เดินเล่นส่องความคลาสสิค ของ "กุฎีจีน" ชุมชนเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา รีวิวโดย Journeyme Journeyyou

หากพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวชุมชนในกรุงเทพฯ แบบที่ไปง่าย ใช้จ่ายไม่แพง เดินเล่น ถ่ายภาพ แวะชิมนั่นนี่แบบที่ไม่เหนื่อยร่างแหลก หนึ่งในตัวเลือก "การท่องเที่ยวชุมชน" ที่มีความคลาสสิคริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็คือ "กุฎีจีน" หรือ “กะดีจีน” ซึ่งเป็นย่านชุมชนเก่าแก่ ที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นไทย

เดินเล่นส่องความคลาสสิค ของ "กุฎีจีน" ชุมชนเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา

เดินเล่นส่องความคลาสสิค ของ "กุฎีจีน" ชุมชนเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา

 วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2564 เวลา 14.22 น.

 วันที่เดินทาง 30 ม.ค. 2564

หากพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวชุมชนในกรุงเทพฯ แบบที่ไปง่าย ใช้จ่ายไม่แพง เดินเล่น ถ่ายภาพ แวะชิมนั่นนี่แบบที่ไม่เหนื่อยร่างแหลก หนึ่งในตัวเลือก "การท่องเที่ยวชุมชน" ที่มีความคลาสสิคริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็คือ "กุฎีจีน" หรือ “กะดีจีน” ซึ่งเป็นย่านชุมชนเก่าแก่ ที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นไทย จีน มอญ ฝรั่ง ศาสนาและวัฒนธรรมที่มีความแตกต่าง อีกทั้งเป็นชุมชนดั้งเดิมของชาวไทยเชื่อสายโปรตุเกส นั่นเองงงง

ทริปนี้ ใช้ "ขนส่งสาธารณะ" ล้วน ๆ เลยล่ะ ซึ่งมีทั้งรถไฟใต้ดิน มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และเรือข้ามฟาก 
เริ่มการเดินเล่นนี้ด้วยการพาตัวเองขึ้น MRT มาให้ได้ก่อน ไม่ว่าจะมาจากสถานีไหน แต่อย่าลืมลงที่ "สถานีอิสรภาพ" แวะกดแมพดูซักหน่อย เลยคิดว่าหากเดินไป น่าจะแห้งกรังคาถนนก่อน 

อะ.. งั้นเรียกวินมอเตอร์ไซค์ แล้วแจ้งว่าไป "วัดซางตาครู้ส" จ้าาาาา (ในแมพข้างบนเป็นเส้นทางสีน้ำเงิน)
ไม่นาน พี่วินก็พาเรามาแลนด์ดิ้งที่วัดคริสต์แห่งนี้ สุดทางแล้ว มากกว่านี้คือลงแม่น้ำเจ้าพระยา 
การเดินทางต่อจากนี้ คือการใช้พาหนะส่วนตัว คือการเดิน นั่นเอง (ในแมพคือโซนสีเหลือง)

เดินงง ๆ วนไป วนมาในชุมชน เนื่องจากวันที่ไป คือวันทำงานกลางสัปดาห์ คนก็จะโล่ง ๆ เงียบ ๆ เงียบมาก ๆ จนได้ยินเสียงลมโกรกผ่านตามตรอกเลยล่ะ 
ก็เดินวนเล่นไปเรื่อย จนมาพบที่แห่งแรกที่จะแวะ..

"พิพิธภัณฑ์กุฎีจีน" 

ที่แห่งนี้ เดิมที่เป็นบ้านที่อยู่อาศัยนี่แหละ ด้วยความที่เจ้าของบ้านเป็นคนในพื้นที่ จึงต้องการบอกเล่าความเป็นมาของชุมชนไทยโปรตุเกสแห่งนี้ เลยปรับปรุงบ้านให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีการจัดแสดงของใช้ต่าง ๆ เรื่องราวในอดีต อีกทั้งการรีโนเวทบ้านที่โปร่งสบายแห่งนี้ให้สูงขึ้น และใต้ถุนบ้านปรับเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟ ให้ได้นั่งชิลพักร้อนกัน 

แต่ละส่วน ของใช้แต่ละชิ้น มีการเก็บไว้อย่างดี พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสิ่งของ และชุมชนแห่งนี้ ผ่านข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกจัดวางไว้อย่างลงตัว 

