2 วัน 1 คืน พาไปไต่ฟ้า - ล่าดาว ช่วงปลายปี ณ ดอยหลวงพะเยา - ดอยหนอก รีวิวโดย Palmorous

“เวลาที่เครียดหรือรู้สึกแย่ เพื่อนๆชอบทำอะไรกันครับ?”           ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นประเภท เวลาเครียดแล้วชอบหลบไปอยู่คนเดียว แต่จะบอกว่าเป็น Introvert ก็ไม่เชิงเพราะผมไม่ชอบอยู่แต่ในห้องเช่นกัน ตรงกันข้ามกลับชอบออกมาอยู่ในที่โล่งๆซะมากกว่า ฉะนั้น การทำกิจกรรมที่ไม่ค่อย

2 วัน 1 คืน พาไปไต่ฟ้า - ล่าดาว ช่วงปลายปี ณ ดอยหลวงพะเยา - ดอยหนอก

2 วัน 1 คืน พาไปไต่ฟ้า - ล่าดาว ช่วงปลายปี ณ ดอยหลวงพะเยา - ดอยหนอก

 วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564 เวลา 16.12 น.

 วันที่เดินทาง 19 ธ.ค. 2563

“เวลาที่เครียดหรือรู้สึกแย่ เพื่อนๆชอบทำอะไรกันครับ?”

          ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นประเภท เวลาเครียดแล้วชอบหลบไปอยู่คนเดียว แต่จะบอกว่าเป็น Introvert ก็ไม่เชิงเพราะผมไม่ชอบอยู่แต่ในห้องเช่นกัน ตรงกันข้ามกลับชอบออกมาอยู่ในที่โล่งๆซะมากกว่า ฉะนั้น การทำกิจกรรมที่ไม่ค่อยเจอคน อย่างเช่น การเดินป่า โดยเฉพาะในที่ที่ไปยาก หรือ คนไม่ค่อยไปกัน จึงตอบโจทย์สำหรับผมมากที่สุด และยิ่งการได้นั่งโง่ๆอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืดและแสงดาวจะเป็นอะไรที่ผมชอบมากที่สุด

           ช่วงต้นเดือน ธันวาคม หลังจากที่ไล่เคลียร์งานที่ต้องเสร็จก่อนสิ้นปีจนหมดแล้ว ผมก็รีบ Search Google หาสถานที่เดินป่าทันที 

ที่ที่คนยังไม่ค่อยไปกัน 

ที่ที่สามารถอยู่กับตัวเองได้นานๆ 

ที่ที่สามารถนั่งโง่ๆดูดาวตอนกลางคืนได้

.

และนั้นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนี้ครับ

.

ทริป 2 วัน 1 คืน ไต่ฟ้า – ล่าดาว ณ ดอยหลวงพะเยา – ดอยหนอก

19 -20 ธ.ค. 2020

ข้อมูลโดยสังเขป

    • ถึงแม้ว่าที่หมายของการเดินทางในครั้งนี้จะมีชื่อว่า “ดอยหลวงพะเยา” แต่ความจริงแล้ว ดอยแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาที่เป็นพื้นที่รอยต่อของ 3 จังหวัด อันได้แก่ ทิศเหนือ : เชียงราย ทิศตะวันตก : ลำปาง และ ทิศตะวันออก : พะเยา
    • คนในพื้นที่จะเรียกสั้นๆว่า “ดอยหลวง” แปลตรงๆเป็นภาษาไทยกลางว่า “ภูเขาขนาดใหญ่” ซึ่งความหมายจริงๆเอาไว้เรียกยอดเขาที่สูงที่สุดในละแวกนั้น เช่นเดียวกับ ดอยหลวงเชียงดาว (เชียงใหม่) ดอยหลวงตาก หรือคำว่า เขาหลวงในภาคอื่นๆ เช่น เขาหลวงสุโขทัย หรือ เขาหลวงนครศรีธรรมราช
    • นอกจากยอดดอยหลวงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งยอดที่เป็น Iconic ของที่นี่ และเป็นเหตุผลให้ผมตัดสินใจมา นั้นก็คือยอด “ดอยหนอก” ครับ ดอยหนอกเป็นภูเขาหินปูน หน้าตาประหลาดคล้าย “หนอกของวัว” ที่ตั้งเด่นนูนออกมาจากสันเขาแบบโดดๆ ต่างจากภูเขารอบๆอย่างสิ้นเชิงราวกับว่าไม่ได้อ่าน Line กลุ่ม

