SINGAPORE : เที่ยวชิล ๆ ไปไหนไปกัน รีวิวโดย เพราะโลกนั้นกว้าง

SINGAPORE : เที่ยวชิล ๆ ไปไหนไปกัน "สิงคโปร์" เป็นประเทศปลายสุดของแหลมมลายู เป็นดินแดนเล็ก ๆ ที่หลายคนหวังไว้สักครั้งจะได้มาเยือนหรือเป็นประเทศแรก ๆ สำหรับแบกเป้เพื่อออกสู่โลกกว้างเนื่องจาก อยู่ใกล้ประเทศไทย ประเทศมีขนาดเล็กทำให้เหมาะกับการลิ้มลองรสชาติของการผจญภัยครั้งแรก สำหรับผมเอ

SINGAPORE : เที่ยวชิล ๆ ไปไหนไปกัน

SINGAPORE : เที่ยวชิล ๆ ไปไหนไปกัน



SINGAPORE : เที่ยวชิล ๆ ไปไหนไปกัน


"สิงคโปร์" เป็นประเทศปลายสุดของแหลมมลายู เป็นดินแดนเล็ก ๆ ที่หลายคนหวังไว้สักครั้งจะได้มาเยือนหรือเป็นประเทศแรก ๆ สำหรับแบกเป้เพื่อออกสู่โลกกว้างเนื่องจาก อยู่ใกล้ประเทศไทย ประเทศมีขนาดเล็กทำให้เหมาะกับการลิ้มลองรสชาติของการผจญภัยครั้งแรก

สำหรับผมเองนั้นหลังจากไปไต้หวัน ญี่ปุ่น ลาว อินโดนีเซีย เป็นต้น กลับไม่เคยสนใจจะไปเยือนดินแดนแห่งนี้เลยเพราะว่า คิดว่าเฮ้ย ประเทศนี้มันเล็กนิดเดียวไม่มีอะไรน่าสนใจสักนิด จะไปทำอะไรกันนอกจากยูนิเวอร์แซล มารีนาเบย์ เมอไลออน แต่เเล้วความคิดนี้ก็จะเริ่มเปลี่ยนไปหลังเห็นรีวิวต่าง ๆ ของคนที่ไปเยือนสิงคโปร์ในที่แบบทั้ง Seen และ Unseen ทำให้ผมได้เวลาไปสำรวจเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้กันแล้ว อยากรู้เป็นยังไงก็ไปติดตามกัน

CHEPTER I การเริ่มต้น

ทริปสิงคโปร์เป็นทริปแบบปุบปับ ที่ตัวผมเองไม่คาดคิดว่าจะได้ไปเร็ว ๆ นี้และเป็นประเทศที่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมในสมองเลยว่า "มีความอยากจะไป" แต่อยู่ ๆ ก็มีความคิดขึ้นมาสักพักว่า "เราควรจะเก็บประเทศใน AEC ให้หมดนะ" และสิงคโปร์ก็อยู่ในตัวเลือกนั้นเนื่องจากใกล้ประเทศไทย ใช้วันลาพักร้อนไม่มาก

การเดินทางไปสิงคโปร์ครั้งนี้ ผมจองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่านทางเว็บเอเจนท์ชื่อดังอย่าง EXPEDIA ได้มาในราคาที่พึงพอใจพอสมควร ราคา 12,894.40 บาท (ตกคนละ 6447.20 บาท) โดยแบ่งค่าใช้จ่ายดังนี้

1. ค่าตั่วเครื่องบินไปกลับ (Tiger Air) 7452 บาท (3726 บาทต่อคน)

2. ค่าที่พัก (Hotel KAI) 3 วัน 2 คืน 5442.4 บาท (2721.20 บาทต่อคน)

ถึงแม้ราคาจะไม่ถูกที่สุดแต่จองแบบปุบปับแบบนี้ก็ยังพอรับได้ครับ



การเดินทางไปสิงคโปร์ในครั้งนี้ก็ได้เวลาอันดีที่ได้ขึ้นเครื่อง Tigerair ซึ่งขึ้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ถ้ารูทไปไต้หวัน (ไทเป) จะต้องขึ้นที่ดอนเมืองเท่านั้นนะครับ อย่าสับสนเด้อ!!! โดยที่สุวรรณภูมิเคาเตอร์ของไทเกอร์แอร์จะอยู่แถว L เวลาไปก็เป็นเวลาที่ค่อนข้างโอเค เครื่องออก 8.40 น.


