ขับรถไปเที่ยวเชียงใหม่ ... ทำไมเจอแต่ทะเล ( หมอก ) รีวิวโดย เที่ยวแบบเรา : Once-a-month

" เพื่อน : เห้ย เพื่อน กูอยากเที่ยวหวะ อยากขับรถไปเชียงใหม่ " " ผม : จัดไปเด้ " ผมกับเพื่อนได้เจอกันในงานแต่งเพื่อน ช่วงนนั้นอากาศเริ่มเปลี่ยนเข้าหน้าหนาวแล้ว ( 27 พ .ย. 2559 ) ก็เลยคุยกัน ว่าเราน่าจะไปเที่ยวเชียงใหม่กันนะ แถมเพื่อนมัน want จะขับรถไปเที่ยวอยู่แล้วด้วย ก็เลยโอเค จั

ขับรถไปเที่ยวเชียงใหม่ ... ทำไมเจอแต่ทะเล ( หมอก )

ขับรถไปเที่ยวเชียงใหม่ ... ทำไมเจอแต่ทะเล ( หมอก )


" เพื่อน : เห้ย เพื่อน กูอยากเที่ยวหวะ อยากขับรถไปเชียงใหม่ "

" ผม : จัดไปเด้ "


ผมกับเพื่อนได้เจอกันในงานแต่งเพื่อน ช่วงนนั้นอากาศเริ่มเปลี่ยนเข้าหน้าหนาวแล้ว ( 27 พ .. 2559 )

ก็เลยคุยกัน ว่าเราน่าจะไปเที่ยวเชียงใหม่กันนะ แถมเพื่อนมัน want จะขับรถไปเที่ยวอยู่แล้วด้วย

ก็เลยโอเค จัดให้ชุดใหญ่ไฟกระพริบเลย ทริปนี้ไปกับเพื่อน 2 คน รวมผมกับแฟน ก็เป็น 4 คน


แล้วก็เริ่มวาางแผนวัน เวลา สถานที่ ที่ๆ จะไปก็ไม่พ้น " เขียงใหม่ "

ส่วนสถานที่ก็ " แม่กำปอง " เห็นเขาร่ำลือกันว่าเป็นเมือง Slow life เลยจัดเข้ามาในแผนซะเลย

อยากจะไปสัมผัสเหมือนกันว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงไหม ??

พอเอาเสนอเพื่อนๆ เพื่อนก็โอเค ผมก็เลยจัดการจองที่พัก

เราได้ที่พักใหม่เอี่ยม เพิ่งเปิดไม่กี่วัน เป็นโฮมสเตย์ของชาวบ้าน ชื่อ " ฮิมธารน้อย โฮมสเตย์ "


อีกวันนึง เราก็จัดให้นอนในเมือง เพราะเพื่อนจะตะลุยกินแหลกในเมือง

เที่ยวนิมมานฯ + นั่งชิวๆ สักร้านนึงตอนค่ำๆ ผมก็จองที่พักอีกที่นึง เป็นที่ที่ผมเตยไปพักแล้ว โอเค ชื่อ " บ้านแก้วตา "


ตอนที่นัดวันเดินทาง เพื่อนก็บอกว่ามันลาเพิ่มได้อีก 1 วัน ผมก็เลยจัดให้นอนบน " ยอดดอยอินทนนท์ " กันเลย

ที่เป็นพื้นที่ของทหารอากาศ ซึ่งจะมีให้บริการห้องพักข้างในด้วย ไม่สะดวก สบายนัก แต่ก็มี Heater ให้ด้วย


ค่าใช้จ่าย

ห้องพักแม่กำปอง คนละ 580 บาท รวมอาหารเช้า

ห้องพักอินทนนท์ 1500 บาททั้งห้อง

ห้องพักในเมือง 817 บาท ( ได้ส่วนลดจาก Agoda 15% )

ค่าน้ำมัน 4000 บาท ( Mazda 2 เครื่องดีเซล )

เรื่องกิน ไม่ได้กำหนด จัดหนักไปหน่อย จำไม่ได้ ;-)