          ผมออกเดินทางจากกรุงเทพตอน 2 ทุ่ม คืนวันศุกร์ และมาถึงจังหวัดพะเยา ตอนเช้าวันเสาร์ราวๆ 6 โมง ด้วยความที่เรานัดเจ้าหน้าที่ไว้ตอน 9 โมง ก็เลยมีเวลามาเดินหาอะไรกินและตุนขนมที่ตลาดเช้าเมืองพะเยา

          ส่วนรูปนี้ถ่ายจากสะพานลอยข้างๆตลาดเช้าครับ เขาหลวงเป็นเทือกเขาที่ใหญ่มาก ขนาดที่ว่า ถ้าอยู่ในตัวเมืองพะเยาไม่ว่าอยู่จุดไหน ถ้าเรามองมาทางทิศตะวันตก เราก็จะสามารถมองเห็นยอดเขาหลวงและยอดดอยหนอกได้ครับ ในรูปนี้น่าจะดูออกเนอะ ยอดเขาหลวงคือยอดเขาที่อยู่สูงที่สุดในภาพ ส่วนดอยหนอกก็คือติ่งเล็กๆที่อยู่กลางภาพ

          ขอเล่าแผนการเดินทางนิดนึง เส้นทางเดินป่าขึ้นยอดเขาหลวงแต่เดิมหลักๆจะมีทั้งหมด 4 เส้นทางครับ แต่ปัจจุบันปิดไปแล้วหนึ่งเพราะแถวนั้นระบบนิเวศน์ค่อนข้างเปราะบาง ตอนนี้ก็เลยเหลือเพียง เส้นขึ้นทางฝั่งจังหวัดลำปาง 1 เส้นทาง และขึ้นทางฝั่งจังหวัดพะเยา 2 เส้น ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เราจะขึ้นและลงทางฝั่งพะเยา โดยขึ้นทางด้านทิศใต้ของเทือกเขา ที่หมู่บ้านปากบอก ส่วนขากลับเราจะลงอีกทางทางฝั่งทิศเหนือครับ

          ถ้าขึ้นยอดจากทางฝั่งบ้านปากบอก จะต้องเดินเป็นระยะทางราวๆ 9 กม. ไต่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ 718 ม. ไปถึงยอดเขาหลวงที่ 1694 ม. รวมแล้วต้องไต่ระดับราว 976 ม. หรือเกือบๆ 1 กม. เลยทีเดียว

          ผมมาจุดเริ่มเดินที่ได้นัดหมายกับพี่เจ้าหน้าที่อุทยานและพี่ลูกหาบตอนเกือบๆจะ 9 โมง พอมาถึงปุ๊ปก็ได้รับข่าวร้ายว่า ลูกหาบที่จองไว้มาจริงแค่ 3 คน เพราะว่าวันอาทิตย์มีเลือกตั้ง อบจ. พี่ๆเขากลัวกลับลงมาเลือกตั้งกันไม่ทัน เลยไม่มีใครมา

          และนั้นก็หมายความว่า เป้น้ำหนัก 14.1 กิโลของผม ที่มีทั้ง กล้อง เลนส์ 2 ตัว ขาตั้ง เต็นท์และถุงนอน ผมจะต้องแบกเองหมด อ่า.....ถามว่าไหวไหม ก็ไหวแหละ แต่ถ้าใครเป็นสายตากล้องจะรู้ว่า การต้องแบกเป้ใบใหญ่ๆเป็นเต่าเดินขึ้นดอย มันทำให้อารมณ์อยากถ่ายภาพหดหายไปเยอะทีเดียว แต่จังหวะนี้มันช่วยไม่ได้แล้ว ก็เลยทำได้แค่เพียงปลอบใจตัวเองว่า...เอาน่า ถือว่าเป็นการสนับสนุนระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบอ้อมๆละกัน 55+

