คนหลงทาง#1 : แบกเป้ไปตามใจ...หยุดเวลาไว้ที่ ‪#‎เบตง‬ ในฤดูที่มีแต่ 'หมอก' กับ 'ฝน' ที่เข้าใจเรา รีวิวโดย ค น ห ล ง ท า ง

แบกเป้ไปตามใจ...หยุดเวลาไว้ที่ ‪#‎เบตง‬ ในฤดูที่มีแต่ 'หมอก' กับ 'ฝน' ที่เข้าใจเรา ออกตัวก่อนนะครับ ว่ารีวิวนี้ เป็นรีวิวแรกที่ทำขึ้นอย่างจริงๆจังๆ ปกติจะลุยเองเก็บภาพเองเป็นประสบการณ์ชีวิตเสียมากกว่วาทะศิลป์ไม่ค่อยแข็งแรง กลัวจะเล่าเรื่องไม่เก่ง แต่อยากลองมาบอกเล่าการเดินทางไปยัง 'ใต้สุด

คนหลงทาง#1 : แบกเป้ไปตามใจ...หยุดเวลาไว้ที่ ‪#‎เบตง‬ ในฤดูที่มีแต่ 'หมอก' กับ 'ฝน' ที่เข้าใจเรา

คนหลงทาง#1 : แบกเป้ไปตามใจ...หยุดเวลาไว้ที่ ‪#‎เบตง‬ ในฤดูที่มีแต่ 'หมอก' กับ 'ฝน' ที่เข้าใจเรา


แบกเป้ไปตามใจ...หยุดเวลาไว้ที่ ‪#‎เบตง‬ ในฤดูที่มีแต่ 'หมอก' กับ 'ฝน' ที่เข้าใจเรา

ออกตัวก่อนนะครับ ว่ารีวิวนี้ เป็นรีวิวแรกที่ทำขึ้นอย่างจริงๆจังๆ ปกติจะลุยเองเก็บภาพเองเป็นประสบการณ์ชีวิตเสียมากกว่วาทะศิลป์ไม่ค่อยแข็งแรง กลัวจะเล่าเรื่องไม่เก่ง แต่อยากลองมาบอกเล่าการเดินทางไปยัง 'ใต้สุดแดนสยาม' อย่าง

จ.ยะลา โดยมีจุดหมายปลายที่ 'เบตง'


ทริปนี้ เกิดขึ้นแบบกระทันหัน และใช้เวลาตัดสินใจไม่นาน ก่อนหน้านี้ รู้สึกอยากไปเที่ยวที่ไกลๆ ก็นึกถึงหนังเรื่อง 'โอเค เบตง' ขึ้นมา แหม...โลเคชั่นมันช่างยั่วยวนใจให้ไปเยือนมากครับ สองเท้าสั่นระริกๆ เหมือนจะบอกว่า ออกเดินทางกันเถอะ!

ว่าแล้วไม่รอช้า ผมก็พอจะมีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่เป็นคนยะลาอยู่บ้าง ก็พูดคุยสอบถามหาข้อมูลกัน หลายๆคนพอได้ยินจะไป 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็มีแอบเตือนๆโซนที่ต้องระวัง แต่แทบจะทุกคนเลยครับ พูดกันเต็มปากว่า...สำหรับเบตงแล้ว 'โอเค' สมชื่อ ที่นี่สงบ และไม่น่ากลัว ที่สำคัญ...เพื่อนผม มันยังประกาศฝากฝังญาติพี่น้องเพื่อนๆที่ยะลาให้ด้วยครับ 555+



ทริปนี้ไปเอง เจ็บเองทุกบาททุกสตางค์นะครับ ^^

เมื่อได้ยินคนรอบข้างการันตีแบบนี้ผมก็ลุยโลดสิครับ...หาจองตั๋วเครื่องบินทันที ประจวบเหมาะมากที่ พี่สิงโตมีโปรอยู่พอดี ผมได้ตั๋วเดินทาง ดอนเมือง-หาดใหญ่ (ไปกลับ) ในราคาเพียง 1,500บาท ฟรีโหลดกระเป๋าอีก 15kg คุ้มมากกกกจริงๆ


ทริปนี้ผมแพลนไว้เดินทาง 3 วัน 2 คืนครับ (ลางานได้เท่านี้จริงๆครับ ชีวิตมนุษย์เงินเดือน TT) เช้าวันเดินทาง ผมได้ไฟลท์ 9.50 น. หลังจากเช็คอิน โหลดกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ก็แวะเติมพลังกันสักหน่อย


มื้อแรกก็ฟาด KFC กันแต่เช้าเลยครับ อาจจะดูหนักไปหน่อย แต่ซ้อมไว้ครับ กินไก่เตรียมตัวรอ ให้เข้ากับสถานที่ที่เรากำลังจะไปเยือน


กินอิ่มแล้ว ก็ไปนั่งรอที่ Gate ถ่ายรูปเล่นเก็บบรรยากาศไปพลางๆแก้เบื่อกันครับ...


ขึ้นเครื่องแล้ว...เบตงรอเราอยู่


11.30 น. ถึงแล้วครับหาดใหญ่ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ไม่กี่อึดใจก็ถึง

จัดการตัวเองเรียบร้อยแล้ว เอากระเป๋าที่โหลดมา ก็มุ่งหน้า เดินไปที่ศาลาตรงหน้าสนามบินเลยครับ


ว่าเเล้วเราก็มาต่อรถสองแถว คนละ 30บาท ไปลงที่ขนส่งเพื่อต่อรถตู้ไปลงเบตงกัน โชคดีมากครับ ที่มาถึงไม่ต้องรอนาน คนจะเต็มคันพอดี รถออกได้เลย ผมเหลือเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในการเดินทางไปต่อรถตู้ เพราะเที่ยวสุดท้ายจะออกตอนบ่ายโมง ตอนแรกก็ลังเลแอบถามพี่คนขับว่า ถ้าผมขึ้นรถบ่ายโมง ไปรถสองแถวทันมั้ยครับ ? พี่คนขับก็ยืนยัน บอกสบายมากน้อง! เที่ยงครึ่งก็ถึงแล้ว! ผมก็เอาสิครับ งั้นขึ้นรถเลยแล้วกัน!

