ROMANIA #9 : Peles Castle รีวิวโดย ลุงเสื้อเขียว

จากความเดิมตอนที่แล้ว ROMANIA #8 : Brasov https://th.readme.me/p/5247 ถึงเวลาอำลาเมืองบราชอฟแล้ว ผมกลับมาถึงที่พักอีกครั้ง คนขับรถที่ผมติดต่อผ่านทางโรงแรมรออยู่แล้ว เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็เริ่มออกเดินทางกันต่อ ปลายทางของผมในวันนี้อยู่ที่บูคาเรสต์ แต่ระหว่างทางจะแวะเที่ยวชมปราสาทเปเลส (Peles

ROMANIA #9 : Peles Castle

ROMANIA #9 : Peles Castle

 วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559 เวลา 19.50 น.

 วันที่เดินทาง 4 ก.ย. 2559

จากความเดิมตอนที่แล้ว ROMANIA #8 : Brasov https://th.readme.me/p/5247


ถึงเวลาอำลาเมืองบราชอฟแล้ว ผมกลับมาถึงที่พักอีกครั้ง คนขับรถที่ผมติดต่อผ่านทางโรงแรมรออยู่แล้ว เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็เริ่มออกเดินทางกันต่อ ปลายทางของผมในวันนี้อยู่ที่บูคาเรสต์ แต่ระหว่างทางจะแวะเที่ยวชมปราสาทเปเลส (Peles Castle) กันก่อนครับ

จากบราชอฟ ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงทางขึ้นปราสาทเปเลส เราแวะทานมื้อเที่ยงกันบริเวณทางเข้าปราสาทครับ มื้อนี้ได้ไก่ย่างและไก่ทอดครับ

จากปากทางเข้า เราต้องเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 20 นาที ก็มาถึงตัวปราสาทครับ

ปราสาทเปเลส ตั้งอยู่ในหุบเขาบูเซกิ ท่ามกลางป่าสนบนเทือกเขาคาร์เปเทียน ว่ากันว่าที่นี่เป็นปราสาทที่สวยงามโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปตะวันออกเลยครับ

ปราสาทเปเลสสร้างขึ้นโดยเจ้าชายแครอลที่ 1 กษัตริย์แห่งโรมาเนีย ในปี ค.ศ.1873 ใช้เวลาก่อสร้างร่วม 10 ปี เพื่อใช้เป็นที่ประทับในฤดูร้อน นับว่าเป็นการรวบรวมช่างฝีมือจากหลากหลายชาติมาร่วมกันสร้างปราสาทแห่งนี้ให้งดงาม ตัวอาคารภายนอกมีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมหลากหลายสไตล์ แต่เน้นไปทางสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์จากประเทศเยอรมนีมากที่สุด

การเข้าชมภายในตัวปราสาท จะมีให้เลือก 2 แบบคือ เข้าชมได้เพียงบางส่วน และเข้าชมแบบรอบใหญ่ เนื่องจากผมมีเวลาไม่มากนัก เลยเลือกชมแบบเพียงบางส่วน ซึ่งจะเสียค่าเข้าชม 20 lei ส่วนใครต้องการถ่ายภาพ จะต้องเสียค่าถ่ายภาพเพิ่มจากค่าเข้าชม

ภายนอกว่างดงามแล้ว ภายในยิ่งงดงามกว่า ภายในปราสาทมีห้องต่างๆ มากถึง 168 ห้อง แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมเพียง 35 ห้องเท่านั้น แต่ละห้องจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป แต่ทุกห้องจะคงความหรูหราด้วยงานไม้แกะสลัก และรวบรวมศิลปะจากประเทศต่างๆ ในยุโรป นอกจากนี้ปราสาทเปเลสยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอันทันสมัยสำหรับเมื่อร้อยปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นลิฟท์ และ ระบบไฟฟ้าด้วยครับ

ใกล้ๆ กับปราสาทเปเลสยังมีอีกหนึ่งปราสาทที่น่าสนใจ แต่เนื่องจากผมไม่มีเวลา เลยไม่ได้เดินเข้าไปชมบรรยากาศเลย นึกเสียดายอยู่เหมือนกันครับ

