เที่ยวกันตัง แบบปัง..ปัง รีวิวโดย ลุงเสื้อเขียว

กันตังเป็นหนึ่งในเก้าอำเภอของเมืองตรัง ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆ จะเรียกว่าเป็น OTOP เมืองตรังก็คงไม่ผิดนัก กันตังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ สิ่งที่เป็นที่สุดของเมืองไทย หรือจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อย่างชายหาด หมู่เกาะต่างๆ ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เรี

เที่ยวกันตัง แบบปัง..ปัง

เที่ยวกันตัง แบบปัง..ปัง

 วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2564 เวลา 13.07 น.

 วันที่เดินทาง 11 ธ.ค. 2563

กันตังเป็นหนึ่งในเก้าอำเภอของเมืองตรัง ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเด็ดๆ จะเรียกว่าเป็น OTOP เมืองตรังก็คงไม่ผิดนัก กันตังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ สิ่งที่เป็นที่สุดของเมืองไทย หรือจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อย่างชายหาด หมู่เกาะต่างๆ ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เรียกได้ว่ามากันตังอำเภอเดียว เที่ยวได้ครบทุกรสชาติ ไปดูกันครับว่า เที่ยว”กันตัง” ยังไงให้ปัง..ปัง

ขอเริ่มด้วยสถานที่ท่องเที่ยวบนบกกันก่อน ที่นี่มีประวัติอันยาวนาน กับสถานีรถไฟกันตัง

สถานีรถไฟกันตัง เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2456 เป็นสถานีรถไฟสายสุดทางฝั่งอันดามัน เพื่อเชื่อมโยงกับท่าเรือค้าขายสินค้ากับต่างประเทศทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ตัวสถานีรถไฟดูคลาสสิคมากๆ เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวทรงปั้นหยา ทาด้วยสีเหลืองมัสตาร์ดสลับกับสีน้ำตาล ลวดลายไม้สลักตามมุมเสาประดับด้วยไม้ฉลุ ซึ่งคงเอกลักษณ์เดิมตั้งแต่สมัย ร.6 ครับ

ภายในสถานีกันตังได้นำข้าวของเครื่องใช้ในอดีตมาจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมด้วยครับ

ด้านข้างของสถานี มีร้านกาแฟเล็กๆ ชื่อ “สถานีรัก” บรรยากาศน่านั่งเลยทีเดียว

สถานีรถไฟกันตัง เป็น 1 ใน 20 โบราณสถานของเมืองตรังครับ

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเมืองเก่า “กันตัง” คือการเดินเล่นชมอาคารบ้านเรือนเก่าๆ สไตล์ชิโนโปรตุกีส ครับ

นอกจากอาคารบ้านเรือนเก่าๆ แล้ว อีกหนึ่งเสน่ห์ของกันตังคือ ภาพ Street Art ที่วาดโดยศิลปินวาดภาพจิตอาสา ภายใต้แนวคิด วิถีกันตังคัลเลอร์ฟูล มีทั้งหมด 12 จุด ให้นักท่องเที่ยวตาม Check in ถ่ายภาพเก๋ๆ กันให้ครบทั้ง 12 จุด

แต่ละภาพจะซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอกซอยในเขตเทศบาลเมืองกันตัง ต้องค่อยๆ ตามหาแล้ว Check in ทีละจุด ผมเองก็เดินหาไม่ครบเหมือนกัน

ในอดีตกันตังเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย โดยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำสำคัญมาตั้งแต่โบราณ เป็นจุดรวมผู้คนสองฟากฝั่ง ทั้งพื้นถิ่นและต่างแดน เดินไปในกระแสการค้ากับโลกกว้าง ปัจจุบันได้มีการสร้างคล้ายๆ หอประภาคารขนาดใหญ่ริมแม่น้ำตรัง ทำให้ผมสัมผัสถึงกลิ่นอายความเป็นเมืองท่าได้เป็นอย่างดีครับ

ภายในประภาคารเป็นที่ตั้งของศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์เมืองกันตัง สร้างขึ้นเพื่อต้องการให้เป็นศูนย์กลางในการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์เมืองกันตัง เป็นแหล่งค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เสียดายที่ผมมีเวลาน้อย เลยไม่ได้เข้าชมด้านในครับ

เยื้องๆ กับศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์เมืองกันตัง เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่ทับทิมศาลเจ้าไหหลำ (เก๋งจิวโฮยก้วน) ครับ

