 09.15 น. แล้ว ยังมีหมอกให้เห็นอยู่เลย นี่ถ้าตอนพระอาทิตย์ขึ้นคงสวยงามมากๆ เลยทีเดียว นึกแล้วอยากจะเขกหัวตัวเองมากๆ ที่ตัดสินใจผิดพลาด แต่ไม่เป็นไร ไม่ได้มาดูแสงเช้าที่ภูทอกแต่ก็ยังทันเห็นหมอก ถึงแม้มันจะไม่ใช่หมอกแน่นๆ อย่างที่ใจอยากจะเห็น

ใต้หมอกบางๆ ผมมองเห็นเมืองเชียงคานแบบพาโนรามา เห็นวิวสองฝั่งแม่น้ำโขง เห็นอ้อมกอดของขุนเขา และเห็น....คิวของนักท่องเที่ยวที่กำลังรอต่อคิวขึ้นรถสองแถวเพื่อจะลงไปด้านล่าง.... เห้อ มาเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวแบบนี้ต้องทำใจครับ นักท่องเที่ยวบางคนที่ไม่อยากรอคิว ยอมเดินเท้าลงไปด้านล่างเอง แต่ผมนึกภาพตอนที่นั่งรถสองแถวขึ้นมาด้านบน นึกถึงภาพตัวเองตอนที่เดินลงน้ำตกตาดเหืองแล้ว ขอรอต่อคิวดีกว่า

โปรแกรมถัดไปผมปักหมุดที่หมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงคานประมาณ 18 กม. ครับ

หมู่บ้านวัฒนธรรมไทดำ บ้านนาป่าหนาด เป็นหมู่บ้านของชาวไทดำกลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจากเมืองเชียงขวาง ประเทศลาว ในหมู่บ้านวัฒนธรรมเราจะได้พบกับบ้านจำลองที่สร้างขึ้นตามรูปแบบของชาวไทดำในอดีต มีการรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในบ้านต่างๆ มาให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมกัน นอกจากนั้นยังมีการแสดงการละเล่นของชาวไทดำ หากนักท่องเที่ยวคนไหนนึกสนุกก็สามารถไปร่วมเต้นรำกับพวกชาวบ้านและเด็กๆ ได้ หรือถ้าใครอยากอินไปมากกว่านั้น สามารถแต่งชุดชาวไทดำมาร่วมเต้น ร่วมถ่ายรูปทำตัวให้กลมกลืนก็ได้ ทางหมู่บ้านได้เตรียมเสื้อผ้าไว้ให้พร้อมครับ ชาวไทดำเขามีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของเขาเองด้วยนะครับ ส่วนใหญ่จะใช้พูดกันภายในหมู่บ้าน แต่ถ้าเขาออกไปนอกพื้นที่ก็จะใช้ภาษาไทยเป็นภาษาสื่อสารครับ

จริงๆ แล้วในหมู่บ้านมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสนุกหลายอย่างเลยครับ เช่น ขี่แจ่งแจ๊ะ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ม้าไม้ไผ่หรือม้าโยกเยก และกิจกรรมอีกหนึ่งอย่างที่ไม่ควรพลาด นั่นคือ “มะกอนลอดบ่วง” เป็นกิจกรรมที่ชาวไทดำใช้เสี่ยงทายให้หนุ่มสาวได้เลือกคู่ในหมู่บ้าน โดยจะตั้งเสาสูงๆ ไว้ ที่ปลายเสาจะทำเป็นห่วง 3 ห่วง วิธีการเล่นก็คือโยน “มะกอน” ซึ่งมีลักษณะเป็นลูกผ้าทรงสามเหลี่ยมมีหางไว้สำหรับจับ จากนั้นก็เหวี่ยงให้ลอดห่วงให้ได้ สำหรับใครที่อยากจะได้ของที่ระลึกจากที่นี่ก็มีสินค้าทั้งผ้าซิ่นทอมือ เสื้อผ้าชนเผ่า รวมถึงโคมไฟไทดำครับ