ระหว่างทาง ก็ชมบรรยากาศหาดใหญ่ไปเพลินๆ พาลนึกย้อนถึงวันวานสมัยมัธยม ที่เคยเป็นรุ่นพี่คุมรถประจำ เวลาไปโรงเรียนมาก่อน 5555+ คิดถึงบรรยากาศเก่าๆขึ้นมาทันที


อันที่จริง ผมรู้สึกว่าเมืองหาดใหญ่ ก็แอบเหมือนกรุงเทพฯ อยู่เหมือนกัน ทั้งรถ ผู้คน บ้านเมือง เหมือนเป็นกรุงเทพฯย่อมๆ แล้วด้วยความที่มันเหมือนนี่แหละครับ...ผมเริ่มมองนาฬิกา เอาล่ะว๊าาาา มันใกล้จะบ่ายโมงแล้ว รถก็ติดไฟแดงเยอะจัง จะทันต่อรถตู้มั้ย ? เลยสะกิดๆถามคนที่ขึ้นรถสองแถวมาด้วยกัน ก็ได้คำตอบว่า 'ใกล้ถึงแล้ว อีกนิดนึง' ผมค่อยใจชื้นนนนขึ้นมาหน่อย ก่อนหน้านี้ใจงี้เต้นเป็นเพลงร็อคเลยครับพี่น้องงงงง


หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจ...ถึงแล้วครับ ขนส่งของผม รีบลงไปต่อรถตู้ทันที ของผมโทรมาจองที่นั่งไว้ก่อนนะครับ ค่าบริการ คนละ 230บาท ของเบตงโพธิ์ทองทัวร์


เมื่อถึงแล้ว ผมก็เดินหาเลยครับ คิวรถตู้ที่จองไว้อยู่ตรงไหน พอเดินไปถึงโต๊ะขายตั๋วใกล้ๆ ยังไม่ทันพูดอะไร พี่คนขายตะโกนเรียกเลยครับ
'แบงก์! แบงก์!' เล่นเอาผมงงทีเดียว 5555+

พี่เรียกผมเหมือนเรารู้จักกันมานาน ทั้งที่ตอนจองผมแค่โทรจองผ่านเสียง ยังไม่ทันเห็นหน้า แต่พี่รู้ว่าเป็นผม!!! พี่นี่ยิ่งกว่าริวจิตสัมผัส ทำเอาผมขนลุกเลยครับ...เข้าห้องน้ำแทบไม่ทัน (ไม่แน่ใจขนลุกเพราะอะไรกันแน่ อิอิ)

ก่อนขึ้นรถ แวะซื้อน้ำซื้อขนมกันหน่อยครับ เราต้องเดินทางอีก 4 ชม. กว่าจะถึงเบตง ท่าทางจะหิวแน่นอน ผมก็กลัวจะผอม เลยต้องรักษาหุ่น ด้วยการซื้อขนมตุนไว้ เป็นห่วงกระเพาะและลำไส้ครับ กลัวมันจะไม่ได้ทำงาน อิอิ


ระหว่างทางที่นั่งรถไป ของผมไปทางไทยนะครับ ไม่ได้ไปทางมาเลฯ บางคนอาจจะกลัว ว่ามาทางไทยอันตราย ผ่านพื้นที่สีแดง อย่างปัตตานี อันนี้ก็อาจจะจริงอยู่บ้างนะครับตามข้อมูล แต่สถานการณ์ดูปกติ และปลอดภัยมากครับ เป็นเส้นทางที่เรียกว่า 'แค่เฉียดๆปัตตานีเฉยๆ' ไม่ได้เข้าไปในปัตตานีเลยครับ และยาวไปยะลา มีผ่านบันนังสตา-ธารโต-อัยเยอร์เวง และเข้าสู่เบตง ตามทางมีป้อมทหารตรวจเป็นระยะๆครับ



ผู้คนที่นี่ ใช้ชีวิตกันปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือ มีแพะวิ่งไปวิ่งมาข้างถนนนี่แหละ ถ้าเป็นกทม.เราคงคุ้นชินกับบรรดาน้องหมาที่วิ่งไปมาข้างถนน แต่ที่นี่แพะเลยครับ!!

4 ชม.นั่งมายาวๆ หลับๆตื่นๆกินๆนอนๆ ก็มาถึงเบตง ของผมพักที่ Modern Thai Hotel ครับ รถตู้จอดส่งให้หน้าโรงแรมเลย เพราะจะวนส่งในตัวเมืองเบตงรอบๆหอนาฬิกา


กว่าจะถึงโรงแรม เวลาก็ล่วงเลยมาพอสมควรครับเกือบ 6 โมงเย็น เห็นจะได้ เพราะกว่ารถตู้จะออก เลทเหมือนกันครับ ต้องรอคนเต็มคัน ว่าแล้วก็เช็คอินกันเลยครับ และทำการเช่ามอเตอร์ไซค์คู่ใจให้เรียบร้อย เพราะผมบอกเลยว่า...มันจะพาเราไปทุกที่ในเบตงเลยครับ ขี่คุ้มแน่นอน 555+


ก่อนขึ้นห้อง เหลือบซ้ายแลขวา หันไปเจอมุมขายของที่ระลึกครับ มีเสื้อเบตงหลายแบบ 18 สี มีทุกไซส์ให้คุณเลือกสรรค์ ผมก็จัดเลยครับ ไหนๆก็มาแล้ว ก็ต้องมีเสื้อ 'โอเค...เบตง' ใส่กันสักตัว


ขึ้นมาห้องแล้วววว ที่จองไว้ จะเป็นห้องชั้นบนสุด (ชั้น 6) คืนละ 690บาท ห้องก็กว้างขวาง สะอาดสบายตาดีครับ

โชคดีมากครับ ที่ผมได้ห้องหัวมุมพอดี วิวสวยมากๆ เห็นวิวเมืองเบตงแบบเต็มตาเต็มใจ มองไปทางไหนก็งามเงิบมาก


อั๊ยยะ!! (ขออุทานแบบคนใต้) วิวห้องผม เห็นหอนาฬิกา เห็นเมืองสวยงาม ก็แชะภาพกันหน่อยครับ จะได้ได้มุมแปลกๆสวยๆกลับไป


ในห้องแอบมีน้ำเปล่า โอเค..เบตง ซะด้วยยยย


ห้องน้ำก็มีอุปกรณ์ให้ครบ!


เก็บของ เก็บวิวจากห้องกันเสร็จสรรพแล้ว ก็ได้เวลาเริ่มทริปเบตงของผมกันแล้วครับ ลงไปหน้า front เอากุญแจรถแล้วออกลุยกันเลยยยย..ยยยย


ที่แรกที่ผมจะไป...ร้านอาหารเลยครับ หิวครับ เย็นแล้วววว กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เติมพลังก่อนลาดตระเวนกันสักหน่อย ก็ขี่วนไปวนมา รอบๆหอนาฬิกา ขี่เลยออกมานิดนึง ก็เจอร้านไก่ทอด BFC ...ใช่ครับ ผมพิมพ์ไม่ผิด เช้ามา ผมจัด KFC ส่วนเย็นนี้ ผมจัด BFC ผมว่า B น่าจะมาจาก Betong นี่แหละ มาเบตง ก็ต้องชิมไก่เบตง บอกเลยอร่อยไม่แพ้ไก่ห้างเลยครับ ราคาก็ถูก รสชาติก็ดี ผมนี่อิ่มหนำสำราญเลย

บรรยากาศเบตงตอนค่ำๆ สว่างไสวไปด้วยไฟสีส้มๆ รอบๆเมือง มันช่างดูอบอุ่น สมกับเมืองเล็กๆ ที่อบอุ่นแบบนี้จริงๆ หลังจากกินอิ่มแล้ว ก็ไป Landmark สำคัญของเมืองเบตงกันหน่อย 'อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์'


ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นจุดรวมวัยรุ่นชาวเบตงเป็นแน่ เพราะระหว่างที่ผมถ่ายภาพไป ก็จะมีวัยรุ่น ขี่มอเตอร์ไซค์กันมาเป็นกลุ่มๆ ผ่านมาเป็นระรอกๆ


แต่แหม...อุโมงค์นี้ ตอนกลางคืน บรรยากาศมันช่างดีจริงๆ เปิดไฟสวยงาม มีผู้คนสัญจรไปมา ได้ฟีลเหงาๆนิดนึงเลยครับ


ระยะทางจากอุโมงค์ กับโรงแรมที่ผมพัก เรียกว่าใกล้กันมากครับ จริงๆเดินมาได้เลย 10 นาทีก็ถึงแล้ว เสร็จจากอุโมงค์ ก็เดินไปที่หอนาฬิกากันหน่อย อยู่ติดๆกันเลย มีนกเกาะตามสายไฟเยอะมาก บินไปบินมา เป็นเสน่ห์ของหอนาฬิกาไปอีกแบบ


ข้างๆหอนาฬิกา ก็จะมีตู้ไปรณีย์สีแดงๆ ตั้งเด่นเป็นสง่าแบบนี้แหละครับ

ในขณะที่ผม แบกกล้องเดินไปเดินมาอยู่รอบๆ หอนาฬิกา...จู่ๆ ก็มีคุณลุงท่านนี้ ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาหาผม พร้อมใส่เสื้อที่เขียนว่า #อำเพอเบตง มาด้วย ทีแรกผมก็งงๆ เอ๊ะ! ใครกัน แต่คุณลุงแกก็แนะนำตัวว่า แกชื่อ 'โกไข่' เป็นชาวเบตง ที่รู้เรื่องราวเบตงเป็นอย่างดี ซึ่งหลังจากนี้ แกจะกลายเป็นอีกหนึ่งตัวละครสำคัญในทริปผมต่อไป...


บรรยากาศที่นี่ตอนกลางคืน จะมีพี่ๆทหารเดินลาดตระเวนไปมาตลอดทุกเส้นทาง มันอาจจะเป็นภาพที่คนต่างถิ่นอย่างเราไม่เคยเห็น แต่ก็ให้ความรู้สึกปลอดภัย สบายใจกับเราๆ และชาวเบตงเป็นอย่างดี


ระหว่างนั้น ก็เหลือบไปเห็นพี่ๆทหาร กำลังรวมกองกัน ผมก็แวะเข้าไปพูดคุย พร้อมเก็บภาพพี่ทหารทุกท่าน และต้องขอบคุณแทนชาวเบตงด้วยครับ ที่ทำให้ที่นี่เรียบร้อยปกติสุข จนคนต่างถิ่นอย่างเรา ไม่เคยกลัวที่จะมาเยือน


สำหรับพี่ๆทหาร อาจจะเพิ่งเริ่มต้นภาระกิจในคืนนี้ แต่สำหรับผม...ภาระกิจวันนี้เสร็จสิ้นแล้วครับ ต้องรีบกลับที่พัก รีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้ต้องรีบตื่นแต่เช้าตรู่ แว๊นมอเตอร์ไซค์คู่ใจไป เพราะไฮไลท์สำคัญที่ต้องไปรอผมอยู่คร้าบบบบ


แล้วเจอกันในการหลงทางวันที่ 2 ราตรีสวัสดิ์ครับพี่น้องชาวไทย


การเดินทางของผมในวันที่ 2 เริ่มต้นแต่เช้าตรู่ รีบตื่นมาตั้งแต่ตี 4 อาบน้ำแต่งตัวอย่างไว...เรียกว่า วิ่งผ่านน้ำ เพื่อทำเวลาให้สั้นที่สุด เพื่อจะไปดูหมอกกันที่ 'อัยเยอร์เวง'

ใครจะคิดละครับ...ว่าภาคใต้ สุดแดนสยามแบบนี้ก็มีหมอก ผมเชื่อว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยที่อาจจะเคยคิดแบบผมว่า 'อยากดูหมอกเหรอ ? ภาคเหนือเลยสิครับ!'

เช้านี้ผมพามอเตอร์ไซค์คู่ใจของผม แว๊นมาจากโรงแรม ด้วยระยะทางประมาณ 35 กม. ถึงอัยเยอร์เวง และขี่ต่อขึ้นไปอีกประมาณ 2-3 กม. จะถึงข้างบนจุดชมวิว ตลอดระยะทางที่ผมเดินทางมา อาจจะมืดไปสักหน่อย แต่ในจุดนี้ผมอาจต้องขอชี้แนะก่อนว่า การเดินทางแบบผม ขึ้นอยู่กับความปลอดภัยในสถานการณ์ทางภาคใต้ด้วยนะครับ เนื่องจากอัยเยอร์เวง อยู่ในโซนนอกตัวเมือง และรอบๆทางมีแต่ป่าเขา แต่ระหว่างทางก็จะมีไฟทางเป็นจุดๆ และป้อมทหารอยู่บ้าง เอาเป็นว่าใช้วิจารณญานในการเลือกวิธีการเดินทางนะครับ

แสงแรกของเบตงที่ผมได้สัมผัสเป็นครั้งแรกที่อัยเยอร์เวง


ที่นี่จะมีจุดชมวิวด้วยกันทั้งหมด 2 จุดนะครับ แต่มาครั้งนี้ ผมแอบเสียดาย ที่หมอกไม่ได้ขึ้นเยอะถึงขั้นเป็นทะเลปุยนุ่นอะไร แต่ก็มีหมอกไกลๆ ให้เราได้ชื่นชม คนอย่างผมมากับดวงจริงๆครับของเเบบนี้ แต่ถึงยังไง ก็ยังได้มุมสวยๆกลับมา เรียกว่าไปไม่เสียเที่ยวครับ เป็นความสวยงามที่แตกต่าง อย่างน้อยเราก็ได้ทัศนียภาพด้านล่างมาเป็นตัวประกอบฉากที่สร้างความชนบทให้แก่ภาพไปอีกแบบนึง


แม้แต่ชาวเบตงด้วยกัน ก็ยังมีแวะเวียนมาชมธรรมชาติในบ้านเกิดกันเลย


จอดแวะเก็บบรรยากาศข้างทาง คนอย่างผมอยู่ง่ายกินง่าย หาเอาตามธรรมชาตินี่แหละครับ


รถคู่ใจผม ถึงเวลาต้องพามันมาเติมพลังกันหน่อย เส้นทางนี้ของเรายังอีกยาวไกลนัก


หลังจากเติมน้ำมันกันเรียบร้อยแล้ว ผมก็จำได้ว่าไม่ใกล้ไม่ไกลนี้จะมีทะเลสาบฮาลา บาลาอยู่ ถามพี่ที่ร้านน้ำมันขวด แกก็บอกว่า ขี่เลยไปอีก ผมก็ลองขี่ไปเลยครับ แต่ขี่ไปๆ ก็เหลือบไปเห็นสะพานอะไรสักอย่าง เลยวนเข้าไป (อ้าว?? แล้วทะเลสาบล่ะ ? 5555+)



อึ้งครับ! วิวข้างหลังสวยมาก น่าแปลกที่ผมยังไม่เคยเห็นรีวิวไหนพูดถึงตรงจุดนี้กัน เท่าที่ผมอ่านป้ายดู รู้สึกจะเป็นสะพานที่อยู่ตรงกม. 38 มาถึงแล้วก็เอาสักหน่อย เก็บภาพกลับไปให้ได้ชื่นใจกลับไปผมก็อุ่นใจเเล้วครับว่าได้ถ่ายคู่กับวิวสวยๆแบบนี้

การเดินทางมาไกลขนาดนี้ หลายคนคิดว่า กลัวมั้ย ? ทำไมกล้าไป ? จะไม่อันตรายเหรอ ?

