หนีกรุงไปซนภูชี้ฟ้าและดอยแม่สลอง รีวิวโดย ตะลุยเดี่ยวแบกเป้เที่ยว

ทริปสั้นๆ เกิดเพราะไม่อยากอยู่บ้านช่วงตรุษจีนปีก่อน ออกจากบ้านมาหาตั๋วไปเชียงราย ได้ตั๋วของสมบัติทัวร์ เดินทางกันบ่อยจนพนักงานบริการบนรถจำได้แล้ว ขึ้นรถได้ก็หลับเลยตื่นมาก็สิงห์บุรีแล้ว หลับๆตื่นๆ มาถึงจุดพักรถร้านแม่สุรีย์ จังหวัดพิษณุโลก รถมาตรฐานธรรมดาก็ได้อาหารมาตรฐานธรรมดา 1 ชาม ถึงเวลาก็ข

หนีกรุงไปซนภูชี้ฟ้าและดอยแม่สลอง

หนีกรุงไปซนภูชี้ฟ้าและดอยแม่สลอง

 วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560 เวลา 08.01 น.

 วันที่เดินทาง 27 ก.ย. 2560

ทริปสั้นๆ เกิดเพราะไม่อยากอยู่บ้านช่วงตรุษจีนปีก่อน ออกจากบ้านมาหาตั๋วไปเชียงราย ได้ตั๋วของสมบัติทัวร์ เดินทางกันบ่อยจนพนักงานบริการบนรถจำได้แล้ว


ขึ้นรถได้ก็หลับเลยตื่นมาก็สิงห์บุรีแล้ว หลับๆตื่นๆ มาถึงจุดพักรถร้านแม่สุรีย์ จังหวัดพิษณุโลก รถมาตรฐานธรรมดาก็ได้อาหารมาตรฐานธรรมดา 1 ชาม

ถึงเวลาก็ขึ้นมานอนต่อ ตื่นมาอีกทีก็แม่ใจเลย รถเปิดไฟและเพลง นั่งยาวๆ มาถึงสถานีขนส่งใหม่นอกเมืองตอน 6 โมง นั่งรถสองแถวจากสถานีขนส่งแห่งที่ 2 เข้าเมืองไปสถานีขนส่งแห่งที่ 1 ในราคา 15 บาท นั่งลมโกรกหนาวสั่นไม่นานก็ถึง และแล้วก็ได้รู้ว่าหมดช่วงท่องเที่ยวแล้ว จะเหลือรอบเดียวบ่ายโมง (ลุงคนขับรถบริษัทเดียวกับรถตู้ที่เราจะไปภูชี้ฟ้าบอกมา ปกติจะมีแค่ธันวาคม-มกราคมเท่านั้นที่มีวันละ 2 รอบ)


เหลือรถไปภูชี้ฟ้าแค่รอบเดียวบ่ายโมง แผนในหัวคือรอซื้อตั๋วก่อนแล้วไปลุยดมดอกลิลลี่กับชมดอกทิวลิปก่อน ค่ารถตู้ไป-กลับ 300 บาท ซื้อตั๋วเสร็จก็ฝากกระเป๋าไว้ที่โต๊ะขายตั๋วก็ออกเดินไปสวนตุงและโคม เดินดูงานดอกไม้ พอมาถึงทิวลิปเหลืออยู่น้อยมากๆ จากทุ่งทิวลิปกลายเป็นทุ่งลิลลี่แซมด้วยทิวลิปไปแล้ว ถือว่าเราโชคดีได้มาดูช่วงที่สวยที่สุดไปแล้ว





เดินอ้อมรั้วโรงเรียนเพื่อจะไปตลาดเทศบาลเจอวัดกลางเวียง เราเลยแวะที่นี่ก่อน เช้าๆ แบบนี้เงียบสงบมากๆ