จากนั้นผมย้อนกลับมายังตัวเมืองเชียงคานอีกครั้งเพื่อวางแผนจะไปหามื้อเที่ยงทานที่แก่งคุดคู้ ระหว่างทางเลยแวะไหว้พระทำบุญที่วัดท่าแขกก่อนครับ

วัดท่าแขกเป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง วัดแห่งนี้เป็นวัดที่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หนึ่งในอริยสงฆ์เมืองเลย พาลูกศิษย์มาบูรณะ ภายในโบสถ์ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณ 3 องค์ ที่ทำจากหินทรายทั้งองค์ อายุกว่า 300 ปี มีชื่อว่าหลวงพ่อโชคมงคล หลวงพ่อแสนมงคล และ หลวงพ่อชัยมงคล ตอนแรกผมก็มองหาพระพุทธรูปโบราณอยู่นาน ยอมรับเลยว่ามองหาไม่เจอ จนกลับมาถึงบ้านจึงได้มาขยายภาพดูอีกทีนั่นแหล่ะ ถึงได้เห็นพระพุทธรูปโบราณทั้ง 3 องค์ครับ สรุปว่า พระพุทธรูปโบราณทั้ง 3 องค์นั้นตั้งอยู่ด้านหลังเหนือพระประธานนั่นเองครับ ส่วนด้านหน้าพระประธานมีหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ชอบ ฐานสโมครับ

หากไหว้พระทำบุญเรียบร้อยแล้ว เดินมาทางหลังวัดนิดหน่อย ก็จะเห็นแม่น้ำโขงครับ

จากวัดท่าแขก ขับรถต่ออีกประมาณ 5 นาที ก็มาถึงแก่งคุดคู้ครับ

แก่งคุดคู้ เป็นแก่งกลางแม่น้ำโขงที่ทอดตัวยาวขนานไปสองฝั่งไทย-ลาว ช่วงที่ผมไปน้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว ยังพอที่จะมองเห็นแก่งเล็กๆ อยู่บ้าง ที่นี่มีบริการล่องเรือเพื่อชมบรรยากาศและวิถีชีวิตของคนสองฝั่งไทย-ลาวด้วยครับ

เส้นทางจากลานจอดรถมายังแก่งคุดคู้ ปัจจุบันได้ทำเป็นร้านขายของมากมาย ใครจะมาหาซื้อของฝากที่นี่ รับรองได้ติดไม้ติดมือกลับไปแน่นอน สินค้าขึ้นชื่อของที่นี่เห็นจะเป็นมะพร้าวแก้วที่ทำจากมะพร้าวอ่อน อร่อยมากๆ ครับ ผมเองก็ได้ติดมือไป 2 กล่องเหมือนกัน

ผมตั้งใจจะมาฝากท้องมื้อเที่ยงที่นี่ หาข้อมูลมาว่าติดแก่งคุดคู้จะมีร้านอาหารของชมรมแม่บ้าน ตอนนั้นก็นึกเมนูไว้ในหัวมากมาย ทั้งกุ้งฝอยทอด ตำกุ้งฝอย (มาเชียงคานต้องกินกุ้งฝอยครับ) แต่เมื่อมายืนที่หน้าร้านกลับต้องฝันสลาย เพราะลูกค้าแน่นเอี๊ยด ไม่มีที่ว่างเลยครับ

ความพยายามยังไม่สิ้นสุด ไหนๆ ก็ตั้งใจจะหาร้านอาหารริมแม่น้ำโขงแล้ว ขากลับออกจากแก่งคุดคู้ พยายามมองหาร้านอาหารที่อยู่ริมแม่น้ำโขง เห็นป้ายบอกชื่อร้าน “ครัวริเวอร์ไซด์” ก็เลี้ยวขวับทันที

ครัวริเวอร์ไซด์เป็นร้านอาหารของริเวอร์ไซด์เชียงคานรีสอร์ทครับ มีที่จอดรถสะดวกสบาย บรรยากาศดีเลยทีเดียว

