สวัสดีค่ะ กลับมาอีกครั้งกับอีก 1 ทริปกระตุ้นต่อมฝันที่ประเทศญี่ปุ่น
คราวนี้เราจะไปขับรถตะลุยให้ทั่วเกาะคิวชูกันบ้าง...

ก่อนอื่น...ฝากติดตามเพจน้องใหม่ด้วยนะคะ ^^
https://www.facebook.com/travelruarua

จริวๆแล้วทริปนี้ไปมาเมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2558 อากาศเย็นกำลังดี ไม่หนาว ไม่ร้อน มีลมพัดสบาย ทริปขับรถเที่ยว ตั้งเป้าไว้ว่าเราจะไปกันให้ทั่วเกาะคิวชู ภายในมีระยะเวลา 7 คืน 8 วัน โดยสรุปแล้วเราเดินทางไปกันตามเมืองต่างๆดังนี้ค่ะ
Fukuoka - Dazaifu - Yufuin - Beppu - Kurokawa - Aso - Takachiho - Miyazaki - Aoshima - Nichinan - Sakurajima - Kagoshima - Ibusuki - Kumamoto - Ureshino - Nagasaki - Yobuko - Karatsu (Saga)

แผนที่คร่าวๆลากยาวเป็นวงกลมประมาณนี้ค่ะ

ปล. รีวิวนี้พยายามจะรวบรวม Highlight ทั้งเรื่องกินเรื่องเที่ยวมาให้ได้มากที่สุด ภาพประกอบกระทู้นี้อาจจะไม่ดีงามเท่าไหร่นัก เพราะได้ถ่ายเอาไว้นานพอสมควร ไม่เน้นมุมกล้อง ไม่เน้นสีสัน แต่ได้พยายามเลือกภาพที่เป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ มากที่สุด เพื่อจะได้เป็นตัวเลือกในการตัดสินกัน...ซื้อตั๋วเครื่องบินไปตะลุยคิวชู !! หากเพื่อนๆมีคำถามตรงไหน ถ้าตอบได้ ยินดีจะให้คำแนะนำทุกคนค่ะ



เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา...ไปเที่ยวรัวรัวกัน กับ "Kyushu Mission"เอาล่ะ...สำหรับนักท่องเที่ยว อุปกรณ์หนึ่งที่ตอนนี้แทบจะขาดไม่ได้ในการเดินทางก็คือ Pocket Wifi นั่นเอง

การเดินทางครั้งนี้ ด้วยความที่อยากลอง... เลยตัดสินใจเช่าเครื่อง pocket wifi จากเมืองไทยไปอีกหนึ่งเครื่อง (ทั้งๆที่เช่าที่ญี่ปุ่นไว้แล้วอีกเครื่อง แฮะๆ)

เราเลือกใช้ของ Japan Wifi ค่ะ (search เอาเองใน google มีหลายเจ้ามากเลยค่ะ) ราคาไม่แพง แถมยังเอาของมาส่งให้ถึงที่อีก (ในพื้นที่ กทม.นะ) ปกติแล้วเราสามารถไปรับเครื่องได้ที่สนามบินค่ะ แต่ถ้า flight เราหลัง 4 ทุ่มไปแล้ว ก่อนวันเดินทางซัก 2-3 วันจะมีเจ้าหน้าที่โทรมานัดหนายกับทางเราอีกทีเพื่อให้ messenger เอามาส่งให้แทน เพราะเจ้าหน้าที่ที่ประจำสนามบินจะอยู่ระหว่าง 14.00-22.00 น. เท่านั้นค่ะ

ราคาค่าเช่าเครื่อง 1,365 บาท (7วัน)

ค่ามัดจำ 500 บาท (จะได้คืนเมื่อคืนเครื่องค่ะ)

ในรูปคืออุปกรณ์ทุกสิ่งอย่างที่ได้มาค่ะ มีตัวเครื่อง+วิธีใช้งาน+สายชาร์ต+กระเป๋าใส่ กระทัดรัดพกพาง่ายค่ะ

สัญญาณตอนเอาไปใช้ที่โน้นก็โอเคอยู่นะคะ แต่ก็อาจจะมีบ้างในบางที่ที่ไกลเมืองจริงๆที่สัญญาณแย่หน่อย...แต่ก็พอเข้าใจได้ค่ะ

เอา link มาฝากค่ะเผื่อใครสนใจ (ไม่ได้ค่าโฆษณาใดๆ) http://www.jp-wifi.com/

ตอนนั้นเราเดินทางโดยสายการบิน Jet Star ค่ะ Bangkok-Fukuoka เพิ่งเปิดเส้นทางใหม่ได้โปรตั๋วราคาดีทีเดียว เวลาเดินทางก็ดี ออกดึก ถึงเช้า ลุยเที่ยวต่อได้เลย


แต่เสียดายได้ข่าวว่ามาสิ้นปีนี้สายการบินจะปิด route นี้ซะแล้ว

ว๊าบบบบบบบบบบบบ....ถึง Fukuoka Airport แล้วค่ะ สิ่งแรกที่ต้องทำคือไป Post Office เพื่อรับซองพัสดุค่ะ (เอ๊ะ!ไปทำไม เดี๋ยวรู้)

โดยต้องนั่งรถ Shuttle Bus จาก International Terminal มาที่ Domestic Terminal ก่อน รถบัสจอดรอที่ด้านหน้าอาคารเลย หาไม่ยากค่ะ

พอลงรถบัสที่ Domestic Terminal ให้เดินย้อนมาทางซ้ายตามป้าย Terminal 1 จะเจอ Post Office อยู่ขวามือบริเวณด้านนอกอาคารเลยค่ะ

จะมีป้ายสัญลักษณ์สีแดงๆแบบที่เห็นในรูปแรก...

เรามา Post Office เพื่อมารับ "ซอง" ค่ะ มาเปิดซองกันดีกว่า ในซองประกอบด้วย

- Pocket Wifi + charger (ที่บอกไว้ว่าเช่าของญี่ปุ่นไว้แล้วเครื่องนึง)

- ETC card ไว้สำหรับจ่ายค่าทางด่วน

- ซองจดหมายไว้ใส่ของทั้งหมดส่งกลับเมื่อจบทริป

เดี๋ยวตามไปดูต่อนะคะ ว่าตอนเช่ารถจะเป็นยังไง...

มาทำความรู้จัก ETC Card กันซะหน่อยดีกว่า


ETC card หน้าตาเหมือนบัตรเครดิตค่ะ เอาไว้ใช้กับ ETC device ที่ติดมากับรถ

*** เพราะฉะนั้นตอนที่จองรถ ให้ดู option ให้ดีว่า มีเขียนว่า ETC อยู่หรือเปล่า ETC นั้นหมายถึง ETC device นะคะ ***

วิธีใช้งาน นำ card เสียบเข้ากับ ETC device ในรถ แล้วมันจะทำหน้าที่เหมือน Easy Pass บ้านเรานั่นเอง วิ่งเข้าช่องทางด่วนที่เขียนว่า ETC เท่านั้น สบายโลด

ทำการจองรถที่มี ETC device พร้อมกับ pocket wifi และ ETC card เลยจองเวปเดียวจบค่ะ โดยเลือกรับ ETC card และ Pocket wifi ที่ Fukuoka Airport นั่นเอง

ข้อดีของ ETC card

1. ใช้งานแบบ Post-paid คือ ใช้ก่อน จ่ายทีหลัง ค่าทางด่วนจะถูกคำนวณเมื่อเราทำการส่ง ETC card คืนก่อนจะบินกลับ และจะเรียกเก็บจากบัตรเครดิตที่เราลงทะเบียนไว้

2. ไม่ต้องวุ่นวายควักเงินสดจ่ายเมื่อผ่านด่าน (แต่ก็ไม่ได้วุ่นวายอะไรมากมายหรอกนะคะ)

3. ที่สำคัญที่สุดคือ มันมี ส่วนลด ในช่วงเวลาต่าง ๆ ตอนเราผ่านด่านด้วยยยย

ข้อเสียของ ETC card

1. ต้องดูแลรับผิดชอบ ถ้าหายหรือลืมคืน ค่าปรับสูงมากกกก

2. ตอนจอง บัตรเครดิตที่เราลงทะเบียนจะถูกตัดวงเงินประมาณ 20,000 บาท (ครั้งแรกที่เคยจองตกใจมาก ไรฟระเนี่ย แต่วงเงินจะถูกคืนเมื่อ 20 วันผ่านไปค่ะ อันนี้คอนเฟริมค่ะ เพราะครั้งนี้จองครั้งที่ 2 แล้ว)