          พอจัดกระเป๋าและเริ่มทำใจได้แล้ว เราก็ออกเดินทางทันที โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยานหนุ่มไฟแรงนิสัยดี แถมชอบถ่ายรูปด้วย ชื่อว่า “แบงค์” นำทางให้ แบงค์บอกว่า เส้นนี้ปกติคนจะใช้เวลาเดินประมาณ 7-9 ชั่วโมง ถ้าเริ่มออกเดินตอน 9 โมงตรง ก็น่าจะถึงราวๆ 4-5 โมงเย็น แต่ก็มีบางคณะเหมือนกันที่ถึงค่ำ ทุ่ม ถึง 2 ทุ่มเลยก็มี

ทางช่วงแรกจะเป็นป่าโปร่ง สลับกับป่าไผ่ และยังไต่ระดับความสูงไม่มากนัก แต่ก็จะเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ

          บางช่วงที่ต้นไม้ไม่ได้ขึ้นหนามาก ก็จะสามารถมองเห็นสันเขาที่เราจะต้องเดินไปได้ แบงค์ชี้ให้ดูและบอกว่า ถ้าถึงสันเขาโล่งๆที่เห็นอยู่ไกลๆนั้นก็คือถึงครึ่งทางละ ดูเหมือนไม่ไกลมากนะ แต่ถ้าประเมินจากพลังงานที่ใช้ไปกับ 2 กม.ที่ผ่านมา สำหรับผมกว่าจะถึงตรงนั้นก็น่าจะหอบน่าดู

ช่วงแรกทุกคนยังแรงดี ยังเดินเกาะกลุ่มกันได้อยู่

สันหมูแม่ด้อง

          1 ชั่วโมง กับอีก 30 กว่านาทีถัดมา ผมก็มาถึงเนินก่อนจะถึงสันเขาที่แบงค์บอกว่าเป็นครึ่งทาง สันเขานี้มีชื่อว่า “สันหมูแม่ด้อง” ที่มาของชื่อจะต้องแยกออกมาเป็น 3 ส่วนก่อนคือ “สัน” = สันเขา “หมูแม่” = หมูตัวเมียที่มีลูก “ด้อง” = ผอมกะหร่อง รวมกันก็จะได้คำอธิบายถึงลักษณะของสันเขาที่เหมือน 

“สันหลังของแม่หมูที่ให้นมลูกจนตัวเองผอมกะหร่อง”

          หลังจากนี้จะมีเนินที่ชันมากๆอยู่ 2 จุด จุดแรก คือ สันหมูแม่ด้อง ที่เรากำลังจะไป ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่เหนื่อยที่สุดแล้ว เพราะนอกจากจะชันมากๆแล้ว ปกติคนจะมาถึงตรงจุดนี้ราวๆบ่ายโมง ทำให้แดดอยู่กลางหัวเราพอดี เพราะฉะนั้นตอนนี้ต้องพักนานๆหน่อย เดี๋ยวไม่รอด

          ออ ลืมบอกไปทริปนี้ผมมากับจ่าหมู Travel Basecamp Thailand ครับ มาคนเดียวแต่มาได้เพื่อนใหม่อีก 12 คนที่นี่

เอาวะ!! ไปต่อ

ตอนนี้แต่ละคนเริ่มเดินทิ้งระยะห่างตามกำลังของตัวเองแล้ว

เห็นพื้นที่ร่มไหม? ไม่เห็นเหรอ? ก็ไม่มีไง 55

จากยอดสันหมูแม่ด้องมองไปทางฝั่งตะวันออก จะเห็นกว๊านพะเยาอยู่ไกลๆ

          เลยจากสันหมูแม่ด้อง ก็จะได้เดินลงยาวๆ แล้วก็ต้องไต่กลับขึ้นมาใหม่ แต่รอบนี้ดีที่ไม่ชันมากและก็พอมีร่มบ้าง

          เดินต่ออีก เกือบๆชั่วโมงก็มาถึงจุดพักที่สองชื่อว่า “เด่นสะแกง”  “เด่น” = พื้นที่โล่ง “สะแกง”= ลาดเอียง รวมกันเป็น พื้นที่ลาดเอียงโล่งๆตามภาพ แถวๆนี้จะมีดอกไม้ป่าจำพวก เอ็นอ่าขน ขึ้นอยู่เยอะมากครับ ใครชอบดอกไม้น่าจะชอบกัน