เริ่มที่ผัดฉ่าปลาคัง ปลาสด เนื้อหวาน หอมสมุนไพรมากๆ จานนี้ 285 บาทครับ

ตามมาด้วยต้มยำปลาบึก รสชาติอาจจะอ่อนไปนิดสำหรับผม แต่ก็ซัดกันหมดหม้อครับ 555 หม้อนี้ 295 บาท

ปลานิลเผา ปลาเนื้อหวานเลยทีเดียว น้ำจิ้มมีให้เลือก 2 แบบ จานนี้ 250 บาทครับ

ปิดท้ายด้วยเห็ดหอมผัดกุ้ง จานนี้แอบผิดหวังเล็กๆ เพราะตอนแรกคิดว่าจะเป็นเห็ดหอมสด แต่ที่นี่ใช้เห็ดหอมแห้ง จริงๆ แล้วเชียงคานอยู่ไม่ไกลจากภูเรือ แล้วภูเรือเด่นเรื่องเห็ดหอมสด ทางร้านน่าจะนำเห็ดหอมสดมาประกอบอาหารจะอร่อยกว่านี้ แต่เรื่องรสชาติก็ถือว่าโอเคอยู่ครับ จานนี้ 255 บาท

รสชาติโดยรวมถือว่าโอเคเลย น้องพนักงานก็ให้บริการดี ขนาดมีแขกหลายโต๊ะ แต่เห็นมีน้องพนักงานดูแลเพียงคนเดียว แต่น้องก็ให้บริการอย่างเต็มที่ หน้าตาไม่บึ้งตึงเลย ประทับใจที่ผมสั่งข้าวเปล่าไป 4 จาน น้องแนะนำอย่างดีว่าให้สั่งเป็นโถ จะดีกว่าเพราะปริมาณไล่เลี่ยกัน แต่สั่งแบบโถราคาถูกกว่าสั่งแบบจาน 4 จาน โอ้ว แบบนี้ เอาใจผมไปเลยครับ

หลังจากอิ่มท้องแล้ว ไปกันต่อที่วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน ซึ่งอยู่ห่างจากแก่งคุดคู้ประมาณ 10 กิโลเมตรครับ

วัดพระพุทธบาทภูควายเงินสร้างขึ้นราวปี พ.ศ.2300 ตั้งอยู่บนเขา รอยพระพุทธบาทภูควายเงินเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านในละแวกนี้มาก แต่ก่อนเชื่อกันว่าคนมีบุญเท่านั้นที่จะขึ้นมาถึงพระพุทธบาทภูควายเงินได้ เพราะถ้าบุญไม่ถึงจริงๆ จะมีอุปสรรคต่างๆ ทำให้มาสักการะรอยพระพุทธบาทไม่ได้ตามที่ตั้งใจ พระพุทธบาทภูควายเงินเป็นรอยพระพุทธบาทยาวประมาณ 120 ซม. กว้าง 65 ซม ประดิษฐานบนหินพร้า (หินลับมีด) ซึ่งมีลักษณะเป็นรอยแตก แต่ไม่มีอักษรจารึกครับ

อีกหนึ่งไฮไลท์ของวัดพระพุทธบาทภูควายเงินเห็นจะเป็นเจ้ากระต่ายน้อยนับร้อยตัวหลากหลายสายพันธุ์ ที่ถูกเลี้ยงในกรงเปิด แต่ละตัวดูคุ้นกับนักท่องเที่ยวมากๆ เพราะขนาดเดินเข้าไปใกล้ยังไม่กระโดดหนีเลยครับ นักท่องเที่ยวสามารถซื้ออาหารไปเลี้ยงกระต่ายได้นะครับ