ปล. ถ้าจะจองรถ พร้อมกับ etc card วันที่เราทำการจองรถ จนถึงวันที่เราเดินทางกลับ ต้องไม่เกิน 80 วันนะคะ

ตอนแรกจองรถล่วงหน้า 3 เดือน จะไม่มี option etc card ให้เลือกค่ะ เลยเมล์ไปถามทางบริษัท ได้คำตอบแบบนั้นมาเลยต้อง cancel จองรถ แล้วก็รอ..... รอจนอยู่ในช่วง 80 วันแล้วก็จองใหม่ค่ะ


ส่วนวิธีการจองรถนั้น เคยรีวิวให้แล้วในทริป Okinawa ค่ะ ถ้าใครอยากรู้ลองไปส่องตาม link นี้โลดดด...

https://th.readme.me/p/5889 ครั้งนี้เลือกเช่ารถของ Budget ค่ะ

เดินทางมาถึง Outlet เช่ารถก็มากดบัตรคิวกันก่อน นั่งรถคิวซักแพพพนักงานก็จะเรียกเราไปทำความเข้าใจ กฎ กติกา เซ็นต์ยินยอมและจ่ายเงินค่ะ

ยื่น cash ไปแต่ที่นี่รับแต่ card ค่ะ 5555 แป่ว!!!

จ่ายเงินเรียบร้อย มานั่งรอเจ้าหน้าที่อีกคนเรียกไปที่รถค่ะ

ตอนที่จองไว้ในใบจองเขียนไว้ว่า Honda Fit (หรือ Jazz บ้านเรา) แต่พอเอาเข้าจิง ได้ Suzuki Swift ซะงั้น โดยบอกว่าเป็นรถสเป๊กเดียวกัน...แอบนิ่งไป 2 วิ เพราะความกว้างของรถคนละเรื่องเลย...แต่ก็นะ...เอาก็เอาค่ะ ไม่อยากเสียเวลา ไปเที่ยวดีกว่า!!!

ตรวจเช็คสภาพรอบรถเรียบร้อย ก็พร้อมออกเดินทางค่ะ ขอเจ้าหน้าที่เค้าให้ set GPS เป็นภาษาอังกฤษให้ ง่ายขึ้นหน่อย เวลา search ใช้เบอร์โทรจะง่ายสุดค่ะ

แล้วก็ที่ขาดไม่ได้คือ อย่าลืมเสียบบัตรทางด่วน ETC card ซึ่งมีกล่องให้เสียบอยู่ในลิ้นชักหน้ารถนะคะ ^^

พร้อมลุยละคะ...ออกเดินทางกันโลด

ที่หมายแรก ศาลเจ้า Dazaifu Tenman-gū ค่ะ ใกล้นิดเดียว ระยะทางแค่ 15 กิโลจากสนามบิน แต่วันนี้รถติดจิงจังเลยใช้เวลาเกือบชั่วโมง อากาศเย็นสบายกำลังดีค่ะ นักท่องเที่ยวเพียบเลย ดอกซากุระ กับ ดอกบ๊วย เริ่มๆจะออกดอกค่ะ ยังเห็นไม่ชัดมากเท่าไหร่ (ย้ำอีกทีว่าไปเที่ยวช่วงกลางๆเดือน มี.ค.)


มาหาไรทานกันบ้าง ด้านข้างของศาลเจ้ามีถนนคนเดิน ร้านขายของที่ระลึกและอาหารเยอะแยะไปหมด

ได้ลองชิมอยู่นิดหน่อย ตามนี้

อันแรกเลย ก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร แต่เห็นคนญี่ปุ่นต่อคิวยาวก็ไปต่อบ้าง 555

เท่าที่ลองเหมือนแป้งจี่ไฟยัดไส้ถั่วแดง หนึบๆดี แป้งนุ่ม หอมกลิ่นไหม้นิดๆ ถั่วแดงอร่อย เสริฟร้อนๆ สุโก้ยยยย

มีหลายร้านเลยที่ขายแบบนี้ที่ถนนคนเดินหน้าศาลเจ้า Dazaifu แต่ร้านนี้คิวยาวสุด !!!

จากนั้น...ไปอีกร้านที่คิวยาว

เป็นร้านไอติมที่มีหลายรสมากกก รสแปลกๆเพียบ เช่น รสเต้าหู้ รสโซบะ รสงาดำ ใครผ่านมาลองแวะชิมดูนะคะ โคนละประมาณ 350 JPY ค๊าา

และที่ขาดไม่ได้ที่จะต้องมาถ่ายรูปก็คงจะเป็นร้าน Starbuck ที่ตกแต่งร้านได้สวยงามแปลกตากว่าที่ไหนๆ

อ่อ...ได้เจอแก๊งค์สเตอร์ชาวญี่ปุ่นด้วย น่ารักรัวรัว

หิวๆๆๆๆๆ มาถึงมื้อเย็นของวันแรกกันบ้าง คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก Yatai Fukuoka ค่ะ

มาทานแถวๆ Canal City เป็นร้านอาหารแนว local ที่อยู่ติดริมแม่น้ำเลย บรรยากาศดีเฟร่อๆ อากาศก็เย็นสบายยยย เดินผ่านไปผ่านมาหลายรอบ ตัดสินใจอยู่นานว่าจะเข้าร้านไหนดี...มีคิวยาววววทุกร้าน

ในที่สุดก็ได้ร้าน พ่อค้าแอบแซบซะด้วย 5555 ด้วยความที่อยากชิมไปหมดซะทุกอย่าง ก็เลยจัดหนักสั่งทุกอย่าง ราเมง บาร์บีคิว และโอเด้ง แถมมี Asahi มาเพิ่มรสชาติอีกเล็กน้อย 555

ทานหมดไปชุดแรกไม่พอ จัดลิ้นวัวย่างมาอีก...สุโค้ยเจแปนจิงๆ อร่อยทุกอย่างนี่พูดเลย

สนนราคาทั้งหมดสำหรับ 3 คนมื้อนี้ 6,500 JPY ค่ะ... !!! (นี่ราคาร้านข้างถนนหรือนี่ OMG)

ของแถมสำหรับสาวกมูมิน...

แวะมาเดินเล่นที่ Canal City ห้างใหญ่กลางเมือง เจอร้าน Moomin Cafe ให้เราน่งทานอาหารกับเจ้าตุ๊กตา Moomin ยักษ์ค่ะ

แต่คนเต็มร้านเลยขอบาย มาลองชานมไข่มุก Moomin Stand แทนซักแก้ว อร่อยดีนะคะ ดูดเพลินๆ มีปลอกใส่หลอดให้ด้วยน่ารักมาก

วันถัดมาเราไปเที่ยวกันต่อ


หลังจากขับรถออกจาก Fukuoka มาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็จะถึง Yufuin เมืองเล็กๆแต่เต็มไปด้วยเสน่ห์

วันที่พยอดไปเป็นวันอาทิตย์คนเยอะมากกกก คึกคักดีค่ะ ที่นี่หลักๆแล้วจะมีถนนคนเดินยาวๆเส้นเดียวค่ะ ชื่อว่า Yunotsubo มีขนมร้านดังๆให้ชิม และร้านเกร๋ๆให้แวะช๊อปของที่ระลึกเพียบ คือคนชอบถ่ายรูปห้ามพลาดจริงๆ หันไปทางไหน มีมุมสวยๆให้ถ่ายรูปตลอดๆ จะเดินเล่น หรือ เช่าจักรยาน ก็ชิวไปอีกแบบนะคะ

Yufuin Floral Village จะเป็นคล้ายๆหมู่บ้านคนแคระเล็กๆตกแต่งสไตล์เทพนิยายหน่อยๆ น่ารักมากๆค่ะ

นอกจากร้านค้าเก๋ๆแล้ว Yufuin ยังมีทะเลสาปที่สวยงาม Kinrinko และจุดชมวิว Asokuju National Park (Sagiridai Overlook) ด้วยค่ะ


มีรีวิวรวมร้านค้าน่ารักๆที่เมืองกลางหุบเขาอย่าง Yufuin มาฝากค่ะ

http://japan-guides.blogspot.com/2013/04/yufuin_8.html

เอาแผนที่เมืองเล็กๆแห่งนี้มาฝากด้วยค่ะ เผื่อไว้เป็นไอเดียในการเดินทางนะคะ (ขอบคุณภาพจากเว็บนี้ด้วยค๊า)

มาเริ่มกันที่ร้านแรกค่ะ... ทาโกะยากิยักษ์ !!!