เชคอินเสร็จเรียบร้อยก็เตรียมตัวไปรอเครื่องกันเลยดีกว่าครับทุกคน


จุดเริ่มต้น ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ (กล่าวทุกรอบที่รีวิว)


การเดินทางไปสิงคโปร์ในครั้งนี้ผมจองผ่าน Expedia และราคาโปรที่ถูกที่สุดก็ตกไปอยู่กับของน้องเสือไทเกอร์แอร์ ตอนที่จองจำได้ว่าจองผ่านไทเกอร์แอร์ สักพักสกู๊ต (Scoot) ก็ส่งเมล์มายืนยัน เลยสับสนสักครู่จึงหาข้อมูลว่าในเดือนกรกฏาคม 2017 ไทเกอร์แอร์จะรวมกับสกู๊ตแล้วนั่นเอง ดังนั้นในช่วงที่ผมไปปลายเดือนพฤษภาคมจึงสามารถเชคตั๋วได้ทั้งในเว็บของสกู๊ตและไทเกอร์แอร์ครับ (บอกเล่าเฉย ๆ)

เรื่องกิน...เรื่องเที่ยวอยู่ในเรื่องเดียวกัน

สำหรับใครที่มีบัตรสมาชิก King Power แล้วก็สามารถมาใช้บริการ King Power Lounge ได้พร้อมผู้ติดตามอีก 2 คน แต่ๆๆๆ ปกติเลาจน์ของคิงพาวเวอร์จะอยู่ตรง Concourse A และเกทของไทเกอร์แอร์จะอยู่บริเวณ Concourse E หรือ F ซึ่งอยู่คนละฟากเลย แต่ตอนนี้คิงพาวเวอร์ได้เปิดเลาจน์เพิ่มตรงบริเวณ Concourse E ทำให้สะดวกยิ่งขึ้น ดังนั้นสายการบินจะอยู่ฝั่งซ้ายหรือขวาก็ไม่ต้องห่วงจะเดินขาลากแล้วนะครับ เพราะมีสองจุดแล้ว


อันนี้เป็นภาพบรรยากาศคิงพาวเวอร์ เลาจน์บริเวณคอนคอร์ส E ในยามเช้าค่อนข้างเงียบและคนก็ไม่เยอะครับ (อันนี้ไปเมื่อ 31 พฤษภาคม 2560)


CHEPTER II : ว่าด้วยเรื่องบัตร ๆ ในสิงคโปร์

การเดินทางในสิงคโปร์เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง หรือการจับจ่ายใช้สอย หรือแบบบัตรเดียวชีวิตหายห่วง ผมก็จะมาแนะนำบัตรที่เรา ๆ ท่าน ๆ คุ้นเคยกันดี 2 แบบ คือ

1. บัตร SINGAPORE TOURIST PASS


บัตร SINGAPORE TOURIST PASS เป็นบัตรสำหรับใช้เดินทางในสิงคโปร์เป็นหลัก โดยใช้ได้สำหรับการโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน รถบัสประจำทาง โดยบัตรนี้มีทั้งแบบ 1 วัน 2 วันและ 3 วัน ราคา 10 16 และ 20 SGD ตามลำดับ โดยราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่ามัดจำอีก 10 SGD และท่านจะได้ค่ามัดจำคืนเมื่อทำการคืนบัตรภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าเลยระยะเวลาที่กำหนดกลายสภาพเป็นบัตร EZ link

(หมายเหตุ : บัตรนี้ไม่สามารถใช้ได้ที่เกาะเซนโตซ่า )