เดินเล่น เดินอ่านกันบนบ้าน เสร็จแล้วลงบันไดอีกฝั่งมาใต้ถุนบ้าน ซึ่งตอนนี้ปรับปรุงให้เป็นร้านกาแฟ (แต่เครื่องดื่มอย่างอื่นก็มีนะ) มีขนมให้ได้นั่งเล่นเย็นใจ ใต้เงาต้นไม้ที่ร่มรื่นของบ้านแห่งนี้ และรับลมที่ผ่านเข้ามาตามช่องทางเดินต่าง ๆ สั่งพุดดิ้งมะพร้าวอ่อนมาอีก 1 ให้ชื่นใจซักนิด

ท้องอิ่ม ลมพัดเย็น ๆ นั่งอีกซักหน่อยน่าจะหลับ (แม้จะดื่มกาแฟมาแล้วก็เถอะ) 
เดินเล่นต่อดีกว่า

เดินออกจากบ้านแห่งนี้มา เลาะตามทางเดินมาราว ๆ 70 เมตร ยังไม่ทันเมื่อย 
ระหว่างทางก็เห็นบ้านไม้ที่ตกแต่งด้วยลายฉลุ และ กลิ่นหอม ๆ ของ "ขนมฝรั่ง" ที่ลอยมากับลมตามทางเดินเลยล่ะ 

"ขนมฝรั่งกุฎีจีน"
เป็นขนมลูกครึ่งจีน-ฝรั่ง สัมผัสเหมือนขนมไข่ แต่หน้าของขนมมีลูกเกด ฟัก และน้ำตาลทราย มีความกรอบ ๆ กว่าขนมไข่ทั่วไป และกลิ่นหอมที่อบอวลด้วยการอบในเต่าถ่าน ซึ่งในชุมชนแห่งนี้มี 3 ร้าน ร้านที่เราแวะคือ "ร้านธนูสิงห์" นอกจากนี้ยังมีร้านแม่เป้า และป้าอำพัน ด้วยนะ แอบกระซิบว่าเขามีให้เลือกว่าจะทานทันทีหรือซื้อกลับ ส่วนเราเลือกทานทันที กำลังอุ่น ๆ หอม ๆ เลยล่ะ 

ละสิ่งที่เราทำต่อมา คือเดิน เดินวน เดินไป เดินมา ทะลุตรอกนี้ ไปตรอกโน้น
คือก็อยากเดินดูว่าบ้านแถวนี้เป็นยังไงนะ 
ทางเดินชุมชนนี้ ส่วนมากจะเป็นทางเล็ก ๆ ที่มอเตอร์ไซค์พอขับผ่านไปได้ แต่สวนกันแทบไม่ได้ คิดถูกแล้วที่เดินทางด้วยขนส่งมวลชน 

ละก็เดินเลาะตรงนั้นตรงนี้ไปเรื่อย ๆ แน่สิ แรงเหลือสินะ  พุดดิ้งมะพร้าวอ่อนและขนมฝรั่ง ไม่น้อยเลยล่ะ เพราะงั้นเดินวนไปจนกว่าจะหายอิ่ม และก็วนเล่นจนมาถึงแลนด์มาร์คของชุมชนกุฎีจีน

"วัดซางตาครู้ส (วัดกุฎีจีน)" Santa Cruz Church 
โบสถ์คริสต์เก่าแก่นิกายคาทอลิคสีเหลืองนวลกับคิ้วสีชมพูแดงตุ่น สถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิคผสมเรเนซองส์ มียอดโดมแปดเหลี่ยมสูงแบบอิตาลี โบสถ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยานี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2313 เดิม ๆ เป็นไม้ทั้งหลัง แต่ก็เกิดไฟไหม้เสียหาย และได้บูรณะให้เป็นโครงสร้างปูน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และมีท่าเรืออยู่ตรงริมแม่น้ำ สามารถเดินชม ถ่ายรูปได้รอบโบสถ์ แต่ช่วงนี้สถานการณ์โควิด 19 ไม่น่าไว้ใจ จึงปิดประตูงดเข้าชมภายใน (ว๊าาาา) ไม่เป็นไร เดินถ่ายเล่นดูข้างนอกก็เพลินแล้ว

จากนั้น เราก็เดินมาทางศาลาริมน้ำที่สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ออกมาตรงทางเดินเรียบแม่น้ำเจ้าพระยา เลี้ยวซ้ายและเดินตามทางเดินไปเรื่อย ๆ โดยมีวิวเป็นบ้านเรือนอยู่ทางซ้ายมือ มีการปลูกต้นไม้ตกแต่งหน้าบ้าน เดินตามทางคอนกรีตที่มั่นคงขนาดไม่กว้างมาก แต่ก็ไม่แคบจนระแวงว่าจะตกน้ำ ส่วนขวามือเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา และใต้ท้องฟ้าที่ไร้เมฆในวันทำงาน 

