ไปหายใจที่ Iceland ขับรถเที่ยวเองรอบเกาะ 6 วัน 2,000 กิโลเมตร รีวิวโดย เที่ยวตามทาง

******* ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความงดงามทางธรรมชาติของ Iceland ทำให้คนรอบตัวผมต่างพร่ำบอกกับผมว่า “แกควรไปเห็นกับตาซักครั้งในชีวิต” นอกเหนือจากภูมิประเทศที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว หลายคนเดินทางมาเพื่อค้นหาความสวยงามของแสงสีเขียวที่ทอดผ่านท้องฟ้าและร่ายระบำดั่งเทพธิดายามค่ำคืน หลายคนโชคดีแต่ก็มีคนที่ไม่

ไปหายใจที่ Iceland ขับรถเที่ยวเองรอบเกาะ 6 วัน 2,000 กิโลเมตร

ไปหายใจที่ Iceland ขับรถเที่ยวเองรอบเกาะ 6 วัน 2,000 กิโลเมตร

 วันพฤหัสที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564 เวลา 14.13 น.

 วันที่เดินทาง 30 ต.ค. 2559

*******

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความงดงามทางธรรมชาติของ Iceland ทำให้คนรอบตัวผมต่างพร่ำบอกกับผมว่า “แกควรไปเห็นกับตาซักครั้งในชีวิต”

นอกเหนือจากภูมิประเทศที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว หลายคนเดินทางมาเพื่อค้นหาความสวยงามของแสงสีเขียวที่ทอดผ่านท้องฟ้าและร่ายระบำดั่งเทพธิดายามค่ำคืน หลายคนโชคดีแต่ก็มีคนที่ไม่ได้รับโอกาส แม้จะเสียใจแต่สิ่งที่ได้พบเจอระหว่างทางก็ทำให้พวกเขาเหล่านั้นบอกว่าแค่ได้ไปก็คุ้มค่าแล้ว

“แค่ได้ไปหายใจก็คุ้มค่าแล้ว” น่าจะเป็นคำอธิบายความรู้สึกของทริปนี้ที่ชัดเจนที่สุด

สวัสดีครับ _/\_  กระทู้นี้ผมขอรีวิวการขับรถเที่ยวรอบเกาะประเทศ Iceland 6 วัน 5 คืน เมื่อช่วง 30 ต.ค. – 5 พ.ย.59 ที่ผ่านมานี่เองครับ  ในทริปนี้ผมไปกัน 4 คน มีผมกับภริยา แล้วก็พ่อแม่ของผม (อายุ 60 ปี)

     โดยเราขับรถเที่ยวกันรอบเกาะ ใช้ถนน Ring Road หมายเลข 1 ซึ่งผมขับวนรอบเกาะในทิศทวนเข็มนาฬิกา จากเมืองหลวง Reykjavik  ->  Vik  ->  Egilsstadir  ->  Akureyri   ->  Grundarfjordur  ->  Keflavik  ตกวันนึงจะขับอยู่ที่ 400 – 500 กิโล  และนอนพักในเมืองที่มีที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคต่างๆของเกาะ เพื่อให้มีโอกาสที่จะได้เจอแสงเหนือครับ (ทริปนี้นอน 5 คืน เจอแสงเหนือไป 3 คืน ถือว่าโชคดีมาก)

     อันที่จริง...ประเทศนี้เดินทางเที่ยวเองง่ายมากครับ ข้อมูลทั้งที่เป็นรีวิวภาษาไทยใน Pantip ทั้งรีวิว Agent ทัวร์ที่กำลังเป็นที่พูดถึงในตอนนี้ รวมถึงข้อมูลภาษาอังกฤษจากทั้ง lonelyplanet tripadvisor ทำให้มีข้อมูลให้เราศึกษาได้ครบทุกเรื่อง อย่างไรก็ตาม การไปเที่ยว Iceland ของผม รวมถึงกระทู้นี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าไม่มีข้อมูลทรงคุณค่าจากเพื่อนสมาชิกที่ๆได้รีวิว  Iceland ก่อนหน้านี้  โดยมี 2 กระทู้ของเพื่อนสมาชิกที่ผมใช้เป็นข้อมูลหลักในการเดินทาง คือ

http://pantip.com/topic/32164247  >> กระทู้ของทีมคุณหมอ WWW ที่ขับ camper เที่ยว ... ผมพาพ่อแม่ไปลุยแบบนี้ไม่ได้55+

http://pantip.com/topic/33543576  >> กระทู้ของพี่สมาชิกอีกคนที่เที่ยวแนวเช่ารถ นอนที่พัก ซึ่งเหมาะกับทริปครอบครัวแบบผม

     ดังนั้นกระทู้นี้ ผมจะมาแชร์ประสบการณ์ในส่วนที่ผมไปพบเจอมา รวมถึงการเตรียมตัวก่อนเดินทาง รายละเอียดต่างๆ ระหว่างเดินทาง  ค่าใช้จ่าย และสิ่งที่ผู้เดินทางควรรู้ เพื่อเป็นข้อมูลให้ทริปของเพื่อนๆ มีความพร้อมที่สุดครับ  


***   ช่องทางลัด   ***

1)  เรื่องราวควรรู้     >> [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://pantip.com/topic/35798202/comment2

2)  - ใบขับขี่สากล     >> [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://pantip.com/topic/35798202/comment4

     - Visa

     - ตั๋วเครื่องบิน

     - เครื่องแต่งตัว

     - ที่พัก

     - การเช่ารถ

3)  - การเช่า Wifi Router     >> [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://pantip.com/topic/35798202/comment7

     - Pre paid SIM Card

     - แผนที่ Google Map

     - กฎจราจรและข้อควรรู้ในการขับรถรอบเกาะ

4)  - การเติมน้ำมันรถ     >> [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://pantip.com/topic/35798202/comment9

5)  - การซื้อตั๋วล่วงหน้า เพื่อไปแช่น้ำที่ Blue Lagoon       >> [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://pantip.com/topic/35798202/comment10

6)  - สรุปค่าใช้จ่าย               >> [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://pantip.com/topic/35798202/comment11

     - แผนการเดินทาง 6 วัน

     - เพลงที่ฮิตใน Iceland

7)    บันทึกการเดินทางท่องเที่ยว  (กำลังอัพเดทครับ)

วันที่  1    :  Reykjavik               >> [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://pantip.com/topic/35798202/comment16

                 เตรียมความพร้อมก่อนไปรอบเกาะ

วันที่  2    :  Golden circle, Vik    >> [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://pantip.com/topic/35798202/comment17

                 Thingsvellir, Geysir, Gullfoss, Bruarfoss, Seljalandfoss

วันที่  3    :  Road to Egilstaddir  >> [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://pantip.com/topic/35798202/comment20

                 Plane wreck, Black sand beach, Basalt Columns, Jokulsarlon

วันที่  4    :  Road to Akureyri     >> [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://pantip.com/topic/35798202/comment22

                 Dettifoss, Hevrir, Godafoss

วันที่ 5     :  Road to Grundarfjordur (Kirkjufell Mt.)     >> [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://pantip.com/topic/35798202/comment23

                 drive through scenic locations

วันที่ 6     :  Road to Blue lagoon     >> [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://pantip.com/topic/35798202/comment24

***  ช่วยกันโหวดกระทู้นี้เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ  ***

ก่อนจะเข้าสู่ช่วงต่อไปของรายการ ผมมีเรื่องราวชวนรู้ก่อนไปไอซ์แลนด์ ให้เพื่อนๆ เตรียมตัว (หรือทำใจ..) เป็นสิ่งที่ผมสัมผัสมาระหว่างที่ไปท่องเที่ยวอยู่ที่เกาะแห่งนี้  อันไหนที่เป็นประโยชน์ จดได้ครับ ไม่หวง

1.  ค่าครองชีพที่นี่ไม่ถูก ดังนั้นการทำอาหารกินเอง หรือการซื้ออาหารที่ซูเปอร์ เช่น Bonus จะช่วยประหยัดเงินให้ท่านเป็นอย่างมาก (ถ้าเลือกได้ไม่แนะนำ Minimart ในปั๊มน้ำมัน เพราะราคาจะแพง X2 ตัวอย่างเช่น Pepsimax 600 ml ที่ Bonus ประมาณ 150 ISK ที่ตามปั๊มจะอยู่ที่ 280 ISK) อ้อ ถ้าพวก Minimart ตามปั๊มส่วนใหญ่ปิด 4 ทุ่ม แต่ถ้า supermarket จะปิดไวครับ หกโมงบ้างทุ่มนึงบ้าง สามสี่ทุ่มก็มีแต่น้อยครับ

2. แต่ถ้าท่านอยากลองอาหารท้องถิ่น ร้านอาหารของที่นี่จะแบ่งเป็น 2 แบบหลักๆ คือ 1. Junk food 2. Fine dining ซึ่งประเภทนี้จะเป็นอาละคาร์ท มาเป็นจานๆ เยอะ จัดเต็ม และแพงจริง ผมขอให้เตรียมตังไว้จานละ 2000 – 6000 ISK (600 – 2000 บาทต่อจาน) ไว้เลยครับ ส่วนอาหารประเภทขนมปัง มัฟฟิ่น คุกกี้ น่าจะอยู่ 300-400 ISK ต่อชิ้น

(รีบกินรีบถ่ายย เพราะหมดใน 20 นาที)

3.  อาหารท้องถิ่นที่ได้ไปลองมาและยอมรับในความอร่อยล้ำ มี Lagoustine (นอเวย์ลอบสเตอร์) Lamb Beef Seafood soup  แล้วก็ปลาทุกชนิดอร่อยล้ำหมดครับ ส่วนใหญ่ผมจะชอบสั่ง Menu Catch of the day ซึ่งเราก็จะได้กินปลาตามฤดูกาลแล้วแต่ชาวประมงจะจับได้ พ่อครัวจะซื้อมาละครับ ฮอทดอกของร้าน SS ที่เป็นฮิตๆกันก็โอเคครับ แต่ก็ไม่ได้ล้ำขนาดนั้น ด้านเครื่องดื่ม เบียร์ท้องถิ่นน่าจะยี่ห้อ Vikings รถชาติเหมือนไฮนาเก้นแต่จะหอมหวานกว่า แต่ก็สู้เบียร์เบลเยี่ยมไม่ได้อยู่ดี 555 และสำหรับสาวๆ สายสุขภาพที่นี่ผักแพงครับทำใจ แต่ชดเชยได้ด้วยโยเกิร์ตท้องถิ่นยี่ห้อ Skyr อร่อยครับ นมแน่นๆเน้นๆ ถ้วยละ 200 ISK

4. สำหรับน้ำดื่มเอาขวดน้ำเปล่าไปก็พอครับ น้ำที่นี่คือน้ำแข็งที่ละลาย ชาวเมืองว่ากันน้ำประปาของที่นี่บริสุทธิ์กว่าน้ำดื่มบรรจุขวดเสียอีก และถ้าใครที่ติดดื่มน้ำเย็น แค่เอาน้ำไปตั้งหน้าบ้าน นอกหน้าต่าง พอตื่นเช้ามาได้น้ำเย็นสมใจ

5. แบรนด์เสื้อผ้าท้องถิ่น ICEWEAR ซึ่งราคาแพงกว่า Uniqlo ไม่เกิน 20% ผลิตอยู่ที่เมือง Vik  ในเมืองนี้จะมีชอป ICEWEAR อยู่ที่ปั๊ม N1 ตรงข้ามกับโรงแรม Icelandair Hotel Vik  ซื้อที่นี่ราคาจะถูกกว่าในถนนคนเดินที่ Reykjavik ครับ