เว็บไซต์ : The Singapore Tourist Pass

2. บัตร Ez . link


บัตรต่อมาเรียกว่าบัตร Ez link หรือบัตรเบ่ง คล้ายบัตรปลาหมึก ของฮ่องกง ที่ใช้โดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน รถบัสประจำทาง และรถไฟฟ้าที่เกาะเซนโตซ่าได้อีกด้วย แต่นอกจากสรรพคุณดังกล่าวแล้ว บัตรนี้ก็ยังใชซื้อของในร้านสะดวกซื้อได้อีกด้วยครับ โดยบัตรนี้มีมูลค่า 12 SGD (ค่าบัตร 5 SGD และค่าเงินที่เก็บในบัตร 7 SGD) ค่าบัตรจะไม่ได้คืน ที่ได้คืนคือ เงินที่คงเหลือในบัตร

เว็บไซต์ : EZ link

CHEPTER III : สัพเพเหระ ในสนามบินสิงคโปร์


ตอนถึงด่านตม.สิงคโปร์ พร้อมกางเกงขาสั้นแบบสไตล์ชิว ๆ ตม.ก็ไม่ถามอะไรเลย ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ตรวจพาสปอร์ต ก็เลยหยิบตัวนี้มา

ลูกอมตรง ตม. สิงคโปร์ใครไปก็อย่าลืมหยิบมาอมเล่นนะครับอร่อยดี


CHEPTER IV : สถานที่ท่องเที่ยวในสิงคโปร์ทั้ง SEEN และไม่ SEEN

RED DOT DESIGN MUSEUM

อาคารที่มีสถาปัตยกรรมสีแดงอันโดดเด่นบริเวณแถวใกล้ ๆ ศูนย์อาหาร Maxwell โดย Red dot นี้มีเพียง 3 แห่งในโลกเท่านั้นคือ เยอรมัน ไทเป(ไต้หวัน) และสิงคโปร์

การเดินทาง : MRT สถานี Tanjong Pagar MRT (EW15) ออก Exit B เดินตรงมาอีกนิดก็จะเจอตึกแดง


MAXWELL FOOD CENTRE

ถัดจากตึกแดง (Red dot design museum) ก็จะมาเจอกับศูนย์อาหารที่คนไทยรู้จักกันดีนั่นคือ ศูนย์อาหาร Maxwell ที่หลายคนคงอยากมาลิ้มลองข้าวมันไก่เทียนเทียน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ก็อยากมากิน


ร้านข้าวมันไก่ TIAN TIAN สาขา Maxwell


บรรยากาศศูนย์อาหาร Maxwell ตอนประมาณสี่โมงเย็น บรรยากาศก็เริ่มจะเงียบกริบ หลาย ๆ ร้านก็เริ่มปิดแล้ว ตอนผมไปร้านข้าวมันไก่ TIAN TIAN คนน้อยมากครับมีคนต่อแถวประมาณ 6-7 คน แต่หลังจากพวกผมสั่งอาหารเสร็จ แล้วมานั่งกินหันกลับไปอีกที โห!คนมาจากไหนกันนี้ต่อแถวยาวเลย (ยิ้มอย่างผู้มีชัยชนะ)


โฉมหน้าข้าวมันไก่สิงคโปร์ ในที่สุดก็ได้มากินซะที แต่เอาจริง ๆ ชอบไก่นะครับมีน้ำมีนวลอมน้ำ แต่น้ำจิ้มไก่ผมชอบแบบใส่เต้าเจี้ยวมากว่า

วัดพระเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple and Museum)

เดินถัดจากศูนย์อาหารแมกซ์เวลล์ไม่ไกลเท่าไหร่ก็จะเจอกับสถานที่ที่ถือได้ว่าฮอตฮิตสำหรับคนไทยเลย แบบว่ามาสิงคโปร์ก็ขอมาสักการะ ขอพรกันที่วัดพระเขี้ยวแก้ว


การเข้าชมวัดพระเขีั้ยวแก้วนั้น ไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ


ย่านไชน่าทาวน์

เมื่อเดินออกมาจากวัดพระเขี้ยวแก้วแล้ว ทุกคนก็จะเข้าไปสู่ย่านไชน่าทาวน์ ใครมาที่นี่ก็สามารถใช้ Free Wifi ในย่านนี้ได้เลย ซึ่งผมก็ได้ทดลองใช้แล้วก็โอเคระดับหนึ่ง รวมถึงย่านนี้หลายคนก็จะไปร้าน Sea Wheel สำหรับซื้อบัตรเข้าชมต่าง ๆ อีกด้วย (อันนี้ก็แนะนำนะครับ เพราะได้ราคาที่ถูกขึ้นมาหน่อย)


ทริคการเดินทางละแวก China Town

การเดินทางบริเวณรอบ ๆ ย่านไชน่าทาวน์สามารถเดินทางได้แบบ 2 รูท ดังนี้ครับ

เส้นทางแรก

>> นั่ง MRT ลงสถานี China Town จากนั้นเดินจากไชน่าทาวน์ -- วัดเขี้ยวแก้ว -- ศูนย์อาหารแมกซ์เวลล์ ---ตึกเเดง Red Dot แล้วนั่ง MRT ที่สถานี Tanjong Pagar

เส้นทางที่ 2

>> ก็จะตรงข้ามกับเส้นทางแรก นั่ง MRT มาลงสถานี Tanjong Pagar --- ตึกแดง Red Dot --- ศูนย์อหารแมกซ์เวลล์ --- วัดเขี้ยวแก้ว --- ย่านไชน่าทาวน์ --- นั่ง MRT China Town ได้เลย

และสำหรับใครจะไปร้าน Sea Wheel ถ้าไปในย่านไชน่าทาวน์อาจหาไม่เจอเพราะต้องเดินไปอีกหน่อย อยากรู้ว่าอยู่ตำแหน่งไหนก็ดูได้เลย

การเดินทางมายังร้าน Sea Wheel Travel

1. นั่งรถไฟฟ้ามาลงที่ MRT Chinatown

2. เดินมายังสี่แยกที่ตัดถนน Upper Cross กับถนน Eu Tong Sen

3. มองหาตึก People’s Park Centre เป็นตึกสีครีม แดง

4. ขึ้นบันไดเลื่อน หรือ ลิฟท์มาที่ชั้น 3 มองหาร้านที่มีไฟเขียวๆ แล้วมีตัวอักษรว่า “SEA WHEEL TRAVEL PTE LTD” ห้างนี้จะมีผังคล้ายพันทิพย์ ประตูน้ำ คือมีช่องตรงกลางทะลุถึงกันจนถึงชั้นล่าง ร้านนี้จะอยู่วงใน ถ้าหาไม่เจอลองเดินวนซักรอบ ไม่เกิน 5 นาทีเดี๋ยวก็เจอ

เดินเล่นในย่านไชน่าทาวน์พระอาทิตย์ก็ใกล้จะตกดินแล้ว ได้เวลาเดินเล่นที่อื่นต่อไป

ยp

ย่านบูกิส

จากที่พักของผมที่พักแถวย่านบูกิส วันที่สองผมจะเดินทางไปยังอุโมงค์ต้นไม้ หรือ Fort caning Park ที่กำลังฮอตฮิตในหมู่คนไทย

Fort Canning Park Singapore



เป็นสวนสาธารณะที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมจากคนไทย เนื่องจากมีลักษณะคล้ายอุโมงค์ต้นไม้ทำให้เหมาะแก่การถ่ายรูป โดยเฉพาะคู่รักสิงคโปร์ก็จะใช้ที่นี่ในการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งกันด้วย

ข้อแนะนำ

- Fort Caning Park ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงคนมาก ๆ แนะนำช่วงเช้า ๆ ครับเพราะคนจะไม่เยอะ ตอนผมไปเจอคนไทยประมาณ 3 กลุ่มเอง แต่ละคนมาคนละสายการบินเลย ทั้งไทเกอร์แอร์ แอร์เอเชีย ไลออนแอร์

การเดินทาง

- MRT Dhoby Ghaut (สายสีแดง ม่วง เหลือง)


