ในที่สุด ก็ถึงวันที่ 3 ของทริป จากที่เล่าไปใน Ep.1 จุดหมายของวันนี้ คือสถานที่ในฝันที่ผมอยากจะไปเห็นกับตาสักครั้ง อุทยานแห่งชาติคานาสือ แหล่งท่องเที่ยวระดับ 5A ของประเทศจีน ที่นี่ยังขึ้นชื่อว่า เป็น"ดินแดนบริสุทธิ์ผืนสุดท้ายของมวลมนุษย์ชาติ" อีกด้วย ได้รับการยกย่องเป็น แผ่นดินที่ปราศจากมลภาวะ ยังไม่ถูกแตะต้องจากอารยธรรมสมัยใหม่ และสวยงามที่สุดที่หลงเหลืออยู่ในโลก
คานาสือ (Kanas) เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองซินเจียง ประเทศจีน มีธรรมชาติอันงดงามทั้งภูเขาหิมะ ป่าไม้ และทะเลสาบคานาสือซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใสราวกับมรกต ชื่อ "คานาสือ" มาจากภาษามองโกล หมายถึง "ทะเลสาบกลางหุบเขา"
ที่นี่มีความหลากหลายทั้งทุ่งหญ้า ภูเขาหิมะ ป่าสน และทะเลทราย มีความสวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดู โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นตุลาคมซึ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง
และยังเป็นเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหายาก เช่น หมีสีน้ำตาล เสือดาวหิมะ และเป็นที่รู้จักในตำนาน "สัตว์ประหลาด" แห่งทะเลสาบ ชาวพื้นเมืองชาว ตูวา (Tuva) ที่อาศัยรอบทะเลสาบ เล่ากันว่า บางครั้งจะเห็นเงาดำขนาดใหญ่เคลื่อนอยู่ในน้ำ หรือเห็น ฝูงปลาใหญ่ยาวหลายเมตร โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำเป็นสายยาวเหมือนมังกร พวกเขาเชื่อว่านั่นคือ
“灵湖神龙” — มังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งทะเลสาบ
บางตำนานก็ว่ามันคือ “อสูรน้ำ” ที่คอยปกป้องทะเลสาบจากคนแปลกหน้า แต่บางเรื่องก็เล่าว่ามันขึ้นมากินสัตว์ที่ลงไปกินน้ำ โดยเฉพาะวัวหรือแกะที่หายไปโดยไม่มีร่องรอย
ในปี 1985 มีนักวิทยาศาสตร์และนักท่องเที่ยวหลายคนบันทึกภาพ “สิ่งมีชีวิตยักษ์” เคลื่อนไหวอยู่กลางทะเลสาบ บางภาพเห็นเป็นคลื่นยาวกว่า 10 เมตร และบางคนอ้างว่าเห็น “คอ” โผล่ขึ้นจากน้ำ เรื่องนี้ดังไปทั่วจีน จนมีทีมสำรวจเข้าไปตรวจสอบหลายครั้ง
ผลการวิเคราะห์ล่าสุดเชื่อว่า “สัตว์ประหลาด” ที่เห็นน่าจะเป็น ฝูงปลาสเตอร์เจียนไซบีเรีย (Siberian sturgeon) ที่มีขนาดใหญ่ถึง 5–7 เมตร และอาศัยอยู่ในทะเลสาบนี้จริง

วันนี้ เราเดินทางนั่งรถจากเมืองปู้เอ่อจิ้น ไปยังอุทยานแห่งชาติคานาสือ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครับ อุทยานอยู่เกือบจะสุดชายแดนทางตอนเหนือของจีนล่ะ

ระหว่างทาง มีจุดพักรถ วิวสวยมาก พวกเราเดินลงมาสูดอากาศ ยืดเส้นยืดสาย ถ่ายรูปกันแป๊ปนึง วิวแบบอลังการมากๆ ทุ่งหญ้าทีเขียวๆสุดลูกหูลูกตา ภูเขายิ่งใหญ่อลังการ แสงแดดล้อมากับสายหมอก ธรรมชาตินี่ช่างกว้างใหญ่จริงๆครับ