อร่อยดีนะคะ ซอสรสชาติกำลังดีเลย สั่งมาลูกเดียวแบบ original ทานกัน 3 คน 55555

ราคาลูกละ 420 JPY ค่ะ

อีกร้านที่แนะนำแบบสุดๆๆๆๆค่ะ ร้านโคโรเกะค่ะ ร้านนี้เหมือนจะได้รางวัลด้วยนะ มีหลายไส้ให้เลือกค่ะ

ลองแบบ potato ธรรมดากับแบบไส้แกงกะหรี่ค่ะ

ราคาชิ้นละ 160 JPY

คหสต. ชอบมากกกกค่ะ กรอบนอกนุ่มใน แทบจะละลายในปาก ฟินค่ะฟิน ต้องลองนะคะ

ในที่สุดก็ถึงคิวร้านเค้กโรลชื่อดังแห่ง Yufuin ค่ะ ชื่อว่าร้าน B-speak

ตอนขับรถผ่านหน้าร้านตอนแรกคิวยาวมากกกก แต่พอหาที่จอดรถได้แล้ว ไปซื้อคิวหายหมดตกใจเลย สรุปว่าที่คิวหดเพราะว่าเค้กโรลชิ้นเล็กหมดค่ะ เหลือแต่ชิ้นใหญ่!! (ส่วนมากคนจะชอบซื้อชิ้นเล็กเพราะว่าแค่ชิมๆ ชิ้นกำลังดี)

แต่ไม่เป็นไร! ยังไงเราต้องได้ชิมเลยจัดมา 1 ชิ้นใหญ่รส original ราคา 1,400 JPY ค่ะ

packaging ดีงามค่ะ มีน้ำแข็งแห้งใส่มาให้ด้วย อยู่นอกตู้เย็นได้ประมาณ 3 ชม.ค่ะ

มาเปิดกล่องกันดีกว่าจากในภาพน้ำแข็งแห้งจะประกบหัวท้ายค่ะ และที่กล่องจะมีป้ายห้อยบอกวันหมดอายุอยู่ด้วย

ด้วยความที่เป็นครีมสด เลยเก็บไว้ได้ไม่นาน งานเข้าสิคะ...ต้องจัดการให้เรียบโดยเร็ว 55555

ได้ชิมไปแล้วรสชาติดีค่ะ คหสต. เนื้อนุ่ม ครีมสดไม่หวานจนเกินไป ทานกับชาร้อนๆซักหน่อย โอมากค่ะ

เอารูปร้านต่างๆตลอดถนนคนเดินที่ Yufuin มาฝากค่ะ บอกเลยว่าเยอะกว่าที่คิดไว้ ถนนยาวมากกก นี่เลือกมาแค่ร้านเด็ดๆนะคะ เดินกันจนขาลากเบย แต่สนุกดีค่ะ แวะร้านโน้นร้านนี่ไปเรื่อยๆ หลากหลายมากค่ะ

ปล.ที่จอดรถหายากมากกกค่ะ ถ้าใครจะขับรถมาแนะนำให้มาเร็วหน่อยนะคะ

ไปต่อค่ะพี่สุชาติ...


พาไปทานร้านเด็ดกันบ้าง ตอนนี้เราขยับมาที่เมืองแห่งน้ำพุร้อนที่ Beppu กันบ้างค่ะ

เราไปทานกันที่ Jigoku Mushi Kobo, Kannawa

มาเมืองน้ำพุร้อนอย่าง Beppu ทั้งที ต้องลองทานอาหารนึ่งจากไอน้ำซักหน่อยค่ะ จุดขายอยู่ตรงที่เราต้องนึ่งเอง ทานเอง และล้างเอง !!!

ขั้นตอนก็ไม่ยากค่ะ

- ดูเมนูที่บอร์ดค่ะ

- กด ticket เมนูที่ต้องการ + ticket อุปกรณ์ในการนึ่ง

- นำ ticket ไปที่เคาเตอร์ เพื่อรับของสด และที่จับเวลาค่ะ

- เอาอาหารสดที่ได้มาไปนึ่งค่ะ ใส่ถุงมือและนึ่งตามเวลาของแต่ละชนิด

- มีจาน + ซอส บริการตัวเองค่ะ

- ทานเสร็จแล้วก็อย่าลืมเอาอุปกรณ์ทั้งหมดไปล้างนะคะ

สั่งมาชิม 3 อย่างค่ะ หมูสไลด์ / ข้าวหน้าหมู / ข้าวหน้าปลาไหล ค่ะ

อร่อยดีนะคะ ไม่เหม็นกลิ่นกัมมะถัน สนนราคา 3 อย่างประมาณ 4,000 JPY ค่ะ

สำหรับเมือง Beppu หากเรามองเมืองจากมุมสูงจะเห็นควันพุ่งๆๆๆๆๆออกมาทั่วเมืองค่ะ

ได้แวะไปชมบ่อน้ำพุร้อนใน Beppu อยู่ 2-3 ที่

สารภาพว่าส่วนตัวแล้วแอดมินไม่ค่อยอินกับบ่อน้ำพุร้อนเท่าไหร่นัก เลยไม่ได้ไปครบ 8 บ่อค่ะ เลือกไปแค่ 2 บ่อที่สีสวยๆและใกล้ที่พักค่ะ

บ่อแรกเป็นบ่อสีฟ้า Umi Jigoku ค่ะ บ่อนี้กว้างมากค่ะ นอกจากจะมีบ่อสีฟ้าแล้ว ยังมีบ่อสีเลือด(จางๆ)ด้วย แถมยังมีสวนสวยและที่แช่เท้าฟรีอีกต่างหาก...

ถ้าเดินเข้าไปจนสุดก็จะเจอศาลเจ้าเล็กๆด้วย รวมๆแล้วบ่อนี้สวยมากค่ะ

อีกบ่อที่แวะไปอยู่ติดกันเลยค่ะ Oniishibozu Jigoku หรือบ่อโคลนนั่นเองค่ะ เห็นแปลกดีก็เลยลองเข้าไปดูค่ะ บ่อนี้ควันอาจจะพุ่งไม่เท่า แต่โคลนนี่ปุดๆๆๆๆเลยค่ะ 5555

ค่าเข้าแต่ละบ่อ 400JPY ต่อคนค่ะ

แต่ถ้าใครอยากเข้าครบ 8 บ่อเลย มีบัตรแบบเหมาราคาจะถูกกว่าค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.japan-guide.com/e/e4702.html

ต่อจาก Beppu เราขับรถต่อไปกันที่ Kurokawa Onsen เมืองออนเซนเล็กๆที่มีเสน่ห์มากๆค่ะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ขับรถจาก Beppu มาถึงค่ะ ผ่านเส้นทางแบบ local ได้เห็นบ้านเรือนแถบต่างจังหวัดค่ะ


เมืองนี้ใครชอบออนเซน ต้องมานะคะ มีซื้อตั๋วออนเซนแบบเหมา 3 ที่ในราคา 1,300 JPY (แต่ถ้าซื้อแยกจะที่ละ 500 JPY ค่ะ)

ใส่ยูกะตะเดินกันในเมืองได้เลยค่ะ วันนี้หนาวมากด้วย...ฟินค่ะฟิน

ร้านเด็ด ณ Kurokawa Onsen คือร้านนี้ขายขนมเบเกอรี่ แต่ที่เด็ดมากๆคือ Choux Cream นั่นเองค่ะ เห็นคนเดินถือทานกันเพียบ อดไม่ได้เลยไปจัดมาชิมค่ะ คหสต. อร่อยดีค่ะ กรอบนอก ครีมข้างในอัดแน่นทะลักกันเลยทีเดียว ถ้าใครได้แวะไป Kurokawa Onsen ลองไปชิมดูนะคะ


ของหวานแล้ว มาหาของคาวบ้าง

อีกร้านที่แนะนำที่ Kurokawa Onsen คือร้านนี้เลยค่ะ (จำชื่อร้านไม่ได้จริงๆ) ร้านอยู่ตรงมุมถนน ติดกับสะพานที่เป็น landmark ของที่นี่เลยค่ะ หน้าร้านจะมีน้องหมีคุมะมงห้อยอยู่ค่ะ

พอเข้าไปในร้าน...เจอคุมะมงตัวหย่ายยยยยนั่งรออยู่ที่หน้าบาร์เลยค่ะ น่ารักมั้ยยยย...