ศาลเจ้าแม่ทับทิมศาลเจ้าไหหลำ (เก๋งจิวโฮยก้วน) เป็นที่ประทับของเจ้าแม่ทับทิมแกะสลักจากเมืองจีน อายุ 180 ปี ที่ท่านมาประทับที่เมืองกันตังคาดว่าน่าจะมีการส่งมอบจากเมืองจีนเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเมืองครับ

องค์เจ้าแม่ทับทิมมีการแกะสลักทีอ่อนช้อย นิ้วเรียวยาว เท้าเล็กเหมือนหญิงจีนโบราณ เชื่อกันว่าถ้าหากจ้องหน้าอธิษฐาน ถ้าท่านรับจะเห็นท่านกระพริบตาครับ

ด้านหน้าองค์เจ้าแม่ทับทิม มีแจกันที่ทำจากดีบุก 5 ชิ้น ตอนแรกผมก็คิดว่าเป็นแจกันธรรมดา แต่คนดูแลศาลเจ้าแห่งนี้มาช่วยชี้ทางสว่างให้ครับ

นอกจากนี้ยังพาผมชมเครื่องอิสริยยศ มีจำนวน 16 ชิ้น โดยในเมืองไทย จะมีเครื่องอิสริยยศเพียง 3 แห่ง คือ ที่อุตรดิตถ์ วัดเน่งเล่งยี่ และที่นี่ครับ

สำหรับด้านบนจะเป็นที่รวบรวมภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราวของเมืองกันตังครับ

ผมขอจบที่เที่ยวทางประวัติศาสตร์กันที่ ต้นยางพาราต้นแรกของประเทศไทย โดยการนำเข้ามาของพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2442 ท่านเป็นเสมือนบิดาแห่งยาง เพราะเป็นผู้ที่ได้นำต้นยางพารามาปลูกที่อำเภอกันตังเป็นครั้งแรกครับ

เที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์กันพอหอมปากหอมคอแล้ว ผมจะพาเที่ยวชายหาดกันบ้าง ขอปักหมุดที่หาดเจ้าไหมครับ

หาดเจ้าไหม อีกหนึ่งชายหาดที่ขึ้นชื่อของกันตัง ชายหาดแห่งนี้ทรายเนื้อละเอียดและนุ่มเท้ามากๆ และสิ่งที่เป็นแลนด์มาร์ค ผมขอยกให้เขาลูกนี้เลยครับ ลักษณะคล้ายกระโดงฉลามมากๆ

ที่ริมชายหาดเจ้าไหม จะมีร้านอาหารแผงลอยเล็กๆ ไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วยครับ

ช่วงเย็นๆ สามารถชมพระอาทิตย์ตกได้บริเวณหน้าหาดเลยครับ

สำหรับเช้าวันใหม่ ผมจะพานั่งเรือเพื่อข้ามฝั่งไปยังเกาะลิบงครับ จากหาดเจ้าไหมสามารถมองเห็นเกาะลิบงอยู่ใกล้ๆ นี่เอง

สำหรับการเดินทางข้ามไปยังเกาะลิบง สามารถนั่งเรือจากฝั่งที่ท่าเรือหาดยาว เวลาเรือออกจะไม่มีเวลาชัดเจน เอาเป็นว่าเรือเต็มถึงจะออก เรือ 1 ลำบรรทุกผู้โดยสารได้ 13 คน ค่าโดยสารคนละ 40 บาท แต่ถ้าไม่อยากรอจนเรือเต็ม สามารถเหมาลำได้ในราคา 520 บาทครับ บริเวณท่าเรือหาดยาวมีบริการรับฝากรถยนต์ในราคา 100 บาท/คัน/คืน ครับ

ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 20 นาที เรือจะมาส่งยังท่าเรือบ้านพร้าว เกาะลิบงครับ

บริเวณท่าเรือจะมีบริการรถมอเตอร์ไซด์พ่วงข้าง มีทั้งแบบเหมาขับเองหรือจะเหมาพร้อมคนขับก็ได้ ในราคา 700 บาท/วัน หรือถ้าใครมาน้อยคน เพื่อให้เกิดความคล่องตัว สามารถเช่ามอเตอร์ไซด์ขี่เองจะสะดวกกว่าครับ