6. ของฝาก เช่น แมกเน็ต แก้วน้ำ ตุ๊กตา ฯลฯ Duty free ที่ Keflavik Airport ก็มีขายครับ ถูกกว่าในเมืองหลวงด้วย แต่ก็มีโอกาสที่จะไม่เจอของที่อยากได้ ดังนั้นถ้าเจอตามนอกเมือง หรือพวงเมืองที่เป็นจุดพักรถ ปั๊มน้ำมันใหญ่ๆที่สิงห์รถ 18 ล้อพักกัน ให้ซื้อตามบ้านนอกจะถูกกว่าเมืองหลวงครับ โดยต่อหนึ่งใบเสร็จต้องมียอดไม่ต่ำกว่า 6,500 ISK ร้านถึงจะออกแบบฟอร์มเพื่อทำ TAX REFUND แล้วเราก็ค่อยเอาแบบฟอร์มไปรับเงินคืนที่ Keflavik Airport ครับ

7. การเที่ยวรอบเกาะแบบเช่ารถ camper ค่ำไหนนอนนั่น อาบน้ำตามสระว่ายน้ำสาธารณะ ล้างหน้าแปรงฟันตามห้องน้ำปั๊มน้ำมัน  มีข้อดีคือ ไม่ต้องเร่ง ค่าใช้จ่ายถูก กลางคืนสามารถเลือกทำเลนอนรอแสงเหนือได้เลย ส่วนทริปของผมพ่อแม่ไปด้วยจึงจำเป็นต้องนอนในที่พัก เวลาจะออกล่าแสงเหนือทีก็ต้องขับรถออกไปให้พ้นจากแสงเมือง เสียเวลาเหมือนกันครับ

8. ก่อนไปขับรถให้ศึกษาเส้นทางกับทางหลวงของ Iceland ที่ www.road.is ด้วยครับ อันนี้จำเป็นเลยโดยเฉพาะคนที่ขับรถไม่แข็ง เพราะจะมีเส้นทางอยู่ 2 ช่วงที่ผมอยากบอกเพื่อนๆที่จะขับรถไว้ว่าให้ศึกษาแผนที่ให้ดี ช่วงแรกคือ เส้น 939 หรือเส้น92/96 แถวๆ Egilsstadir และอีกช่วงคือ เส้น 54/59 ในการเดินทางระหว่าง Grundarfjordur (Kirkjufell Mt.) และ Akureyri เดี๋ยวไว้จะแยก Comment พูดถึงเรื่องนี้ครับ

9. ถ้าขับรถรอบเกาะหน้าหนาว (พ.ย. ไปแล้ว) แนะนำให้เช่ารถ 4X4 ครับ ปกติบริษัทเช่ารถจะติด studded snow tires ให้ตั้งแต่เดือน ต.ค.เป็นต้นไปครับ สาเหตุที่ให้เช่า 4x4 คือ ช่วงตอนเหนือของประเทศจาก Egilsstadir ไปจนถึงแถบ Dettifoss ถนนจะเคลือบด้วยน้ำแข็งซึ่งจะลื่นมากครับ การขับรถสี่ล้อช่วยเพิ่มโอกาสในการควบคุมรถได้ดีกว่า เพราะคุณไม่ได้ขับรถบนที่ราบแต่คุณขับขึ้นลงเขาตลอดเวลา ช่วงขาลงเขาอาจมีโอกาสเบรคไม่อยู่หรือเบรคแรงจนท้ายปัดได้ครับ

10. ขับรถรอบเกาะถ้าเจอวิวสวยให้แวะครับ เพราะที่ประเทศนี้วิวเปลี่ยนทุกเนินเขาครับ คุณอาจจะไม่เจอวิวแบบเดิมในเขาลูกถัดไปอีกแล้ว ผมขับรถมารอบเกาะ เห็นวิวเต็มๆอยู่ทุกวัน บอกเลยวิวของที่นี่อัญมณีเพชรแท้จริงๆครับ

(เขาลูกหน้าไม่ใช่วิวนี้แล้วนะ รีบๆถ่ายรูปเลย)

11. ทริกสำหรับคนที่เตรียมล่าแสงเหนือนะครับ ตอนกลางวันถ้าเป็นไปได้ นอกจากจะหา Landmark สวยๆ เช่น plane wreck Vik church Jokulsarlon, Kirkjufell เพื่อเป็น Foreground แล้ว ขับหาบริเวณที่เป็นพื้นที่โล่งกว้างเผื่อไว้ก่อนเลยครับ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าวันที่เราไปนั้นแสงมันจะมาจากทางไหน มีเมฆหรือเปล่า เพราะมีวันนึงที่ผมไป เมือง Vik มีเมฆ แสงเหนือขึ้นตรงภูเขาหลังเมือง ถ้าอยู่ในเมืองไม่มีทางเห็นแน่ๆ ผมเลยขับออกมาจากเมือง 20 นาทีจนถึงลานโล่ง เจอแสงระเบิดเต็มๆเลยครับ

12. ข้อมูลส่วนอื่นๆศึกษาจาก 2 กระทู้ที่ผมบอกไว้ตอนแรกได้เลยครับ ส่วนที่เหลือผมจะพยายามเล่าตามประสบการณ์เพิ่มเติมให้ครับ

ปล.ทริปนี้ถ่ายรูปด้วย Iphone 7 และ Note 4 เป็นหลัก มี 7D + 11-16 2.8 ไว้ถ่ายแสงเหนือครับ

การเตรียมตัวก่อนไป Iceland  มีอะไรบ้างที่เราจะต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเดินทาง

1. ใบขับขี่สากล ทำไม่ยาก ราคาไม่แพง ไม่เกิน 20 นาทีเสร็จ รายละเอียดและวิธีทำศึกษาได้ที่กระทู้คุณหมอครับ http://pantip.com/topic/32164247/comment18

2. Visa

     การไป Iceland เราจะทำ Schengen visa กับสถานทูตเดนมาร์กครับ โดยเราต้องยื่นเอกสารผ่านบริษัทตัวแทนฯ VFS ที่อาคาร Trendy (สุขุมวิท 13 ลงสถานี BTS นานา)  

-  รายละเอียดเกี่ยวกับ VISA คลิ๊ก http://vfsglobal-denmark.com/thailand/thai/iceland_tourist.html

-  เอกสารที่ใช้ในการจัดทำ visa ให้เช็คตาม Checklist ของสถานทูตถูกต้องที่สุดครับ ตามลิ้งค์นี้ http://vfsglobal-denmark.com/thailand/thai/pdf/Checklist_Tourist_041115.pdf

3. ตั๋วเครื่องบิน

     ตัวผมเองเดินทางจากไทยไปลง Amsterdam แวะไปเที่ยวที่ Bruges กับ Brussels 2 วัน แล้วจึงนั่งรถไฟกลับมาอัมสเตอร์ดัมเพื่อเดินทางไปยังกรุง Reykjavik เมืองหลวงของ Iceland โดยสายการบินหลักของประเทศคือ Icelandair และมีอีกเจ้านึงคือ WOW Air  ซึ่งจากการเดินทางจากไทยส่วนใหญ่จะบินไปต่อเครื่องที่ทวีปยุโรปกัน มีเส้นทางบินจากกรุงเทพหลายทางเลือก เช่น ต่อเครื่องที่เฮลซิงกิ อัมสเตอร์ดัม มิวนิค (ไม่แนะนำลอนดอนเพราะต้องทำ UK Visa เพิ่มอีก)  

เส้นทางบินจากไทยส่วนใหญ่ต้องบินต่อเครื่องที่ประเทศในยุโรป และบางเส้นทาง สายการบิน Icelandair ไม่ได้ทำการบินทุกวัน ยกเว้นเฉพาะเมืองดังต่อไปนี้ที่ผมอยากแนะนำเนื่องจากทำการบินทุกวัน

1)    Amsterdam  

2)    Copenhagen

3)    Frankfurt

4)    Paris

5)    Stockholm

อ้างอิงจากตารางบินฤดูหนาว http://www.icelandair.us/servlet/file/store36/item927029/version1/Winter%20schedule%202016%20v4.pdf

ส่วนตารางบินฤดูร้อนดูได้ที่นี่ครับ http://www.icelandair.us/servlet/file/store36/item845428/version1/IcelandairSummerSchedule2016.pdf

วิธีการคือ เลือกเอาเลยครับว่าอยากไปลงแวะเที่ยวเมืองไหนของยุโรป แล้วก็ค่อยไปหาสายการบินจากไทยที่มีเวลาต่อเครื่องกับ Icelandair ที่เหมาะสม ซัก 3-4 ชม.ขึ้นไป เผื่อเครื่องจากไทยดีเลย์ครับ

** สำหรับการโหลดสัมภาระกับ Icelandair สามารถโหลดกระเป๋าได้ 23 kgs และสัมภาระขึ้นเครื่องได้ 1 ชิ้น มีน้ำหนัก 10 kgs

ตรวจสอบได้จากลิ้งค์นี้ http://www.icelandair.co.uk/information/baggage-information/checked-baggage/

4.  เครื่องแต่งตัว

     ในทริปของผมจัดอยู่ในช่วงต้นฤดูหนาว ซึ่งยังไม่หนาวมากครับ (สำหรับประเทศนี้นะ) กลางวันอยู่ที่ 0 ถึง 5 องศา  กลางคืนอยู่ที่ 0 ถึง -4 องศา  เครื่องแต่งกายสามารถใส่เสื้อผ้าเป็นชั้นๆเพื่อให้สะดวกเวลาถอดและสวมใส่ได้ ตัวอย่างเช่น

     1)  ท่อนบน ประกอบด้วย Longjohn + เสื้อยืด Heattech + เสื้อยืด Blocktech + Overcoat แบบกันลมกันฝน (จำเป็นมาก) + หมวกไหมพรม + ผ้าพันคอ + ถุงมือ

     2)  ท่อนล่าง ประกอบด้วย  Longjohn + กางเกงยีนส์/ กางเกง Blocktech + ถุงเท้ากันหนาว (Uniqlo หรือตลาดลุงเพิ่ม ได้หมดครับ)

     3)  รองเท้า เป็นพวกรองเท้าเดินป่าที่กันน้ำได้ จะเดินบนดินตามน้ำตก เดินหาด เดินพื้นหิมะได้ดีกว่าครับ เช่น Palladium ที่ไทยก็มีชอป ราคาไม่แพงครับ ส่วนพวกเก๋ๆ NMD Yeezy ไว้เดินในเมืองพอ เลอะแล้วไม่คุ้มเชื่อผม

* ให้แต่งแบบนี้เพราะถ้ารู้สึกร้อนก็ถอดออก หนาวก็ใส่เพิ่มครับ ง่ายดี

** เสื้อ Blocktech จะบุหนากว่า heattech จะกักเก็บความร้อนของร่างกายได้ดีกว่า Heattech ครับ แต่เดินเหินสบายพอกัน

** พวก Goretex ไม่จำเป็นต้องซื้อครับ ไม่ได้ไปลุยหิมะขนาดนั้น

5.    ที่พัก

     ที่พักส่วนใหญ่จะจองเป็น Apartment ซึ่งจะมีอยู่เกือบทุกเมืองครับ (ยกเว้นที่ Vik กับ Grundarfjordur ที่จองไม่ทัน) โดยจองผ่าน booking.com  ของผมเฉลี่ยที่พักตกคืนละ 6,000 บาท ( 4 คน ตกคนละ 1,500 บาท) มีครัวหนัก เตา เครื่องล้างจาน สามารถทำอาหารได้ มีห้องนอนแยก ห้องนั่งเล่น เครื่องซักผ้า โดยผมนอนที่พักดังนี้ครับ