ที่นี่อาหารแนะนำคือ ข้าวแกงกะหรี่เนื้อม้าค่ะ เลยสั่งมาลองซักหน่อย

หน้าตาเหมือนแกงกระหรี่ทั่วไปค่ะ แต่มีเนื้อมาผสมอยู่ในแกงกระหรี่เลย

รสชาติก็อร่อยดีนะคะ เนื้อนุ่ม เปื่อย ไม่เหม็นค่ะ

ไปต่อค่ะ อีกหนึ่งใน highlight ของทริปนี้...


ขับรถผ่าน landscape สวยๆจาก Kurokawa Onsen ไปยัง Mt.Aso ภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือควันปะทุปุดๆๆๆๆๆลอยขึ้นฟ้าแบบ non-stop ค่ะ

บอกก่อนค่ะว่าตอนที่ไปนั้น Ropeway ที่จะขึ้นไปดูปากปล่องภูเขาไฟปิดค่ะ ก็เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว แถมตรงสถานี roapway นี่เขม่าควันดำเต็มพื้นถนนไปหมดค่ะ เข้าตา เข้าปาก ไปตามๆกัน...

แต่อีกจุดที่สวยมากกกกกกกกกกกกกก็คือ จุดชมวิวอันก่อนที่จะถึงสถานี ropeway ค่ะ

จุดนี้จะมีที่ให้นักท่องเที่ยวขี่ม้าด้วย จะมีเจ้าหน้าที่เดินจูง รอบเล็กราคา 1,500 JPY ค่ะ ได้ลองแล้ว...ชอบมาก

ตรงจุดนี้จะเป็นเนินเขากว้างใหญ่มีแอ่งน้ำเล็กๆอยู่ใจกลางค่ะ เราสามารถเดินขึ้นเนินไปเพื่อดูวิว Mt.Aso ได้แบบชัดเจน

ที่นี่ประทับใจมากจิงๆค่ะ...เกินกว่าที่คาดไว้ค่ะ ให้คะแนน 10/10 ไปโล้ดค่ะ

ปล. ขอเตือนนะคะว่าเตรียมเสื้อผ้าให้พร้อมอากาศหนาวมากเพราะลมแรงจิงไม่ค่ะ มือนี่เย็นจนเหี่ยวเลย 5555

มารีวิวต่อกันแบบรัวรัวค่ะ

หลังจาก Mt.Aso แล้วเรามุ่งตรงมาที่ Takachiho Gorge ค่ะ อยู่ใน Miyazaki Perfecture

ที่นี่เราจะได้ใกล้ชิดธรรมชาติกันแบบสุดๆด้วยการพายเรือเข้าไปทางช่องเขาที่มีน้ำตกตกลงมาค่ะ...

สวยงามมากค่ะ อากาศที่นี่กำลังดีค่ะ เย็นสบายไม่หนาวเหมือน Aso !!!

เรือลำนึงนั่งได้ 2-3 คนค่ะ 30 นาที ราคา 2,000 JPY แต่คนพายต้องแข็งแรงหน่อยนะคะ พายไปซักพักแขนจะเริ่มหมดแรง 5555

ปล.ดูในรูปเหมือนน้ำตกสูงมากใช่มั้ยคะ...แต่พอไปเห็นจริงๆแล้วไม่สูงเท่าไหร่นัก (ในความรู้สึกนะ)

เกือบจะจบวันที่ 3 ของทริปแล้วค่ะ มาขอสรุปเรื่องการขับขี่ในคิวชูกันซักเล็กหน่อย (เท่าที่ได้สังเกตมา)


1. คนคิวชูขับรถเร็ว (กว่าฮอกไกโด)

2. เวลาถึงแยกแล้วจะต้องเลี้ยวขวา ต้องกะจังหวะให้ดี เพราะในเวลาเดียวกัน จะปล่อยรถทางตรงฝั่งตรงข้ามมาด้วย (รอให้ทางตรงไปหมดก่อน ค่อยเลี้ยว)

3. แล้วไฟเลี้ยวขวาล่ะ? บางแยกมี แต่ส่วนใหญ่ไม่มี แง่ว !

4. Yufuin ถ้าขับรถไป อาจต้องวนหาที่จอดรถนานหน่อย ถนนแคบ คนเดินเยอะ ที่จอดเต็ม (ถ้ามาชน เสาร์ หรือ อาทิตย์)

5. Beppu เมืองเป็นภูเขา ถนนหลัก เข้าเมืองจะลงเขา ถ้าออกนอกเมืองไปออนเซนจะขึ้นเขา (สูงมาก)

6. จาก Beppu ไป Kurokawa ทางดี ขับสบาย

7. จาก Kurokawa ไป Aso จะเป็นทางราบช่วงแรก ที่เหลือ ขึ้นเขา

8. จาก Aso ไป Takachiho ลงเขารัวรัว

9. จาก Takachiho ไป Miyasaki เป็นเส้น Local ช่วงแรก ขับเรื่อยๆ 100 km สุดท้าย เป็นทางด่วนยาวๆ

10. ทางด่วน ถ้า 2 เลน เท่าที่สังเกต เลนซ้ายจะ 100 เลนขวาจะ 150

11. สปีดลิมิต เห็นป้ายเท่าไหร่ คนที่นี่จะขับ +20

12. ตรงไหนที่เป็นเลนเดียวสวนกัน ขับต่อคิวไปเรื่อยๆ จะมีช่วงทางเป็น 2 เลนให้แซงกันเป็นช่วงๆ ระยะประมาณ 2 km แล้วจะกลับเป็นเลนเดียวเหมือนเดิม

13. ที่เล่ามา ทางราดยางทั้งหมดค่ะ

14. GPS ติดรถ ที่นำทางโดย phone number หรือ Mapcode บางที่ก็ตรง บางที่ก็ไม่ ควรทำการบ้านให้ดี หรือ cross check กับ google map ก่อนเดินทางค่ะ


จาก Takachiho Gorge วันนี้เรามานอนกันที่ Miyazaki ค่ะ เป็นเมืองใหญ่อีกเมืองบนเกาะคิวชูค่ะ

เมนูขึ้นชื่อของเมืองนี้ก็คือ chicken namban ค่ะมีขายแทบจะทุกร้าน

เท่าที่ลองสั่งมานะคะ เป็นไก่ทอดชิ้นใหญ่(มาก) ราดด้วยซอสรสชาติคล้ายน้ำสลัดแต่เหมือนมีอะไรบางอย่างทำให้มันโคตรอร่อยค่ะ 5555

เสริฟพร้อมสลัดผัก สปาเก็ตตี้หน่อยนึง และข้าวญี่ปุ่นหนึ่งจาน

ลองสั่งมา 2 ชุด แต่อีกชุดจะเป็นเนื้อเบอร์เกอร์ครึ่งนึงค่ะ

ราคาจานละ 1,010 JPY

ทานกัน 3 คน อิ่มมมมมมค่ะ

ถ้าได้มา Miyazaki อย่าลืมลองทานดูนะคะ

วันที่ 4 ของการเดินทางแล้วค่ะ


เราออกจากเมือง Miyazaki ขับลัดเลาะลงมาทางตะวันออกของเกาะคิวชู มุ่งหน้ามาจุดหมายแรกคือ Aoshima Island ค่ะ

เป็นเกาะเล็กๆที่ห่างออกไปจากตัวเมืองเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นค่ะ อากาศหนาว ลมแรง เดินข้ามไปเกาะกันหน้าชาเลยค่ะ 5555