เราพักกันที่พักของอุทยาน ซึ่งอยู่หน้าทางเข้าอุทยานเลยครับ ในอุทยานเราจะขับรถเข้าไปเองไม่ได้ ต้องนั่งรถรับส่งของอุทยานที่จะวิ่งไปตามสถานีต่างๆ
ตอนแรกที่ผมได้ยินคำว่าที่พักของอุทยาน ผมนึกไปถึงที่พักของอุทยานในประเทศไทย ที่เป็นห้องเก่าๆ มีกลิ่นอับๆ แต่พอผมเดินเข้าไปในที่พัก ถึงกับอึ้ง เหมือนกับโรงแรม 5 ดาวยังไงยังงั้น ที่พักน่าจะสวยที่สุดของทริปนี้เลย แน่นอน ราคาไม่ใช่ถูกๆเหมือนกันครับ


หลังจากแวะกินข้าวกันแถวนั้น เราเดินมาที่ตึกสีขาวนี่ครับ ด้านในเป็นทั้งศูนย์อาหาร ท่ารถ ที่ขายตั๋ว ร้านขายของที่ระลึก สวยงามทันสมัยมากๆ ไปซื้อตั๋วแล้วก็ไปขึ้นรถเข้าอุทยานกัน

บ่ายนี้เราจะเที่ยวช่วงล่างของอุทยานกันก่อน โดยจุดท่องเที่ยวหลักๆของเราคือ Moon Bay — อ่าวพระจันทร์ (月亮湾), Fairy Bay — อ่าวนางฟ้า (神仙湾) และ Wulong Bay — อ่าวมังกรหลับ (卧龙湾) ครับ
รถอุทยานจะจอดที่สถานที่เที่ยวหลักทั้ง 3 แห่ง แต่มันไม่จบแค่นั้น เราต้องเดินลงบันไดลงไปด้านล่างระยะทางเอาเรื่องอยู่ เพราะแต่ละสถานที่มันกว้างเอามากๆครับ และจุดจอดรถจะอยู่แค่ริมถนนด้านนอกเท่านั้น

แน่นอนครับ ที่แรกคือหมุดหมายในฝันของผม Moon Bay — อ่าวพระจันทร์ (月亮湾)
อ่าวพระจันทร์ขนาบด้วยภูเขาทั้งสองฝั่ง น้ำในทะเลสาบวกไปวนมาตามอิทธิพลจากภูเขา ทำให้ดูเหมือนกับพระจันทร์แรมหนึ่งค่ำ กลางเสี้ยวพระจันทร์นั้น มีเกาะพื้นที่ราบเรียบอยู่สองเกาะซึ่งดูดุจดั่งรอยเท้าขนาดใหญ่สองรอย จัดว่าเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว
ในยามเช้า หมอกบางจะลอยคลอเคลียผิวน้ำที่ใสเป็นสีมรกต พอแสงแดดอ่อนๆ ตกกระทบ น้ำจะสะท้อนเป็นประกายเหมือนพระจันทร์ลอยอยู่กลางลำธาร — สวยจนเหมือนอยู่ในโลกในฝันเลย ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีกำลังพีค ต้นไม้รอบอ่าวยเป็นสีทองตัดกับน้ำสีฟ้า — ภาพที่เห็นตรงหน้าคือภาพในฝันที่ผมตามหา และเป็นภาพที่มีชื่อเสียงโด่งดังของอุทยานคานาสือแห่งนี้นั่นเอง




ตำนานเล่ากันว่า...
นานมาแล้ว มีหญิงสาวตูวาคนหนึ่งรอชายคนรักของเธอที่ต้องออกเดินทางไปสงคราม
เธอมานั่งรอทุกคืนที่ริมโค้งน้ำนี้ จนกระทั่งกลายเป็นจิตวิญญาณแห่งพระจันทร์
ผู้คนจึงเชื่อว่าแสงจันทร์ที่สะท้อนบนผิวน้ำที่นี่ คือเธอยังคงเฝ้ามองคนรักอยู่ไม่ไกล
อีกตำนานกล่างว่า เจ้ามังกรซีไห่(西海龙王)ได้มาปล่อยฝน ณ สถานที่แห่งนี้ แล้วได้หลงเหลือรอยเท้าเอาไว้ แต่ก็มีคนกล่าวว่า รอยเท้านั้นคือรอยเท้าของ ชางเอ๋อ (嫦娥)ซึ่งในเวลานั้นได้ลงมาตามหาสามี และตอนที่จะกลับขึ้นไปบนสวรรค์ ไม่ทันระวัง จึงทำให้เหลือรอยเท้าเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ยังมีอีกตำนานหนึ่งเล่าว่าเป็นรอยเท้าของเทพซวงนู๋ (匈奴)ซึ่งหลงเหลือไว้จากตอนที่ไล่ตามล่าศัตรู