ระหว่างเดินก็ดูนั่นนี่ไป จนสะดุดตากับบ้านไม้ขนาดใหญ่ริมแม่น้ำ ที่มีพื้นที่กว้างขวาง ด้วยความสงสัยเลยค้นข้อมูลจากสมาร์ทโฟนในมือ นั่นคือ "บ้านวินด์เซอร์" เป็นมรดกตกทอดของ “ตระกูลวินด์เซอร์” ซึ่งเป็นเรือนขนมปังขิง สถาปัตยกรรมที่ได้รับความนิยมของยุคนั้น มองจากริมแม่น้ำเข้าไปยังรู้ว่าบ้านแห่งนี้ใหญ่มาก และมีรายละเอียดมากเช่นกัน 

และเราก็เดินไปเรื่อย ๆ จนถึง "ศาลเจ้าเกียนอันเกง"
ศาลเจ้าแม่กวนอิมริมแม่น้ำที่เก่าแก่ที่สุดของฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นไม้สลักที่มีรายละเอียดเยอะและสมบูรณ์มาก ๆ มีจิตรกรรมฝาผนังภาพนูนต่ำ มุงกระเบื้องแบบจีนเดิม ๆ จากเดิมที่ชาวฮกเกี้ยนที่เข้ามาอยู่ในไทยมีวัดแห่งนี้ไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ พอย้ายเมืองหลวงไปฝั่งพระนคร ชาวฮกเกี้ยนจึงได้ย้ายไปด้วย และศูนย์รวมจิตใจจึงย้ายไปอยู่ที่ศาลเจ้าโจวซือกงแห่งตลาดน้อย (ติดตามได้จาก ถ่ายรูปเล่น "ตลาดน้อย" เดินเล็ก ๆ แต่ได้ไม่น้อย | README.ME) ด้วยความที่ปัจจุบัน สามารถเข้าไปไหว้ขอพระ แต่ "งดถ่ายภาพ" เราจึงได้แต่ยืนถ่ายภาพจากข้างนอกเท่านั้น

นอกจากรายละเอียดงานไม้แกสลักอลังการข้างนอกแล้ว ภายในคือเทพเจ้า และงานจิตกรรมฝาผนังโบราณจากช่างจีนแท้ ๆ ที่หาดูได้ยาก โดยเป็นเนื้อเรื่อง ละหนึ่งในนั้นคือเรื่อง "สามก๊ก" ที่เรา ๆ คุ้นเคยกัน ณ ปัจจุบัน กรมศิลปากรได้มีการดูแลในส่วนนี้ หากไปแล้วไม่ต้องเสียใจที่ไม่ได้เก็บภาพไว้ ดูด้วยตาแล้วให้บันทึกในความทรงจำแล้วกัน

จากนั้น เราก็เสี่ยงเซียมซี หยอดเงินบำรุงไว้สักหน่อย และเดินออกจากศาลเจ้าแห่งนี้มา
เดินเลาะทางซ้ายไปเรื่อยจนถึงท่าเรือ "วัดกัลยาณมิตร" เพื่อรอเรือข้ามฟากไปทำธุระฝั่งพระนคร

ชุมชนแห่งนี้ไม่ได้มีที่ให้เยี่ยมชมเพียงเท่านี้ แต่เราไม่ได้แวะเนื่องจากเงื่อนไขเรื่องเวลา 
หากใครแวะเวียนมา ลองเดินต่อ เยี่ยมชม ดูสถานที่อื่น ๆ สิ เช่น...

  • วัดกัลยาณมิตร หรือวัดกัลยา มีหลวงพ่อซำปอกงหรือหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ มากราบไหว้ขอพรกัน
  • เรือนพระยาราชานุประดิษฐ์ (นาค)
  • มัสยิดบางหลวง (กุฎีขาว) มัสยิดทรงไทยศูนย์รวมจิตใจของชาวอิสลามในชุมชนกุฎีจีน

ส่วนการเดินทางนั้น สามารถมาได้ทั้งขนส่งมวลชนและรถส่วนตัว

  • รถเมล์ สาย 3, 6, 9, 40, 42, 43, และ 56 ผ่านหน้าโรงเรียนศึกษานารี จากนั้นเดินเข้าซอยกุฎีจีน
  • BTS สถานีสะพานตากสิน ลงทางออก 2 ต่อเรือด่วนเจ้าพระยา ธงสีส้ม ลงท่าสะพานพุทธเดินข้ามสะพานพุทธไปยังวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร
  • MRT สถานีอิสระภาพ แล้วนั่งมอเตอร์ไซค์หรือเดินเข้ามา
  • เรือข้ามฟาก ลงท่าเรือวัดกัลยาณมิตร
  • จอดรถ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร หรือวัดกัลยาณมิตร

JOURNEYMEJOURNEYYOU on Facebook

JOURNEYMEJOURNEYYOU on Instagram

ความคิดเห็น