ช่วงแนะนำพืชที่น่าสนใจที่เจอระหว่างทาง

          ผมเป็นคนนึงที่ถ้าไม่ต้องรีบทำเวลาจริงๆ จะไม่ค่อยรีบเดินเท่าไหร่ ถ่ายดอกไม้ สัตว์ แมลงที่เจอระหว่างทางไปเรื่อยๆ

          อย่างต้นแรกที่อยากแนะนำมีชื่อว่า “เอ็นอ่าขน” เป็นไม้ล้มลุกออกดอกทั้งปีที่มักพบตามภูเขาแทบทุกภาค คิดว่าคนที่เดินป่าบ่อยๆ ถึงไม่รู้จักชื่อก็น่าจะเคยเห็นผ่านๆตากันทุกคน

     ลูกก่อ/เกาลัดป่า : คล้ายๆเกาลัดบ้าน แต่ลูกเล็กกว่า กินสดได้ แต่ต้องเลือกที่แกะออกมาแล้วเนื้อเป็นสีขาวนะ ตอนแรกก็ผมก็ว่าจะลองชิมดูเหมือนกัน แต่ลองหยิบมาแกะดู 10 ลูก กินไม่ได้สักลูก พอ เลิก 55

          ผักลืมผัว : อันนี้ก็พึ่งเคยเห็นผลของต้นนี้เหมือนกัน ปกติคนเมืองเขาจะเอาใบกับลำต้นมากินเป็นเครื่องเขียงกับลาบ ไม่ก็ใส่แกงอ่อม แต่ไม่แน่ใจว่าผลกินได้ป่าวนะ

          สำหรับต้นนี้ ถึงใครไม่ค่อนสนใจเรื่องต้นไม้ ก็ควรต้องรู้จักไว้นิดนึง เพราะเขาคือ “หมามุ้ย!!!” นั้นเอง รู้ไว้จะได้ไม่ไปใกล้เขามาก

          สาระ : ส่วนที่ทำให้เกิดอาการคันของต้นหมามุ้ยคือ ขนคันที่อยู่ตรงฝัก ถ้าเผลอไปโดนวิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือ เอาข้าวเหนียวปั่นคลึงจุดที่โดนเพื่อเอาขนคันออก

หายเหนื่อยกันแล้วก็เดินต่อ

บันไดก่ายฟ้า (Stairway to Heaven)  

          เนินโหดเนินสุดท้ายของวันนี้ ชันพอๆกับสันหมูแม่ด้อง แต่แดดตอนบ่าย3ก็ไม่ได้โหดร้ายเท่าตอนเที่ยง ค่อยๆไต่ไปเรื่อยๆได้อยู่

          ใช้เวลากว่า 15 นาทีก็ลากสังขารมาจนถึงยอดจนได้ และด้วยความมานะอุตสาหะที่ผ่านมา พระเจ้าจึงได้ส่งแสงเทพ (Crepuscular rays ) มาให้เป็นรางวัล 

จังหวะนี้ ถึงเหนื่อยแค่ไหน ก็ต้องรีบควักกล้องใหญ่ออกมาถ่ายแล้ว เพราะแสงแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะเจอได้ทุกวัน

น้องเป้ 14.1 กก. ถ่ายคู่กับแสงเทพ

ทางที่พึ่งเดินมา

          ส่วนนี้คือทางที่เรากำลังจะไป ใกล้ๆเกือบถึงยอดดอยทางขวามือคือที่ๆเราจะกางเต็นท์กัน ส่วนยอดโดดๆ ซ้ายมือ คือ ดอยหนอก ที่เราจะไปกันพรุ่งนี้เช้า

ดอยหนอกแบบชัดๆ

Panorama

          จริงๆก่อนถึงจุดกางเต็นท์ก็ต้องเดินลงเนินแล้วไต่ขึ้นมาใหม่(อีกแล้ว) แต่การเดินแบบเห็นจุดหมายแน่ๆ มันให้ความรู้สึกต่างกับการเดินแบบไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย รอบนี้เลยไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ (แต่หนัก 55)