“เกาะลิบง” เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของเมืองตรัง เกาะที่หลายๆ คนตั้งใจมาชมพะยูน เพราะเกาะลิบงเป็นแหล่งหญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยซึ่งเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของพะยูน จึงไม่แปลกใจที่จะมีพะยูนมาปรากฏโฉมให้นักท่องเที่ยวได้ยลโฉมกันอยู่เสมอ วิธีที่จะชมพะยูน ทำได้ 3 ทาง คือ หอชมพะยูนบริเวณปลายสะพานหลีกภัย, การเดินและปีนป่ายขึ้นบนยอดเขาบาตูปูเต๊ะซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุด มีโอกาสเห็นพะยูนมากที่สุด และวิธีสุดท้ายคือการเหมาเรือเพื่อมาชมพะยูนบริเวณใกล้ๆ กับเขาบาตูปูเต๊ะ

จากท่าเรือ มองออกไปเห็นกระชังเลี้ยงกุ้งมังกรอยู่ใกล้ๆ

ผมมาถึงเกาะลิบงในช่วงสาย เลยวางแผนว่าจะเที่ยวให้รอบเกาะซะก่อนแล้วจึงเข้าที่พัก เลยตัดสินใจเหมาเรือเพื่อเที่ยวบริเวณเขาบาตูปูเต๊ะ และแหลมจุโหย ราคาเหมาเรือขึ้นอยู่กับการต่อรองนะครับ คนขับเรือเปิดราคาในราคา 2,000 บาท ผมต่อราคาได้ 1,500 บาท ครับ

เรือจะค่อยๆ แล่นผ่านดงป่าชายเลน ลัดเลาะไปตามโค้งน้ำ บรรยากาศตอนนั้นสบายๆ แดดกำลังดี แต่ผมมาถึงสายไปสักหน่อยกับการไปชมพะยูน แถมช่วงที่ไปถึงน้ำเริ่มขึ้นบ้างแล้ว คนขับเรือเลยตรงดิ่งไปยังเขาบาตูปูเต๊ะเป็นจุดแรก

มองออกไปเห็นหอชมพะยูน บริเวณด้านปลายของสะพานหลีกภัย ด้านหลังของหอชมพะยูนมองเห็นเขาบาตูปูเต๊ะครับ

ณ เวลานี้จริงๆ ไม่เหมาะกับการชมพะยูนแล้ว น้ำเริ่มขึ้นทำให้น้ำเริ่มขุ่น ยากต่อการเห็นพะยูน แต่คนขับเรือก็ไม่ละความพยายาม วนเรือเพื่อหาพะยูนให้ผมอยู่เป็นนานสองนาน บางจังหวะคนขับร้องให้เรียกดู แต่ผมหันไปไม่ทัน ได้เห็นเพียงแค่เต่าทะเลที่โผล่ขึ้นมาหายใจเพียงเสี้ยววินาที

จุดหมายต่อไปมุ่งหน้าสู่แหลมจุโหย แหล่งอาศัยของนกทะเลและนกชายเลนที่อพยพหนีหนาวเข้ามาอาศัยอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม มีทั้งนกกวัก นกหัวโตขาดำ การจะมาชมนกที่แหลมจุโหย ต้องเหมาเรือมาเท่านั้นครับ

จากแหลมจุโหยมุ่งหน้าต่อสู่สันหลังมังกร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือบ้านพร้าว จริงๆ แล้ว เวลาที่เราข้ามจากฝั่งมายังเกาะลิบง ถ้าหากสังเกตดีๆ ก็จะมองเห็นสันหลังมังกรในระยะไกลได้เช่นกัน แต่ถ้าหากเหมาเรือมาชมพะยูนแล้วก็สามารถมาชมสันหลังมังกรแบบใกล้ๆ ได้ สันหลังมังกรแห่งเกาะลิบงจะปรากฏโฉมให้นักท่องเที่ยวได้เห็นเป็นช่วงเวลาเท่านั้น นกบางส่วนจากแหลมจุโหยบินมาหากินบริเวณสันหลังมังกรด้วย หากมองด้านหลังออกไปจะเห็นหาดเจ้าไหมครับ

หลังจากขึ้นเรือ ผมเหมารถมอเตอร์ไซด์พ่วงข้างพาเที่ยวต่อ ถนนหนทางส่วนใหญ่บนเกาะลิบงที่เป็นเส้นทางหลักจะปูด้วยอิฐตัวหนอน จะมีบางช่วงที่แยกไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ยังคงเป็นถนนดินแบบเส้นทางเดิมๆ มีบางช่วงต้องขึ้นและลงเนินด้วยครับ