Nanyang Technological University, Singapore

ต่อมาก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่คนไทยหลายคน อยากไปถ่ายรูปชิค ๆ ชิว ๆ หรือไปส่องดูหนุ่ม ๆ สาว ๆ นักศึกษาสิงคโปร์กัน ดังนั้นรีวิวนี้จึงไม่พลาดจะพาทุกคนไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยนันยางเทคโนโลยี ซึ่งมหาวิทยาลัยนี้ถือได้ว่าติดอันดับของโลกเลยทีเดียว โดยในปี 2017 ติดอยู่ในอับดับ 13 ของโลก (QS World University Rankings) และอยู่อับดับที่ 2 ของเอเชีย รองจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์

ส่วนปี 2018 ได้มีการจัดอันดับให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้อยู่อันดับที่ 11 เลื่อนขึ้น 2 อันดับ ดังนั้นอับดับ 1 ของเอเชียก็เลยเป็นของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปโดยปริยาย ดังนั้นเราจึงไม่พลาดที่จะไปชมมหาวิทยาลัยแห่งนี้

อาคาร ADM (School of Art, Design and Media)

หลาย ๆ คนที่อ่านรีวิวคงอยากจะรู้ว่า ตึกนี้คือตึกอะไร คำตอบคือ คณะศิลปะ การออกแบบและสื่อมีเดีย หรือเรียกสั้น ๆ ก็คือ ADM นั่นเอง ตัวอาคารจะเป็นกระจก ถ้ามองตรง ๆ ก็แอบคล้ายรูปหัวใจ ส่วนทางเดินในมหาวิทยาลัย ก็จะมียางมะตอยสีน้ำเงินปูราด สวยไปอีกแบบเหมาะกับการมาวิ่งในยามเย็น

อาคาร The Hive หรือคนไทยเรียก ตึกติ่มซำ

โดยตัวอาคารเมื่อมองจากภายนอกจะคล้ายกับเข่งติ่มซำวางซ้อน ๆ กัน ทำให้ตึกนี้เป็นไฮไลท์ของนักท่องเที่ยวอยากจะมาถ่ายรูป โดยอาคารนี้จะเป็นเหมือนศูนย์เรียนรู้และเป็นอาคารด้านพลังงาน

การเดินทางไปมหาวิทยาลัย Nanyang Technological

- นั่ง MRT ลงสถานี Boon Lay (สายสีเขียว) มหาวิทยาลัยตั้งอยู่นอกเมือง

- เมื่อถึงสถานี Boon Lay ก็เดินตามป้ายที่เขียน Bus Terminal จากนั้นก็ขึ้นรถบัสสาย 179 ไปมหาวิทยาลัยได้เลย โดยรถบัสสายดังกล่าวจะวิ่งเข้าไปในมหาวิทยาลัยครับ (ตามภาพด้านล่าง)


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ศูนย์อาหาร Holland Drive

หลังจากเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยเสร็จก็ได้เวลาต้องหาอะไรกินกันซะแล้ว โดยตอนที่นั่งรถไฟฟ้าจะไปสถานี Boon Lay สายตาก็เหลือบมองเห็นศูนย์อาหารเจ้าหนึ่ง เลยคุยกับรุ่นพี่ว่า เดี๋ยวเราลองมาแวะกินกันที่นี่ดีไหมพี่ ไหน ๆ ก็ใช้บัตร Singapore Tourists card แล้ว ดังนั้นเมื่อชมมหาวิทยาลัยเสร็จก็ได้เวลาแวะมาสำรวจกัน


ร้าน 168 ROAST SPECIALIST

เมื่อมาถึงศูนย์อาหาร Holland ผมกับรุ่นพี่เลยตัดสินใจกินร้านข้าวหน้าเป็ดดีกว่า (เป็นสาวกข้าวมันไก่ ข้าวหน้าเป็ด ดังนั้นไขมันไม่ต้องพูดถึง) ยืนดูเมนูไปสักพักเลยตัดสินใจสั่ง ข้าวหน้าเป็ดย่างผสมหมูกรอบ โดยการเริ่มต้นสปีคอิงลิช แต่ดันออกสำเนียงผิด เลยเกิดการอุทานเป็นภาษาไทย คุณลุงได้ยินบอกว่า ยูพูดไทยมาเลย ลุงฟังออก เฮ้ย เซอร์ไพร์ส เลยทำการสั่งเป็นภาษาไทย 555 สนุกดี และได้เมนูที่ถูกต้องด้วย