มาถึงก็รีบกางเต็นท์ก่อนเลยเพราะจะ 5 โมงแล้ว เดี๋ยวไปเก็บแสงเย็น กับพระอาทิตย์ตกไม่ทัน

พระอาทิตย์ยังไม่คล้อยต่ำมากแต่อากาศเริ่มเย็นแล้ว

มณีเทวา/กระดุมเงิน/หญ้าหัวหงอก

เล่ามาตั้งนาน ยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ผมชื่อ ปาล์ม ครับ ชอบเดินป่า ถ่ายรูป แล้วก็ดูดาว

ก่อนหน้านี้ก็เคยเขียวรีวิวมาบ้างใน Pantip โดยใช้ชื่อว่า Palmography

          ถ่ายพระอาทิตย์ตกมุมเดิมเบื่อแล้ว เลยเดินต่อขึ้นมาบนยอดดอยหลวง ตรงนี้จะมีพระพุทธรูป ประดิษฐานอยู่ 2 องค์

นั่งรอกล้องถ่าย Time Lapse เพลินๆ รู้ตัวอีกทีคนอื่นก็เดินลงกลับแคมป์กันไปหมดแล้ว

          คนทั่วไปมักอยู่รอดูพระอาทิตย์ตกจนถึงช่วงลับขอบฟ้าแล้วก็กลับกัน แต่สำหรับตากล้อง(หรืออย่างน้อยก็ผม) ช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้านี่ต่างหากละคือของจริงเพราะช่วง Twilight เราจะสามารถเห็นท้องฟ้าไล่เชดสีครบทุกสเปกตรัมตั้งแต่ แดง ยัน ม่วงเลย

          ผมเดินกลับลงมาที่แคมป์ตอนเกือบๆ 1 ทุ่ม มาถึงก็พบว่าทุกคนจัดหมูย่างเกาหลีกันไปได้สักพักแล้ว ส่วนตัวผมต้องรีบกิน รีบออกไปถ่ายรูป(อีกแล้ว55) เพราะจะรีบไปเก็บหางทางช้างเผือกช่วงหัวค่ำ จากนั้นก็รีบงีบ เพื่อตื่นตี4 มาล่าช้างต่อ

          ถามว่าไม่เหนื่อยบ้างเหรอ? เหนื่อยครับ!! แต่ถ้ามัวแต่นั่งปิ้งหมูยาวๆ หรือนอนเพลินๆ ไอ้ 14.1 กก. ที่แบกมาตลอด 8 ชั่วโมงนี่จะไร้ความหมายทันที 55

กลิ่นของเธอมันช่างเย้าหยวน

กินอิ่มก็รีบกลับเต็นท์มาเตรียมเสื้อกันหนาวกับอุปกรณ์ล่าช้าง

อันนี้วิวจากในเต็นท์ผมครับ เปิดเต็นท์มาปุ๊ปก็เจอกว๊านพะเยาที่รายล้อมด้วยแสงไฟและแสงดาวเลย

ปีนกลับขึ้นมาแถวที่ที่นั่งรอดูพระอาทิตย์ตกเมื่อตอนเย็น แต่หันมาถ่ายทางทิศตะวันออกฝั่งจังหวัดพะเยา

          หันมาทางฝั่งจังหวัดลำปางบ้าง ในเดือนธันวาคม ช่วงก่อนเที่ยงคืน จะเห็น “หาง” ของทางช้างเผือกพาดขอบฟ้าแบบเฉียงๆได้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

          ลองถ่าย Star trail (ดาวหมุน) ซะหน่อย อันนี้คือลองถ่ายครั้งแรกด้วยกล้องมือเลยนะ ไม่น่าเชื่อว่ามือถือสมัยนี้ กดปุ่มเดียว วางทิ้งไว้ 45 นาที ก็สามารถถ่ายดาวหมุนได้แล้ว (ผมใช้ MI 10T PRO)

          ผมกลับลงมานอนเอาแรงที่เต็นท์ตอน 5 ทุ่ม แล้วตื่นมาอีกทีตอนตี 2 คราวนี้หางของทางช้างเผือกเปลี่ยนตำแหน่งมาพาดผ่านหลังเต็นท์เลย จังหวะนี้ต่อให้หนาว หรือ ง่วงแค่ไหนก็ต้องออกมาเก็บภาพซะหน่อยแล้ว