จากวัดพระพุทธบาทภูควายเงิน ผมตีรถกลับไปล้างตาที่ Skywalk อีกครั้งหนึ่ง เพราะเมื่อเช้าหมอกลงจนไม่เห็นทิวทัศน์อะไรเลย ช่วงบ่ายนี้คงได้เห็นวิวแม่น้ำสองสีตามที่ตั้งใจไว้ สำหรับทิวทัศน์ของ Skywalk ช่วงบ่าย ผมกล่าวไว้ในช่วงต้นของรีวิวแล้วนะครับ

จบจาก Skywalk ผมตรงกลับเข้าที่พักเพื่อพักผ่อนเอาแรงก่อน การจราจรในเมืองเชียงคานช่วง 16.00 น. ก็เริ่มหนักหนาสาหัสตั้งแต่ฟ้ายังไม่สิ้นแสง

เมื่อพักผ่อนจนเรี่ยวแรงกลับมาแล้ว ผมใช้การเดินเท้าจากที่พักเพื่อไปยังวัดศรีคุนเมือง ซึ่งอยู่ถนนชายโขงระหว่างซอยศรีเชียงคาน 6 และซอยศรีเชียงคาน 7 วัดศรีคุนเมืองเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเชียงคาน วัดนี้โดดเด่นเรื่องศิลปะแบบล้านนาและล้านช้าง หลังคาโบสถ์จะลดหลั่นกันลงมาตามแบบศิลปะแบบล้านนา บริเวณผนังด้านหน้าของโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวนิทานชาดกชุดพระเจ้าสิบชาติอยู่เต็มหน้าบรรณ ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปไม้จำหลักลงรักปิดทอง ปางประทานอภัย สร้างตามแบบศิลปะล้านช้าง รวมไปถึงธรรมาสน์ไม้สักแกะสลักลายประดับกระจกสี พระพุทธรูปยืนชนิดไม้ทาน้ำทอง ศิลาจารึกชนิดหิน ล้วนเป็นโบราณวัตถุศิลปะล้านช้างด้วยกันทั้งนั้น ผมเองก็เพิ่งจะเคยเห็นพระปางประทานอภัย ซึ่งมีนาคปรกถึง 9 เศียร ปกติจะเห็น 7 เศียรเท่านั้น

ดวงอาทิตย์เริ่มจะลาขอบฟ้าแล้ว ผมออกไปชมวิวบริเวณถนนเลียบชายโขง บรรยากาศยามเย็นสงบและสวยงามมากๆ แสงสีทองเริ่มสาดส่องทั่วท้องฟ้า มองเห็นทิวเขาจากฝั่งลาวลดหลั่นกันตามความสูง มีสายหมอกบางๆ คลอเคลียเย้าหยอกบนยอดเขา เป็นภาพที่สะกดผมจนไม่อยากเดินไปไหนอีกแล้วครับ

หลังสิ้นแสงของธรรมชาติ แสงไฟจากร้านรวงบนถนนคนเดินกลับสว่างไสวขึ้นมาแทน นักท่องเที่ยวเริ่มไหลกันเข้ามาเรื่อยๆ มาถนนคนเดิน สิ่งที่ไม่ควรพลาดชิมเห็นจะเป็นกุ้งฝอยเสียบไม้ย่างครับ มีขายกันหลายร้านมากๆ นอกจากนี้ยังมีอาหารพื้นถิ่นให้เลือกชิมกันมากมาย ค่ำนี้ผมมาฝากท้องที่ถนนคนเดินนี้เช่นกัน

ก่อนที่ผมจะเดินทางมาเชียงคาน มีสายข่าวบอกมาว่าที่เลยหนาวมากประมาณ 10 องศา ไอ้ผมก็กลัวจะหนาวเลยเตรียมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาวหนาๆ รวมถึงเสื้อขนเป็ดมาด้วย แต่เห้อ... ร้อนตับแทบแลบ