เดินกันต่อไป จุดหมายต่อไปก็คือวัดพระสิงห์ วันนี้หอพระสิงห์ไม่ได้เปิด (เราได้มีโอกาสกราบพระพุทธสิหิงค์ที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย และนครศรีธรรมราชมาแล้ว)




จากนั้นก็ต้องไปวัดพระแก้วด้วย ไม่ไกลกันนัก กราบพระเจ้าล้านทอง พระประธานในพระอุโบสถก่อน


ทะลุโบสถ์มาที่เจดีย์ด้านหลังโบสถ์


เดินต่อไปด้านหลังที่หอพระหยก หรือหอพระแก้วมรกต



ลงมาจากหอพระหยกก็จะเจอแนวระฆังรอบสระน้ำ


รอบนี้เราไม่ได้เข้าโฮงหลวงนะ เวลามีน้อย เราเลือกเดินต่อไปที่วัดดอยงำเมือง พระประธานวัดดอยงำเมือง กำลังบูรณะ เกิดรอยร้าวรอบพระศอ (คอ) จากแผ่นดินไหวที่เชียงราย



ด้านข้างของโบสถ์จะเป็นกู่พญามังราย


รอบๆ วัดก่อนจะเดินไปซนจุดอื่นต่อ



เดินลงมาจากวัดแล้วเลี้ยวซ้ายไปเรื่อยๆ เราเห็นป้ายบ้านจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ขอแวะชมหน่อย







เดินออกมาเจอต้นไม้ใหญ่ๆ แบบนี้ ชอบมากๆ


เดินต่อมาที่วัดพระธาตุดอยจอมทอง รอบนี้โบสถ์บูรณะเสร็จแล้ว




บริเวณวัดจะเป็นที่ตั้งของเสาสะดือเมืองเชียงราย



เดินย้อนกลับเข้าเมืองผ่านตลาดเทศบาลมาถึงหอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติฯ



เราเดินต่อมาที่วัดเจ็ดยอด ไม่ไกลจากร้านข้าวซอยพอใจมากนัก เดินเป็นทางตรงไม่ต้องเลี้ยว





ได้เวลาไปรับกระเป๋าและรอขึ้นรถแล้ว คนเกือบเต็มเหมือนกันนะ โชคดีเป็นของเรามาคนเดียวขอนั่งหน้าสบาย ลุงคนขับแกขับไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อนอะไร เราก็หลับเกือบตลอดทาง


ลุงรถตู้แกจอดพักรถที่นี่ อุทยานแห่งชาติภูซาง เราก็เดินไปถ่ายรูป แม่ค้าร้านกาแฟบอกว่าน้ำตกเป็นน้ำอุ่นนะ ไม่เชื่อลงไปตรงหินที่น้ำตกลงมาสิ ท้าเราก็วิ่งไปเลย ลุยลงไปน้ำเย็นเจี๊ยบ แต่พอถึงตัวน้ำตก เฮ้ย...น้ำอุ่นจริงด้วย พอเดินกลับไปแม่ค้าบอกด้านบนเป็นบ่อน้ำร้อนตามธรรมชาติเลยทำให้น้ำตกอุ่น




พอลุงแกกินข้าวอิ่มก็เดินทางกันต่อ วิวสองข้างทางระหว่างขึ้นภูชี้ฟ้า นั่งหน้าก็โชคดีแบบนี้




เราได้คุยกับคนบนรถตู้เขาบอกที่พักที่เขาจองมาอยู่ใกล้จุดต่อรถขึ้นภูชี้ฟ้า เราก็เลยเปลี่ยนใจมานอนที่นี่ด้วย เราได้ราคา 500 บาท จากปกติ 600 บาท พี่เจ้าของบอกว่ามาคนเดียวให้ราคาพิเศษแล้วกัน ที่พักชื่อ ภูชี้ฟ้านิวรีสอร์ท