ในที่สุดได้ข้าวหน้าเป็ดผสมหมูกรอบ ปริมาณก็เยอะพอสมควร พร้อมกับน้ำซุปตีนไก่ น้ำซุปก็ค่อนข้างจืดไม่มีการปรุงรสแบบของไทย แต่ก็อร่อยดีครับ

การเดินทางไปศูนย์อาหาร Holland

- นั่ง MRT ลงสถานี Buona Vista (สายสีเหลืองและสายสีเขียว)

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

CHEPTER V : สถานที่ท่องเที่ยวในสิงคโปร์แบบ SEEN

หลังจากเดินทางทั้งในย่านไชน่าทาวน์ และออกนอกเมืองไปยังมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลก ตอนนี้ก็ได้เวลาเดินตามแพลนการเดินทางของหลาย ๆ คน นั่นคือ ย่านมารีน่า นั่นเอง

โปรแกรมทริปย่านมารีน่า

หลังจากไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกในเอเชียมาแล้ว และไปหาอะไรกินที่ Holland Drive ตอนนี้ก็ได้เวลาท่องเที่ยวย่านมารีน่ากันแล้ว สำหรับทริปตอนนี้ผมจัดดังนี้ครับ

Marina Bay Station MRT >>> Marina Barrage >> Garden By The Bay >> Marina Bay Sand >> Helix Bridge >> น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง >> ปิดทริปวันที่ 2

MARINA BARRAGE

การเดินทาง

- นั่ง MRT ลงสถานี Marina Bay แล้วเดินตามป้ายที่เขียนไป Marina Barrage จากนั้นข้ามถนนไปยังตึก Marina Financial และรอรถประจำทางสาย 100 และไปลงสถานีปลายทาง Marina Barrage

- รถบัสสาย 100 ยังจะผ่าน Garden By the Bay ด้วย


จุดเด่นของเขื่อนเก็บน้ำแห่งนี้ คือ นอกจากส่วนที่ทำหน้าที่หลัก ๆ ของมันในด้านการกักเก็บน้ำและป้องกันน้ำท่วมแล้ว ตัวอาคารของเขื่อนในส่วนด้านบนยังทำเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนสิงคโปร์ได้มีที่พักผ่อนหย่อนใจ ยามเย็นคนสิงคโปร์ วัยรุ่นก็จะมานั่งเล่น พูดคุย เล่นว่าวกัน รวมถึงเมื่อยืนไปสนามหญ้าก็จะเห็นจุดแลนด์มาร์คของสิงคโปร์เรียงรายเลยทีเดียว ทั้งตึกมารีน่า เบย์ แซนด์ , Garden By The Bay ,Forest Dome และชิงช้าสวรรค์ ดังนั้นสถานที่นีัจึงเป็นอีกที่หนึ่งที่ห้ามพลาดเลยครับ



ข้อแนะนำ

- ในส่วนมารีน่า บาราจ แนะนำให้ไปตอนใกล้ ๆ เย็น ๆ แบบพระอาทิตย์ใกล้ตก เพราะว่าแดดไม่แรง รวมถึงก็สามารเดินไปยังสวนการ์เด้น บายเดอะเบย์ได้ด้วย


GARDEN BY THE BAYS

หลังจากที่ผมได้ไปซื้อบัตรเข้าโดมดอกไม้และโดมป่าที่ Sea Wheel ย่านไชน่าทาวน์แล้ว บัตรที่ผมซื้อนั้นรวมค่าเข้า OCBC SKYWALK ด้วย ดังนั้นราคาตั๋วเป็นดังนี้

- บัตรเข้า 2 โดม 18 SGD (หมายเหตุ : ราคาปกติในส่วน 2 โดมราคา 28 SGD)

- ค่าตั๋วเข้าชม OCBC SKY WAY ณ Supertree grove 6 SGD (หมายเหตุ : ราคาปกติในส่วนนี้ราคา 8 SGD)