แต่ในทางกลับกัน ผมกลับมองว่าโลกทัศน์ของเราจะกว้างขึ้น ถ้าเราได้เห็นชีวิตที่หลากหลาย ผมถึงชอบออกเดินทาง เพื่อค้นหาสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิต ความกลัว เราไม่จำเป็นต้องเอามันออกมาใช้หรอกครับ แค่เก็บไว้เตือนใจให้เราให้มีสติก็พอ

ความจริงแล้ว ทุกๆครั้งของการเดินทาง ผมก็แอบรู้สึกว่า ระหว่างทางมันก็งดงามไม่แพ้จุดหมายปลายทางหรอกนะ



ไม่ใช่ว่าเราจะโฟกัสแต่ข้างหน้า มองดูข้างๆบ้างก็ได้ครับ...เราจะได้ใช้ชีวิตให้ช้าลง

บางทีเราอาจจะได้มองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราเคยคิดว่า 'มันไม่เคยสำคัญ' มาก่อน

ระหว่างทางกลับจากอัยเยอร์เวง ผมก็เจอเจ้านี่เลยครับ มันวิ่งไปวิ่งมาอยู่ข้างถนน


เห็นมั้ยครับ...มันแอบมองผมด้วย อยากไปเที่ยวด้วยกันใช่มั้ย ?

เอาล่ะ !! ได้เวลากลับเข้าเมืองกันแล้วครับ ผมขี่ตะลุยไปกว่าเกือบร้อยโล ทั้งไปอัยเยอร์เวง ทั้งวนรอบเขา


(ไม่รู้ว่า ถ้าคนให้เช่ามอเตอร์ไซค์รู้ จะด่าผมในใจมั้ยหน่ะสิครับ 5555+)

ผ่านตู้ไปรษณีย์ ก็แวะกันสักนิดครับ


หลังจากลุยกันไปทั่วกว่าครึ่งวัน ผมก็หิ้วท้อง มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองเบตง ขี่วนไปแถวตลาด ก็เจอร้านๆนึง อยู่ข้างตลาด ก็แวะทานกันสักหน่อยครับ อาหารที่นี่ฝากท้องได้สบายใจ อร่อยแทบทุกอย่างเลย


ถึงตอนนี้ท้องก็อิ่มแล้ว ผมว่าเราไปขี่รถเล่นย่อยอาหารกันหน่อยดีกว่า ว่าเเล้วผมก็วนเลยครับ วนไปรอบๆหอนาฬิกา ทะลุซ้ายที ทะลุขวาที ก็ไปโผล่ตามที่ต่างๆ พอขี่เลยโรงแรมที่ผมพักไปสักหน่อย ก็เจอนี่เลยครับ 'วัดพุทธาธิวาส' เลี้ยวเข้าไปสักหน่อย ขี่ขึ้นเนินเขาตรงทางเข้าไป โอ้ววว...ข้างในครับ เข้ามาข้างใน เจดีย์สีทองสวยเด่นมาแต่ไกล ถึงวัดนี้จะไม่ถึงกับใหญ่โตอะไร แต่ผมว่าความงดงามข้างใน มีอะไรมากกว่าที่เห็นจริงๆ



ผมเองก็เช่นกัน เห็นวัดอย่าดูแต่ภายนอกฉันใด ตัวผมเองก็อย่าดูแต่ภายนอกฉันนั้นนะครับ...ถึงผมจะหน้าตาดิบๆ แต่บอกเลยว่า เรื่องเข้าวัดนี่ผมไม่เคยขาด มีโอกาสก็หาเวลาพาครอบครัวไปทำบุญกันอยู่บ่อยๆ อย่าตัดสินผมที่ความหน้าหนวดนะครับ เพราะจริงๆแล้วผมอาจจะอ่อนโยนกว่าที่คิดก็ได้นะครับบบ

เสร็จจากวัดแล้ว จะไปไหนกันดีผมเองก็ยังไม่รู้ ขอขี่ไปตามใจก่อน แต่ระหว่างทางออกจากวัดมา เลยมาได้นิดดดดนึง ก็เจอมูลนิธิฮกเกี้ยนเบตง แวะสิครับ จะรออะไร สถาปัตกรรมที่นี่เค้าสวยดีจริงๆนะครับ ส่วนใหญ่ถ้าไม่โบราณๆ ก็จะออกแนวจีนๆไปเลย ทำให้ผมก็นึกหลงไปว่าอยู่ปักกิ่งหรือที่ไหนสักแห่งในจีนหรือป่าว ฟีลได้มากครับ อิอิ


มาเบตงทั้งที จะไม่มาที่ สนามกีฬาเบตง ก็คงจะเหมือนมาไม่ถึง สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตุได้ว่า หลายๆจุดในเบตง จะมีคำว่า OkBetong อยู่ทั่วๆตัวเมือง รวมทั้งสนามกีฬาแห่งนี้เช่นกัน เรียกได้ว่าหนังเรื่อง โอเคเบตง ได้สร้างเบตง ให้เป็น โอเคเบตงจนทุกวันนี้จริงๆ


มาถึงจุดนี้ ผมนึกขึ้นได้ว่า เอ๊ะ! ตรงวิวจากห้องพักของผม เหมือนจะเห็นอะไรเป็นป้อมๆตึกๆ ที่อยู่บนเขาสูงๆ อยู่แถวๆอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ มันคือตึกอะไรกัน ? ก็เลยลองขี่วนไปทางนั้นดู ถึงบางอ้อเลยครับท่านผู้ชม...มันคือจุดชมวิวเมืองเบตงงงง แต่เนื่องจากผม ไปถึงสัก 5 โมงเย็นได้แล้ว ทางพี่เจ้าหน้าที่แกบอกว่า 'ปิดแล้วนะครับ เราจะเปิดให้ขึ้นไปบนยอดถึงตอน 4 โมงเย็น' แต่ไม่เป็นไรครับ ผมเห็นด้านหน้า จะมีตึกสีเหลืองๆ เขียนว่าใต้สุดสยามเมืองงามชายเเดนอยู่ ก็ดูสวยดี ขอเก็บภาพตรงนี้ไปสักหน่อย


แล้วผมก็จอดมอเตอร์ไซค์ไว้ตรงหน้าตึกนี้นี่แหละครับ และวิ่งถ่ายรูปหอนาฬิกาจากมุมสูงไปทั่ว


เดินหามุมนั้นทีหามุมนี้ที หามุมถ่ายอุโมงค์เย็นๆบ้าง เดินไป...เดินไป...เดินไป...