Reykjavik  -  Mengi Apartments http://www.booking.com/hotel/is/mengi-apartments.en-gb.html

Vik  -  Icelandair Hotel Vik  http://www.booking.com/hotel/is/vik-i-myrdal.en-gb.html

Egilsstadir  -  AtHome Apartment  http://www.booking.com/hotel/is/athome-apartments.en-gb.html

Akureyri  -  Pearl of the North Apartments http://www.booking.com/hotel/is/pearl-of-the-north-apartments.en-gb.html

Grundarfjordur  -  The old post office guesthouse  http://www.booking.com/hotel/is/the-old-post-office.en-gb.html

Keflavik Airport  -  Airport Hotel Aurora Star  http://www.booking.com/hotel/is/airport-sma-ri.en-gb.html

6.  การเช่ารถ

     ผมเลือกจองรถกับบริษัท Carsiceland  http://www.carsiceland.com จองเป็น SUV 4x4 บริษัทรถเช่าที่ประเทศนี้มีรถให้เลือกเยอะครับ แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นก็มีออฟชั่นที่แตกต่างกัน รายละเอียดอื่นๆ เช็คดูได้ที่ FAQ ครับ http://www.carsiceland.com/faq

ผมขอสรุปเป็นขั้นตอนง่ายๆ ในการเช่ารถ คือ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้1)  ทำใบขับขี่สากล เพราะต้องเอาเลขใบขับขี่มาใช้จองรถ

2)  จองรถ กรอกรายละเอียดที่จำเป็นต่างๆ และจ่ายค่ามัดจำบางส่วน (15-20%) เช่น รถที่ผมขับมีค่าเช่าอยู่ที่ 110,000 ISK จ่ายค่ามัดจำอยู่ที่ประมาณ 18,000 ISK ครับ

3)  ส่วนใหญ่บริษัทให้เช่ารถที่นี่จะเป็น Unlimited Mileage คือขับไกลกี่กิโลก็ได้ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม รวมถึงจะพ่วงประกันที่มีความคุ้มครองต่อความเสียหายบางส่วนเป็นพื้นฐานมาให้เลย (เอาออกไม่ได้) ได้แก่ ประกันความเสียหายจากการชนเบาและชนหนัก ประกันความเสียหายจากหินลูกรัง และจากการถูกโจรกรรม แค่นี้เพียงพอครับ

4) วันมารับรถที่สนามบิน ใช้เอกสาร 3 อย่าง แค่ Passport คนเช่ารถ  ใบขับขี่สากลตามจำนวนคนขับ (กรณีมากกว่า 1 คน) และบัตรเครดิตที่ยังใช้ชำระเงินได้ (ที่ Iceland ไม่ต้องมัดจำค่าเสียหายแบบประเทศอื่นในยุโรปนะครับ)

5) หลังจากนั้นก็ตรวจสอบเอกสารเช่ายืมรถ เซ็นเอกสาร บริษัทจะให้สำเนาเอกสารเช่ารถมาให้ แล้วเราก็ออกไปตรวจสอบรอยรถรอบคัน ถ่ายรูปรอยรับคันเก็บไว้ด้วยก็ดีครับ ตรวจสอบปริมาณน้ำมัน (ครึ่งถึง) สุดท้ายก็หยิบกุญแจแล้วขับไปกันเลย  ส่วนตอนคืนก็ขับมาคืนที่สนามบิน เผื่อน้ำมันให้เหลือครึ่งถึงด้วยครับ เดี๋ยวขาดทุน 55

รถที่เช่าขับครับ Benz GLE 4x4 SUV แถวหลังนั่งสบาย พ่อแม่ไม่บ่นเลย

ไปได้หมดถ้าสดชื่น

คน 4 คน กระเป๋า 7 ใบ เยอะแค่ไหนถามใจเธอดู

7.  การเช่า WIFI

     การเช่ารถขับที่ Iceland ไม่จำเป็นต้องใช้ GPS เลยครับ แค่เพียงเช่า Wifi router แล้วใช้ google map เอา ไม่มีหลงครับ โดยผมเลือกใช้ของ Trawire http://iceland.trawire.com/prices-plans/   ชำระผ่านบัตรเครดิตเช่นเดิม

     ผมเลือก Package  Trawire basic ราคา 10 USD ต่อวัน โดยเราจะต้องแวะรับที่ปั๊มน้ำมัน N1 สาขาไหนก็ได้ (เลือกสาขาที่จะรับได้ตอนจองในเว๊บ โดยเปิดแผนที่ปั๊ม N1 ในเว๊บตอนจองได้เลยครับ) ส่วนวิธีส่งคืนก็แค่ใส่ซองไปรษณีย์ที่จะมาพร้อมกับตอนเรารับ Router และหยอดตู้ไปรษณีย์สีแดง (แนะนำให้หยอดตู้ที่สนามบิน Keflavik ตรง Odd size Baggage counter ชั้น 1)

เอา Router ใส่ซองเอกสารที่ได้มาตอนรับเครื่อง ปิดซีล แล้วหยอดกล่องสีแดงได้เลยครับ

8.  ซื้อ prepaid SIM

     ผมซื้อ prepaid SIM ของ Siminn เพื่อใช้โทรหาเจ้าของที่พักในวันที่เราจะเข้าพัก สามารถหาซื้อได้ที่ Minimart ที่สนามบินได้เลยครับผม ราคาน่าจะ 3,000 ISK

9.  แผนที่ Google Map

     ตลอด 6 วัน ของการใช้ Google Map ไม่มีหลงเลยครับ (แหงสิวิ่งแต่ถนน No.1) โดยให้ Login Google Account ของเราเวลาใช้ google map แล้วทำการ bookmark สถานที่ต่างๆไว้ให้ครบ ทั้งที่พัก เมือง สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหารดังในแต่ละเมือง ปั๊มน้ำมัน  พอถึงวันเดินทางจริง หลังจากเราได้ Wifi router แล้ว ก็แค่เปิด Google Map จากมือถือเรา เราก็จะมีข้อมูลที่เรากาดาว Bookmark ไว้ล่วงหน้า พร้อมใช้ท่องเที่ยวทันที

** แนะนำให้หยิบแผนที่ฟรีที่สนามบิน มันจะมีอันนึงที่แสดงตำแหน่งปั๊มน้ำมัน N1 รอบเกาะ Iceland อันนี้มีประโยชน์ครับเก็บไว้ๆ

ดาวเต็มแผนที่เลยยย

10.  กฎจราจรและสิ่งที่ควรรู้ในการขับรถที่ Iceland

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

www.road.is เป็น Website กรมทางหลวงซึ่งประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับถนนที่มีประโยชน์ต่อผู้ขับขี่โดยเฉพาะกับชาวต่างชาติ เพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงสภาพภูมิประเทศและเครือข่ายถนนของ Iceland รวมถึงได้ศึกษากฎจราจรเบื้องต้นและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการขับรถรอบเกาะ แบ่งเป็น

     1) Road conditions and weather  เป็นแผนที่ realtime ที่จะแสดงว่าถนนเส้นไหนใช้งานได้ (สีเขียว) เส้นไหนใช้งานไม่ได้ (สีแดง) รวมถึงบอกความเร็วลม ณ ถนนแต่ละเส้นด้วย

ตัวอย่าง จากรูปเป็นบริเวณตอนใต้ของประเทศ มุมซ้ายล่างเป็น Legends ที่บอกถึงความหมายของสีถนนและสัญลักษณ์ในแผนที่ หากดูในแผนที่ ทางซ้ายเส้นถนนเป็นเส้นสีเขียวแปลว่าสามารถเดินทางได้ (Easily passable) แต่หากวิ่งไปทางขวาเหนือธารน้ำแข็ง Myrdalsjokull ถนนเป็นสีแดงแปลว่าถนนปิดไม่สามารถผ่านได้ (Impassable) ส่วนหากวิ่งมาทางตอนใต้เพื่อไปทางเมือง Vik ถนนเป็นสีน้ำตาล แปลว่า เดินทางผ่านได้แต่มีความยากลำบาก เนื่องจากสภาพแวดล้อม (difficult road condition)

     ** โดยช่วงที่ผมเดินทางเมื่อต้นเดือน พ.ย. สภาพอากาศดี ไม่มีการปิดถนนเลยตลอด 5 วัน แต่ในแผนที่ที่เซฟมาให้ดูคือหลังจากผมกลับมาเพียงแค่ 1 สัปดาห์ บางเส้นทางทางตอนใต้ขับรถลำบากขึ้น ทางตอนเหนือช่วง Egilsstadir ไป Akureyri ที่เป็นที่ราบสูงมีการปิดถนน รถไม่สามารถขับผ่านไปได้เลย ซึ่งสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้นี้กระทบต่อแผนการเดินทาง การจองที่พัก ตั๋วเครื่องบินขากลับ ดังนั้นใครที่วางแผนเที่ยวช่วงฤดูหนาวต้องเผื่อโปรแกรมให้สามารถยืดหยุ่นได้ มีแผนสำรองไว้ก็ดีครับ

     2)  Web Cameras  ไว้ส่องดูถนน ณ ปัจจุบันจากกล้องวงจรปิด ซึ่งจะอัพเดทภาพทุกๆ 15 – 20 นาที

3)  Road Info viewer  บอกข้อมูลคล้ายๆ web cameras รวมถึงลักษณะผิวถนนของทางหลวงแต่ละเส้น รวมถึงมีข้อมูลความเร็วและทิศทางลมของถนนในแต่ละเส้นได้ด้วย (ลมที่นี่ตามสันเขาจะแรงมากครับ บางช่วงอาจแรงถึง 40m/s พัดรถเก๋งเล็กๆให้ตกถนนได้เลย)

4)  Drive safely in Iceland  รวบรวมข้อมูลการขับขี่อย่างปลอดภัยที่ Iceland รวมถึงกฎจราจรที่ควรรู้ มีทั้งแบบเป็น VDO และเป็นแผ่นพับ

** สังเกตุป้ายจำกัดความเร็ว โดยในถนนรองในเมือง 30 กม./ชม.  ถนนหลักในเขตเมือง 50 กม./ชม. ทางหลวงลูกรัง 80 กม./ชม. และทางหลวงราดยาง 90 กม./ชม. **
** รถในวงเวียนมีสิทธิในทางก่อน **
** รถในทางหลักมีสิทธิก่อน **
** เปิดไฟหน้ารถตลอดเวลา **
** รถเช่าไม่สามารถวิ่งถนน F-Road ได้ **
** วิ่ง Off-Road นอกถนนไม่ได้ **
** ผู้โดยสารทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย **
** ต่างจังหวัดจะมีสะพานเลนเดียว โดยจะมีป้ายแจ้งเตือนก่อนถึงสะพานประมาณ 500 เมตร หลักการคือคนที่อยู่ใกล้สะพานมากกว่ามีสิทธิในทาง คนที่มาทีหลังต้องเบี่ยงรถจอดรถริมทาง **