ออกจากปราสาทเปเลส ผมมุ่งหน้าสู่บูคาเรสต์ ซึ่งถือเป็นเมืองปลายทางของทริปนี้แล้ว ก่อนอื่นขอเก็บกระเป๋าเข้าที่พักให้เรียบร้อยเสียก่อน คืนนี้ผมพักที่ Doors Hostel ครับ

Lobby แบบเรียบง่าย

ด้านข้างของ Lobby เป็นห้องนั่งเล่นครับ

ห้องพักของผมครับ ห้องพักกว้างขวางพอประมาณ แต่ไม่มีห้องน้ำนะครับ ต้องไปใช้ห้องน้ำรวม สนนราคาห้องละ 27 ยูโร/ห้องครับ

เมื่อพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว ก็ออกไปหาอะไรทานกัน โดยร้านที่ผมจะไปทานวันนี้ คือร้านที่ผมตั้งใจจะมาทานตั้งแต่วันแรกที่ผมมาถึงบูคาเรสต์ จากที่พักเดินออกมาไกลพอสมควรครับ

Caru' cu Bere เป็นร้านสำหรับมื้อค่ำของผมในคืนนี้ ร้านจะอยู่ใกล้กับ CEC Bank และที่พักของผมในคืนแรก แนะนำว่าควรโทรมาจองที่นั่งล่วงหน้านะครับ ถ้าหากไม่จองไว้ มีโอกาสไม่ได้ทาน เพราะแขกเยอะมาก แต่วันนั้นผมเองก็ไม่ได้โทรจองเหมือนกัน เพราะครั้งแรกที่ผมให้ที่โฮสเทลจองให้ ผมไม่ได้มาใช้บริการ เหตุเพราะเพิ่งจะอิ่มไปจากร้าน Hanuberarilorครั้งนี้เลยไม่ได้ให้โทรจอง เพราะกลัวว่าทางร้านจะจำได้ว่าผมเคยเบี้ยวนัดไว้ครั้งหนึ่งแล้ว รอบนี้เลยขอวัดดวงเอา ถ้าได้ทานก็ถือว่าโชคเข้าข้าง เรามาถึงร้านกันตั้งแต่ 18.30 น. เข้าไปติดต่อที่นั่ง ปรากฏว่ายังพอมีที่นั่งเหลืออยู่บ้างครับ

ภายในร้านตกแต่งอย่างหรูหรามาก อาคารดูสูงโปร่งเลยทีเดียว

บริกรพาผมเดินลงไปยังชั้นล่าง ซึ่งเป็นพื้นที่ในส่วนที่ไม่ได้สำรองโต๊ะมาล่วงหน้า ถึงแม้ว่าชั้นนี้จะดูไม่สูงโปร่งเหมือนชั้นบน แต่ก็ตกแต่งได้น่านั่งไม่แพ้กันครับ

เริ่มที่เครื่องดื่มเย็นๆ ครับ

เริ่มที่เมนูเรียกน้ำย่อยครับ

บาบีคิวไก่ครับ

จานนี้มีแฮม หมู กับซอสเห็ดครับ

คล้ายๆ หมูผัดกะทะร้อนครับ

ชีสบอลเสิร์ฟพร้อมผักกาดดองหั่นฝอยครับ

เมนูนี้เหมือนรวมๆ มาระหว่างขาหมูชิ้นเล็กๆ กับไส้กรอก เสิร์ฟพร้อมขนมตาล

ขนมตาลราดด้วยโยเกิตและชีสครับ


ไม่นานนักก็มีนักดนตรีมาขับกล่อมด้วยเพลงไพเราะ ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีอีกเรื่องที่โต๊ะผมอยู่ติดกับนักดนตรี เลยได้นั่งทานอาหารเคล้าเพลงไพเราะและชมลีลาของนักดนตรีไปพร้อมๆ กันครับ

มื้อนี้ถือเป็นมื้อสั่งลาโรมาเนีย เลยสั่งอาหารมาเยอะกว่าทุกมื้อ อีกอย่างนั่งฟังเพลงเพลินด้วย นับเป็นค่ำคืนพิเศษของทริปนี้เลยจริงๆ