ดินไปจนแม่มถึงหอนาฬิกาเลยครับ 555+ ทั้งที่ตั้งใจว่าอยู่บนนี้นี่แหละค่อยๆขยับเข้าไปเพื่อหามุมถ่ายหอนาฬิากายามเย็นสวยๆ แต่มารู้ตัวอีกที ผมก็มายืนอยู่ตรงหน้าหอนาฬิกาแล้วครับ จนแล้วจนรอดต้องวิ่งกลับมาเอามอเตอร์ไซค์ เหงื่อแตกพลั่กเลยครับ...นี่ผมทำอะไรลงไปเนี่ยยยย


เหงื่อออกกันจนขนาดนี้ ก็ไปขี่รถสงบสติอารมณ์กันหน่อยครับ รับลมซะเหงื่อจะได้แห้ง...ผมก็เลยเเว๊นหา ว่าแถวนี้พอจะมีมัสยิดมั้ยน๊าาาา เอาล่ะ...เจอแล้วครับ สีฟ้าๆละมุนตาเชียว แวะเข้าไปเก็บภาพกันสักหน่อย วันนี้ผมได้ภาพมาหลายที่หลายอารมณ์ ทั้งพุทธ ทั้งจีน ทั้งอิสลาม คุ้มเเล้วครับ


ตกเย็น อากาศกำลังดี ผมก็ตระเวนไปรอบๆเมือง หาร้านขนมกินเล่นกันสักหน่อย วนไปวนมาก็ไปเจอ ร้านโกปี โบราณ เป็นร้านริมถนนที่ขายพวกอารมณ์ปังเย็น นั่งกินเล่นชิลๆ

ผมจำได้ว่าเมื่อวานนี้ขี่ผ่านไปรอบนึง ก็เห็นเหมือนมีน้องๆเด็กๆวัยรุ่น มากันเป็นกลุ่มๆ 3-4 คน มาเล่นกันอยู่ที่ร้านนี้ ผมอาจจะแหวกแนวเป็นวัยรุ่นตอนปลายเข้าไปนั่งเนียนๆอยู่กับเด็กๆไปสักหน่อย แต่ผมว่าผมกลมกลืนได้

บรรยากาศร้าน จะตกแต่งแบบวินเทจๆหน่อย ดูมีเสน่ห์ดีครับ ตกแต่งด้วยป้ายโฆษณาแบบโบราณๆ


หลังนั่งกินอิ่มเอมกับบรรยากาศแล้ว ผมก็ขอกลับไปงีบที่ห้องสักแปปนึง พอสัก 1 ทุ่มนิดๆ ผมก็คว้ามอเตอร์ไซค์กะว่าจะออกไปหาที่ไหว้พระสักหน่อย ก่อนที่เย็นวันที่ 2 ของการเดินทางของผมกำลังจะจบลง...



'ศาลเจ้าแป๊ะกง' ตั้งเด่นเห็นสีแดงอร่ามอยู่ไกลๆ ท่ามกลางความมืดที่กำลังจะมาเยือน ผมจึงขี่มอเตอร์ไซค์แวะเข้าไป ขอไหว้ให้เป็นสิริมงคลแก่การเดินทางกันสักหน่อย

ไหว้เสร็จก็เสี่ยงเซียมซีสิครับ แต่พี่เจ้าหน้าที่บอกว่า อันนี้จะเป็นเสี่ยงโชคลาภ ก็เลยไม่ได้มีคำทำนายทายทักอะไรติดไม้ติดมือกลับมา เอาเป็นว่า...ก็ได้เลขมา 2 ตัว สุดแล้วแต่จะนำไปใช้และตีความเลยครับบบบ

ถ้าคุณคิดว่า คืนนี้ของผมจะจบลงที่ศาลเจ้าแป๊ะกง...ก็คงต้องบอกว่ายังไม่ใช่ครับ ผมขี่วนกลับไปแถวหอนาฬิกาอีกครั้ง พูดง่ายๆว่าทริปนี้ ผมวนรอบหอนาฬิกาวันนึงไม่น่าจะต่ำกว่าสิบครั้ง 5555+ เพราะการจะไปไหนก็ตาม ผมต้องตั้งต้นที่หอนาฬิกาแล้วผมถึงจะไม่งง ไม่งั้นหลงสิครับ...จะรออัลไล บอกแล้วว่า #ขาหลง



ขี่ๆมา ก็เหลือบไปเห็นร้านกาแฟเล็กๆ เห็นคุณลุงผมยาวๆ ยืนขายอยู่ ร้านคุณลุงจะอยู่ตรงแยกหัวมุมของหอนาฬิกาพอดีเลยครับ หาง่ายมาก แล้วจะมีชาวเบตงมานั่งดื่มกาแฟ พูดคุยเสวนากันอยู่ที่ร้านนี้ ออกแนวสภากาแฟได้บรรยากาศดีครับ



ผมเองก็เดินเข้าไปสั่งกาแฟร้อนมาสักแก้วนึง อยากจะนั่งดื่มแล้วปล่อยใจดูอะไรไปเรื่อยๆกับชีวิตที่อยู่รอบๆหอนาฬิกานี้...ผมนั่งดื่มไปได้สักพัก ก็มีคุณลุงอีกคนที่ผมรู้สึกคุ้นๆหน้า อ้าว!! โกไข่ คนเมื่อวานนี่เอง...ทีนี้ยาวววว เลยครับ คุยกันอยู่นานเรื่องเมืองเบตง มีปรึกษากับคุณลุงคนขายกาแฟ ถึงจุดท่องเที่ยวที่ผมควรจะต้องได้ไปเยือน และยังชวนไปเที่ยวบ้านแกอีกด้วย แกว่าที่บ้านสะสมภาพถ่ายเก่าๆเยอะมาก เห็นทีว่าผมคงต้องแวะไปเยี่ยมเยียนแกสักหน่อยในวันพรุ่งนี้... นัดแนะเวลากันเรียบร้อย พรุ่งนี้ผมจะพาทุกคนไปเที่ยวที่บ้านโกไข่กันครับ

เช้าวันสุดท้ายของการใช้ชีวิตในเบตงของผม ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอน 6 โมงเช้า แหม...จริงๆวันนี้เป็นวันจันทร์ครับ แต่ผมลางานเพิ่ม 1 วัน เพื่อความมันส์ในชีวิตที่จะได้เก็บเกี่ยวกันให้เต็มที่ ปกติถ้าไปทำงาน ถามว่าเช้าแบบนี้ผมจะตื่นมั้ยครับ ? ก็ไม่สิครับ แต่ถ้ามาเที่ยว อย่าให้พูดครับ...ผมถึงไหนถึงกันอยู่แล้ว อิอิ