11.  มาเติมน้ำมันกันครับ

ปั๊มน้ำมัน N1 ที่เมือง Vik  ทางขวาคือ ICEWEAR ร้านขายเสื้อผ้าท้องถิ่น

     ปั๊มน้ำมันตลอดทริปนี้ผมเติมของ N1 เป็นหลักครับ เนื่องจากมีจำนวนสาขาอยู่เกือบทุกเมืองในต่างจังหวัด มี Minimart ร้านอาหาร มุมของฝาก และห้องน้ำให้บริการ สำหรับตำแหน่งของปั๊มดูได้ตามลิ้งค์ https://www.n1.is/en/locations/

     ส่วนวิธีการชำระเงินมีหลายวิธีครับ เช่น

     1)  จ่ายด้วยบัตร Credit ที่เปิด Pin 4 ตัวไว้เรียบร้อยแล้ว วิธีนี้กดจ่ายที่ตู้หัวจ่ายน้ำมันได้เลย

     2)  จ่ายด้วยบัตร Credit ที่ Cashier ใน Minimart (สำหรับคนที่ไม่ได้เปิด Pin หรือจะใช้บัตรใบอื่น) วิธีการก็คือ แจ้งเลขตู้ แจ้งยอดเงินที่จะเติม ชำระเงิน แล้วก็เดินกลับไปเติมได้เลยครับ

     3)  ซื้อบัตร Prepaid card หรือบัตรเงินสดที่ปั๊ม N1 ทุกสาขาที่มี Minimart ** วิธีนี้ผมคิดว่าประหยัดที่สุด เพราะสามารถซื้อบัตรด้วยเงินสดได้ เราไม่ต้องขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนต่างประเทศจากการใช้บัตรเครดิต และประหยัดค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิต (ปกติรูดที่ต่างประเทศจะมีค่าธรรมเนียมต่อครั้ง คิดว่าอยู่ที่ 300 บาทครับ)

หน้าตาบัตรเงินสด N1ครับ มี 10,000 5,000 และ 3,000 ISK

     การเติมน้ำมัน  คนไทยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยคุ้นเคยกับเรื่องนี้ ผมเองแรกๆก็งงๆเหมือนกัน โชคดีที่ประเทศนี้ใช้ภาษาอังกฤษเลยพอมั่วๆไปได้ครับ ส่วนวิธีการเติมน้ำมันมีขั้นตอนคือ

ใส่บัตร N1 card   >> (1) เลือกตู้หัวจ่าย  >> (2) ดึงบัตรออก  >> (3) ใส่ถุงมือพลาสติกกันเหม็นมือ  >> (4) หยิบหัวจ่ายมาเติมน้ำมันได้เลยครับ

  ** เสร็จละครับง่ายมากๆ

12.  ซื้อตั๋วไปแช่น้ำ Blue Lagoon กันครับ  (www.bluelagoon.com)

นอกจากแสงเหนือที่เพื่อนๆรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว อีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมายังประเทศแห่งนี้ คือการได้มีโอกาสแช่น้ำอุ่น พร้อมกับดื่มเบียร์หรือคอกเทลไปพลางๆ (ผมขับรถ เลยดื่มน้ำกล้วยปั่นครับ 55) ปลดปล่อยความเครียด ความเหน็ดเหนื่อยจากการขับรถมากว่า 2,000 กิโลเมตร สถานที่แห่งนี้คือ ทะเลสาบสีน้ำเงิน หรือ Blue Lagoon

การเดินทาง :  จาก Reykjavik ใช้ทางหลวงหมายถึง 41 ไปยังสนามบิน Keflavik เมื่อผ่านเมือง Vogar ให้ชิดขวาเพื่อเข้าถนนหมายเลข 43 และวิ่งตามรถทุกคันบนถนนเส้นนั้นเพื่อมุ่งสู่ Blue lagoon

ค่าใช้จ่าย :  ตามแพคเกจที่เลือกครับ โดยทุกแพคเกจจะมี Silica Mud Mask ให้ ส่วนผมเลือก Comfort 55 EU ก็มี Algae Mask กับผ้าเช็ดตัว และเครื่องดื่ม (ไวน์ เบียร์ น้ำผลไม้ปั่น น้ำอัดลม) เพิ่มมาให้

การซื้อตั๋ว :  จองล่วงหน้า Online ครับ จะมีให้เลือกรอบทุกๆ 1 ชั่วโมง โดยให้เราระบุวันที่ใช้บริการ เลือกช่วงเวลา ใส่จำนวนคน ชำระเงิน และรอรับ E-ticket ทางอีเมลล์ แล้วให้ปริ้นออกมาไว้ใช้ยื่นตอนวันเข้าใช้บริการครับ และถ้าอยากเห็นพระอาทิตย์ใกล้ตกดินสวยๆแบบผม ให้เช็คเวลาพระอาทิตย์ตกกับเว็บ vedur.is ควบคู่กันครับ

การแต่งกาย :  ผู้ชายกางเกงขาสั้น ผู้หญิงชุดว่ายน้ำ/บิกินี่ และสามารถเช่าชุดได้ ราคาน่าจะ 300 บาทไทยครับ

ห้องแต่งตัว  :  มีลอคเกอร์เก็บของครับ

** Silica Mud Mask ดีมากครับ ตัวผมหน้าแห้งมา 5 วัน มามาร์กหน้าครั้งเดียวหน้าตึง หายลอกเลย ส่วนแฟนผมติดใจมาก ตอนขากลับอยู่บนเครื่อง Icelandair ก็ซื้อบนเครื่องบินเลย **

ดูรูปเพิ่มเติมคลิ๊ก

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ก่อนที่เราจะไปเริ่มขับรถเที่ยวกัน  ผมขอสรุปค่าใช้จ่ายไว้ให้เป็นข้อมูลก่อนครับ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้1)  ค่าตั๋ว   รวม  =  184,000

     -  Bangkok - Amsterdam       (28,000 x 4 คน)     =     112,000

     -  Amsterdam - Reykjavik      (18,000 x 4 คน)     =     72,000

2)  ค่าเช่ารถ Benz GLE 5 วัน         40,000

3)  ค่าที่พัก  รวม  =  43,100

     -  Mengi Apartments REYKJAVIK  7,000

     -  Icelandair Hotel VIK                9,900

     -  AtHome Apartments Agilsstadir 6,600

     -  Pearl of the North AKUREYRI    5,500

     -  The Old Post Office GRUNDARFJORDUR  6,400

     - Airport Hotel Aurora Star KEFLAVIK Airport  7,700

4)  Blue Lagoon Comfort Package      8,600

5)  Trawire WIFI Router 6 วัน            2,300

6)  Siminn Pre-paid SIM card             1,000

7)  ค่าน้ำมัน  (์N1 Card 35,000 ISK)     12,000    (รถผมกินน้ำมันครับ จริงๆไม่ควรแพงขนาดนี้ 55)

8)  ค่ากินอยู่  (คนละ 10,000)               40,000

รวมค่าใช้จ่ายทั้งทริปคร่าวๆ     =     331,000   บาท

ตกคนละ                             =    82,700     บาท

กดเครื่องคิดเลขเองยังตกใจเอง 555 !!!

*****



ตอนนี้ VISA พร้อม ตั๋วพร้อม รถพร้อม ที่พักพร้อม ชุดพร้อม Blue lagoon พร้อม เติมน้ำมันเป็นแล้ว บัตรเครดิตพร้อมแล้ว  

งั้นเรามาเริ่มเที่ยวกันเลย let's go!!!

** สำหรับแผนการเดินทางของผม คลิ๊ก >> [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

วันที่ 1   :   ถึง Reykjavik รับรถ ซื้อ Sim รับ Wifi เตรียมเสบียงให้พร้อม

วันที่ 2    :    เที่ยวในเส้นทาง Golden Circle  ขับรถลงใต้นอนพักที่เมือง Vik

วันที่ 3    :    เที่ยว skogarfell ไป black sand beach ดู plane wreck  ดูหิน column  ไปธารน้ำแข็ง Jokulsarlon  แวะเติมเสบียงและน้ำมันที่ Hofn แล้วขับรถยิงยาวไปพักที่ Egilsstadir

วันที่ 4    :    เที่ยว Dettifoss  ชมวิวสวยๆ ระหว่างทาง แวะ Godafoss เข้าพักที่เมือง Akureyri

วันที่ 5    :    ยิงยาวไป Grundarfjordur  เที่ยว Kirkjufell  

วันที่ 6    :    กลับมา Reykjavik  ขับรถเที่ยวรอบเมือง ตอนเย็นไปแช่น้ำที่ Blue Lagoon  แล้วเข้าพักที่ Airport Hotel

วันที่ 7    :    เดินทางกลับ Amsterdam

** เพลงท้องถิ่นที่ Iceland  ผมขับรถมา 5 วัน มีอยู่ 2 เพลงที่เปิดบ่อยมาก  วันนึงต้องมี 5 รอบเป็นอย่างต่ำ แต่เพลงเพราะนะครับ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

Day 1  :  30 ต.ค.59     -     เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนเริ่มออกเดินทางรอบเกาะ

ณ เวลา 15.00  เครื่องบินของสายการบิน Icelandair ซึ่งออกจาก Amsterdam ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 ชม.ครึ่งก็ได้เดินทางถึงสนามบิน Keflavik ตามกำหนดการ  พิธีการขาเข้าของ Iceland ใช้เวลาไม่นานนัก ตั้งแต่ลงจากเครื่อง ไม่มี Immigration รอรับกระเป๋า จนถึงออกมาสู่พื้นที่อาคารผู้โดยสารใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น ผมให้พ่อแม่รอที่อาคารผู้โดยสาร แล้วเดินออกจากอาคารผู้โดยสารกับแฟนเพื่อไปรับรถที่บริษัท Carsiceland ที่อยู่ห่างออกไป 500 เมตร ท่ามกลางอุณหภูมิประมาณ 5 องศา  ผมคุยกับแฟนว่าสงสัยเทอโมมิเตอร์ที่ประเทศนี้เสีย เพราะ 5 องศาที่นี่ = 0 องศาของประเทศอื่น 55 มันไม่ใช่แค่เย็นอย่างเดียว มันทั้งเย็นทั้งชื้น แต่ยังดีที่เสื้อ overcoat ที่ซื้อมาแบบกันลมกันฝนช่วยเอาไว้เยอะ

หลังจากที่เรารับรถเรียบร้อยแล้วก็ขับไปรับพ่อแม่ที่อาคารโดยสาร แวะซื้อ Sim card เพื่อไว้ใช้โทรหาที่พักตอนเข้าพัก แล้วจึงออกเดินทางประมาณ 50 kms ไปยัง Mengi Apartments ที่พักของเราในคืนนี้

ผมแวะรับ Wifi Router ที่ N1 Njardarat Rd. ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักของเราเพียง 1 กม. แล้วจึงขับเข้าเมือง ผ่านโบสถ์ Hallgrimskirkja ที่โด่งดัง แวะ Supermarket ซื้อของกินสำหรับวันพรุ่งนี้ และขับต่ออีกไม่นานก็ถึงที่พักของเรา

     Mengi Apartments ตั้งแต่บนถนน Frakkastigur ซึ่งอยู่ระหว่างถนนคนเดิน Laugavegur และ HallGrimskirja  เป็นอาคารทรงร่วมสมัยสูง 3 ชั้น มีห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ และอยู่ติดกับร้านขนมปัง Braud ที่เจ้าของ Mengi บอกว่าเป็นร้านขนมปังที่มีชื่อเสียงของย่านนี้