พอเข้าห้องได้ก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนชุดออกมาหามุมถ่ายรูปสักหน่อย เราดันเสียเวลาแวะคุยกับลุงคนขับรถตู้ก็เลยเดินได้แค่ครึ่งทางเอง จุดแรกเป็นป้อมทางขึ้นภูชี้ฟ้า ถ่ายกับป้ายสักหน่อย


เดินต่อไปตามทางขึ้นเขา




เดินต่อไปจนเจอดอกพญาเสือโคร่งด้วย (เรายังตามล่าพญาเสือโคร่งกันต่อไป)


มัวแต่เพลินกับดอกพญาเสือโคร่ง ไม่ทันอาทิตย์ตกแล้ว เลิกเดินหาจุดถ่ายรูปด่วน เราก็ย้อนกลับมาตรงลานกลางเต็นท์ ถือว่าใช้ได้เลย (ปลอบใจตัวเองว่าดี ใจจริงก็อยากขึ้นถึงยอดสูงสุด T_T)





ควรเดินลงได้แล้ว แสงกำลังจะหมดแล้ว ระหว่างทางก็แวะถ่ายไปตามเรื่อง




เดินเล่นถนนคนเดินภูชี้ฟ้าสักหน่อย (เขามีให้เช็คอินด้วยนะ) ของขายเหมือนกันส่วนใหญ่เป็นเสื้อ หมวก อะไรเกี่ยวกับภูชี้ฟ้า โรตี เดินจนเหนื่อยก็แวะเข้าห้องพักก่อน พอออกมาอีกทีที่พักเราปิดครัวแล้ว ก็เดินย้อนลงมากินร้านที่คนเยอะสุด เราสั่งง่ายๆ กระเพราไข่ดาวกับต้มจืดเต้าหู้หมูสับ อร่อยดีแต่ต้องรีบกินหนาวมาก หนาวกว่าที่คิดไว้เยอะ ลมก็แรงสุดๆ


กลับเข้าห้องนอนมุดผ้าห่มสบายอารมณ์ไป แต่เรารู้สึกเหมือนห้องมันมีลมผ่านตลอดเวลา เอ้า...ลืมปิดประตูห้องน้ำ นอนหนาวตั้งนาน คืนนี้ต้องรีบนอน พรุ่งนี้เราต้องตื่นเช้าตรู่แบบที่ไม่เคยตื่นได้เวลาไปทำงาน ตั้งปลุกไว้ 4:30 น.

รุ่งขึ้น ตื่นมาก็รีบทำธุระ แต่งตัวเตรียมออกไปขึ้นภูชี้ฟ้า พอเช็คอุณหภูมิก็ตกใจนะ 4 องศาเซลเซียส เรามีแค่เสื้อกันลม 2 ตัวเอง แต่มาแล้วต้องสู้

เราออกมายืนรอคนอื่นๆ ตั้งแต่ตี 5 พี่คนขับแกบอกนัดไว้ 5:30 เราก็เดินกลับเข้าห้องหาไออุ่นก่อน รอจนทุกคนพร้อมก็ออกมาใหม่ คันที่เรานั่งรวมทั้งหมด 4 คน 3 คนเป็นกลุ่มที่นั่งรถตู้มาด้วยกันและแนะนำเรามาพักที่นี่ นั่งรถไม่นานก็ถึง เราเตรียมไฟฉายมาแล้ว เขาบอกให้เราเดินนำ เราก็ไปก่อน เดินไปเดินมาเราก็เครื่องติดเดินต่อแบบไม่ได้รอเขาเลย (รู้สึกผิดเล็กๆ) เดินไปถึงจุดที่จะถ่ายจุดมหาชนเราก็เบรคว่าจะนั่งดูตรงนี้ แต่นั่งสักพักแล้วรู้สึกว่าต้องขึ้นไปอีกสิ จุดนี้ต้องไม่เห็นอาทิตย์ขึ้นกับทะเลหมอกแน่ๆ เดินขึ้นมาหามุมที่เราชอบ ยืนหนาวอีกพักใหญ่แสงเริ่มมาแล้ว