บนเกาะมีศาลเจ้าอยู่ด้วย มีร้านขายของที่ระลึกเล็กๆตั้งอยู่ริมทะเล แสงแดดที่ตกกระทบกับแนวโขดหินรูปร่างประหลาดตลอดชายฝั่ง ทำให้เกาะเล็กๆแห่งนี้รวมๆแล้วสวยและคุ้มที่ได้แวะมาค่ะ

จุดต่อไปที่เราไปกันก็คือศาลเจ้า Udo-jingu Shrine ค่ะ

เป็นศาลเจ้าที่อยู่ตรงหน้าผาพอดี สวยมากกกจิงๆค่ะ

ระหว่างทางที่ขับรถไป จะเป็นถนนเส้นเลียบทะเลไปเรื่อยๆเลย สุดยอดค่ะ

ศาลเจ้าแห่งนี้ ผู้คนจะมาขอพรเรื่องความรักกันค่ะ

และก็ยังมีคล้ายๆก้อนดินปั้นเล็กๆไว้ให้เราลองโยนลงไปในหลังเต่าด้วยค่ะ

จากศาลเจ้าเราขยับกันมาอีกนิดนึงค่ะ ห่างกันไม่ถึง 2 กม. มาที่ Sun Messe Nichinan ค่ะ


เป็นสวนริมหน้าผาติดทะเลที่มีรูปปั้นโมอายตัวใหญ่เรียงรายอยู่ค่ะ

ที่นี่เสียค่าเข้าคนละ 700 JPY ค่ะ

สำหรับเราเอง บ่องตงว่าไม่คุ้มค่ะเพราะมีเวลาอยู่ที่นี่น้อย เลยไปแค่ดูโมอายอย่างเดียว

แต่ถ้าใครมีเวลาเยอะๆหน่อย ไปเดินเล่นได้นานๆ ชมวิวจุดนั้นจุดนี้ก็จะคุ้มเลยล่ะคะ

ลองตัดสินใจดูนะคะว่าจะไปมั้ย

เอาละคะ...มาถึงอีกหนึ่งสิ่งที่ที่อยากทำนั่นคือการขับรถลงเรือเฟอรี่เพื่อข้ามฝั่งจาก Sakurajima ไป Kagoshima (สำหรับคนที่อยากลองนะคะ เพราะจริงๆแล้วถ้าขับขึ้น expressway ไปเรื่อยๆจะเร็วกว่า!!)


จาก Miyazaki ขับยิ่งยาวลงมาจนถึง Sakurajima เป็นเกาะที่มีภูเขาไฟที่ยัง active อยู่ และเคยมีการระเบิดจนลาวาไหลลงมาจนเชื่อมกับแผ่นดิน เลยทำให้สามารถขับรถมาได้เลยค่ะ

บรรยากาศรอบๆ Sakurajima นี่เงียบๆค่ะ เมืองแถวนี้เถ่าภูเขาไฟเต็มไปหมดเลย

มาเล่าขั้นตอนการเอารถลงเรือเฟอรี่ดีกว่า

- ขับรถตรงมาที่ Sakurajima Ferry Port เลยค่ะ จะมีช่องให้จ่ายค่าบริการ (เหมือนช่องทางด่วน)

- คุณลุงในตู้จะคำนวนค่าใช้จ่าย มา 3 คน+รถ 1คัน ราคา 1,470 JPY

- ขับตรงเข้ามาเรื่อยๆ ตามช่องเลย จะมีเจ้าหน้าที่ยืนโบกอยู่ค่ะ

- รอคิวจนเค้าให้ขับเข้าไปในเรือ พอจอดแล้วจะมีหินมาวางกั้นล้อให้ค่ะ

เป็นอันเรียบร้อย ส่วนคนสามารถขึ้นมานั่งรอในล๊อบบบี้ด้านบนเรือได้ค่ะ

เรือจะใช้เวลา 20 นาทีก็ถึงล่ะคะ

ใครอยากลอง...ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ดีๆนะคะ

เอาตารางเวลาเรือ ferry ข้ามจาก Sakurajima - Kagoshima มาฝากค่ะ สำหรับใครที่ลอง route นี้ดูบ้าง


มาถึง Ibusuki แล้วค่ะ...


ถึงปุ๊ปพุ่งเข้าร้าน Soumen Nagashi บะหมี่น้ำวนกันเลย !!!

มันคือบะหมี่เย็นนั่นเองค่ะ แต่ที่เด็ดคือเราต้องเอาเส้นมาแกว่งในน้ำวนกันก่อน

เส้นนุ่มหนึบอร่อยมากค่ะ มีหลาย set ให้เลือกค่ะ มีข้างเคียงแตกต่างกันไป เช่น ปลาย่าง หมูบาร์บีคิว หมูสามชั้น ปลาดิบ

อร่อยลืมค๊าาา ^^

ร้านอยู่ตรงป้ายรถเมล์ Tosenkyo

เปิด 09.30-17.00 น. ค่ะ

ทานกันอิ่มท้องแล้ว ตกเย็นไปดูวิวกันเถอะ


Cape Nagasakibana เป็นอีกที่นึงที่เหนือความคาดหมายค่ะ ที่แห่งนี้เป็นแหลมล่างสุดๆๆๆๆของเกาะคิวชูค่ะ

จากตัวเมือง Ibusuki ขับรถลงใต้ไปประมาณครึ่งชั่งโมง ก็ถึงแล้ว

ตรงแหลม Nagasakibana จะมีประภาคารอยู่ตรงปลายแหลม และที่เด็ดยกกำลังสองคือสามารถมองเห็นวิว Mt.Kaimondake แบบเต็มๆค่ะ

พีหยอดไปถึงช่วงพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน บรรยากาศดีมาก ลมแรงมากเช่นกันค่ะ การมาตอนเย็นดีอย่างคือไม่มีคนค่ะ 5555 สวนทางกับรถทัวร์นักท่องเที่ยวพอดี

จากประภาคารมีทางเดินลงไปตรงลานหินข้างล่างด้วย... ใครอยากลงไปเหยียบสุดติ่งคิวชูนี่จัดไปเลยค่ะ

ปล.ตรงนี่ก็ยังมีศาลเจ้าให้เราได้ไหว้กันด้วยค่ะ

เหตุผลที่ตัดสินใจขับรถยาวไกลลงมาสุดติ่งเกาะคิวชูก็เพื่อสิ่งนี้ค่ะ


Ibusuki Sand Bath ออนเซนทรายร้อนสีดำริมหาด...ที่ Ibusuki Natural Hot Sand Bath

สุโค้ยมากๆ นอนเอาทรายทับตัวริมทะเล 10 นาทีก็ฟินเฟร่อค่ะ

พอไปถึงเราต้องไปที่เคาเตอร์ก่อนค่ะเพื่อจ่ายตังค์และรับชุดยุกะตะเพื่อเปลี่ยน คนละ 920 JPY + ค่าผ้าขนหนูผืนเล็ก 110 JPY (ถ้ามีไปเองก็ไม่ต้องซื้อค่ะ)

จากนั้นก็ไปเปลี่ยนชุดกันโลด No Underwear นะคะ ตรงห้องเปลี่ยนชุดจะมีตู้ล็อคเกอร์ให้ใส่ของฟรีค่ะ

เปลี่ยนชุดแล้วก็ลุยเลยค่ะ เดินหนาวกันออกมาริมหาด จะมีเพิงเรียงยาวววเลยค่ะ

เดินเข้าไป เจ้าหน้าที่จะเรียกเราเข้าไปนอนเลยค่ะ ฝากมือถือให้เค้าถ่ายรูประหว่างนอนได้นะคะ ทุกคนรู้มุม 555

นอนออนเซนซัก 10-15 นาทีกำลังดีค่ะ

เสร็จแล้วเข้ามาอาบน้ำล้างตัวแช่ออนเซนน้ำแร่ต่ออีกหน่อย เปลี่ยนเสื้อผ้ากลับมาเป็นอันเสร็จพิธีค่ะ

ใช้เวลาที่นี่รวมๆแล้วประมาณ 1 ชม.ค่ะ สบายมากจริงๆ อากาศข้างนอกหนาวมาก แต่พอออนเซนทรายเสร็จแล้วอุ่นเลยค่ะ

ประทับใจมากถึงมากที่สุด ไม่เสียแรงที่มาไกลถึง Ibusuki ค่ะ

มาสรุปเส้นทางกันซะหน่อย...