หมู่บ้านแม่กำปอง

แล้วก็มาถึงวันเดินทาง เพื่อนผมขับรถจากระยองมาถึง กทม . ตอนประมาณ 4 ทุ่ม เราก็จะผลัดกันขับรถกันไป เรื่อยๆ

เส้นทางตอนดึกๆ ค่อยข้างมืด เรียกว่า มืดมาก แล้วก็แว๊บบบบบ !!! ถึงแม่กำปอง ตอนประมาณ 8 โมง


ถึงแล้ว หาข้าวเช้ากินกันก่อนเลย เพื่อนผมมันอยากกินไส้อั่ว พอจอดรถเสร็จก็เดินมาจนเจอร้านที่กำลังย่างไส้อั่วอยู่

ก็จัดกันไปยกนึง จัดว่าเด็ดเลยทีเดียว ทั้งรสชาติ ทั้งบรรยากาศ แต่วันที่ผมไปอากาศเย็น ฟ้าปิด มีฝนปรอยเป็นบางเวลา


เนื่องจากเราถึงเร็วไป ยังเข้าที่พักไม่ได้ ก็เลยไปตามรอยรีวิว " The Giant " แม่กำปองกัน อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก

แต่เส้นทางนี่โหดพอสมควรเลย ทางค่อนข้างอันตราย ทั้งลาดชัน ทั้งถนนลื่น

ใครที่ขับรถไม่คล่อง เขามีบริการรถไป - กลับนะ แต่ก็คนละ 100 บาทแหนะ ซึ่งค่อนข้างแพงเลย

ส่วนพวกผมอยากลองขับขึ้นไปเอง ก็อันตรายจริงๆ แหละ สุดท้ายผมก็ขึ้นไปได้อย่างปลอดภัย

ถึงแล้วก็หาที่จอดรถกันเลย แนะนำนิดนึงต้องถามเขาด้วยนะ ว่าฝั่งไหนเสียตังค์ ฝั่งไหนไม่เสียตังค์นะครับ


ลงจากรถเสร็จ แวะถ่ายรูปข้างหน้านิดนึง ก็เข้าไปนั่ง แล้วก็สั่งกาแฟกัน

แต่พนักงานบอกว่าตอนนี้ไฟดับ มีแต่เครื่องดื่มเย็น ไม่สามารถทำเครื่องดื่มร้อนได้ ==' ( นี่หรือคือความซวย )

นั่งรอจนไฟก็เลยได้กินกาแฟ ชมวิวร้อยล้าน รสชาติกาแฟก็ไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่อากาศเย็นๆ กับวิวเขา ก็โอเคอยู่


เรานั่งชิวๆ ฆ่าเวลาจนเที่ยงกว่า ก็ลงมาเพื่อที่พัก ที่พักก็เป็นบ้านที่ต่อเติมจากบ้านของเจ้าของเอง " ฮิมธาร โฮมสเตย์ "

ภายในห้องจะมีฟูกไว้สำหรับนอน มีห้องน้ำในตัว พร้อมเครื่องทำน้ำอุ่น มีระเบียงไว้ทานอาหาร ข้างหน้ามีลำธารเล็กๆ


เก็บของ อาบน้ำ กันเสร็จ ก็ออกมาเดินเที่ยวในหมู่บ้าน ในหมูบ้านมีวัด ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของมากมายครับ





สักพักก็หิวก็เลยมากินข้าวกลางวันกันที่ " เฮือนกาแฟ "

ร้านเป็นอาหาร + กาแฟ สั่งกันมาแบบจะกินหมดมั้ย แต่อาหารที่นี่ถือว่าอร่อยมากกกกกกเลยแหละ


กินของคาวเสร็จ ก็ถึงเวลาของหวาน แล้วก็ไปลงเอยกันที่ร้าน " ลุงปู๊ด & ป้าเป็ง "

ร้านนี้กาแฟโอเคเลย หอมอร่อย คนเยอะมาก นั่งกินกาแฟชมบรรยากาศกันไปสักพักก็ชักจะเริ่มง่วง