ขากลับเดินผ่านถนน Bulevardul Unirii ซึ่งเป็นถนนที่ทอดยาวสู่อาคารรัฐสภา ยามนี้เต็มไปด้วยสีสันของเหล่าน้ำพุที่พวยพุงกันเป็นจังหวะ เสียดายที่ผมไม่ได้ติดขาตั้งกล้องไปด้วย เพราะคิดว่าคงไม่ได้ถ่ายภาพช่วงกลางคืนแล้ว เลยไม่ได้ถ่ายภาพเก็บบรรยากาศไว้เลยครับ

เช้าวันใหม่ หลังจากเก็บข้าวของลงกระเป๋าจนครบถ้วน ระหว่างเดินยกกระเป๋าลงมายัง Lobby รู้สึกใจหายอยู่เหมือนกัน ผมต้องอำลาโรมาเนียแล้วหรือนี่ ผมให้ทาง Hostel เรียก Taxi ให้มารับไปส่งยังสนามบิน ค่า Taxi จากที่พักไปยังสนามบิน 30 lei กับระยะทางร่วม 30 กม. ถือว่าค่า Taxi ถูกกว่าบ้านเรามากๆ ครับ

เมื่อมาถึงสนามบิน ทำการจัดแจง Check in กันให้เป็นที่เรียบร้อย ผมชอบการบริหารจัดการเรื่องการ Check in ของที่นี่นะครับ คือเขาจะมีบอร์ดแจ้งว่า ไฟล์ทที่เราจะไป Check in ได้ตอนกี่โมง และ Check in ที่เคาเตอร์ไหน คือเราจะไม่เสียเวลาต่อคิวนานครับ

เมื่อทำการ Check in เสร็จ ก็ถึงเวลาละลายเงิน lei แล้ว ในกระเป๋าสตางค์ผมตอนนี้มีเงิน 15 lei เหลือพอสำหรับสตอเบอรี่ชีสเค้กเพียง 1 ชิ้นครับ

ภายใน Duty free มีสินค้าให้เลือกพอประมาณครับ ผมเองก็ได้ของฝากจากโรมาเนียเพิ่มเติมจาก Duty free เช่นกัน ดีที่สามารถจ่ายเป็นเงินยูโรได้ เพราะเงิน lei ผมหมดไปกับสตอเบอรี่ชีสเค้กไปแล้วครับ

ถึงเวลาต้องอำลาโรมาเนียแล้วครับ

Bye bye

เมื่อเครื่องทะยานขึ้นฟ้าไปได้สักพัก ก็มีบริการอาหารครับ

ผมแวะมาต่อเครื่องที่ Doha เหมือนขามาครับ

ผมมีเวลาเปลี่ยนเครื่องประมาณสามชั่วโมง เลยเดินเล่นอยู่ภายในสนามบิน ไฟล์ทที่ผมจะกลับกรุงเทพรอบนี้ ได้บินกับ A380 ด้วย ใฝ่ฝันที่จะนั่งมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสซักที รอบนี้เหมือนโชคเข้าข้างครับ

ข้างในมันโอ่โถงมากจริงๆ ที่นั่งก็ยืดขาได้สบาย ไฟล์ทนี้เจอคนไทยที่จะบินกลับเยอะมากๆ ครับ ไฟล์ทนี้มีบริการทั้งอาหารว่างและอาหารเช้าครับ

เข้าเขตน่านฟ้าประเทศไทยแล้วครับ

ถึงสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ

สำหรับค่าเสียหายสำหรับทริปนี้ 50,000 บาท รวมอะไรบ้าง

- ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ (BKK > KL > Doha > Bucharest > Doha > BKK) (ราคาประมาณ 22,000 บาท)

- ค่าที่พักทุกคืน

- ค่ายานพาหนะทุกชนิด

- ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ

สำหรับค่าอาหาร จ่ายนอกเหนือจาก 50,000 บาทครับโดยลงกองกลางคนละ 4,200 บาท (เป็นการแชร์ค่าอาหาร+เครื่องดื่ม ทุกมื้อ) สำหรับน้ำดื่ม ของกินจุกจิกของแต่ละคนตลอดทั้งทริป จ่ายใครจ่ายมันครับ