โดมแรกที่ไปเยือนคือ CLOUD FOREST ที่นี่ก็จะมีน้ำตกจำลองที่สูงที่สุดในโลกอยู่ด้วย ตรงนี้ก็จะรีวิวไม่มากเพราะทุกรีวิวต้องพามาชมอยู่แล้ว


โดมส่วนที่สอง เรียกว่า FLOWER DOME ก็จะมีทั้งพืชจำพวกกระบองเพชร แคตตัส รวมถึงดอกไม้ นอกจากนี้ยังมีการจัดงานในแต่ละช่วงของปีแตกต่างกัน อย่างตอนที่ผมไปก็จะเป็นการจัดงานแบบธีมดอกไม้สีฟ้า (ถ้าจำไม่ผิด)


บรรยากาศตอนที่ผมไปในช่วงจัดงานธีมดอกไม้สีฟ้า ๆ สีม่วง ๆ ก็จะมีการประดับประดาหลังจากดูเสร็จ ออกไปนอกโดมพระอาทิตย์ก็จะใกล้ตกดินแล้ว นั่งพักผ่อนสักครู่ก็กะเวลาเพื่อไป Supertree


SUPERTREE GROVE (OCBC SKYWAY)

จากโดมดอกไม้เดินเรื่อย ๆ ก็มืดค่ำพอดี เดินแบบจงกรมเลยทีเดียว ซุปเปอร์ทรีก็เริ่มเปิดไฟสว่างไสว ไฟจากตึกมารีน่า เบย์ แซนด์ ก็เริ่มเปิดแล้ว สวยงามไปอีกแบบ


ระหว่างต่อแถวเพื่อขึ้นไป OCBC SKYWAY ก็เริ่มมีการแสดงแสงสีเสียงของต้นไม้แล้ว สวยงามเลยทีเดียว


ภาพบรรยากาศจาก OCBC SKYWAY สวยงามไปอีกแบบ พร้อมรูปโบลเก้จากมือถือ อยู่ ๆ ก็ถ่ายได้เฉยเลย หลังจากชมบรรยากาศบริเวณ supertree เสร็จแล้วก็ได้เวลาเดินเล่นแถวสะพานดีเอ็นเอ

ภาพระหว่างข้ามสะพานจาก supertree ไปยังตึกเรือใบอันเป็นเอกลักษณ์ ยามกลางคืนสวยงามไม่แพ้กลางวัน แต่ยังสงสัยว่า ทริปวันนี้เดินทั้งวันจริง ๆ


หลังจากเดินปล่อยตามอารมณ์จนมาถึงสะพานเฮลิกซ์ ก็พบกับความสวยงามและสัญลักษณ์ของไนโตรจีนัสเบส A C G T ความรู้ชีววิทยาลอยมาเลยทันที เมื่อเดินใกล้สิ้นสุดสะพานก็พบกับรถเข็นไอติมอันขึ้นชื่อของสิงคโปร์ ที่ใครมาแล้วก็ต้องมาลิ้มลองผมกับรุ่นพี่ก็สั่งแบบเวเฟอร์ไอศกรีมทุเรียน ราคาชิ้นละ 1.20 SGD กินอิ่มเพราะของหวานเลย


ปิดท้ายทริปของวันที่ 2 ด้วยการเดินไปน้ำพุแห่งความมั่งคั่งที่หลายคนคุ้นเคยกันอย่างดี แต่จะบอกว่าเดินไปนะจ้ะ นี่มีบัตรไม่ใช้ชอบเดินจากเขื่อนยังเข้าเมืองเลย

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ร้านบัคกุตเต๋อันขึ้นชื่อของสิงคโปร์ ร้าน SONG FA

เมื่อมาเยือนสิงคโปร์ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้นอกจากลิ้มรสข้าวมันไก่ ไอศกรีม ก็จะเป็นบัตกุ๊ตเต๋ เนื่องจากเวลามีจำกัดก็เลยไปกินร้านที่คนไทยรู้จักกันดี นั่นคือ SONG FA BAK KUT TEH