สุดท้ายก็กลับมานอนสลบกันที่ห้อง การกินกาแฟไป 2 มื้อไม่ได้ช่วยอะไรเลย


แล้วก็หลับยาว ตื่นมาอีกทีก็หกโมงเย็นแล้ว ตื่นมาก็หิวอีกละ คงต้องออกมาหาข้าวกิน

พอดีวันนี้เพื่อนมีนัดเชียร์บอล ไทยกับอินโดนีเซีย พวกเราก็ว่าจะไปดูด้วย เลยได้โจทย์ว่ากินข้าวร้านไหนก็ได้ที่เปิดบอล

ระหว่างที่หาร้าน ก็เห็นร้านนึงเค้ากำลังจูนสัญญาณทีวีกันอยู่ เค้าบอกจะดูบอล เราก็เลยไปขอเขาดูด้วย เขาก็ยินดี

เราก็สั่งอาหารมากิน กับเบียร์อีกเบาๆ ผมไม่ค่อยดูบอล แต่แบบนี้เป็นบรรยากาศเป็นสนุกมากจริงๆ

พอบอลจบ เราฉลองแชมป์กันเรียบร้อย ก็กลับห้อง นอนพักผ่อน เพราะตอนเช้าเราจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้น


อรุณสวัสดิ์แม่กำปอง พวกเราออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้นกันที่ " กิ่วฝิ่น " เส้นทางก็พอๆ กับ Giant ลื่นและค่อนข้างอันตราย

ขับรถไปถึงก็เดินขึ้นไปอีกประมาณ 200 ม. เราไปถึงพระอาทิตย์ก็ขึ้นไปแล้ว แต่เราได้พบกับ ทะเลหมอก โคตรฟิน พูดเลย




ถ่ายรูป ทะเลหมอกจุใจแล้ว ก็ได้เวลาหิว เรากลับไปกินอาหารที่ที่บ้านกันดีกว่า มีข้าวต้มร้อนๆ กล้วย และกาแฟ



กินข้าวเสร็จก็ไปอาบน้ำ เก็บของเตรียมตัวอพยพ ระหว่างรอเพื่อนๆ ผมก็ไปลองกาแฟ Nitro cold brew ของร้านหน้าที่พัก

ช่างเป็นกาแฟ ที่หลุดคำว่ากาแฟจริงๆ ล้ำมาก แล้วก็จัด cold brew มากินในรถอีกขวด


แต่ยังไม่หมดแค่นั้นก่อนที่เราจะจากแม่กำปอง เราจะไม่ไปร้านกาแฟร้านนี้ไม่ได้ ก็ร้าน " ชมนกชมไม้ "

กาแฟร้านนี้สมคำล่ำรือครับ หอม อร่อย บวกกับบรรยากาศที่มองเห็นหมูบ้านข้างล่างก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่


แม่กำปองเป็นที่ที่สงบ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการมา slow life แต่ก็ไม่รู้ว่าต่อไปจะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มตัวไหม

เพราะจากที่เดินชมหมูบ้าน บ้านส่วนใหญ่ ก็กลายเป็นโฮมสเตย์ กับร้านกาแฟ บรรยากาศชิวๆ จะอยู่อีกนานแค่ไหนนะครับ


ดอยอินทนนท์


สายๆ เราก็เดินทางออกจากแม่กำปอง ไปยังดอยอินทนนท์ แต่ก่อนที่จะขับขึ้นดอยขอแวะเติมพลังก่อนนะ

พวกเราไปแวะกินข้าวเที่ยงกันที่ "ข้าวซอยเสมอใจ" ใกล้ๆ ตัวเมือง ผมกับแฟนเคยมากิน 2 ครั้งแล้วเลยแนะนำเพื่อนๆ

รสชาติก็อร่อยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือคนเยอะกว่าเดิม แต่ไม่ต้องห่วงร้านเค้ากว้าง ที่นั่งข้างในมีอีกเยอะ


จากนั้นก็เดินทางต่อไปยังดอยอินทนนท์ ใช้เวลาเดินทางต่ออีก 2 ชั่วโมง ระหว่างทางก็เริ่มเห็นทะเลหมอกเรื่อยๆ