          เสียดายถ่ายได้ไม่กี่ภาพ เมฆก็เคลื่อนมาปิดฟ้า เลยต้องมุดกลับไปนอนต่อ แล้วเดี๋ยวอีก 2 ชั่วโมงค่อยตื่นออกมาถ่ายใหม่

          มุดออกมาอีกรอบตอนตี 4 คราวนี้ทางช้างเผือก เปลี่ยนมาพาดเป็นแนวนอนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ – ทิศตะวันตกเฉียงใต้ และฟ้าเปิดมากกกก

รีบวิ่งขึ้นเนินชมวิวรอบที่ 3 คราวนี้ ตั้งกล้องถ่ายท้องฟ้าทางทิศใต้บ้าง

          กระจุกดาวหนาๆตรงขอบฟ้านั้นคือตำแหน่ง กลุ่มดาวกางเขนใต้ (Crux) ครับ เป็นช่วงก่อนที่ “หัวใจทางช้างเผือก ที่กลุ่มดาวราศีแมงป่องจะขึ้น เสียดายที่ช่วงเดือนธันวาคม หัวใจทางช้างเผือกจะขึ้นมาพร้อมกับพระอาทิตย์ เลยไม่อาจเห็นได้ ต้องรออีกทีราวๆเดือน กุมภาพันธ์ ปีหน้าเลย

          ตอนแรกก็ตั้งใจจะตื่นมาตั้ง Time lapse พระอาทิตย์ขึ้นตอน 6 โมง แต่พอเปิดเต็นท์ออกมา....ก็ตามภาพอะครับ 55

แผนการเช้านี้คือต้องรีบเก็บเต็นท์ให้เสร็จก่อน 7 โมง กินข้าวเก็บสัมภาระแล้วเดินทางต่อไปยัง ดอยหนอก

          ถามว่ารูปนี้ถ่ายอะไรมา? จริงๆจุดนี้เป็นมุมมหาชนสำหรับถ่ายรูป Cool Cool โดยมีดอยหนอกเป็น Background ครับ แต่ก็อย่างที่เห็น หมอกอย่างหนา ไม่เห็นอะไรสักอย่างเลย 55 (จริงๆเศร้านะเนี่ย T T )

ระหว่างเดิน ยอดดอยหนอกโผล่มาให้เห็นแปปนึง

          จากจุดกางเต็นท์มายังดอยหนอกใช้เวลาเดินประมาณ 30 นาที เราต้องทิ้งเป้ไว้ระหว่างทางตรงทางแยกที่จะเดินลงทางฝั่งทิศเหนือกับทางจะมาดอยหนอก พอไม่ต้องแบกเป้ทีนี้ผมสบายละ ที่ไหนก็ได้จัดมาเลย 55

ทางปีนขึ้นดอยหนอกแทบจะตั้งฉาก 90 องศาทีเดียว แต่เดินไม่ค่อยยากครับ มีแง่งหินให้เหยียบเยอะ

อันนี้มองกลับลงมา ถ้าไม่มีหมอกบัง ข้างล่างจะเป็นสันเขาลาดยาวลงไป

มาได้ครึ่งทางแล้ว

          ช่วงก่อนถึงยอดจะมีจุดที่ค่อนข้างอันตรายนิดนึง เพราะต้องปีนข้ามแผ่นหินใหญ่ๆชันๆที่แทบจะไม่มีแง่งหินให้เหยียบ ต้องไต่สลิงดึงตัวขึ้นไป

          ถึงแล้ว!! ใช้เวลาน้อยกว่าที่คิด ถึงแม้ว่าดอยหนอกจะสูง แต่ด้วยทางขึ้นที่ค่อนข้างชัน+รอบนี้ไม่ต้องแบกไอ้ 14.1 กก. มาด้วย เลยทำให้ไต่ระดับได้เร็ว