เดินหามุมนิดหน่อย เหมือนหลายคนก็อยากได้มุมที่เราถ่ายบ้าง สละถิ่นที่ยืนไปต่อละกันเนอะ





อาทิตย์ขึ้น (ไข่แดงมาแล้ว) สวยๆ คุ้มค่าการตื่นเช้ามานั่งสั่นบนยอดภูชี้ฟ้ามากๆ



ย้ายกลับมาถ่ายป้ายภูชี้ฟ้าสักหน่อย ผู้คนแย่งกันดีนัก เจอคนหนึ่งนั่งเฝ้าหลักกิโลเมตรตั้งแต่อาทิตย์ยังไม่ขึ้น จนเราลงก็ยังนั่งพิงไม่สนใจให้คนอื่นถ่ายบ้าง เราเลือกถ่ายในมุมของเราแล้วกัน


เดินต่อไปถ่ายมุมมหาชน เห็นใครๆ มาก็ต้องถ่ายก็ถ่ายมาบ้าง



เดินลงเนินเขามาเล็กน้อย เราก็มาถ่ายทะเลหมอกอีกนิดหน่อย




จะ 7:30 แล้ว วิ่งสิวิ่ง เกรงใจพี่ๆ 3 คนนั้นมาก พอลงมาถึงพี่เขารอเรานานก็เลยไปกินหมูปิ้งกัน รู้สึกผิดนิดๆ ลงมาถึงที่พักเราก็พุ่งตัวไปอาบน้ำเลย เก็บของเตรียมตัวกลับเชียงราย ลุงรถตู้แกนัด 8:45 ขากลับก็ได้นั่งที่เดิม แต่รอบนี้มีคนมานั่งเบียดด้วย กว่าจะถึง 11:30 แถมยังเกือบโดนตาลุงฆ่าด้วยการปิดประตูทับเรา ดีนะปิดไม่แรง ต้องโทษคนที่นั่งเบียดเราด้วยแหละกว่าจะลงได้

ด้วยความตั้งใจว่าอยากไปดอยแม่สลองต่อ จำได้ว่าเราต้องไปให้ทัน 13:00 ไม่งั้นอดขึ้น เรานั่งรถเมล์บัสเชียงราย-แม่สาย รอบ 11:50 รถเมล์บัสขับหวานเย็นมากๆ 8 กิโลเมตรใช้เวลา 40 นาที แล้วสุดท้ายคนขับก็หลุดออกมาเองว่าไม่ทันรอบแล้วขับเร็วขึ้น เราก็มาลงที่แม่จันตรงคิวรถสองแถวแม่จัน-กิ่วสะไต-แม่สลองพอดี รถแน่นมากๆ พี่คนขับแกก็ขอให้คนท้องถิ่นให้เรานั่งเพราะเราไปสุดสายและสมบัติเยอะ (กระเป๋า 2 ใบ) จากรถแน่นๆ กลายเป็นแน่นมากและโล่งเมื่อถึงหมู่บ้านก่อนถึงกิ่วสะไต เหลือ 3 คน รถจอดพักที่กิ่วสะไตเกือบชั่วโมงนะ พี่คนขับแกนอนพัก ชมวิวกันดีกว่า




พอพี่แกตื่นก็ไปกันต่อ เหลือแค่ 2 คน เป็นทางขึ้นเขาลงเขาตลอดทาง เริ่มเห็นว่าเขาหัวโล้นมากขึ้น แถมเริ่มเผาเพื่อเตรียมปลูกพืชกันแล้ว เตรียมรับมือวิกฤตควันกันได้แล้วนะ (ขออภัยทางโค้งเหวี่ยงไปมา ถ่ายได้เท่านี้จริงๆ)