จนเราขับมาตรงทางเข้ากิ่วแม่ปาน ก็อดใจไม่ไหวที่จะจอดรถ แล้วลงไปดูทะเลหมอก สุดลูกหูลูกตา มันช่าง โอ้ววววววว


อิ่มใจไปที่ไหนก็เจอทะเลหมอก 555 แต่เราต้องขับรถไปที่ยอดดอยเพื่อเข้าที่พัก

พอถึงทางเข้าก็ลงไปติดต่อเจ้าหน้าที่ ทำการแลกบัตร แล้วก็เข้าที่พักได้

ห้องของเราก็เป็นเตียเดี่ยว มีผ้าห่ม พร้อม Heater ให้ เพราะกลางคืนมันจะหนาวมากกกกกกกก

ส่วนห้องน้ำ เป็นห้องน้ำรวมอยู่ด้านนอกที่พัก มีเครื่องทำน้ำอุ่นให้

โดยรวมก็ถือว่าโอเคนะ แลกกับการนอนจุดสูงสุด หนาวสุดๆ ก็คุ้ม

ไม่ได้ถ่ายรูปบริเวณที่พักมาเลยครับ กลัวจะมีข้อห้ามต่างๆ

หลังจากเก็บของเสร็จ แฟนผมก็อยากจะดูดอกพญาเสือโคร่ง ถึงตอนนี้จะยังบานไม่สุด แต่ดูมาแล้วว่า พอมีให้ถ่ายรูปบ้าง

เราก็เลยไปกันที่ " ศูนย์วิจัยรองเท้านารี " แล้วเราก็ได้เจอ พญาเสือโคร่งถึงจะไม่เยอะ แต่ก็พอถ่ายรูปกลับมาได้

ชมดอกพญาเสือโคร่ง และรองเท้านารีกันแล้ว ก็ได้เวลาหิวอีกแล้ว


มื้อเย็นวันนี้ขอเสนอ " หมูกระทะหลักร้อย วิวหลักล้าน " ที่ดอยชัวญ่า ผมกับแฟนก็เคยมากินแล้วตอนที่มาเที่ยวกันเอง

เราก็จัดกันไป 2 ชุด กินหมูกะทะร้อนๆ กับอากาศหนาวๆ วิวดีๆ ก็ฟินมันทุกครั้งเลย

อิ่มกันแล้วก็ได้เวลาขับรถกลับที่พักแล้ว เดี๋ยวเกินเวลาจะไม่มีที่นอนเอา

อากาศข้างบนมันหนาวมากจรงิๆ อาบน้ำเสร็จ ต้องวิ่งกลับห้องแทบ แม้ว่าห้องน้ำจะอยู่ใกล้นิดเดียวก็ตาม

พอเข้ามาในห้องก็ค่อยยังชั่ว หลังจากนั้นก็ได้เวลาเล่นเกมส์คิดเลขกันเบาๆ แล้วก็แยกย้ายกันพักผ่อน



ตี 5 นาฬิกาก็ปลุก ผมตื่นขึ้นมาถ่ายดาวตรงหอพระ อากาศมันช่างหนาวแบบ โอ้วววว ตัวจะแข็งไปหมด ลมก็แรง

ผมตั้งกล้องเสร็จ กดถ่ายไว้ แล้วก็เข้าไปหลบลมในอาคาร แต่เสียดายที่ถ่ายมาน้อยเกินไป

ระหว่างนั้นก็เริ่มเห็นแสงสว่างตรงขอบฟ้า ก็เลยไปปลุกเพื่อนๆ แล้วขับรถลงไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิว

วันนี้เป็นวันจันทร์ แต่คนนี่เยอะมากสุดๆ ยังกะเป็นวันหยุดเลย ผมกับเพ่ือนนี่อุตส่าต์มาวันธรรมดา เพื่อหลบคนเยอะ

ดีนะยังพอมีช่องว่างให้ได้ยืนดูพระอาทิตย์บ้าง เสร็จเราก็ออกมากินโจ๊ก กับหมูย่างแถวนั้น เด็ดมาก