กลับมาถ่ายรูปตอนกลางวัน ที่นี่ Cappucino กับ cinnamon roll อร่อยมากกกก++

     การจอดรถเมื่อเข้าพัก คุณสามารถจอดริมถนนได้เลย เพราะถนนเส้นนี้จอดฟรีระหว่าง 18.00 – 08.00 ของวันถัดไป โดยช่วงเวลาจอดสามารถเช็คได้ที่เครื่องจ่ายค่าจอดรถที่จะตั้งอยู่ริมถนนด้านหน้าที่พัก


     ณ เวลา 22.00 ผมเปิดเช็คสภาพอากาศและปริมาณเมฆที่ Reykjavik พร้อมกับมองออกไปนอกหน้าต่าง วันนี้ท้องฟ้าปิดและฝนกำลังตกลงมา  คงไม่มีโอกาสที่จะเห็นแสงเหนือแน่นอน ขอรีบนอนเก็บแรงไว้วันต่อไปดีกว่าครับ


Day 2   :   31 ต.ค.59     -     Golden circle and the secret waterfall (ชื่อยังกะภาคต่อ harry potter)

วันที่ 2 แล้วนะครับ ตอนเช้าเราตื่นกันตั้งแต่ตีห้า อาจจะเป็นเพราะยังชินกับเวลาที่ไทยอยู่ (ที่ไทยสิบโมง) ผมต้องรออีก 3 ชั่วโมงเพื่อให้พระอาทิตย์ขึ้นตอน 08.30 เพราะการมาขับรถในประเทศ Iceland ครั้งแรกทำให้ผมรู้สึกยังไม่คุ้นเคยเท่าไหร่ เลยคิดว่าออกเดินทางตอนกลางวันน่าจะดีกว่า

    ในช่วงเดือน พ.ย.เป็นต้นฤดูหนาวของประเทศนี้ พระอาทิตย์จะเริ่มขึ้นตอน 08.30  และเริ่มตกตอน 17.30 เป็นต้นไป แปลว่าผมมีเวลา 9 ชม.สำหรับวันนี้ ซึ่งเพียงพอที่จะเที่ยว Golden Circle และสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งแถวเมือง Vik ได้ โดยก่อนออกจาก Reykjavik เราแวะมาถ่ายรูปที่โบสถ์ Hallgrimskirja ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นศิลปะแบบกอธิกส์ + นอร์ดิก + แรงบันดาลใจจากหิน Column ที่มีกระจายอยู่รอบประเทศ น่าเสียดายที่สมัยมหาวิทยาลัยน่าจะตั้งใจเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกมากกว่านี้ 55+ 

ในทริปนี้ประกอบด้วยผู้เดินทาง 4 คน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการมา Iceland ที่ต่างกัน ตัวผมเองชอบขับรถ ชอบดูวิวทิวทัศน์แบบ Panorama แฟนผมจะมาตามล่าแสงเหนือ แม่ผมชอบแกะของประเทศนี้ (แม่บอกแกะที่นี่น่ารักดี อร่อยด้วย - -“) และพ่อจะชอบเรื่องเกี่ยวกับอุตุนิยมวิทยาและธรณีสัณฐาน รวมถึงการเกษตรกรรมและปศุสัตว์ทุกรูปแบบ ซึ่งผมแปลกใจมาก เพราะหลังจากขับรถรอบเกาะมา 6 วัน ประเทศนี้ตอบสนองความต้องการของแต่ละคนได้อย่างครบถ้วน

Golden Circle หมายถึงเส้นทางท่องเที่ยวหลักที่ประกอบด้วยสถานที่ท่องเที่ยว 3 แห่ง คือ

1)     Thingsvellir National Park เป็นจุดชมวิวของพื้นที่เขตอุทยานแบบ Panorama และสามารถเดิน 10 นาทีแบบขาฝรั่งไปยังน้ำตก Oxararfoss ได้ด้วย

2)    Geysir (กี-เซอ) เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มีความพิเศษคือน้ำในบ่อจะปะทุขึ้นมาเป็นน้ำพุสูงมากกว่า 10 เมตร ในทุกๆ 10-15 นาที

3)    Gullfoss  เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีความสวยงาม (แต่ที่ Iceland มีใหญ่กว่านี้ครับ เดี๋ยวพาไปในวันถัดๆๆไป)

Thingvellir National Park

Geysir

Gullfoss

อันนี้กำลังถ่ายบ่อเล็กๆ แล้วบ่อใหญ่ดันปะทุครับ   ทีตอนผมยืนตรงบ่อใหญ่ มันโผล่ขึ้นมาแค่ 5 เมตรเอง 555

     3 สถานที่นี้คือจุดเช็คอินพื้นฐานที่ใครๆ ก็จะมากัน บางคนที่ไม่ได้เช่ารถ ก็สามารถซื้อทัวร์แบบ Golden circle tour ได้ครับ ที่เห็นหลักๆ จะมีของ Reykajvik Excursions กับ Grayline  และบางทัวร์อาจจะแถม Seljalandfoss เพิ่มมาให้ด้วย แต่ชะโงกทัวร์ชะเง้อทัวร์ของผมขับรถเอง ดังนั้น พาไปหมดทุกที่ครับ

สำหรับเส้นทางก็ไม่ยากครับดูตาม google map ข้างบนได้เลย  จากเมือง Reykjavik มาทางขวา ใช้ถนนสาย 36 มาเรื่อยๆจนถึง Thingvellir  ขับต่อในเส้นเดิมแล้วเลี้ยวซ้ายมาสาย 365 วิ่งตรงไปจะเข้าสู่สาย 37 ตรงในเส้นทางเดิมจะต่อไปเส้น 35 ก็จะเจอ Geysir หากขับเลยจาก Geysir ไปไม่ถึง 5 นาที ก็จะเจอ Gullfoss

     แต่หากสังเกตดีดีจะเห็นว่า ในแผนที่ผมกาดาวที่ Bruarfoss Waterfall ไว้ น้ำตกแห่งนี้ไม่ได้อยู่ใน Golden Circle แต่มีความสวยงามด้วยรูปทรงและเส้นสายของน้ำตกที่แปลกตา แต่หากถามว่าคุ้มค่าที่จะแวะไปไม๊ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้


ตำแหน่งที่ตั้งของ Bruarfoss อยู่บนถนนสาย 37 ก่อนถึง Geysir โดยจากแผนที่ให้ขับรถไปตามเส้นถนนให้ใกล้ตำแหน่งที่เขียนว่า "waterfall Access Bridge ที่สุด แล้วเดินตามแผนที่ไปเลยครับผม

เดินผ่านทุ่งไปเรื่อยๆเลยครับผม พยายามหาสะพานไม่เจอ ไม่ต้องมองหาครับหาไม่เจอแน่นอน ให้ฟังเสียงสายน้ำแล้วให้หูพาไป

เดินในทิศทางเข้าหาภูเขาลูกนี้นี่ละครับ ผ่านทุ่งหญ้าไปเรื่อยๆ

ข้ามแม่น้ำเลยครับผม แล้วต้องขึ้นเขานิดหน่อย จากนั้นให้เดินตามรอยทางเดินที่มีคนทำไว้เลยครับ

ทีนี้ใช้หูฟังเสียงน้ำตก เดินตามเสียงไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นสะพานอยู่ที่ปลายทาง แปลว่าถึงที่หมายละครับ

***

**

*

การเดินทางไปน้ำตก Bruarfoss ใช้เวลาขาไป นั่งชิล ถ่ายรูป รวมเดินทางขากลับ ทั้งสิ้น 1 ชม.ครับ

แต่สำหรับผม  ความสวยงามของน้ำตกขนาดเล็กๆแบบนี้ มันคุ้มค่านะ

การมาขับรถรอบเกาะที่ Iceland นอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างทางของถนน Ring Road No.1 ที่วิ่งวนรอบเกาะแล้ว วิวทิวทัศน์และธรรมชาติระหว่างทางของประเทศนี้เปรียบเสมือนกับการได้เสพย์ Collection งานศิลป์ชิ้นเยี่ยมที่มีเฉพาะในประเทศนี้

หลังจากการระเบิดของภูเขาไฟเอยาฟยาตลาเยอคุตล์ เมื่อปี 2553 และหลายๆครั้งย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ หลายปี หลายร้อยปี หรืออาจถึงหลายล้านปี ประเทศนี้ได้เกิดภูเขาไฟระเบิดมานับครั้งไม่ถ้วน และได้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาหลายครั้ง แต่โชคดีที่ปัจจุบันธรรมชาติเริ่มฟื้นคืนขึ้นมาแล้วบ้าง  แม้มีร่องรอยของหลักฐานการระเบิดของภูเขาไฟกระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ

ภูเขาที่ประเทศนี้ส่วนมากจะมีรูปทรงแบบนี้

ภายใต้ความสงบบนพื้นดิน ลาวาใต้ดินกำลังครุกรุ่นรอการปะทุครั้งใหม่

หลังจากที่เสร็จสิ้นทัวร์ Golden Circle แล้ว เราขับรถลงใต้เพื่อเข้าสู่ถนน Ring Road สาย 1 เพื่อมุ่งหน้าไปเมือง Vik ระหว่างทางไปยังเมืองนี้มีหลายที่ให้เราแวะท่องเที่ยวกันได้ ที่แรกที่เราแวะคือ Seljalandfoss เป็นน้ำตกที่สวยงาม ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมุดไปใต้น้ำตกเพื่อถ่ายภาพย้อนออกมาจากชายฝั่ง

น้ำตก Seljalandfoss บนถนนสาย 1 มุ่งหน้าสู่เมือง Vik

     นอกจากนั้นยังมี Solheimasandur plane wreck เครื่องบิน DC 3 สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จอดนอนตัดกับชายหาดสีดำสนิทมากว่า 50 ปี หรือจะเป็น Reynisfjara Basalt Columns หมู่แท่งหินบะซอลริมชายหาดสีดำ ภาพของกลุ่มแท่งหินสีเทาที่สงบนิ่งตัดกับคลื่นทะเลที่ซัดเข้าฝั่งอย่างรุนแรง  รวมถึงน้ำตก Skogarfoss อีกหนึ่งน้ำตกที่มีความสวยงามบนถนน Ring road เส้นนี้

     ซึ่งทั้งหมดนี้ที่ผมพูดมา  เราแวะกันวันนี้ ไม่ทัน !!!!  ต้องมาเก็บกันใหม่พรุ่งนี้เช้าครับ  ผมจึงจำเป็นต้องขับผ่านอย่างน่าเสียดาย เพื่อเข้าพักที่เมือง Vik

     หลังจากเข้า Checkin ที่ Icelandair Hotel Vik แล้ว เราแวะมากินมื้อเย็นที่ร้านอาหารดังของเมืองอย่างร้าน Halldorskaffi

http://www.halldorskaffi.is/index.php/matsedhill  คะแนนรีวิวใน Tripadvisor ดีถึงดีมาก โดยมีทั้งอาหาร Icelandic และอาหารตะวันตก ให้บริการ

Soup of the day  วันนี้เป็นซุปมะเขือเทศ เสิร์ฟพร้อมขนมปังข้าวโอ๊ต  รสชาติอร่อยมากกก++ 11/10

Icelandic Lamb Fillet  มาจากแกะที่วิ่งๆนอนๆกินๆน่ารักๆริมถนนนั่นละครับ 9/10 มันเยอะไปหน่อย

สั่ง Codfish และ Seafood pizza  เนื้อปลานุ่มและฉ่ำครับ 9/10 แม่บอกเค็มไป

เบียร์ Viking แก้วนึง Dark แก้วนึง Light  9/10 เพราะผมให้ Belgium beer 10/10 ครับ

** ร้านนี้มีขนมปังโฮลวีทและน้ำเปล่าบริการตนเองครับ **

เท่าที่ตระเวนชิมมารอบประเทศ อาหารของประเทศนี้จะออกไปทางเค็มนะครับ แต่จะเค็มแบบหอมหินเกลือ กินตัดกับสลัดกับมันบดก็พอช่วยให้หายเค็มได้ครับผม และอย่างที่ได้บอกไปตอนต้นกระทู้ว่า ถ้าคุณอยากทานอาหารแบบ Fine dining ที่ประเทศนี้ ราคาแพงนะครับ  ซึ่งมื้อนี้ เราจ่ายไป 14,000 ISK  หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,300 บาทถ้วน !!