ผมออกมาเดินชมบรรยากาศตั้งแต่ 6 โมงเช้า บรรยากาศของถนนคนเดินยังคงพลุกพล่านอยู่เช่นเดิม แต่อยากจะบอกว่าบรรยากาศช่วงเช้ากับช่วงเย็นมันช่างต่างกันซะเหลือเกิน ช่วงค่ำเต็มไปด้วยแสงสีจากหลอดไฟ สองข้างทางถนนคนเดินเต็มไปด้วยร้านรวง แต่ยามเช้ามีเพียงแสงจากธรรมชาติ สองข้างทางถนนคนเดินเต็มไปด้วยชุดตักบาตร รอให้นักท่องเที่ยวได้มาซึมซับกับวัฒนธรรมอันดีงามของเชียงคานกับการตักบาตรข้าวเหนียวครับ

บรรยากาศยามเย็นว่าดีแล้ว บรรยากาศยามเช้านี่มันดีงามขึ้นไปอีก เชียงคานเป็นเมืองที่เหมาะกับการมาชาร์จพลังให้กับตัวเองจริงๆ ครับ

จะบอกว่าเชียงคานเป็นเมือง 2 อารมณ์ คล้ายๆ อาการไบโพลาร์ก็คงไม่ผิดนัก 555 เพราะบรรยากาศช่วงเช้ากับช่วงเย็น มันช่างต่างกันแบบสุดขั้วเลยครับ หากเพื่อนๆ คนไหนยังไม่เคยมาเที่ยวที่เชียงคาน ผมแนะนำว่าให้ลองมาสัมผัสกับเชียงคานสักครั้งในชีวิตครับ

เช้านี้ผมมาฝากท้องที่ร้านบนถนนคนเดินนี่แหล่ะครับ จริงๆ มีเจ้าถิ่นแนะนำร้านแม่งามอิ่มอร่อย ซึ่งขายอาหารเช้าแบบพื้นเมืองให้ แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่าลูกค้าแน่นร้าน ผมเลยเปลี่ยนร้านไปกินฝั่งตรงข้ามแทน

หลังอาหารเช้าผมคงต้องอำลาเชียงคานแล้ว ถึงจะเป็นวันสุดท้ายของทริปแต่โปรแกรมผมยังไม่จบแค่นี้ ผมใช้เส้นทางเชียงคาน-ท่าลี่ เพื่อจะไปยัง ภูชมลาว อีกหนึ่งจุดชมวิว ชมทะเลหมอกของเมืองเลยครับ ระยะทางจากเชียงคานไปยังภูชมลาว ประมาณ 33 กม.

การจะขึ้นไปชมวิวด้านบนภูชมลาว เราจะต้องจอดรถไว้ตีนภูชมลาวใกล้ๆ อ่างเก็บน้ำ และด้านข้างอ่างเก็บน้ำจะมีรถอีแต๊กของสมาชิกเครือข่ายชาวบ้านไว้คอยบริการ รถอีแต๊ก 1 คัน สามารถนั่งได้ประมาณ 6 คน (ไม่รวมคนขับ) โดยมีค่าบริการไปกลับคนละ 60 บาทครับ

นั่งรถอีกแต๊กราวๆ 20 นาที หัวสั่นหัวคลอนกันเป็นแถว เส้นทางผ่านป่ายาง บางช่วงก็สูงชัน โชเฟอร์ต้องจอดรถเพื่อเปลี่ยนเกียร์ สร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่าสมาชิกเป็นอย่างมากครับ

สิ้นสุดเส้นทางรถอีแต๊ก ก็ต้องเดินเท้ากันต่อ ตามเส้นทางลาดชันอีกประมาณ 100 เมตร

ภูชมลาว หรือ ภูฮวก ตั้งอยู่บนความสูง 440 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง บนยอดนี้ ถ้าหากมาในช่วงเช้าเราจะเห็นทะเลหมอก แต่ถ้าสายไปกว่านั้นก็จะมองเห็นแนวเทือกเขาสลับซับซ้อน ทั้งทางฝั่งไทยและฝั่งลาวครับ ด้านบนจะทำเป็นลานสำหรับชมวิวไว้ 3 จุด สร้างด้วยไม้ ตอนไปยืนชมวิวก็ลุ้นไปว่าไม้จะหักไหม 555