ตอนแรกพวกเราตั้งใจจะเดินกิ่วแม่ปาน ทำท่าตามดราม่า 555 แต่สุดท้ายก็อด เพราะคนเยอะมาก ต่อคิวออกมายาวเลย

เลยเปลี่ยนไปชมวิวที่พระมหาธาตุแทน แต่ก็ยังเห็นทะเลหมอกนะ ตรงนี้ก็ไม่เลว



ชมวิว ไหว้พระธาตุเสร็จก็กลับลงไปกินข้าวกันที่ " ร้านอาหารโครงการหลวงดอยอินทนนท์ " ตรงบ้านขุนกลาง

เพื่อนผมอยากกินปลาขึ้นชื่อของที่นี่ เลยสั่งกันมาอย่างละจาน รสชาติใช้ได้ แต่ปริมาณน่ารักไป 555


ดอยอินทนนท์เป็นสถานที่ที่โอเคเลยทีเดียว มองดาวเต็มท้องฟ้า ไม่มีเมฆบัง หนาวถึงขั้วหัวใจ

ลำบากตรงเข้าออกที่พักนิดหน่อย แต่โอเคที่ไม่ต้องขึ้นๆ ลงๆ เพื่อมาดูพระอาทิตย์ขึ้น


ตะลุยกินแหลกในเมืองเชียงใหม่


เที่ยงแล้วเดินทางกลับเข้าเมือง ไปที่พัก " บ้านแก้วต๋า " อยู่แถวๆ กาดต้นพยอม ซึ่งก็อยู่ใกล้กับถนนนิมมาน

เอ้า !! ได้เวลากิน กิน กิน อีกแล้วครับ มาเริ่มกันที่เบอร์เกอร์ก่อน " rock me " ตามคำแนะนำจาก Wong nai

สมกับเป็นอันดับแรกๆ ใน Wong nai อร่อย ถ่ายรูปสวย แล้วก็อิ่มมากด้วย


รองท้องเสร็จแล้ว ก็ไปกินกาแฟต่อ มาเชียงใหม่ทุกครั้งต้องไม่พลาดร้านนี้ " Rist8o " จัดกันไปคนละแก้ว

จากนั้นผมก็ชวนเพื่อนไปขับรถเล่น เดินเล่นย่อยทุกอย่างเตรียมสำหรับอาหารเย็น



แล้วมื้อเย็นของเรา " ต๋องเต็มโต๊ะ " มาทีไรก็โต๊ะเต็มทุกที ก็เตรียมใจมาแล้วแหละ

ไปเอาบัตรคิวแล้วก็ไปเดินเล่นในนิมมานอีกสักรอบ รอเวลา นี่ยังดีที่พวกเรากิน กิน จนไม่มีเวลาให้ท้องหิว ไม่งั้นคงไม่ไหว

แล้วก็ถึงคิวของเรา ได้กินข้าวสักที ร้านนี้เป็นร้านอาหารเมือง อร่อยมาก แถมราคาก็ไม่แพงด้วย

กินข้าวเสร็จ ก็ไปต่อกันที่ร้านเหล้า 555 แล้วก็เจอร้าน " ท่าช้าง "

ที่นี่ร้านเหล้าเขาปิดเที่ยงคืน ปิดแบบ ไล่ออกจากร้านกันเลยทีเดียว ผมกับเพื่อนนี่นั่งอึ้งกันเลย

นี่มัน Timezone ประเทศเชียงใหม่ ฮ่าๆ ร้านปิดแล้วจะทำอะไรได้อีกล่ะ ก็กลับมานอนสิ


เช้าวันต่อมา เราก็ไปกาดวโรรสเพื่อซื้อของฝาก แล้วก็บึ่งรถกลับกทมด้วยเวลา 8 ชั่วโมง

เป็นทริปที่ขับรถเยอะไปหน่อย แต่สนุกดี เรียกได้ว่าทริปกิน ชิม อย่างไม่หยุดหย่อน

ผมมาถึง กทม. 4 ทุ่ม เพื่อนก็ขับรถต่อกลับระยอง ทุกคนถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ก็เป็นอันจบทริปครับ


ความคิดเห็น