การขับรถวันที่ 4 เส้นทาง Miyasaki - Aoshima - Sun messes - Udo shrine - Mt.Sakurajima - take ferry to Kagoshima - Ibusuki

เส้นทาง Aoshima - Sun Messes - Udo shrine เป็นเส้น local และเลียบทะเล วิวสวยมากค่ะ

จาก Udo shrine ไป Mt.Sakurajima ตัดสินใจวิ่งย้อนกลับทางเดิม เพื่อไปขึ้นทางด่วนก่อนเข้าเมือง Miyasaki วิ่งไปซัก 30 km ก็กลับไปเส้น local เหมือนเดิม

เส้นทางเพื่อไป Mt.Sakurajima มีช่วงวิ่งผ่าเมือง รถและไฟแดงจะเยอะหน่อย ค่อยๆไปเรื่อย พอหลุดจากเมืองจะพอทำความเร็วได้ ช่วงสุดท้ายจะลงเขาแล้วเข้าเส้นเลียบทะเล เมื่อเข้าเส้นเลียบทะเล วิวฝั่งขวามือจะเป็นวิวภูเขาไฟฝั่งที่ประทุอยู่ วิวสวยมากๆ

จาก Mt.Sakurajima วิ่งไปตามทางจะไปเจอท่า Ferry วิ่งไปตามทางจนขึ้นเรือข้ามฟากได้เลยค่ะ

พอข้ามมา Kagoshima ก็วิ่งเส้น local ต่อค่ะ ช่วง Kagoshima จะเป็นเขตเมืองยาวๆไปทางใต้ รถและไฟแดงจะเยอะ แต่พอหลุดได้วิ่งไปเรื่อยๆจะเป็นเส้นเลียบทะเล ระยะทางถึง Ibusuki ประมาณ 40 km แต่ใช้เวลาขับประมาณชั่วโมงนิดๆเลยทีเดียว


เดี๋ยววันถัดไป...จะยิงยาวรัวรัวไป Kumamoto ค่ะ
ไปเที่ยวกันต่อรัวรัวเลยค่ะ

วันนี้ขับรถเส้นทาง Ibusuki - Kagoshima - Kumamoto

การขับรถใน Ibusuki จะขับง่าย เพราะมีป้ายบอกทางจุดท่องเที่ยวตลอด ถ้าตาม GPS จะให้เราเลี้ยวเข้าถนนเล็กตลอด เพลีย!!!

ขับออกจาก Ibusuki มาทานกลางวันที่ Kagoshima ใช้เส้น local ตลอดทางค่ะ

จาก Kagoshima มา Kumamoto จะเป็นเส้น express way ยาวๆ ค่าทางด่วนประมาณ 4 พันเยนนิดๆ ระยะ 170 km ให้ระมัดระวังบางช่วงที่เป็นอุโมงค์ บางอุโมงค์ยาว 6 km และเป็นทางลงเขาตลอดทาง ไม่ต้องใช้ความเร็วมากนักนะคะ ขับขี่ปลอดภัยดีที่สุดค๊าาา

ลงทางด่วนแล้วขับเข้าเมือง Kumamoto ประมาณ 10 km ค่ะ รถเยอะหน่อย

ไป Kumamoto castle เท่าที่วนรอบปราสาทมา จะมีทางให้รถจอดอยู่แค่จุดเดียว สังเกตป้ายเอานะคะ เป็นป้ายภาษาอังกฤษ จะเป็นทางขึ้นเนิน เข้าไปกดตั๋วบัตรจอดรถ ที่จอดเยอะมาๆค่ะ ค่าจอดก็ไม่แพง

ค่าเข้าปราสาทคนละ 200 เยน ถูกกว่าค่าข้าวปั้นใน 7-11 ซะอีก อิอิ คุ้มแสนคุ้มครับ สวยมากๆ

มื้อเย็นวันนี้ที่นี่ค่ะ ชื่อร้านว่า Katsuretsutei เห็นในเว็บมีคนมารีวิวกันมากมายเหลือเกินสำหรับความอร่อยของทงคัทสึร้านนี้... เพราะฉะนั้น ต้องลองค่ะ!!! (เห็นมีป้ายรางวัลโน้นนี่ด้วย)


ร้านอยู่ย่านถนนคนเดิน Shimotori ค่ะ

มาถึงมีคิว เราต้องเขียนชื่อลงคิวเอง

พอได้โต๊ะมา...พนักงานเห็นเราหน้างงเลยเอาเมนูภาษาอังกฤษมาให้ค่ะ

เราพยายามให้ทุกภาษาทั้งภาษาพูด ภาษาชี้ เอารูปให้ดู แต่...พนักงานก็ยังงง T_T

Set menu ที่นี่จะเติมผัก เติมข้าว เติมซุป ไม่อั้นคะ แนะนำว่าสั่งคนละ set ไปเลยดีกว่า

จิ้มๆไป 3 set ได้อะไรมาบ้าง ดูได้จากในรูปนะคะ มีทั้งแบบหมูติดมัน ไม่ติดมัน

คหสต. โดยรวมก็อร่อยดีค่ะ หมูชิ้นใหญ่มากกก ทานไปเรื่อยๆอาจจะเริ่มรู้สึกว่ามันเกินไป 5555

แต่ถ้าได้มาถึง Kumamoto ก็ต้องลองซักทีนะคะ

วันรุ่งขึ้นเรายังมีเวลาอยู่ที่ Kumamoto อีก 1 วันค่ะ


มาถึง Kumamoto ทั้งทีต้องไปทักทายเจ้าถิ่นซะหน่อยที่ Kumamon Square ค่ะ

อยู่ชั้น 1 east Building ห้าง Tsuruya กลางเมืองเลยค่ะ

จะมีโชว์น้องหมีคุมะมงเป็นรอบๆ ก่อนมาลองเช็ครอบดูก่อนนะคะ ตอนนั้นพีหยอดมาดูรอบ 11.00 น. ค่ะ เข้าดูฟรี

คุมะมงน่ารักมากค่ะ เต้นจัดเต็มมากๆ พ่อแม่พาเด็กมาดูเพียบเลย เราจะได้ใกล้ชิดคุมะมงแบบสุดๆ ตอนสุดท้ายเข้าคิวถ่ายรูปกับคุมะมงได้ด้วยค่ะ

ของที่ระลึกคุมะมงที่นี่ราคาจะสูงกว่าข้างนอกค่ะ แนะนำว่าถ้าอยากหาซื้อของฝาก ไปซื้อที่แถว kumamoto castle หรือ สวน Suizenji จะดีกว่าค่ะ ถูกกว่าและมีหลากหลายกว่าด้วยค่ะ

หลังจากนั้นเราแวะไปเดินเล่นที่สวน Suizen-ji มาค่ะ เสียค่าเข้าคนละ 400 JPY


มีอาหารปลาให้ซื้อด้วย เผื่อใครอยากให้อาหารค่ะ เดินชิวๆไปเรื่อยๆ ช่วงที่ไปกลางๆเดือนมีนาคม ต้นซากุระเริ่มบานแล้วค่ะ ถ้าบานแบบเต็มๆเมื่อไหร่คงจะสวยมากๆเลย

จากนั้นพอบ่ายๆ เราก็ออกเดินทางกันต่อค่ะ


จาก Kumamoto เราขับรถกันยาวๆๆๆขึ้นมาแวะเมือง Ureshino ในจังหวัด Saga เพื่อผ่านไป Nagasaki ที่นอนของเราคืนนี้ค่ะ (เดี๋ยวจะมีอีกวันที่เราจะได้เที่ยวใน Saga กันแบบเต็มๆ)

เรามาแวะขอพรกันที่ Yutoku Inari Shrine เป็นศาลเจ้าที่สร้างอยู่บริเวณเนินเขา สวยงามแปลกตาไปอีกแบบค่ะ

สถานที่แห่งนี้เคยเป็นฉากในหนังเรื่อง Timeline และซีรี่ ซากะ...ฉันจะคิดถึงเธอ ก็มาถ่ายทำที่นี่ค่ะ (ขอแอบตามรอยนิดนึง)

พอตกเย็นเราก็เดินทางมาถึง Nagasaki มาถึงแล้วพอมีเวลาเลยแวะไป Nagasaki Peace Park สวนสันติภาพนางาซากิ ทันทีค่ะ


สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหยื่อจากเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูที่เสียชีวิตค่ะ

ปล. มาช่วงเย็นดีอย่าง...ไม่มีคนเลยค๊าาาา 5555

และที่หมายสุดท้ายสำหรับค่ำคืนนี้ที่ Nagasaki ก็คือ การขึ้นมาชมวิวสีสันเมือง Nagasaki ยามค่ำคืนบน Mt.Inasa ค่ะ


ค่า ropeway กระเช้าไป-กลับคนละ 1,230 JPY ค่ะ หรือจะขับรถขึ้นมาถึงจุดชมวิวเลยก็ได้ค่ะ แต่แนำนำให้นั่งกระเช้าค่ะ ได้เห็นวิวระหว่างที่อยู่บนกระเช้าสวยงามมาก เวลากลางวันและกลางคืนให้บรรยากาศต่างกัน เสียดายไม่ได้มาชมวิวตอนกลางวัน ถ้ามีโอกาสคงต้องมาซ้ำอีกซักรอบ

อากาศบนนี้หนาวมากกกก ลมแรง บรึ๊ยยยย เตรียมเสื้อกันหนาวไปให้พร้อมนะคะ

เช้าวันรุ่งขึ้นที่ Nagasaki


เช้านี้มาเดินเล่นแถวสะพาน Meganebashi สะพานที่เวลาสะท้อนกับน้ำแล้วจะเรียกว่าเป็น "สะพานแว่นตา" ค่ะ

บริเวณนี้จะเป็นโค้งแม่น้ำยาวเลยค่ะ มีสะพานข้ามแม่น้ำตลอดทางหลายสะพาน เราสามารถลงไปเดินเล่นด้านล่างได้

ตรงสองฝั่งของแม่น้ำจะมีหินเรียงอยู่เพียบค่ะ แต่จะมีหินรูปหัวใจซ่อนอยู่ด้วย ต้องไปหาให้เจอนะคะ หาไม่ยาก แต่ถ้าหาไปนานอาจจะตาลาย !

และแถวๆนั้นจะมีคุณยายขายไอติมรูปดอกไม้รถเข็นด้วยค่ะ เลยอุดหนุนคุณยายมาอันละ 150 JPY อร่อยดีค่ะ หนาวๆแล้วซัดไอติมเย็นๆนี่อุ่นเบยย

หลังจากที่ตามหาหินรูปหัวใจเจอแล้ว จะเป็นการตามรอบซีรี่ ซากะ...ฉันจะคิดถึงเธอ ค่ะ ช่วงที่ไปเที่ยวคิวชู ซีรี่เรื่องนี้เพิ่งจบไปหมาดๆ แต่ที่เที่ยวแต่ละที่ในซีรี่บอกได้เลยว่าสวยงาม และนักท่องเที่ยวยังไปกันไม่มาก เลยทำการบ้านอย่างหนักหน่วงเพื่อไปตามรอยแหล่งท่องเที่ยวแบบในซีรี่ให้ได้ จนได้ไปที่เหล่านี้ค่ะ.......


หมายแรกในตามรอยซีรี่ ซากะ...ฉันจะคิดถึงเธอ เรามากันที่ตลาดเช้า Yobuko Morning Market ค่ะ

เป็นตลาดขายอาหารทะเลที่ใหญ่มากเลย อยู่ติดกับท่าเรือเมือง Yobuko

อาหารทะเลที่นี่สดๆทั้งนั้นค่ะ

แต่มาถึงช้าไปนิด ตลาดเลยจะวายแล้ว... ตลาดปิดเที่ยงค่ะ แต่ก็ยังพอได้เห็นอะไรเด็ดๆอยู่บ้าง

เจอร้านคุณยายคนนึงยังไม่เก็บร้านเลยพุ่งเข้าไปจัดหอยนางรมณ์กับหอยเม่นแบบสดๆราดโชยุ ราคา 1,500 JPY ค่ะ

เนื้อหอยกรอบมาก ไม่คาว ฟินมากค่ะ

ตามรอยซีรี่กันต่อที่ Cape Hado หรือ Hado Misaki ค่ะ ขับรถไปไม่ไกลจาก Yobuko ค่ะ


เป็นแหลมสุดทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะคิวชู บรรยากาศดีมากค่ะ เป็นเนินทุ่งหญ้ากว้างบนเขา

จุดนี้มีประภาคารที่เราสามารถลงไปดูปลาใต้ทะเลได้ด้วยค่ะแต่ต้องเสียค่าเข้านะคะ

ดื่มด่ำบรรยากาศเสร็จแล้ว ขับรถกลับมาที่ Yobuko อีกทีค่ะ ทั้งเมืองมีแต่ปลาหมึกๆๆๆๆ ก็คงต้องจัดซะหน่อยล่ะ


ปลาหมึกใส อิคิซูคุริ (Ikizukuri) จากทะเล genkai ภาคเหนือของ saga !! สดมากกกกกกกก สั่งมา 1 ชุดราคา 2,800 JPY ค่ะ

ตอนแรกจะมาเป็นปลาหมึกใสแบบซาชิมิก่อนค่ะ หนวดนี่ยังดึบดึ๋ยอยู่เลย

พอเราทานส่วนที่ทานสดๆหมดแล้ว ทางร้านจะเอาส่วนที่เหลือไปทำเป็นเทมปุระให้ค่ะ อร่อยมากจริงๆค่ะ ถึงถิ่นแล้วต้องห้ามพลาดนะคะ

เมนูนี้หาทานได้แทบทุกร้านเลยค่ะเพราะเป็นเมนูประจำเมือง ในร้านจะมีบ่อปลาหมึกให้จับเลยด้วย

มาทานร้านตรงด้านหน้าเข้า Yobuko Lodge ค่ะ เป็นทางผ่านเพื่อเค้าเมือง Yobuko เลยค่ะ

ซากะยังไม่จบแค่นี้นะคะ...ไว้จะพาไปเที่ยวต่อ อีกแพร๊บเดียวก็จะจบทริป Kyushu Mission แล้วค่ะ

ไปเที่ยว Saga กันต่อค่ะ

ที่นี่แหละค่ะที่เฝ้ารอจะมา...

Kagamiyama Observatory นั้นเอง จุดนี้จะได้เห็นวิวพาโนราม่าของเมือง Karatsu ที่มีแนวต้นสนคั่นทะเลกับเมืองไว้เพื่อกันทรายที่จะพัดเข้ามาในเขตเมืองค่ะ ที่นี่เข้าฟรีค่ะ แต่ขับรถขึ้นมาวกวนหน่อยค่ะ ระหว่างทางมีต้นซากุระเพียบเลย แต่ตอนที่ไปยังไม่ค่อยบานเท่าไหร่ค่ะ

สวยมากจิงๆ

เห็นนักท่องเที่ยวบางคนเดินขึ้นเขาก็มีนะคะ ฟิตมากๆเลย

ที่หมายสุดท้ายก่อนมุ่งหน้ากลับ Fukuoka วันนี้คือ Karatsu Burger นั่นเองค่ะ เห็นหลายรีวิวบอกว่าเด็ดเลยต้องจัดซะหน่อยค่ะ


ร้าน Burger นี้เป็น food truck จอดอยู่กลางป่าสนค่ะ (อันที่บอกไปตอนต้นว่าเป็นแนวต้นส้นคั่นทะเลกับเมืองนั่นเอง)

อยู่บนเส้นทางมุ่งหน้า Karatsu castle ค่ะ ใครแวะเข้ามาเมืองนี้ ต้องมาจัดให้ได้นะคะ

ราคาไม่แพงมาก ถือเป็น snack พักรถก่อนออกเดินทางไปที่หมายถัดไปได้ดีทีเดียว...

สั่งอาหารที่รถ แล้วก็มานั่งรอค่ะ มีทีนั่งอยู่ตามแนวต้นสนพอสมควร หรือถ้าที่นั่งเต็มบางคนก็ชิวๆเปิดท้ายรถนั่งทางก็มี

เดี๋ยวจะมีพนักงานนำอาหารมาเสริฟให้ถึงที่เลยค่ะ

และแล้วทริปนี้ก็เดินทางมาถึงวันสุดท้ายค่ะ เรากลับมาที่ Fukuoka กันอีกคืนเพื่อเตรียมบินกลับเมืองไทยในวันรุ่งขึ้น...