****

     ณ เวลา 22.00  ผมเปิดโน๊ตบุ๊คเช็คพยากรณ์อากาศและแสงเหนือกับ vedur.is อีกครั้งหนึ่ง วันนี้ถือเป็นวันดีเพราะเมือง Vik ไม่มีเมฆ ไม่มีฝน KP Index แสดงค่าอยู่ที่ระดับ 4 ถึงเวลาต้องเตรียมของออกเดินทางแล้วสินะ

      ผมขึ้นไปยอดเขาหลังโรงแรมที่พักซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์แห่งเมือง Vik โบสถ์หลังคาสีแดงบนยอดเขาคงจะเป็น Foreground ชั้นเยี่ยมของการถ่ายแสงเหนือครั้งแรกในวันนี้ได้เป็นอย่างดี ในคืนนี้มีคนขับรถมาจอดรอหลายคันโดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือแสงเหนือ ซึ่งเวลาแสงมันมาถ้าคนไม่เคยเห็นจะดูไม่ออก เมื่อคิดได้จึงลองเปลี่ยนเลนส์แล้วกดถ่ายที่ speed shutter 8 วิเล่นๆ เผื่อแสงเริ่มออกมาแล้ว  แต่ทำไมแสงมันออกมาข้างหลังเขาว้ะ  เลยลองทิ้งช่วงซักพักแล้วลองถ่ายอีกครั้งนึง  แสงก็ยังคงอยู่หลังเขาที่เดิม  เห็นทีถ้ายังอยู่ที่นี่คงมองไม่เห็นแน่นอน

      ผมจึงสตาร์ทรถขับลงจากเขา วิ่งออกจากเมือง Vik ไปบนถนนสาย 1 ตามจุดพักรถมีรถของกลุ่มคนที่มาตามถ่ายแสงเหนืออยู่ตลอดทาง อุณหภูมิข้างนอกรถที่แสดงบนหน้าปัทม์รถของผมคือ 0 องศา บางช่วง -1 ผมขับมาอีกซักพักพอรู้สึกว่าพ้นแนวภูเขาแล้วจึงจอดรถ ขนอุปกรณ์ลงมาเซทแล้วลองถ่ายดู แสงเหนือของจริงหากดูด้วยตาจะเหมือนกลุ่มหมอกสีขาวที่เคลื่อนเป็นเส้นบนท้องฟ้า  แม้ลักษณะคล้ายๆก้อนเมฆ แต่มันมีบุคลิกการเคลื่อนไหวที่ไม่เหมือนก้อนเมฆเลย  ผมรออีก 15 วินาที จนม่านชัตเตอร์ปิดจึงหยิบกล้องมาดู รูปช่างแตกต่างกับที่ตาเห็นมาก

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ขอถ่ายรูปด้วยหน่อยนะ



คืนนี้เป็นคืนเดียวที่เห็นและสามารถถ่ายรูปได้ชัดขนาดนี้ คืนอื่นเมฆบังบ้าง แสงไม่แรงบ้าง ขับรถอยู่บ้าง ฝนตกบ้าง  

แต่ตอนนี้ ได้เห็นครั้งเดียวก็คุ้มแล้ว ไม่เสียดายแล้วครับ

Day 3    :    1 พ.ย.59    -    ทุ่งมอสสดสวย ธารน้ำแข็งสดใส และวันขับรถสุดโหด

“วันนี้ต้องขับรถ 500 กิโลเมตรนะ”  ผมบอกแฟนขณะที่กำลังนั่งดูแผนที่ในตอนเช้า  

     วันนี้เราจะขับรถจากเมืองตอนใต้สุดของเกาะอย่าง Vik ไปยัง Egilsstadir เมืองศูนย์กลางทางตะวันออกของประเทศ แม้ในแผนที่จะโชว์แค่ 464 กม. แต่นั่นคือ Google ให้ผมไปในเส้นทางที่ผมกังวล คือการเลือกระหว่างเลี้ยวซ้ายไปถนนสาย 939 หรือวิ่งตามชายฝั่ง Fjord ในเส้นทางหมายเลข 1

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ถนนสาย 939 ซึ่งเป็นทางลูกรังวิ่งขึ้นเขาและลงเขาตลอดเวลา เป็นทางลัดที่ตัดภูเขาใน West Fjord ไป 1 ลูก และไม่ต้องวิ่งเลาะ Fjord ไปตามแนวชายฝั่งอีกหลายๆลูก ช่วยย่นระยะทางกว่า 140 กิโลเมตร เหลือเพียง 65 กิโลเมตร และประหยัดเวลาไปได้ถึง 1 ชม. แต่หากผมขับรถไปทาง ring Road หมายเลข 1 ตามปกติ จะมีระยะทางถึง 550 กม. ใช้เวลาขับกว่า 7 ชม.ถึงจะถึงที่หมาย

     ดังนั้นแผนในวันนี้คือ ช่วงเช้า เราจะเก็บตกที่เที่ยวแถว Vik ให้หมด และตอนเที่ยงเราจะไปดูธารน้ำแข็ง Jokulsarlon กัน จากนั้นจะยิงตรง 300 กิโลเมตรรวดเดียวไปยัง Egilsstadir ถ้าถึงไว ก็ไปทาง Fjord ถ้าถึงช้า ก็ไปทาง 939 อย่างช่วยไม่ได้

และสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะไปมีอะไรบ้าง ไปดูกันครับ

1)    โบสถ์เมือง Vik  ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สามารถชมวิวเมืองนี้ในมุมสูงได้ เมื่อคืนเราขึ้นมาแล้วตอนรอแสงเหนือ แต่พอได้ขึ้นมาตอนเช้า ผมพึ่งค้นพบว่ามันสวยงามมากทีเดียว  ทั้งตัวโบสถ์เอง ทั้งวิวรายรอบโบสถ์

2)    Skogarfoss  เป็นน้ำตกที่ตกลงจากยอดเนินเขามาเป็นเส้นตรงแล้วไหลออกไปยังทะเล  จากข้อมูล น้ำตกมีความกว้าง 25 เมตร และมีความสูง 60 เมตร ทำให้เกิดละอองน้ำพัดออกมา อาจทำให้เกิดรุ้งกินน้ำในวันที่มีแดดออกได้

3)    Solheimasandur plane wreck  ในปี ค.ศ.1973 เครื่องบิน DC 3 ของนาวิกโยธินสหรัฐ ได้น้ำมันหมดและร่อนลงฉุกเฉินบนหาดทรายดำ Solheimasandur ทางตอนใต้ของ Iceland ว่ากันว่าทุกคนปลอดภัย รวมถึงเครื่องบินเช่นกัน ซึ่งยังคงอยู่บนชายหาดดำแห่งนี้มากว่า 40 ปี

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

**ปล. เมื่อช่วงต้นปี 2559 ทางเจ้าของพื้นที่ได้มีกาสปิดทางเข้าเนื่องจากรถของนักท่องเที่ยวที่ขับวนหาซากเครื่องบินทำให้พื้นที่เสียหาย และทำให้นักท่องเที่ยวต้องจอดรถริมถนนและเดินเข้าไปกว่า 4 กม.  แต่ข่าวดี  !!!  ปัจจุบันได้ทำถนนใหม่ จากทางเข้าริมริมถนนไปถึงที่จอดรถ ซึ่งสามารถเดินไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงตัวเครื่องบินแล้วครับ

4)    Reynisfjara Black Sand Beach and basalt columns เป็นหาดทรายดำซึ่งมีที่ตั้งติดกับกลุ่มแท่งหินบะซอลทรงสี่เหลี่ยมที่ก่อร่างคล้ายกับรูปทรงของปิรามิด บริเวณฐานของภูเขา นอกเหนือจากนั้น ในหน้าร้อน บริเวณนี้ยังเป็นแหล่งดูนก Puffin ซึ่งตั้งอาณานิคมบริเวณยอดเขาอีกด้วย  

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

5)    Mossy Lava Rock  เป็นทุ่งมอสสีเขียวที่กินบริเวณหลายตารางกิโลเมตรอยู่บริเวณระหว่าง Vik และ อุทยาน Skaftafell

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

6)    ขับออกจาก Vik มาประมาณ 2 ชม. ก็จะถึง Jokulsarlon  หรือ ทะเลสาบธารน้ำแข็ง โดยทะเลสาบแห่งนี้เกิดการละลายของธารน้ำแข็งส่วนปลาย แล้วแตกออกเป็นก้อนน้ำแข็งไหลออกสู่มหาสมุทรแอทแลนติก  เราสามารถไปดูได้ทั้งฝั่งทะเลสาบ และฝั่งชายหาดที่น้ำแข็งลอยออกมา

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

กว่าผมจะออกมาจาก Jokulsarlon ก็ 16.00 แล้ว ซึ่งค่อนข้างผิดแผนจากเดิมไปเยอะ ทำให้ผมเหลือเวลาในการขับเพียงไม่กี่ ชม. พระอาทิตย์ก็จะลับขอบฟ้าแล้ว ตัวผมเองเป็นคนมั่นใจในฝีมือการขับรถของตัวเอง แต่การมาขับในต่างแดนครั้งแรกผมเองก็รู้สึกหวั่นๆบ้าง โดยเฉพาะการขับรถตอนกลางคืน ในพื้นที่ Fjord ที่เรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในถนนที่โหดที่สุดของ Iceland ก็ว่าได้ ผมขับรถประมาณ ชม.นึงเราก็ผ่านเมือง Hofn  เมืองนี้เป็นเมืองชาวประมงที่ขึ้นชื่อเรื่อง Lagoustine หรือนอร์เวย์ลอบสเตอร์ ถ้าผมมีเวลาอยู่ Iceland เพิ่มขึ้นเป็น 7 วัน เมืองนี้จะเป็นหนึ่งในเมืองที่ผมจะมาแวะพักค้างคืน

เมื่อผ่าน Hofn มาซักพักผมก็ขับมาถึงอุโมงค์  นี่เป็นอุโมงค์แรกที่เจอในการขับรถประเทศนี้  ข้างหน้าน่าจะเป็นอุโมงค์ที่จะทะลุภูเขา Fjord ไป และหนทางคงน่าจะเป็นที่ราบที่วิ่งง่ายขึ้น