นั่งสักพักใหญ่ๆ ก็ถึงตลาดชา เราไปลงสุดสาย ค่าโดยสาร 60 บาท เราอ่านตามรีวิวคนอื่นเขาพักที่ little home แต่เราดันมาวันตรุษจีน ห้องเต็มหมด เราก็เดินไปถาม Shin Sane Guesthouse & Bungalow เหลือห้องสุดท้ายแบบห้องน้ำรวม เขาคิดเรา 100 บาท แค่นั้นเราก็โอเคแล้ว แต่ก็แปลกที่หลายคนคิดว่าเรานอนแบบนี้ไม่ได้ ห้องใหญ่แถมมี 2 เตียงด้วย



เก็บกระเป๋าจ่ายเงินเสร็จก็ถึงเวลาสำรวจเมือง



เห็นถนนที่เป็นทางขึ้น-ลงเขา เราคิดถูกแล้วที่เดิน ถ้าเช่ามอเตอร์ไซค์มาก็เป็นภาระอีก เดินมาเจอดอกบ๊วย



เดินต่อไปก็เจอจุดชมวิวข้างบ้านชาวบ้าน โล้นหมดแล้วเนอะ เขาเตรียมปลูกชากัน




เดินต่อไปอีกนิดตรงทางขึ้นสถานีตำรวจแม่สลอง เรามาตามล่าดอกพญาเสือโคร่งได้ด้วย




เดินต่อมาที่ไร่ชาที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ได้ภาพวิวไร่ชามาด้วย



ตรงจุดนี้มีซุ้มประตูจีนด้วย


คนบนดอยแม่สลอง 99% มีเชื้อสายจีน วันนี้ก็เลยหยุดงานกันหมดทั้งร้านอาหาร ร้านชา ร้านกาแฟ และร้านขายของชำ เราเดินต่อไปจนถึงโรงเรียนบ้านสันติคีรี ก็เจอดอกพญาเสือโคร่งอีก



เดินต่อไปหลุดโค้งโรงเรียนไปก็ไม่มีอะไรแล้ว เราก็เลยเดินกลับ ขากลับเรามาถ่ายร้านกาแฟสวยดี หลังร้านวิวสวยมากแต่วันนี้ปิด เราแอบชะโงกเข้าไปดู


เดินย้อนกลับไปตลาดชาดีกว่าแค่ 1.5 กิโลเมตรเอง (แต่เป็นทางขึ้น-ลงเขานะ) ระหว่างทางก็ถ่ายวิวจากข้างบ้านชาวบ้าน


เดินต่อไปจนก่อนถึงตลาดชาก็เจอแผงชาวเขาขายของ


เดินต่อมาถึงตลาดชาถ่ายหลักกิโลสักหน่อย


เดินเข้าไปตลาดนัดขายของเดินจนทั่วของขายน้อยมากๆ เดินต่อไปหน้าโรงเรียน เฮ้ย…โรงเรียนเดียวกับข้างล่างเราเดินอ้อมทำไม T_T จากนั้นก็เดินกลับตลาดนัดซื้อลูกชิ้นหมูจิ๋วไม้ละ 2 บาท รองท้องก่อน 10 ไม้ จากนั้นเดินต่อไปเจอร้านน้องอิ่มโภชนาเราสั่งยำใบชาสดกับผัดยอดมะระหวาน แต่เขาบอกยอดมะระหมดยอดถั่วลันเตาแทนได้ไหม อืมตามนั้นก็ได้


ยำใบชาสดที่นี่ใบชาไม่หอม แถมมาทั้งกิ่งก้านใบเลย ใส่พริกกระเหรี่ยงมาเผ็ดจนน้ำตาไหลเลย ส่วนผัดยอดถั่วลันเตาก็ธรรมดาโอเค จ่ายเงินกับมื้อนี้ 200 บาท