ที่เห็นหลังคาแดงๆ นั่นคือด่านศุลกากรท่าลี่ เลยไปข้างหลังจะเป็นสะพานมิตรภาพน้ำเหืองไทยลาวครับ

หมู่บ้านนากระเซ็ง ฝั่งไทยครับ

ติดแม่น้ำเหือง เป็นบ้านเมียงหมอ เมืองแก่นท้าว ประเทศลาวครับ

ผมดื่มด่ำกับบรรยากาศได้สักพักก็คงต้องลงไปยังจุดหมายต่อไป ขาขึ้นว่าเสียวแล้วขากลับก็เสียวไม่แพ้กัน (ช่วงที่ขึ้น-ลงทางลาดชัน) ขาลงผู้โดยสารที่นั่งหน้าคงจะเสียวกว่าผู้โดยสารที่นั่งหลังเป็นอย่างมาก เพราะเป็นทางลงที่ลาดชันยาวประมาณ 150 เมตร

ออกจากภูชมลาวผมแวะสักการะพระธาตุสัจจะ เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับตัว พระธาตุสัจจะอยู่ห่างจากภูชมลาวเพียง 6 กม. ครับ

พระธาตุสัจจะ ตั้งอยู่ที่วัดลาดปู่ทรงธรรม ศูนย์รวมจิตใจของชาวท่าลี่ วัดแห่งนี้เคยเป็นที่พำนักสงฆ์และที่ธุดงค์ของพระเกจิอาจารย์หลายรูป ต่อมามีการสร้างองค์พระธาตุสัจจะครอบรอยพระพุทธบาท องค์พระธาตุดูคล้ายพระธาตุพนมครับ ตามประวัติเล่าว่า เหตุที่สร้างองค์พระธาตุให้คล้ายพระธาตุพนมนั้นเพื่อเป็นการต่อชะตาให้กับองค์พระธาตุพนม ซึ่งได้พังทลายลงมาจากความทรุดโทรม เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2518 ภายในพระธาตุสัจจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระอรหันต์ธาตุและพระปถวีธาตุพนม (ดินจากพระธาตุพนม) พระธาตุสัจจะอยู่ริมทางหลวงสายท่าลี่-เลย หากใครใช้เส้นทางนี้ก็แวะสักการะกันสักนิดก็ดี เพื่อความเป็นสิริมงคลกับตัวเองครับ

จากพระธาตุสัจจะ ขับรถเข้าตัวเมืองท่าลี่ ต้องสะดุดตากับพระพุทธรัตนะ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางเปิดโลกองค์ใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ในลานกว้าง ด้วยความสูงถึง 32 เมตรเลยทีเดียว พระพุทธรัตนะอยู่ตรงข้ามกับสำนักงานเทศบาลตำบลท่าลี่ครับ

ผมมาปิดโปรแกรมเมืองเลยด้วยการล่องแพพร้อมทานมื้อเที่ยงที่อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิงครับ

อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง หรืออีกชื่อหนึ่งคือ อ่างเก็บน้ำหมานตอนบน เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีความจุ 26 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่อยู่ในอ้อมกอดของขุนเขาครับ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทิวเขาล้อมรอบทุกด้าน นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวและคนเมืองเลยมากๆ กิจกรรมเด่นคงจะหนีไม่พ้นการล่องแพพร้อมกับทานอาหารท่ามกลางทิวทัศน์ที่สวยงาม นี่ขนาดผมมาถึงช่วงเที่ยงยังชอบกับบรรยากาศของที่นี่ นี่ถ้าได้มาช่วงเช้าแล้วได้เห็นหมอกลอยคลอเคลียเหนือผิวน้ำ คงสวยน่าดูชม ปางอุ๋งก็ปางอุ๋งเถอะ คงมีคู่แข่งที่สำคัญอย่างห้วยกระทิงแน่นอน