แต่ไม่ใช่เลยครับ ประตูนี้เป็นเหมือนกับจุดเริ่มต้นของ door to hell  เพราะหลังจากที่ผมพ้นอุโมงค์ออกมา เส้นทางเริ่มคดเคี้ยวขึ้นเรื่อยๆ วิ่งไปตามเนินเขา เลาะเขา ที่ราบสูงอยู่ประมาณ 15 นาที ก็เริ่มเข้าสู่การวิ่งตามชายฝั่ง Fjord อย่างสมบูรณ์แบบ  ผมคิดในใจว่าถ้าเป็นตอนกลางวันคงจะเห็นวิวที่สวยงามมาก แต่พอเรามาขับตอนกลางคืน พื้นที่แห่งนี้กลับรู้สึกน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

เส้นทางตามสันเขาจะวิ่งเลาะชายฝั่งไปเรื่อยๆ โค้งไปโค้งมาตาม Fjord แต่ละลูก สลับกับขึ้นลงที่ราบสูง Fjord ลูกแล้วลูกเล่าที่ผมขับผ่าน ยังโชคดีที่ผมขับตามรถคันหนึ่งมาตั้งแต่เมือง Hofn  รถคันนี้คงจะเป็นคนท้องที่อย่างแน่นอน เพราะเขาใช้ความเร็วกว่า 100 กม.ต่อชั่วโมง ขับเข้าโค้งออกโค้งอย่างมั่นใจ ใช้ความเร็วที่เหมาะสมในการขับขึ้นลงเขาแต่ละลูก  ผมรู้สึกโชคดีที่มีรถขับด้วยกันเป็นเพื่อน

แต่รถคันข้างหน้าเริ่มทิ้งห่างผมไปเรื่อยๆจนหายลับไปกับเขาลูกข้างหน้า สงสัยเพราะออกจาก Fjord แล้วเขาเลยใช้ความเร็วอย่างเต็มที่ได้  ผมขับรถอยู่คันเดียวไม่นานก็ถึงจุดทางแยกระหว่างเส้น 939 ที่ลัดขึ้นเขา กับการไปต่อในถนนหมายเลข 1 ที่จะเสียเวลาขับเพิ่มขึ้น 1 ชม.  ผมหันไปมองนาฬิกาที่บอกเวลา 18.00 จึงตัดสินใจเลี้ยวซ้ายเข้าเส้น 939 แล้ววิ่งขึ้นเขาทันที  และนี่คือถนนที่ผมต้องวิ่งผ่านในอีก 30 นาทีต่อจากนี้

แค่วิ่งในความมืดก็รู้แล้วครับว่า รอบตัวมีแต่หุบเขากับเหวแน่นอน ผมวิ่งลัดเลาะตามเส้นทางขึ้นเขาโดยมีแฟนช่วยบอกโค้งโดยดูตาม Google map ให้ นี่ถ้ามาวิ่งตอนกลางวันผมคงไม่กล้าขึ้นหรอก 55+  แต่ไม่น่าเชื่อว่าเส้นทางขึ้นเขานี้คนวิ่งเยอะมาก ผมเห็นจำนวนรถที่วิ่งอยู่ข้างหน้าผมเฉพาะบนถนนเส้นนี้มากกว่าที่วิ่งผ่าน Fjord มาเมื่อสักครู่อีก  ทุกคนคงขี้เกียจวิ่งอ้อมเหมือนกับผมละมั้ง

อีก 30 นาที ผมก็เข้าสู่ถนนหมายเลข 1 อีกครั้ง ทางราดยางทำให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้น และเราใช้เวลาอีก 30 นาทีก็ถึงตัวเมือง Egilsstadir แฟนผมโทรหาเจ้าของที่พักให้เข้าเชคอินและทำการชำระเงิน วันนี้เป็นการขับรถที่โหดที่สุดในทริปแล้ว เพราะหลังจากขนของเข้าที่พักแล้วผมเปิดประตูห้องนอน ลงนอนบนเตียงแล้วหลับสลบไปเลย


Day 4    :    2 พ.ย.59    -    ที่ราบสูง ภูเขาหิมะ และน้ำตกที่แรงที่สุดในยุโรป

*****

     หลังจากที่เราหายใจไม่ทั่วท้องกันไปเมื่อคืนแล้ว 55+ .. วันนี้เรามาเดินทางกันต่อครับ

ในวันนี้เราจะขับรถจากเมือง Egilsstadir ทางฝั่ง East Fjord ผ่านเขตที่ราบสูงทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เข้าเขตอุทยานแห่งชาติ Vatnajokul เพื่อไปเที่ยวน้ำตก Dettifoss หนึ่งในน้ำตกที่แรงที่สุดของทวีปยุโรป ผ่าน Hverir แหล่งพลังงานความร้อนจากใต้พิภพ Myvatn ทะเลสาบน้ำจืดทางตอนเหนือของประเทศ และ Godafoss น้ำตกที่มีรูปทรงสวยงาม จากนั้นเราจะขับรถไปเข้าพักที่เมือง Akureyri เมืองสำคัญทางตอนเหนือของประเทศ รวมระยะทางทั้งหมดประมาณ 300 กิโลเมตรเท่านั้น

หลังจากเดินทางออกจาก Egilsstadir ไม่นาน เราเริ่มขับเข้าสู่ Jokuldalsheidi เขตที่ราบสูงทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งถูกปกคลุมด้วยหิมะแล้ว  ยิ่งขับขึ้นมาสูงขึ้นเรื่อย ๆ อุณหภูมิภายนอกที่แสดงในหน้าปัดรถยนต์ค่อยๆลดลง จาก4 องศา มาหยุดอยู่ที่ -1 องศา ภูเขาตรงหน้าเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนไปทั่วทั้งพื้นที่

ประเทศ Iceland มีประชากรทั้งประเทศประมาณ 330,000 คน ซึ่ง 2 ใน 3 อาศัยอยู่ที่กรุง Reykjavik อีกประมาณ 20,000 คน อาศัยอยู่ที่เมือง Akureyri  และแต่ละเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น Egilsstadir Seydisfjordur Husavik มีประชากรเพียงหลักพันคนเท่านั้น ดังนั้นผมจึงไม่แปลกใจที่ตลอด 1 ชม.ที่ขับรถมา เราเจอรถคันอื่นน้อยมาก

ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ครั้งแรกในการขับรถบนถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็ง การขับรถบนถนนพื้นผิวแบบนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ คนขับควรใช้ความเร็วอยู่ที่ 80 - 90 กม./ชม. และการลดความเร็วควรค่อยๆเหยียบเบรกซ้ำๆ หรือลดมาใช้เกียร์ต่ำ เพราะหากเราเหยียบเบรกค้างไว้อาจทำให้รถสูญเสียการควบคุมและหมุนได้

     หลังจากขับรถมาประมาณ 2 ชม. บนถนนสาย 1 เราเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนสาย 862 และเดินทางต่อไปประมาณ 20 นาทีจนถึงน้ำตก Dettifoss น้ำตกแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Vatnajokul เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็ง Vajnajokul ทางตอนกลางของประเทศ น้ำตกแห่งนี้มีความสูงกว่า 100 เมตร และถูกจัดเป็นหนึ่งในน้ำตกที่แรงที่สุดในยุโรป

เราใช้เวลาประมาณ 1 ชม. จึงเดินทางออกจากน้ำตก เข้าสู่ถนนสาย 1 และเดินทางต่อประมาณ 125 กม. เพื่อไปเมือง Akureyri

ระหว่างทางเราแวะแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง สถานที่แรกคือ Hverir พื้นที่แหล่งความร้อนใต้พิภพ ที่มีทั้งบ่อน้ำร้อนและปล่อยควันที่พ่นควันและซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (หรือก๊าซไข่เน่า) ออกมาตลอดเวลา สถานที่แห่งนี้มาพร้อมความสวยและความเหม็นในเวลาเดียวกัน

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

เราขับต่อในถนนสาย 1 ผ่าน Myvatn Lake ซึ่งเป็นทะเลสาบในบริเวณเขตภูเขาไฟ Krafla ทางตอนเหนือของเกาะ บริเวณนี้เป็นพื้นที่ราบลุ่มมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาศัยของนกหลายสายพันธุ์และเป็ดจำนวนมาก

ขับต่อมาอีก 30 นาที เราแวะกันต่อที่น้ำตก Godafoss หรือ น้ำตกของเทพเจ้า ซึ่งมีที่มาจาก Thorgeir นักบวชของลิทธิเพเกิ้นได้โยนรูปปั้นเทพเจ้า Norse ลงในน้ำตก หลังจาก Iceland ได้ผ่านกฎหมายให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติเมื่อปี ค.ศ.1000 โดยน้ำตกแห่งนี้มีความกว้าง 30 เมตร และมีความสูงที่ 12 เมตร และด้วยรูปทรงน้ำตกที่สวยงามรับกับเทือกเขาด้านหลัง ทำให้น้ำตกแห่งนี้มีชื่อเสียงในกลุ่มนักท่องเที่ยว

เมื่อออกจาก Godafoss มาประมาณ 30 นาที เราก็เดินทางถึง Akureyri เมืองสำคัญทางตอนเหนือของประเทศที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 20,000 คน  Akureyri เป็นท่าเรือและศูนย์กลางการประมงในภูมิภาคนี้ แม้จะตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ แต่ด้วยที่ตั้งที่เป็นอ่าวแทรกตัวอยู่ระหว่างภูเขา ทำให้อากาศของเมืองนี้อบอุ่นกว่าเมืองอื่น (ตอนผมไปอยู่ระหว่าง 4 – 6 องศา)

หลังจากเข้าพักที่ Pearl of the North Apartments แล้ว มื้อนี้เราไปกินอาหารเย็นกันที่ร้าน Noa Seafood (http://www.noa.is/)

สำหรับรายการอาหารที่ผมสั่งมี


จานแรกคือ Lobster and Fish Soup  ราคา 2,100 ISK

Grilled Langoustine Salad ราคา 3,100 ISK

จานต่อมาคือ Prime Cod Fillet  ราคา 3,800 ISK

Rainbow Trout  ราคา 3,800 ISK

Catch of the day เป็น Salmon  ราคา 3,800 ISK

รสชาติอาหารอร่อยเลยครับ ราคาถูกกว่าร้านที่ Vik จานละ 500 - 1000 ISK

ราคารวม   =    17,300 ISK หรือ 5,000 บาทครับ

วันที่ 4    :   3 พ.ย.59    -    วันที่วิวทิวทัศน์สวยที่สุดใน Iceland

*****

การเดินทางของวันนี้คือ ขับรถออกจาก Akureyri บนถนนสาย 1 ผ่านเมือง Stadur ให้วิ่งตามเส้นทางเดิมจนถึง Borgarnes แล้วเลี้ยวเข้าถนนสาย 54  >>>  เข้าถนนสาย 56   >>>  เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาย 54 อีกรอบเพื่อตรงเข้า Grundarfjordur

สาเหตุที่ผมต้องบอกละเอียดขนาดนี้ !!  เพราะว่า  ถ้าคุณถึงเมือง Stadur แล้วเลือกเลี้ยวขวาเพื่อไปใช้เส้นทางถนนสาย 68   >>>  เลี้ยวซ้ายเข้าถนน 59   >>>  สาย 60  >>>  เลี้ยวขวาเข้าสาย 54 เพื่อยิงยาวเข้าเมือง   

**  เส้นทางลัดที่ Google ไม่ได้แนะนำ จะพาคุณวิ่งผ่านทางหินลูกรัง ตลอดระยะทาง 50 กิโลเมตร  **    

ดังนั้นจึงมาบอกไว้ก่อนครับ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน !!