ทุกคนจำกันได้มั้ยครับ ว่าวันนี้ผมมีนัดกับใคร ? ใช่แล้วครับ 'โกไข่' นั่นเอง แต่ผมนัดแกไว้ช่วงประมาณ 7 โมงเช้า ว่าจะไปเยี่ยมบ้านแกกันสักหน่อย เมื่อวานนี้ โกไข่บอกผมว่า 'นี่ไง! พรุ่งนี้วันพระ ตื่นเลย! ตื่นแต่เช้า! จะมีพระมาบิณฑบาตรแล้วคนเบตงจะมาใส่บาตรกันที่ตลาด' ได้ยินแบบนี้ ผมนี่ขึ้นนนนเลยครับ แรงฮึดจะตื่นแต่เช้า มีขึ้นมาทันที 555+ ก็เลยตั้งใจมากที่จะขอไปเก็บภาพวิถีชีวิตในตลาดของชาวเบตงกันสักหน่อย

อาบน้ำแต่งตัว ทำอะไรเรียบร้อย ก็สะพายกล้องคู่ใจ ไปกับมอเตอร์ไซค์คู่กาย ขึ้นคร่อมแล้วสตาร์ทเลยครับ เราต้องบิดอย่างมีจุดมุ่งหมาย มุ่งหน้าไปที่ตลาดสดเบตงกัน

มาถึงตลาดแล้ว ผมก็เห็นเลยครับ ฝั่งตรงข้ามถนนของผม มีพระกำลังออกมาบิณฑบาตรกันเลย ผมจึงรีบหามุมจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ข้างๆถนน แล้วลงเดินดุ่ยๆๆไปให้ทัน ปกติแล้วเรามักจะคุ้นชินกับภาพของเด็กวัดที่เดินคู่มากับพระสงฆ์ใช่มั้ยครับ ? แต่ที่นี่ จะเป็นภาพของพี่ตำรวจที่เดินคู่มากับพระสงฆ์ เรียกได้ว่า 'ผมมากับพระ' กันเลย



ภาพนี้แปลกตา...แต่อบอุ่นใจจริงๆ ผมสังเกตุว่า พอพระสงฆ์เดินไปตรงไหน ตำรวจจะคอยเดินตามดูแลอยู่ใกล้ๆตลอดจริงๆ

ภาพของผู้คนที่นี่น่ารักมากครับ แม้กระทั่งลูกเล็กเด็กแดงก็มานั่งใส่บาตรกัน เราจะเห็นได้ชัดเลยว่า ชาวพุทธ-พระสงฆ์-ทหาร และชาวอิสลาม ทุกคนอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงคำพูดของโกไข่ที่ว่า 'คนที่นี่อยู่กันแบบช่วยกันเป็นหูเป็นตา อยู่กันแบบเข้าใจ อยู่ด้วยกันได้ ในจุดที่มีปัญหา คือคนตรงนั้น เค้าแยกกันว่า นี่เธอ นี่ฉัน'



ได้ยินแบบนี้แล้ว ผมอยากให้ทุกคนเรียกกันว่า 'เรา' จริงๆ

เก็บภาพกันได้สักแปป ผมก็เริ่มหิวละครับ แหม...วันนี้ยังไม่มีอะไรลงท้องเลย หันไปหันมาซาลาเปาร้านนี้น่าสนมาก เห็นคนมาจอดซื้อกันไม่ขาดสาย เห็นทีจะต้องลองสักหน่อย ก็เลยสั่งไส้หมูสับ กับไส้หมูแดงมา บรรยากาศแบบนี้กินซาลาเปาอุ่นๆ ริมทาง คือได้ฟีลมากครับ แล้วผมบอกเลยว่า ลูกใหญ่ ไส้ตรึม อร่อยมากกก ลูกละแค่สิบบาท!! คือผมอยากถามมาก ว่าพี่ขายได้กำไรมั้ยครับ ?



ถ้าพี่ได้กำไร ก็อย่าขึ้นราคาเลยนะครับ 555+ คงไว้แบบนี้มันดีอยู่แล้ว ผมบอกต่อเลยจริงๆ ร้านนี้หาง่ายมากครับ อยู่ตรงริมถนนตรงข้ามตลาดสดเลย แต่ผมไม่แน่ใจนะครับว่าแกขายวันไหนยังไง ไม่ทันได้ถามเพิ่มเติม แต่รสชาติดี ราคาถูก ผมนี่ติดใจเลยครับ โดยเฉพาะไส้หมูแดงกินตอนร้อนๆ บอกเลยกินเพลินมากกก

เราเดินเก็บภาพไปเรื่อยๆ รอบๆตลาดกันครับ


เดินไปเดินมา ก็เจอนี่เลยครับ #บะกุ๊ดแต๋ ได้ยินชื่อมานมนาน ต้องลองสักทีครับ ครั้งแรกในชีวิตเลยครับ


ร้านนี้เรียกว่าบรรยากาศใช้ได้เลยครับ นั่งมองผู้คนสัญจรไปมาในตลาด...พี่คนรับออเดอร์ เดินมาที่โต๊ะผม 'ผมก็สั่งเลยครับ เอามาเลยครับพี่ 1 ที่' พี่แกถามครับ 'ใส่ทุกอย่างมั้ย ? เครื่องในเอามั้ย ?' ด้วยความที่ผมไม่สันทัดเรื่องกินเครื่องใน ก็บอกอย่างเต็มปากเลยครับ 'งั้นผมไม่ใส่เครื่องในเเล้วกันครับ'


นั่งรอสักพัก ถ่ายรูปเล่นระหว่างรอ...มาแล้วครับบบบ สิ่งที่ผมรอคอย พอพี่คนเสิร์ฟวางลงบนโต๊ะปุ๊บ ผมนี่ไม่รอช้า เอาช้อนมาตักๆจะขอถ่ายรูปแบบควันฉุยๆสักหน่อย อ้าวๆๆๆๆ เครื่องในนนนนนนนน แล้วเมื่อกี้ที่พี่ถามผมคือ ?? มาเต็มเลยครับผม 55555+


อิ่มท้องแล้ว กำลังจะเก็บเงิน ก็หันไปเห็นแม่สาวน้อยคนนึง


โอววว ลูกใครไม่รู้ครับ น่ารักจริงๆ #มารุโกะน้อย ของผมมมม



เสร็จภาระกิจยามเช้าแล้ว นี่ก็ใกล้ได้เวลานัดแล้วสิครับ เราไปหาโกไข่กันดีกว่า

บ้านโกไข่แกจะอยู่ตรงด้านหลังตลาดสดเลยล่ะครับ เป็นร้านกาแฟโบราณ ติดป้าย 'อำเพอเบตง' เด่นๆอยู่ตรงหน้าบ้าน ใครมาใครไปก็เห็นง่ายชัดเจน

นี่ละครับ 'โกไข่'


มองเข้าไปในบ้าน มีภาพเก่าๆของชาวเบตงมากมาย


เรียกว่า ประวัติศาสตร์เบตง หาได้ตามผนังบ้านหลังนี้แทบจะทุกซอกทุกมุมกันเลย

ผมคิดว่าโกไข่ น่าจะเป็นคนที่ชาวเบตงบางส่วน น่าจะรู้จักแกกันดีประมาณนึงแล้ว แกเล่าถึงที่มาที่ไปของภาพทั้งหมด ว่ารวบรวมมาจากชาวเบตงนี่แหละ! บางทีไปพบเจอจากบ้านต่างๆ ก็ขอเก็บมารวบรวมไว้ เพราะแกมีความฝันครับว่าจะทำแบบนี้เพื่อบ้านเกิดของแก ได้ยินแล้วก็อยากสานต่ออุดมการณ์ กลับไปทำเพื่อบ้านเกิดผมดูบ้างน่าจะเข้าที