          ข้างบนดอยหนอกจะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่หลายองค์มาก ทั้ง พระพุทธเจ้า ครูบาศรีวิชัย พระสังกัจจายน์ พระวิสุทธิเทพ พระเจ้าตนหลวง และแง่งานศิลปะ (พอดีผมจบอักษรศาสตร์มาเลยพอจะมีความรู้อยู่บ้าง) ทั้งองค์พระพุทธรูปและสถูปเจดีย์ก็ค่อนข้างมีความหลากหลายเช่นกัน จะไม่ชัดเหมือนตามวัดข้างล่างที่จะคุมโทนชัดว่าเป็นศิลปะแบบล้านนา แบบสุโขทัย หรือแบบทางฝั่งลาว คือเป็นการรวมกันของหลายๆแบบหลายๆความเชื่อตามแต่ที่ผู้มีศรัทธาจะนำขึ้นมา

มี ธงมนต์ (Lung Ta) แบบธิเบตด้วย

          ได้เวลาเดินกลับลงไปแล้ว ตรงนี้ก็เป็นมุมมหาชนที่ใครๆก็ต้องถ่ายเช่นกัน แต่ถึงจะมองไม่เห็นด้านล่างแต่ก็สวยดีอยู่นะ ว่าม่ะ :]

          จากนั้นเราก็กลับมาที่ทางแยกเพื่อเอากระเป๋าแล้วเริ่มเดินลงกัน ทางลงฝั่งทิศเหนือจะต่างจากทางทิศใต้ทางบ้านปากบอกโดยสิ้นเชิง คือ จะเป็นทางชันๆที่มีแต่ต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่น มองไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่มีสันเขาอะไรทั้งสิ้น เดินลงอย่างเดียว ก็สวยไปอีกแบบ แต่แนะนำว่าขึ้นทางฝั่งบ้านปากบอกจะดีกว่าครับ

พืชแปลกๆที่เจอระหว่างทาง ผมไม่เห็นดอก แต่คิดว่าพืชกาฝากที่ติดกับต้นนี้น่าจะเป็น เอื้องเบี้ยไม้ใบขน

อันนี้ไม่แน่ใจ แต่น่าจะอยู่ในวงศ์ต้น Wisteria จะเจอตลอดเส้นทางฝั่งทิศเหนือ

พอมาถึงข้างล่างก็จะมีรถ อีแต๊ก มารับครับ

          ผมก็ขอจบการรีวิวทริป ดอยหลวงพะเยา-ดอยหนอก ไว้เพียงเท่านี้ครับ ถ้าใครมีข้อสงสัย หรืออยากจะถามอะไร สามารถหลังไมค์มาถามได้ครับ จะพยายามตอบเท่าที่ทำได้

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะครับ

ปาล์ม

.

สาระส่งท้าย

  • ทริปนี้ 2 วัน 1 คืนได้ แต่ด้วยความที่ใช้เวลาเดินตั้ง 7-9 ชั่วโมง ส่วนตัวคิดว่า 3 วัน 2 คืนกำลังดี
  • สามารถมาเองได้โดยติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานที่เบอร์ : 086-136-8389
  • ป่าที่นี่ค่อนข้างรกและหญ้าขึ้นสูง แนะนำให้ใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว (ผมสายเสื้อยืดกางเกงขอสั้น กลับไปคันทั้งตัวเลย)
  • ขาเดินขึ้นมา น้ำ สำคัญมากครับ ถ้าแบกไหวแนะนำขวดใหญ่เลย มีขนมเติมพลังด้วยยิ่งดี
  • ที่นี่สัญญาณโทรศัพท์ TrueMove-H ดีมาก มีแทบตลอดทาง นั่งดู Netflix ระหว่างรอถ่าย Time lapse ชิวๆได้เลย
  • หนาวครับ มากด้วย บอกเลย ลมแรงด้วย แนะนำให้เตรียมเสื้อกันหนาว/ถุงนอนหนาๆ มาด้วย และถ้าจะบ้าตื่นตี2มาถ่ายดาวแบบผม มีหมวกอุ่นๆที่ปิดหูได้กับถุงมือ และกระติกใส่ชาอุ่นๆจะช่วยได้เยอะเลยครับ
  • สุดท้าย ไม่มีห้องน้ำครับ 55 หามุมสงบตามอัธยาศัย แต่ก็ดูดีๆนะครับ เดี๋ยวใจอาจไปตรงกับคนอื่นหรือคนก่อนหน้าได้


ความคิดเห็น