พออิ่มเราก็เดินย้อนกลับมาเจอ Baan See See เห็นป้ายกาแฟสดเราก็รีบแวะเลย ที่นี่มีบริการที่พักด้วย วิวบริเวณร้านกาแฟ

พอกินเสร็จก็เดินกลับมารีบอาบน้ำ เราชอบที่นี่จังเครื่องทำน้ำอุ่นแบบใช้แก๊ส น้ำร้อนสะใจมาก คืนนี้เราก็หลับเร็วเพราะหนาวและเหนื่อย


เช้าวันรุ่งขึ้น ตื่นมาพร้อมอากาศหนาวเย็นมากๆ อุณหภูมิ 7 องศาเซลเซียส

ออกมาจากที่พักก็ตลาดเช้าเลย พักตากแห้ง วิธีการถนอมอาหารที่ง่ายอีกวิธีหนึ่ง


ตลาดเช้าของไม่แพง เรากินปาท่องโก๋ 3 ตัวกับกาแฟ 1 แก้ว 20 บาท บรรยากาศตลาดเช้า


จากนั้นก็เดินไปถ่ายอาทิตย์ขึ้นนิดหน่อยแต่ขึ้นสูงมากแล้ว



จากนั้นเราก็รีบเก็บกระเป๋าออกไปขึ้นรถแต่เราจำเวลาผิด ออกไปไม่ทันรถ 7:00


เรานั่งรถท่าตอนรอบ 8 โมงไปกิ่วสะไต


มาถึงก็มีรถแม่จันจอดรออยู่พอดี แต่ยังไม่ถึงเวลาออกรออีก 30 นาที รอบนี้คนเต็มรถอีกแล้ว อบอุ่นมากๆ พอถึงตลาดแม่จันรถแม่สายก็มาพอดีเลย ค่ารถเมล์ 25 บาท ถึงสถานีขนส่งแม่สายก็ต่อรถสองแถวมาที่ด่าน 15 บาท


แล้วเราก็พลาดที่จำข้อมูลการข้ามด่านพม่าทางบกไม่ได้ ถ้าข้ามทางบกต้องขอวีซ่าหรือไม่ก็ทำใบผ่านแดนที่อำเภอแม่สายต้องย้อนกลับไปอีก เราก็เลยตัดสินใจไม่ข้ามกลับเชียงรายเลย พอมาถึงเชียงรายเห็นรอบรถที่เร็วสุดไปเชียงใหม่คือรอบเดียวกับกลับกรุงเทพฯ รถไปลำปางไม่มีต้องไปต่อเชียงใหม่หรือแพร่ ก็เลยตัดสินใจกลับกรุงเทพฯเลยดีกว่า ได้ตั๋วของสมบัติทัวร์ก็แวะชิมบะหมี่หยกเนื้อร้านเจ๊เฮียงตรงข้ามสถานีขนส่งเก่า


จากนั้นก็ไปเดินเซ็นทรัล เชียงราย รอเวลากลับบ้าน ต้องขอบคุณสำหรับให้เราเปลี่ยนชุดสบายๆ กลับบ้าน แล้วก็ถึงเวลาไปสถานีขนส่งใหม่รอเวลารถออก ถึงเวลารถออกตรงเวลา


เราดูหนังจบเรื่องก็หลับ ตื่นมาก็ถึงจุดพักรถแม่สุรีย์ที่พิษณุโลก รอบนี้เราได้ห้องอาหาร VIP รสชาติอาหารอร่อยกว่าด้านนอกเยอะมาก



พอรถออกก็หลับต่อตื่นอีกทีก็นวนครแล้ว จบทริปนี้ด้วยความสุขใจได้ไปในจุดที่อยากไป แถมยังหนาวสะใจมากๆ


ติดตามทริปเดินทางอื่นๆ ได้ที่

เพจ : ตะลุยเดี่ยวแบกเป้เที่ยว

IG : prapat / ตะลุยเดี่ยวแบกเป้เที่ยว




ความคิดเห็น