ของเก่า ของสะสมก็มานะครับ ใครเกิดทันก็บอกผมกันหน่อยนะครับบบ


อ๊ะๆๆ นี่อะไร !?! ผมเห็นแล้วต้องเอ่ยปากถามเลยครับ โกไข่เคยได้รับรางวัลจากสมเด็จพระเทพฯด้วยแกบอกว่า เป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของแกที่ได้รับรางวัลในด้านการอนุรักษ์ภาพเก่ายอดเยี่ยมมา



นั่นแน่...โกไข่แกไม่ได้มาเล่นๆนะครับ นี่มีรางวัลการันตี แล้วยังบอกอีกว่าเป็นศิษย์เก่ามศว.ด้วยยยย แถวนี้มีใครเป็นรุ่นน้องร่วมสถาบันกับแกบ้างมั้ยครับ

ภูมิใจกันได้เลยยยย

อุโมงต์นี้ มีชาวเบตงคนไหนรู้มั้ยครับ ว่าอยู่ที่ไหน ?


โอ้วววว รถมอเตอร์ไซค์ C70 ในตำนานนนนน ทะเบียนเบตงซะด้วยครับ...เท่าที่ผมทราบก่อนจะมา คือที่นี่จะมีทะเบียนเป็นของตัวเอง ไม่ได้ใช้ชื่อจังหวัดเป็นทะเบียนเหมือนที่อื่นๆ



แหม...ที่เบตงนี่ มีแต่เรื่องพิเศษๆนะครับ

เสร็จจากบ้านโกไข่ ผมก็ขอขี่ลุยไปที่บ่อน้ำร้อนกันเลยครับ มาเบตงทั้งที่ถ้าจะไม่มาบ่อน้ำร้อน
เพื่อนๆพี่ๆผมที่เป็นคนยะลามันคงเคืองผมตายเลยครับ ไม่งั้นเหมือนจะมาไม่ถึง

ผมมาถึงบ่อน้ำร้อนสักประมาณ 8 โมงเช้าเห็นจะได้ครับ แว็นจากตัวเมืองเบตงมา สักประมาณ 7 กิโลก็ถึง ตอนแรกจะมาก็แอบหวั่นๆ ว่าออกมาสายไปนิดนึง จะยังมีหมอกอยู่บ้างมั้ยน๊าาา...แต่พอมาถึง เห้ยยยย!! หมอกครับหมอก มันยังอยู่รอผมยังไม่กลับบ้านกันไปไหนเลยครับ

แหม...ป้ายนี้ เห็นแล้วไม่กล้าลงเลยครับ กลัวไข่สุก อิอิ (อย่าคิดลึกครับ ผมชอบกินไม่สุกมาก ขอแบบพอดีๆ)


หลังจากวิ่งวนไปวนมาอยู่รอบบ่อน้ำร้อน ผมก็ขอขี่ตามล่าหมอกที่ปิยมิตรกันต่อครับ จากตรงหน้าประตูทางเข้าบ่อน้ำร้อน มองไปที่เขาไกลๆ ผมเห็นว่ามีหมอกปุยๆอยู่พอตัว เราก็ออกตามล่ากันเลยครับ



ผมขี่มาตามทางเรื่อยๆ จนเจอสิ่งนี้ล่ะครับ นี่คือประตูทางเข้าอุโมงค์ปิยมิตร เห็นแล้วได้อารมณ์จี๊นนนนจีนนนน ยิ่งถ่ายมุมแบบนี้ เหมือนผมกำลังอยู่ที่ไหนสักแห่งในจีน คุ้มมั้ยละครับ...นี่มาเเค่เบตงนะครับ ได้ทั้งฟีลหมอกเหมือนภาคเหนือ และได้ฟีลแบบนี้เหมือนไปจีนอีกกกก

พ้นจากอุโมงค์ปิยมิตร ผมก็ขี่ต่อมาตามทางขึ้นเขาเลยครับ ถ้าคุณเห็นภาพนี้แล้ว ผมบอกได้เลยครับว่า มันเป็นจุดที่มอเตอร์ไซค์ผมเหนื่อยที่สุด แล้วผมก็ลุ้นมากกกก ตื่นเต้นโคตรเลยครับ ทางชันมากกกก แล้วดันเช่ามอเตอร์ไซค์ได้เกียร์ออโต้มา



ผมจอดเก็บวิวหมอกที่เห็นไกลๆ ตรงจุดนี้เป็นจุดสุดท้าย รถคู่ใจผมมันทำหน้าที่ของมันได้ดีที่สุดแล้วจริงๆครับ ขึ้นต่อไม่ไหวแล้วครับสงสารมัน

หมอกไกลๆที่เห็น ซึ่งผมไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นหมอกที่อยู่เขาลูกไหนกัน

เอาสักหน่อยครับ คู่ชีวิตผม งานนี้เรียกว่าเป็นยิ่งกว่าเนื้อคู่


เอาล่ะครับ นี่ก็ใกล้ได้เวลาบอกลาเบตงกันเเล้วครับ เวลาของผมในที่แห่งนี้ ค่อยๆลดลงลงไปทุกๆนาที หลังจากที่ตระเวนออกไปถึงปิยมิตร ผมก็รีบกลับมาที่ตัวเมือง เพราะจะต้อง check-out ออกเที่ยงนี้กันเเล้วครับ ระหว่างทางกลับ ผมก็เหลือบไปเห็น แท็กซี่เบ๊นซ์ !!! นี่แหละครับ อีกหนึ่งสิ่งที่ผมตามหา เหลือบไปเห็นจอดอยู่ที่ข้างๆทาง ใกล้ๆหอนาฬิกา สีดำเงาวับ! สวยใช่เล่นนะครับเนี่ยยยย ผมเองก็ยังไม่เคยจะมีโอกาสได้นั่งเบ็นซ์กับเขาสักที เรามันสายแว๊นครับ


เท่าที่ผมเห็น ตรงนี้เหมือนจะเป็นวินเเท็กซี่นะครับ แต่จะเป็นแบบเหมาไปเบตง-ยะลา ไม่ได้วิ่งแบบเปิดมิเตอร์ตามระยะทางทั่วไปเหมือนที่กรุงเทพฯเรานะครับผมมม


ภายในก็ต้องเรียกว่า 'เก่า' แต่ 'เก๋า' ไม่น้อยเลย


ตึกเก่าที่อยู่ตรงข้ามวินแท็กซี่เบ๊นซ์ครับ ที่นี่จะมีตึกเก่าและตึกใหม่ อยู่สลับๆกันไปในแต่ละซอกตึก