สำหรับแพที่ให้บริการมีหลายผู้ประกอบการ แต่ผมมาเลือกใช้บริการของกลุ่มแม่บ้าน เพราะเห็นเป็นกลุ่มแม่บ้านก็เลยอยากจะช่วยสนับสนุน คิดว่ารายได้น่าจะตกถึงกลุ่มแม่บ้าน ซึ่งก็ถือซะว่าเราได้เที่ยวไปด้วยได้กระจายรายได้ให้กับคนในพื้นที่ไปด้วยครับ

จุดติดต่อแพอยู่ไม่ไกลจากลานจอดรถ มองเห็นได้ง่ายเพราะทำเป็นศาลาเล็กๆ เมื่อไปถึงจะมีเจ้าหน้าที่ให้เราเลือกขนาดแพที่ต้องการล่อง โดยมีแพให้เลือก 2 ขนาด แพใหญ่ ราคา 520 บาท แพเล็ก ราคา 350 บาท (แพเล็กจะบรรทุกนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 6-8 คน) จากนั้นถ้าใครอยากจะสั่งอาหารไปทานบนแพก็สามารถสั่งอาหารได้ที่นั่นเลย จากนั้นก็ไปนั่งรอบนแพ เจ้าหน้าที่จะขี่เรือพร้อมลากแพเราไปปล่อยไว้กลางน้ำ สักพักก็จะมีเรือมาส่งอาหารที่เราสั่งไว้ แพ 1 หลัง สามารถนั่งได้ยาวตั้งแต่เช้ายัน 17.00 น. แต่ถ้าเราอยากจะกลับเมื่อไรก็ให้ชักธงขาวขึ้นสู่ยอดเสา เป็นอันรู้กันว่าให้พาเรากลับเข้าฝั่งได้แล้ว

สำหรับอาหาร ราคาสมเหตุสมผล โดยรวมรสชาติอาหารใช้ได้เลยครับ ส้มตำรสแซบมากๆ ตำลาว 35 บาท ตำแตง+ไข่ต้ม(3ฟอง) 50 บาท ยำแหนม 80 บาท ลาบปลานิล 100 บาท ต้มยำปลานิล 150 บาท ปลานิลนึ่งมะนาว 250 บาท แต่มี 2 เมนู ผมว่ามันเหนียวและแข็งไปนิด นั่นคือหมูแดดเดียว 100 บาท และ คอหมูย่าง 80 บาท ข้าวเหนียวถุงใหญ่ 20 บาท น้ำขวดใหญ่ 20 บาท น้ำแข็งกระติกใหญ่ 60 บาท คือตอนสั่ง สั่งแบบอารมณ์หิว เห็นเมนูแล้วอันนี้ก็น่ากิน อันโน้นก็น่ากิน เรียกว่ากินกันจนเหนื่อยครับ

จากอ่างเก็บน้ำห้วยกระทิงผมตรงดิ่งกลับไปยังสนามบิน เคาเตอร์เช็คอินที่สนามบินมีเพียง 3 เคาเตอร์ (2 สายการบิน) ใช้เวลารอไม่นานครับ จริงๆ ผมเช็คอินออนไลน์มาแล้ว แต่มาโหลดกระเป๋าเพิ่ม ก็ยังเสียเวลาไม่นาน ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีก็แล้วเสร็จครับ

เป็นอันว่าจบทริปเมืองเลยด้วยความประทับใจ มีหลายสถานที่ที่ยังค้างคาใจอย่างภูทอก คงต้องหาโอกาสกลับมาล้างตาใหม่ รอบหน้าจะต้องมารอชมแสงแรกบนภูทอกให้ได้ และอีก 2-3 สถานที่ที่ตั้งใจว่าจะไปในทริปนี้ แต่ไม่ได้ไป เนื่องจากมีเวลาจำกัด รวมถึงกลับมาร่วมประเพณีแห่ต้นดอกไม้ที่วัดศรีโพธิ์ชัย หนึ่งในประเพณีดีๆ ที่ควรมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง

ท้ายสุดนี้ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ

ความคิดเห็น