วันนี้เราตื่นกันสายกันได้เพราะไม่ต้องเร่งรีบไปเที่ยวเท่ากับช่วงวันแรกๆ เนื่องจากจุดหมายเดียวในวันนี้คือ การไปพักที่เมือง Grundarfjordur เพื่อชม Kirkjufell

ไหนๆก็ไม่รีบกันแล้ว ก็ขอขับรถเที่ยวรอบเมืองกันก่อนครับ

อาหารเช้าในวันนี้ ราคา 400 ISK

  

เราเริ่มออกเดินทางจาก Akureyri กันตอน 10.30 ถึงแม้ว่าวันนี้จะไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวระหว่างทางให้แวะ แต่ผมกลับรู้สึกว่าวิวทิวทัศน์ระหว่างทาง กลับเป็นวันที่วิวข้างทางสวยงามที่สุด คำอธิบายของผมคงจะไม่สามารถบรรยายความงามได้หมด ดังนั้นไปดูรูปกันครับ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

เราขับรถมาเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ พยายามทำความเร็วไม่ให้เกิน 90 มากจนเกินไป มีบางช่วงทางลงเขาอาจจะเผลอปล่อยไปถึง 110 แต่ก็ต้องดึงสติเบรกกลับมาให้ 90 เนื่องจากแถวนี้ห่างจากเขตเมืองหลวงไม่กี่ร้อยกิโลเมตร ปริมาณกล้อง และรถตำรวจสายตรวจเพิ่มจำนวนขึ้นจาก 3 วันที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัดครับ

เมื่อเห็นภูเขาลูกนี้ เรารู้เลยว่าถึงที่หมายแล้ว ภูเขาลูกนี้คือ Kirkjufell ที่โด่งดัง หากมองด้านข้างนี้อาจจะดูเหมือนสี่เหลี่ยมคางหมู แต่ถ้ามองด้านหน้าจะเป็นสามเหลี่ยมทรงเกือบสมมาตรที่มีความสวยงาม  ส่วนทางซ้ายของเมืองคือ Grundarfjordur เมืองท่าเรือและการประมง

Kirkjufell คือเป้าหมายที่ทุกคนที่มาประเทศ Iceland ต้องมา รูปที่เราจะเห็นได้บ่อยที่สุดคือ น้ำตกที่ไหลลงจากหน้าผาขนาดย่อม เป็นลำธารไหลออกสู่ทะเล โดยมี Kirkjufell เป็นฉากหลังที่มีความสวยงามมาก ซึ่งเป้าหมายในทริปคือ การมาถ่ายแสงเหนือ โดยมีฉากหน้าเป็นน้ำตกและ Kirkjufell  ซึ่งเป็นเป้าหมายในทริปนี้ของผม

**** แต่ในคืนที่ผมเข้าพัก  Grundarfjordur ฝนตกตั้งแต่ 3 ทุ่ม – 8 โมงเช้าอีกวันรุ่งขึ้น 555+  ****



ไม่เป็นไร  ผมถ่ายตอนกลางวันแทนก็ได้  สวยงามเหมือนกันครับ  ลองถ่ายเล่นมุมนู้นมุมนี้

ถ่ายแบบน้ำนิ่ง

ถ่ายแบบน้ำไหลดูมั่ง

     มีมุมให้ถ่ายเล่นเรื่อยเปื่อยเยอะจริงๆ ครับ  ถ่ายมาแล้วไม่ต้องแต่งรูปมาก ภาพก็สวยได้ ซึ่งภาพทั้งหมดในกระทู้นี้ ไม่ได้ผ่านการแต่งภาพใดๆ ทั้งสิ้นครับ  เพราะอยากให้เพื่อนๆ เห็นวิวของจริงว่ามันเป็นยังไง

The old post office guesthouse ที่ตื่นมาได้วิวที่หน้าต่างแบบนี้เลย

     ที่พักของเราในวันนี้คือ The Old Post Office Guesthouse  พักแบบห้อง Double bed ราคาห้องละ 3,000 บาท  ซึ่งที่พักนี้จะมีห้องที่ได้  Kirkjufell view แค่ห้อง 4 และ 5 เท่านั้น  ใครมาเช็คอินก่อนมีสิทธิก่อนครับ

****************

วันนี้เรามากินมื้อเย็นที่ดีที่สุดตั้งแต่ที่ได้ลองมาใน Iceland !!

ร้านอาหาร Bjargar-stein mathus  เมือง Grundarfjordur

แม้ร้านอาหารอื่นๆ ที่ได้ลองมาหลายร้านจะมีรสชาติที่ดี แต่ร้าน Bjargar-stein  ที่เมืองแห่ง Kirkjufell แห่งนี้ มีความแตกต่าง และเป็นมื้อที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

เราได้ลองสั่งอาหารหลายอย่าง เช่น

Seafood Soup   10 เต็ม 10

Starter  แกะรมควัน ปลาแห้ง สาหร่ายทะเลลึกทอดกรอบ และเนื้อฉลามหั่นชิ้น

แซลมอนย่าง กับมันอบและอะไรซักอย่างเหมือนธัญพืช ลูกเดือย

ขาแกะอบ กับมันบด

Starter set + Viking Dark Beer

อร่อยจนอยากสั่ง Take away กลับไทยทุกจานเลยครับ 55

ซึ่งอาหารแต่ละจานมีราคาเพียง 1,000 – 3,000 ISK เท่านั้น  ถูกกว่าร้านอาหารที่ Vik เกือบสองเท่า !!

แถมรสชาติก็ไม่ได้เป็นรองร้านอื่นๆ เลย เนื้อแกะมีความนุ่ม รสชาติหวาน  ผ่านการย่างแบบ Medium-rare ที่ดึงเอารสธรรมชาติของเนื้อแกะออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม  ว่ากันว่า ถ้าเลี้ยงแกะให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี  ความสุขของแกะจะสะท้อนลงมาในรสชาติของเนื้อที่เราทานไป และผมก็คิดว่า แกะที่เมือง Grundarfjordur คงจะมีความสุขกว่าแกะที่เมืองอื่นก็เป็นได้ 55+

มื้อนี้เช็คบิลมา ราคาไม่ถึง 9,000 ISK  ถ้าเทียบกับ Vik หรือที่ Akureyri ราคาเทียบกันจานต่อจานถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด แถมอร่อยถูกลิ้นคนไทยกว่าด้วย

แนะนำให้ต้องลองครับ  !!!!

Day 6    :    4 พ.ย.59    -    ไปแช่น้ำที่ Blue lagoon กัน

******

     หลังจากขับรถมากว่า 1,600 กิโลเมตร แล้ว และพาไปเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ทั่วทั้งประเทศแล้ว วันนี้ผมจะพาไปเที่ยวอีก 1 must-visit destination ของ Iceland โดยเราจะแวะไปนอนแช่น้ำอุ่นผ่อนคลายกัน ก่อนที่จะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น

วันนี้เราจะขับรถระยะทาง 150 กิโลเมตรกลับไปกรุง Reykjavik แล้วเดินทางต่ออีก 50 กิโลเมตรไปยัง Blue lagoon ซึ่งผมซื้อตั๋วล่วงหน้าไว้รอบ 16.00 – 17.00 และเมื่อแช่น้ำเสร็จสิ้นแล้วก็จะเดินทางไปที่สนามบิน Keflavik เพื่อคืน Wifi router และคืนรถ แล้วเช็คอินที่ รร. Airport Hotel Aurora Star เพื่อรอขึ้นเครื่องบินในวันถัดไป

เราเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงก็มาถึงเมืองหลวง ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการขับรถรอบเมืองเพื่อดูสถานที่ต่าง ๆ ที่เราไม่ได้เห็นในวันแรกที่มาถึง Iceland



ถ่ายกับ Star Voyager

ถ่ายกับโบสถ์  Hallgrimskirkja

แวะร้าน Braud  ร้านเบเกอรี่ขั้นเทพ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

*********

วันสุดท้าย ซึ่งเป็นวันสำหรับการซื้อของฝาก ผมขอแนะนำสถานที่ในการซื้อดังนี้ครับ

1)   ปั๊มน้ำมัน N1  สาขา Grundarfjordur และ Bongarnes  แล้วอย่าลืมทำเอกสาร Tax Refund ด้วย

2)   ถนนคนเดิน Laugavegur Street

3)   ห้าง Kringlan  ริมทางหลวงหมายเลข 49  -  มีร้านของฝากชื่อร้าน Icelandia

4)   Keflavik Airport  Dutyfree ขาออก หลังผ่าน Passport control แล้วนะครับผม

หรือลองดูร้านที่แนะนำใน Tripadvisor ก็ได้ครับผม

https://www.tripadvisor.com/Attractions-g189952-Activities-c26-t144-Iceland.html

*********

เราเดินทางมาถึง Blue lagoon ประมาณ 15.30 ก่อนเวลานัดตามตั๋วครึ่งชั่วโมง  โดยเมื่อมาถึงแล้วให้เข้าเพื่อรอเช็คอิน ให้ยื่น E-ticket ที่ปริ้นมาแสดงให้กับพนักงาน ถ้าไม่มีชุดว่ายน้ำก็สามารถติดต่อขอยืมได้ที่นี่ครับ โดยเมื่อเสร็จสิ้นแล้ว พนักงานจะให้สายรัดข้อมือสีเขียวมา  สายนี้ใช้ในการเข้าออกพื้นที่บ่อน้ำ รวมถึงซื้อเครื่องดื่มในบริเวณบ่อน้ำ

รีวิวการแช่น้ำที่นี่

น้ำที่นี่อุณหภูมิจะอยู่ที่ 38 องศา พื้นที่ในแต่ละส่วนของสระจะมีอุณหภูมิไม่เท่ากัน  ที่นี่คนใช้บริการมีจำนวนมาก อาจจะไม่เป็นส่วนตัวเท่าไหร่ ถือว่าเป็นการมีชมวิวทิวทัศน์และเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ

ส่วนเรื่องความสบาย น้ำจะไม่อุ่นเท่าที่ญี่ปุ่น จะแช่ได้นานกว่า  ความรู้สึกหายปวดเมื่อยก็พอกันครับ

**************

     ระยะเวลา 6 วันที่ได้มาท่องเที่ยวในเกาะแห่งนี้รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามาก ประเทศนี้มีความแตกต่างไม่เหมือนกับประเทศอื่นในยุโรป ด้วยภูมิประเทศที่มีความเป็นเอกลักษณ์และสวยงามมาก อาหารอร่อยมากแม้จะราคาแพงมาก็ตาม ผู้คนมีน้ำใจ พร้อมช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างเต็มใจ การท่องเที่ยวในประเทศนี้เราสามารถท่องเที่ยวได้ทั้งเป็นกลุ่มเพื่อน หรือเป็นครอบครัว ผู้สูงอายุสามารถมาท่องเที่ยวได้ ประเทศนี้มีคนไทยเที่ยวเป็นจำนวนมาก ซึ่งตลอดทั้งทริปผมมีโอกาสได้เจอกลุ่มคนไทยทั้งขับรถแบบผม หรือเช่ารถ Camper รอบเกาะก็มีครับ ก็มีโอกาสได้เจอคนไทยตั้งแต่ที่บริษัทเช่ารถ เที่ยวเมือง Vik น้ำตกต่างๆ Dettifoss Kirkjufell

ความคิดเห็น