จุดแรกขอแวะที่สะพานหิน อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญที่ห้ามพลาดหากมาเยือนเกาะลิบง ประติมากรรมทางธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเลจนทำให้หินภูเขาทั้งก้อนเป็นช่องว่าง ดูคล้ายสะพานหิน ด้านบนสามารถเดินข้ามไปมาได้ หากมาถูกช่วงถูกเวลาอาจได้เห็นพระอาทิตย์ตกน้ำผ่านช่องของสะพานหินด้วย แต่ปรากฏการณ์แบบนี้จะมีให้เห็นเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมเท่านั้น และหากมาในช่วงน้ำขึ้น น้ำจะขึ้นมาถึงหาดทรายด้านบนเลย จะเห็นการเป็นสะพานหินข้าม(น้ำทะเล) อย่างชัดเจนครับ

จากสะพานหินเดินเลาะเลียบชายหาดไม่ไกลนักจะพบน้ำตกโต๊ะเชะอยู่ติดชายหาดเลย น้ำตกโต๊ะเชะเป็นน้ำตกน้ำจืดขนาดเล็กที่ไหลลงสู่ทะเลครับ

จากน้ำตกโต๊ะเชะเดินเลาะเลียบชายหาดมาเรื่อยๆ จะมาพบกับหาดโต๊ะเกครับ

จากหาดโต๊ะเก นั่งมอเตอร์ไซด์พ่วงข้างกันต่อสู่หาดทุ่งหญ้าคา คนขับรถเล่าว่าแต่ก่อนเส้นทางที่จะไปหาดทุ่งหญ้าคาเต็มไปด้วยหญ้าคา หาดนี้เลยถูกเรียกว่า หาดทุ่งหญ้าคา ปัจจุบันทุ่งหญ้าคากลายเป็นสวนยางไปหมดแล้วครับ หาดทุ่งหญ้าคา เป็นหาดที่ทอดตัวยาว เป็นอีกหนึ่งหาดที่ไม่ควรพลาดครับ

จากหาดทุ่งหญ้าคาไปต่อกันที่แหลมโต๊ะชัย ช่วงที่ผมไปถึงน้ำลงค่อนข้างเยอะ มองออกไปเห็นเขากระโดงฉลาม บริเวณหาดเจ้าไหมครับ

จุดหมายสุดท้ายของทริปคือหาดหลังเขา หรือ แหลมโต๊ะแก เป็นแหล่งปะการังชายฝั่ง นักท่องเที่ยวสามารถดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นได้ที่หาดแห่งนี้ มองออกจากหาดหลังเขาไป จะมองเห็น เกาะเหลาสา ว่ากันว่าแต่ก่อนบนเกาะเหลาสามีกวางอยู่ เลยทำให้เกาะนี้มีอีกชื่อว่าเกาะกวาง จุดนี้สามารถมาชมพระอาทิตย์ตกได้ครับ และคืนนี้ผมจะพักที่หาดหลังเขา โดยเข้าพักที่ Andalay Beach Resort ครับ

Andalay Beach Resort เป็นอีกหนึ่งที่พักที่อยากจะแนะนำให้มาพัก บรรยากาศร่มรื่น ห้องพักดีงาม พนักงานมี Service mind มากๆ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้ทำฟรีหลายอย่าง เช่น พายคายัค ปั่นจักรยาน สระว่ายน้ำริมทะเล รวมถึงแขกสามารถยืมอุปกรณ์ดำน้ำเช่นหน้ากาก เสื้อชูชีพ ไปดำน้ำที่หน้าหาดของรีสอร์ทได้เลย เพราะที่นี่อยู่ติดกับหาดหลังเขา ซึ่งเป็นจุดดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นครับ

Lobby จะอยู่แยกออกมาอย่างอิสระ ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น การตกแต่งภายในส่วนใหญ่จะใช้ไม้และปูนเปลือยเป็นหลัก ทำให้ดูกลมกลืนกับธรรมชาติมากๆ ระหว่าง Check in จะมี Welcome Drink เป็นน้ำอัญชันมะนาว รสชาติหวานชื่นใจ เสิร์ฟพร้อมกับผ้าเย็นๆ เรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดีครับ

ไปดูห้องที่ผมพักกันครับ เป็นห้องภูผาแฟมิลี่ เป็นอาคารสองชั้น ห้องที่ผมพักอยู่ชั้นล่าง ด้านหน้าเป็นสระว่ายน้ำครับ

ด้านหน้าห้องพักแต่ละห้อง จะมีพื้นที่ให้นั่งพักหรือจะนั่งสังสรรค์ก็ได้

ภายในห้องพัก บอกเลยว่ากว้างขวางมากๆ บริเวณห้องหลักจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจะเป็นเตียงขนาด King size และมีโซฟาไว้ให้นั่งเล่นด้วย ติดกันจะเป็นเตียงเล็ก 2 เตียง ตั้งอยู่ติดกันครับ