ค่าวีซ่า 2,400 ไม่รวมใน 50,000 บาทด้วยเช่นกันครับ

ทริปนี้เป็นอีกหนึ่งทริปที่ผมได้ประสบการณ์ใหม่กลับไป ประทับใจกับผู้คน สถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงอาหารการกินที่ผมไม่ต้องฝืนทนกินเหมือนกับทริปอื่นๆ ที่ผมเคยไปมา ผมยังอยากไปสัมผัสกับสถานที่อื่นๆ ที่รอบนี้ผมยังไม่ได้ไป รวมถึงอยากเห็นบรรยากาศช่วงใบไม้เปลี่ยนสีด้วย หวังไว้ว่าในอนาคตอันใกล้ คงจะมีโอกาสได้กลับมาที่นี่อีก เมืองแห่งความทรงจำดีๆ ที่"โรมาเนีย"

เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับโรมาเนีย

- โรมาเนียใช้สกุลเงิน "lei" (เลย์) โดย 1 lei มีค่าประมาณ 10 บาท แนะนำว่าให้แลกเงินในเมืองใหญ่ๆ จะได้เรทดีกว่า

- เวลาที่โรมาเนียช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง

- น้ำดื่มราคาไม่หนีจากเมืองไทยเลย น้ำดื่มขนาด 2 ลิตร ราคาอยู่ที่ประมาณ 20-30 บาท ขึ้นอยู่ว่าจะซื้อที่ไหน ซื้อในซุปเปอร์มาเก็ตจะได้ราคาที่ถูกกว่าซื้อตามร้านค้าย่อย อีกอย่างน้ำดื่มที่นี่จะมีแบบน้ำเปล่า และน้ำอัดโซดา เวลาเลือกซื้อให้ดูดีๆ ผมซื้อน้ำอัดโซดามาผิด 2 รอบ ดื่มแล้วมันไม่สดชื่นเหมือนน้ำเปล่า

- เวลาซื้อของ ควรเตรียมเงินให้พอดีกับราคาสินค้าที่จะซื้อ เพราะบางทีเศษเหรียญ ร้านค้าบางแห่งจะไม่ทอน ถ้าหากดูในสกุลเงิน lei อาจจะมองเพียงแค่เศษสตางค์ แต่ถ้าคิดเป็นเงินไทย มันไม่ใช่เศษสตางค์นะครับแต่เป็นเศษบาท หลายๆ ครั้งเข้าให้ รวมๆ ก็เป็นหลักสิบบาทได้เหมือนกัน

- การซื้อสินค้า เมื่อแคชเชียร์คิดเงินแล้ว จะไม่มีถุงใส่ให้นะครับ ถ้าหากต้องการถุงต้องเสียเงินเพิ่ม แนะนำให้หาถุงผ้าเล็กๆ ติดไปด้วย ซื้อของหลายครั้ง หากซื้อถุงทุกครั้ง ก็หลายเงินอยู่นะครับ

-หากต้องการถ่ายภาพสถานที่ท่องเที่ยวแบบปลอดคน แนะนำให้ตื่นแต่เช้า เพราะแต่ละเมืองคนจะเริ่มเยอะตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไปครับ

- Taxi ในโรมาเนียจะเป็น Taxi meter โดยจะเขียนราคาติดไว้บริเวณประตูรถด้านหน้า ใต้กระจกมองข้าง โดยส่วนใหญ่ราคาจะเริ่มที่ 1.39 lei ต่อกิโลเมตรครับ

-หากต้องการรถเช่า ลองติดต่อผ่านทางที่พักดูนะครับ อัตราการเช่ารถแต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับระยะทางที่เราจะไปครับ


ท้ายสุดนี้ เพื่อนๆ สามารถเข้าไปให้กำลังใจและติดตามผลงานของผมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/unclegreenshirt นะครับ


ที่มาข้อมูล

http://romaniatourism.com/

http://www.nainokhook.com/category/travelogue/romania/

https://plus.google.com/115562175858471921365

ความคิดเห็น