สาขาที่ผมไปกินตั้งอยู่บนนถนน New Road เลขที่ 11 ซึ่งเป็นสาขาแรก แต่ใกล้ ๆ กันถัดไปอีก 2 ตึกก็เป็นสาขาเลขที่ 17 อยู่บนถนนชื่อเดียวกัน เพียงแต่สาขาเลขที่ 11 เปิดแต่เช้าคือ 9.00 น. แต่สาขาเลขที่ 17 เปิด 11 โมงครับ รสชาติอร่อยดีครับ

เว็บไซต์ร้าน :https://www.songfa.com.sg/

การเดินทาง :

- MRT ลงสถานี Clark Quay


Ministry of Communications and Information: MCI

ใกล้ ๆ กับร้านบัคกุ๊ตเต๋สาขาบ้านเลขที่ 11 เมื่อเดินขึ้นไปก็จะเป็นย่านคลาสคีย์ และเดินไปถึงตรงสี่แยกก็จะเจอกับตึกที่มีหน้าต่างหลากสีสัน ซึ่งตึกนั้นเป็นที่ทำการของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศของสิงคโปร์ หรือตึก MCI ที่ตอนนี้คนไทยหลายคนกำลังฮอตฮิตกันเลย

Apple Orchard Road

🇸🇬 APPLE ORCHARD ROAD,ORCHARD ROAD
APPLE STORE สาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เพิ่งเปิดเป็นทางการเมื่อ 27 พฤษภาคม 2560 ตั้งอยู่ในใจกลางย่านชอปปิ้งและกำลังมีแผนจะเปิดสาขาในไทยในอนาคตอันใกล้นี้ สาขานี้จะมีอยู่ 2 ชั้นคือ ชั้น 1 >>จัดแสดงและขายสินค้าแอปเปิล และเมื่อเดินจากชั้น 1 ไปชั้น 2 ก็จะเจอบันไดหิน Castana แกะสลัก เป็นผลงานด้านสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของ Apple Orchard Road และส่วนชั้น 2 >> ลานกิจกรรม พื้นที่เรียนรู้และบริการหลังการขาย


บันไดหิน Castana แกะสลัก

การเดินทาง

- MRT สายสีแดงลงสถานี Somerset เลี้ยวซ้าย หรือลงที่สถานี Orchardแล้วเดินเลี้ยวขวา เดินตามถนน Orchard ก็จะเจอ Apple Orchard Road

Merlion


การมาเยือนดินแดนลอดช่อง นอกจากมาสัมผัสสถาปัตยกรรมอาคาร อาหารการกินแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะยืนยันว่าได้มาเยือนสิงคโปร์ได้อย่างเต็มภาคภูมินั่นก็คือ การเยี่ยมเยือนเมอริออน ซึ่งจุดหลัก ๆ ที่หลาย ๆ คนจะไปเยี่ยมเยือนสัญลักษณ์ดังกล่าว ก็คือบริเวณอ่าวมารินา นั่นเอง


ในที่สุดเวลาแห่งความสุขก็ได้ล่วงเลยผ่านมาจนถึงวันจากลา ทริปสิงคโปร์ครั้งแรกของตัวผมก็คงได้ปิดฉากลงภายในเวลา 3 วัน 2 คืน แต่ตัวผมเองก็ยังมีเป้าหมายเพิ่มว่า ถ้ามีเวลาเดี๋ยวจะมาเก็บสิงคโปร์ทั้งที่ Seen และ Unseen ต่อไป เพราะจริง ๆ ผมมีแผนจะไปเกาะแห่งหนึ่งที่นั่งเรือจากสิงคโปร์เข้าสู่อินโดนีเซีย และอีกเกาะที่อยู่ใกล้มาเลเซีย แต่เนื่องจากผมยังไม่เคยมาสิงคโปร์เลยดังนั้นก็ต้องจัดทริปบนเกาะก่อน อย่างไรก็ตามผมก็ฝากผลงานรีวิวการเดินทางประเทศอื่น ๆ ด้วยนะครับ

"เพราะโลกนั้นกว้าง เราจึงออกเดินทาง"

ความคิดเห็น