ก่อนที่ผมจะกลับไปที่ห้องพัก ก็ขอวนไปที่ตลาดสักนิดครับ พอดีนึกได้ว่าถ่านไฟฉายพกพาของผมมันดันหมด ขอไปแวะหาซื้อสักหน่อย ขี่ไปขี่มา ก็พยายามมองหาร้านนาฬิกาแหละครับ เพราะไฟฉายผมใช้ถ่านเหมือนนาฬิกา



เจอแล้วครับบบ...ร้านนาฬิกา แต่แหม...ทำผมสะดุดตั้งแต่ชื่อร้านละครับ ร้าน 'นาทีทอง' แล้วแถมยังตกแต่งสไตล์วินเทจๆอีกด้วย



ตอนแรกผมนึกว่าคงต้องเก็บกล้องเตรียมตัวกลับบ้านกันแล้ว เจอร้านนี้แล้วเห็นทีจะเก็บกล้องให้มันนอนนิ่งๆก็คงไม่ได้ ล้วงออกมันออกมาสักหน่อยครับ! ให้เป็นที่ระทึกก่อนกลับ

ว่าเเล้วผมก็เข้าไปคุยกับคุณลุงเจ้าของร้านเลยครับ ขอซื้อถ่านสำหรับใส่ไฟฉาย คุณลุงแกก็น่ารักครับ พูดจาดี เราคุยเล่นกันสักแปปนึง พอซื้อขายกันเสร็จเรียบร้อย คุณลุงก็หยิบเหมือนอุปกรณ์อะไรสักอย่าง เป็นแว่นๆ ท่าทางเหมือนจะกำลังซ่อมนาฬิกา ผมก็ขอคุณลุงถ่ายรูปสักหน่อย...คุณลุงบอก 'ถ่ายไปเดี่ยวยังไม่หล่อ' จะไม่หล่อได้ยังไงล่ะครับ...ดูภาพสิ...น่ารักมั้ยละครับ ?



รอยยิ้มน่ารักๆแบบนี้จะหาได้ที่ไหนครับ นอกจากที่เบตง...

หลังจากกลับมาจากร้านนาทีทองแล้ว ผมก็กลับที่พัก อาบน้ำเก็บของ เตรียมตัวเช็คเอาท์ แล้วจะต้องไปรอที่คิวรถตู้เพื่อมุ่งหน้ากลับสู่หาดใหญ่กันครับ ระหว่างที่นั่งรอคิวรถตู้ ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ยังมีอีกที่นึง ที่ผมเห็นในรูปรีวิวจากเพจ unseen thailand เป็นภาพของทะเลสาบที่สวยมากกก จนผมนึกว่าภาพนั้นมันไม่ใช่ประเทศไทย...แต่พอก้มไปอ่านแคปชั่น ผิดคาดครับ อยู่ที่ยะลา ประเทศไทยเรานี่เอง....แทบจะบอกได้ว่า ภาพทะเลสาบนี้ เป็นอีกหนึ่งเเรงบันดาลใจ ให้ผมอยากมาเห็นด้วยตาของผมเอง ผมจึงแอบสะกิดพี่คนขับเลยครับ บอกขอเเวะให้ผมสัก 2-3 นาทีนะครับ ขอเก็บภาพไปก่อนกลับกันสักหน่อย พี่คนขับเเกก็น่ารักมากเลยครับ 'ได้เลยๆ!' นี่เป็นคำตอบรับที่พี่คนขับบอกผมมา พร้อมยิ้มให้ผม



เมื่อนั่งรถตู้ไปได้สักพัก เลยจากตัวเมืองเบตงมาประมาณ 50-60 กิโล แถวธารโต ก็ถึงแล้ว...พี่คนขับก็เรียกผม และจอดให้ผมได้เดินลงไป

ห๊ะ ?? ....อึ้งแปปครับ


ครับนี่คือทะเลฮาลาบาลาจริงๆ แต่น้ำหายไปไหนหมด นั่นสิครับ ก็ผมมันมาผิดฤดูกาล ช็อคนิดหน่อย แต่ผมยังพยุงขาสองข้างของผมได้ พี่คนขับเลยเดินเข้ามาบอกผมว่า 'ช่วงนี้น้ำในเขื่อนไม่ได้ปล่อยออกมา ก็เลยแห้งไปหน่อย'


แต่จริงๆอาจจะไม่หน่อยนะครับ แต่ว่าผมโอเคครับ 5555+ ผมถือคติว่า ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี คนอื่นมาอาจจะเห็นน้ำเต็มทะเลสาบ แต่จะไม่มีใครได้เห็นวิถีชีวิตคนที่ก้นทะเลสาบแบบผมมมม


ชีวิตคิดบวกครับ...ท่องเที่ยวธรรมชาติ เราไปเอาแน่เอานอนอะไรกับมันไม่ได้ สุดแล้วแต่ธรรมชาติจะพาไปเลยครับ แค่เรามองหาความงามของมันให้เจอก็พอ

บ้านหลังนี้ ปกติน้ำเต็ม ก็มิดหลังคานะครับผมมมม ไม่มีใครจะมีโอกาสได้เห็นหรอกครับ ก็มีผมนี่แหละ เอาเป็นว่าปิดทริปที่สุดท้ายกันไปตรงนี้ แต่การเดินทางครั้งนี้ ผมก็ได้สัมผัสอะไรหลายๆอย่างที่ผมไม่เคยเจอ ผมชอบที่จะเดินทางแบบเข้าถึง มากกว่าการทำตัวเหมือนนักท่องเที่ยว



ผมว่าเราควรจะทำตัวให้กลมกลืนกับสถานที่ที่เราไป กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด แล้วคุณจะได้รับอะไรๆกลับไปมากกว่าที่มันเคยเป็นครับ

จบการเดินทางในครั้งนี้ของ ค น ห ล ง ท า ง


.

.

.

ในดินแดนแห่งความฝัน

มันจะมีสักกี่แห่งหน

ที่ทำให้เราอยากออกไปสัมผัส

แล้วกลับมาเขียนเป็นนิยายการเดินทาง

เฉกเช่นที่แห่งนี้ "เมืองเบตง"

เบตง เป็นเมืองแรกที่ผมเดินทางไปแล้วอยากบอกต่อว่า เบตงไม่ใช่เมืองน่ากลัวอย่างที่ทุกคนคิด

แต่ในทางกลับกัน เบตง เป็นเมืองที่ผู้คนน่ารัก แล้วสถานที่สวยงามเงียบสงบ



ขอขอบคุณพี่น้องชาวเบตงทุกท่านที่ให้การสนใจรีวิวนี้ ขอบคุณทุกคนที่ให้การสนใจในการเดินทางของผม

แล้วพบกันใหม่กับการเดินทางที่แสนพิเศษ ของคนหลงทาง ครั้งหน้า ขอบคุณครับ



"บางครั้งความสวยงามของชีวิต

เราไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากมาย

เพียงแต่เราหาจุดชมวิวของชีวิตให้เจอก็พอ"

ติดตามพูดคุยการเดินทางกันได้ที่ : https://www.facebook.com/Lost.Somewhere.Together/

ความคิดเห็น