ทางเดินที่เห็นทั่วไปในอุทยานคานาสือ เดินลงเพลินๆ มองกลับขึ้นไปอีกที ทางเดินพาลงมาลึกมากๆ ไม่อยากคิดถึงตอนเดินกลับขึ้นไปเลย

ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีทองกำลังพีคเลยครับ

Fairy Bay — อ่าวนางฟ้า (神仙湾) อยู่เหนือ Moon Bay ขึ้นไปเล็กน้อย เป็นจุดที่หมอกและแสงเช้าสวยที่สุดในคานาสือ ทุกเช้า จะมี หมอกบางๆ ลอยเหนือผืนน้ำสีเขียวอ่อน พร้อมแสงอาทิตย์แรกส่องผ่านต้นสน เหมือนภาพในเทพนิยายเลย นักท่องเที่ยวจีนถึงกับพูดว่า
“ถ้าอยากเห็นสวรรค์ในโลกมนุษย์ ต้องมาที่ Fairy Bay ตอนรุ่งอรุณ”

ถนนสายหลักของอุทยาน และรถบัสรับส่งที่พาเราไปยังสถานทีต่างๆ


ริมลำน้ำของน้ำในทะเลสาบเกยขึ้นกับป่าและพื้นหญ้าตัดไปมาทำให้ดูเหมือนเป็นเกาะเล็กๆ มากมาย ผู้คนต่างเรียกว่า คุ้งน้ำเทพยาดา แต่แท้จริงแล้วคือน้ำจากทะเลสาบคานาสือที่ไหลผ่านลุ่มน้ำกลางภูเขาไปอย่างช้าๆ กลายเป็นหนองน้ำและชายหาดที่ใสบริสุทธิ์ เวลาที่แสงแดดสาดส่องมากระทบ น้ำในทะเลสาบจะส่องแสงทอประกายระยิบระยับออกมา



อีกฝากของฝั่งถนน จะมีศาลาอยู่บนเขา และใช่ครับ ผมเดินขึ้นไปบนนี่นเพื่อถ่ายภาพจากมุมสูงลงมา

ชาวตูวาเชื่อว่า “เหล่านางฟ้าแห่งขุนเขา” จะลงมาอาบน้ำและเล่นกันที่อ่าวนี้ในยามรุ่งสาง ใครโชคดีอาจได้เห็น “เงานางฟ้าในหมอก” ซึ่งเชื่อว่าเป็นสัญญาณแห่งพร — ความรักและชีวิตที่ยืนยาว
ที่นี่เหมาะกับการไปตอนตี 5–7 โมงเช้า ตอนที่หมอกยังคลุมป่า และเสียงระฆังแกะดังเบาๆ ในหุบเขา — เป็นช่วงเวลาที่เหมือนโลกหยุดหมุนจริงๆ


Wulong Bay — อ่าวมังกรหลับ (卧龙湾)
Wulong (卧龙) แปลตรงตัวว่า “มังกรนอนหลับ”
ถ้ามองจากมุมสูง โค้งน้ำของที่นี่จะดูเหมือน “ร่างมังกร” ที่นอนขดอยู่ในหุบเขา
น้ำที่นี่มีสีเขียวอมฟ้าเข้ม ลึก และนิ่งมากกว่าจุดอื่น — เป็นที่ที่แม่น้ำคานาสือเริ่มขยายตัวก่อนเข้าสู่ทะเลสาบใหญ่


ว่ากันว่าในอดีตกาล มังกรสวรรค์ตัวหนึ่งตกหลุมรักหญิงสาวตูวา
แต่ถูกสวรรค์ห้ามไม่ให้แต่งงานกับมนุษย์
ด้วยความเศร้า มังกรจึงลงมานอนหลับอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ และกลายเป็นโค้งน้ำที่เห็นในปัจจุบัน
เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบผิวน้ำ จะเห็นประกายระยิบเหมือนเกล็ดมังกรทอง — คนที่เห็นถือว่าได้รับ “พรจากมังกร”


พวกเราถ่ายภาพกันจนถึงเวลาของรถคันสุดท้าย นั่นคือเวลา 2 ทุ่มที่ยังสว่างอยู่ กว่าจะกลับถึงที่พัก ทานข้าวอะไรเสร็จ 3ทุ่มกว่าๆเลยครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะไปลุยกันต่อ

-----------------------------------------------------------------------
ติดตามกันต่อได้ที่
https://www.facebook.com/TravelofSalaryMan/
https://www.facebook.com/voravuds
https://www.youtube.com/@SalarymanJourney
https://www.tiktok.com/@voravudsantiraveewan
Voravud Santiraveewan
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 20.08 น.