ห้องน้ำก็กว้างขวางไม่แพ้กัน แยกส่วนเปียกส่วนแห้งชัดเจน ต้องบอกเลยว่าห้องพักสะอาดมากๆ ครับ

Complementary น้ำดื่ม 4 ขวด พร้อม Welcome Fruit ครับ

สระว่ายน้ำมี 2 จุด จุดแรกคือหน้าห้องที่ผมพัก และอีกจุดอยู่ริมชายหาดครับ

บรรยากาศภายในรีสอร์ทร่มรื่นมากๆ มองไปทางไหนก็เจอแต่พื้นที่สีเขียว ระหว่างเข้าพักยังแอบเห็นวรนุชเดินมาทักทายด้วย

ในส่วนของห้องอาหาร มีแบ่งเป็นหลายส่วนมากๆ มีทั้งแบบ indoor และ outdoor ริมทะเลครับ

สำหรับมื้อเย็น ผมฝากท้องไว้กับทางรีสอร์ท อ้อ ทั้งห้องพักและห้องอาหาร เข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกันนะครับ ใครลงทะเบียนไว้ อย่าลืมใช้สิทธิ์กันนะครับ

รสชาติอาหารถือว่าถูกปากคนไทยครับ

สำหรับอาหารเช้ามีให้เลือกพอสมควร แต่พนักงานแนะนำว่าสิ่งที่ไม่ควรพลาดสำหรับมื้อเช้ามี 2 อย่างคือ ขนมจีนและโรตี บอกเลยว่าขนมจีนดีงามสมราคาคุย ส่วนโรตีก็อร่อยครับ มีให้เลือกหลายเมนูเลย ทั้งโรตีกล้วย โรตีแบบบางๆ ที่กรอบมากๆ

Andalay Beach Resort เป็นอีกหนึ่งรีสอร์ทที่อยากแนะนำให้มาพักกันครับ ดีทั้งเรื่องห้องพัก บรรยากาศ ทำเลที่ตั้ง ที่สำคัญคือการให้บริการที่ดีมากๆ ครับ

อีกสิ่งที่อยากแนะนำคือร้านอาหารบนเกาะลิบงครับ

จ๊ะไหนซีฟู๊ อยู่ภายในจ๊ะไหนโฮมสเตย์ ร้านอาหารที่มองเห็นสะพานหลีกภัยอยู่ใกล้แค่เอื้อม ด้านปลายของสะพานหลีกภัยเป็นหอชมพะยูนครับ สำหรับโฮมสเตย์ที่นี่ คิดหัวละ 200 บาท/คืน ไม่รวมอาหาร ห้องพักจะเป็นพัดลม แต่บอกเลยว่ามานอนที่นี่จะได้สัมผัสลมทะเลอย่างใกล้ชิดครับ

มาที่เกาะลิบงแล้ว ไม่อยากให้พลาด “หมึกผัดดำ” ของเด็ดของดังของเกาะลิบง นอกจากนี้ยังมีไข่เจียวกรรเชียงปู ไม่ได้มาแค่ Topping กรรเชียงปูเท่านั้น แต่ในไข่ยังอัดแน่นด้วยกรรเชียงปูแน่นๆ ด้วยครับ เสริมทัพด้วยปลาอินทรีย์ทอดน้ำปลา ปูผัดผงกะหรี่ หอยชักตีนและหอยแครงยักษ์ลวก แล้วทางร้านยังแถมน้ำพริกไข่ปูมาให้ชิมด้วย ทั้งหมดนี้จ่ายแบงค์พันไป มีทอนครับ

นอกจากนี้ยังมีของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นกะปิจ๊ะไหน หรือน้ำพริกไข่ปูที่ทำกันใหม่ๆ ครับ

ถึงแม้ว่าเกาะลิบงจะไม่มีหาดสวยๆ ทรายขาวๆ น้ำทะเลใสๆ เหมือนเกาะรอก เกาะมุก หรือเกาะไหง แต่เกาะลิบงมีเอกลักษณ์ของตัวเอง นั่นคือความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ รวมถึงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวเกาะ และสุดท้ายเห็นจะเป็นบ้านหลังใหญ่ของพะยูน ที่จะหาจากที่ไหนไม่ได้นอกจากเกาะลิบงครับ

ท้ายสุดนี้ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ

ความคิดเห็น