เมื่อเรานำรถเช่าไปคืนเป็นที่เรียบร้อย ก็อย่าลืมเอา pocket wifi กับ ETC card ที่เช่าไว้ใส่ซองที่ให้มาด้วยตอนแรก ส่งไปรษณีย์ด้วยนะคะ

แค่หย่อนลงตู้ไปรษณีย์ที่สนามบินก็เรียบร้อยล่ะค่ะ ไม่ยากเย็น

พอเราคืนทุกสิ่งอย่างเรียบร้อย เราต้องต่อรถ shuttle bus ไป international terminal โดยขึ้นรถที่หน้า domestic terminal จะมีป้ายบอกชัดเจนค่ะมาสรุปสิ่งที่ประสบพบเจอใน Kyushu Mission กันซักหน่อย

1. ร้านสะดวกซื้อ 7-11 , Lawson , Family Mart ทุกเมืองจะมีที่จอดรถ

2. ร้านสะดวกซื้อ บางที่มีห้องน้ำ และ ที่ให้ทานอาหาร

3. ข้าวกล่อง 7-11 แซ่บที่สุด

4. เวลาซื้อข้าวกล่อง พนักงานจะถามเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อนว่า จะอุ่นหรือเปล่า (เดาเอา) พยักหน้าไปก่อนเลยค่ะ อิอิ

5. เวลาเข้าร้านอาหาร วิธีที่จะสั่งอาหารได้สะดวกสุด คือถ่ายรูปอาหารหน้าร้าน แล้วเอาให้พนักงานดู (บางทีเมนูในร้านไม่มีรูป)

6. ที่คิวชู ในเมือง คนจะขับรถกันเร็ว แต่ก็ยังมีมารยาทในการขับขี่ และให้ทางเสมอ

7. ขับรถข้ามเมือง ใช้ทางด่วนจะประหยัดเวลาที่สุดค่ะ (ในตัวเมืองรถติดและไฟแดงเยอะ)

8. พนักงานโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร ทุกที่ที่ไป service mind ล้วนๆ ประทับใจมากกก

9. ตู้กดน้ำ มีทุกที่ ทุกถนน

10. การจอดรถ ไม่มีที่จอดฟรี (ที่พักบางที่มีที่ให้จอดฟรี) แต่ทุกที่จะมีราคาบอกชัดเจน ทั้งต่อ ชม. หรือ ข้ามคืน

11. การขับรถเลี้ยวซ้ายตรงทางแยก ให้ระวังคน หรือ จักรยาน เสมอนะคะ

12. ถนนจะแคบแค่ไหน จะมีช่องทางให้คนเดินเสมอ

13. ร้านอาหารแผงลอย จะจำกัดพื้นที่ในแต่ละร้าน และมีเป็น zone อย่างเป็นระเบียบ

14. ราคาอาหารต่อมื้อ มื้อที่ไปทานที่แผงลอยใน Fukuooka ราคาแพงที่สุด (เหมาะแก่การไปชิม มากกว่าเอาอิ่มค่ะ 555)

15. ห้างใน Fukuoka มีเพื่อนบอกว่า ที่ jr Hakata มีของให้เลือกมากกว่าห้างอื่น

16. ร้านซื้อของฝากประเภท Kumamon ให้ซื้อที่สวน suizenji ใน Kumamoto จะถูกที่สุดกว่าที่อื่นๆ

17. Kumamoto Square มีผลิตภัณฑ์ Kumamon ไม่เยอะ และเป็นแบบ Premium

18. ที่ Fukuoka Airport มีผลิตภัณฑ์ Kumamon ขายอยู่ไม่เยอะ แนะนำว่าเจอที่ไหนถูกใจ ให้ซื้อไว้เลย ไม่ต้องรอมาซื้อตอนกลับที่สนามบิน

19. ขนมของฝาก ซื้อที่ Fukuoka airport มีครบทุกอย่าง

20. เก้าอี้บนเครื่องบิน Jetstar นั่งไม่ค่อยสบาย ควรเตรียมหมอนหนุนมาด้วย 555

21. ซื้อขนม น้ำ อาหาร ไปทานบนเครื่องได้ และควรจะซื้อไป

และ

22. สนุกมากทริปนี้...


ก่อนจบมีผลิตภัณฑ์ช่วยชีวิตมาแนะนำด้วยค่ะ เจ้าสิ่งนี้คือตัวช่วยของระหว่างการเดินทางที่คิวชู!!!

ทริปนี้เราขับรถ+เดินกันเยอะมากกกกกก ก็ต้องมีปวดเนื้อปวดตัวปวดหลังไปกันตามอายุค่ะ 5555

พอดีได้เดินเล่นในร้าน drug store และไปเจอสิ่งนี้มาค่ะ ดูรูปที่กล่องแล้วน่าสนใจเหมือนจะตอบโจทย์ เลยจัดมาลองถูหลังก่อนนอนตั้งแต่วันแรกๆที่เริ่มทริปค่ะ

ผลปรากฎว่ามันช่วยได้จริงๆแฮะ ตื่นเช้าสบายหลังอาหารปวดลดลงค่ะ 55555

(แต่ตอนทาไปซักพักมันจะรู้สึกร้อนวาบๆหน่อยนะคะ แนะนำว่าอย่าทาเยอะ!!! ไม่งั้นจะวาบเกินไปจนนอนไม่หลับ -_-)

คหสต. สิ่งนี้เป็นตัวช่วยที่ดีของการเดินทางครั้งนี้เลยค่ะ มีหลายยี่ห้อ หลายราคาถูกยันแพง

ใครสนใจหาซื้อได้ตามร้าน drug store ทั่วไปนะคะ ^^ (อันนี้ไม่ได้ค่าโฆษณาใดๆนะคะ 555)

จบลงเป็นที่เรียบร้อยค่ะสำหรับทริปขับรถเที่ยวเกาะคิวชู 7 คืน 8 วัน
โดยสรุปแล้วเราเดินทางไปกันตามเมืองต่างๆดังนี้ค่ะ
Fukuoka - Dazaifu - Yufuin - Beppu - Kurokawa - Aso - Takachiho - Miyazaki - Aoshima - Nichinan - Sakurajima - Kagoshima - Ibusuki - Kumamoto - Ureshino - Nagasaki - Yobuko - Karatsu (Saga)
ตลอดการเดินทางทั้ง 8 วัน ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆมากมายจากประเทศญี่ปุ่น ได้พบเห็นใจสิ่งใหม่ๆ ที่สวยๆทั้งในแบบธรรมชาติสร้างและมนุษย์สร้าง...
สำหรับหลายๆคน อาจจะยังไม่รู้จักหรือยังไม่ให้ความสนใจกับเกาะแห่งนี้ซักเท่าไรนัก
แต่บอกได้เลยค่ะว่าเมื่อได้ไปสัมผัสมาด้วยตัวเองแล้ว ภูมิภาคคิวชูนี่แหละที่เป็นอีกที่ที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว...มีเสน่ห์ในทุกๆที่ที่ไปเยือนจริงๆค่ะ
ขอบคุณทุกคนที่ให้ความสนใจติดตามการเดินทางของเราในครั้งนี้นะคะ ถ้ามีอะไรที่พอจะช่วยหรือตอบคำถามได้ จะช่วยเต็มที่เลยค่ะ (จากประสบการณ์ตัวเองล้วนๆนะคะ ผิดบ้างถูกบ้างก็ว่ากันไป)
ถ้าใครมีแพลนจะไปเที่ยวญี่ปุ่น อย่าลืมนึกถึงเกาะคิวชูแห่งนี้นะคะ
ปล. ย้ำอีกทีนะคะว่าทริปนี้เป็นการขับรถเที่ยว ไม่ได้ใช้รถโดยสารสาธารณะเลยค่ะดังนั้นอาจจะไม่สามารถตอบเรื่องรถบัส รถไฟ ไรงี้ได้เท่าไหร่นะคะ
Kyushu...I will miss you ❤️


หากถูกใจรีวิว ฝากติดตามเพจน้องใหม่ ด้วยนะคะ
https://www.facebook.com/travelruarua


บ้ายบายยยย...เจอกันรีวิวหน้าค๊า

เที่ยวรัวรัว

 วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 17.34 น.

ความคิดเห็น