นั่งรถไฟไปนอนใกล้ธรรมชาติที่ "The Jungle House Hotel" เที่ยวเขาใหญ่แบบไม่มีรถส่วนตัว รีวิวโดย แป้งเจอนี่เจอนั่น

ปลายฝนต้นหนาว...เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการออกไปเที่ยวชมธรรมชาติสีเขียวอันชุ่มฉ่ำและมีชีวิตชีวา น้ำตกต่างๆ อยู่ในช่วงที่สวยงาม จุดหมายปลายทางคือ "เขาใหญ่" แต่กางเต็นท์นอนช่วงนี้คงไม่สะดวกสบายนัก ทริปนี้จึงพักที่ "The Jungle House Hotel" ที่พักราคาไม่แพง อยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และที่เที

นั่งรถไฟไปนอนใกล้ธรรมชาติที่ "The Jungle House Hotel" เที่ยวเขาใหญ่แบบไม่มีรถส่วนตัว

นั่งรถไฟไปนอนใกล้ธรรมชาติที่ "The Jungle House Hotel" เที่ยวเขาใหญ่แบบไม่มีรถส่วนตัว

 วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เวลา 15.08 น.

 วันที่เดินทาง 1 พ.ย. 2560

ปลายฝนต้นหนาว...เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการออกไปเที่ยวชมธรรมชาติสีเขียวอันชุ่มฉ่ำและมีชีวิตชีวา น้ำตกต่างๆ อยู่ในช่วงที่สวยงาม จุดหมายปลายทางคือ "เขาใหญ่" แต่กางเต็นท์นอนช่วงนี้คงไม่สะดวกสบายนัก ทริปนี้จึงพักที่ "The Jungle House Hotel" ที่พักราคาไม่แพง อยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และที่เที่ยวอื่นๆ เดินทางสะดวก ต้นไม้เยอะใกล้ชิดธรรมชาติ มีช้างเดินอยู่ในโรงแรม (อ่านไม่ผิดช้างจริงๆ ) มาเริ่มเดินทางกันเลย!

ทริปนี้มีเวลาไม่มาก 2 วัน 1 คืน ประกอบกับระยะทางไม่ไกลนักเราจึงเลือกการเดินทางโดยรถไฟที่ไม่ได้นั่งมานานมากแล้ว หากใครสะดวกเดินทางโดยรถตู้ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 081-9993707 (วินรถตู้เทวดา กรุงเทพฯ - ปากช่อง)


การเดินทาง

Step 1 รถไฟ (ดอนเมือง-ปากช่อง)

เริ่มจากการขึ้นรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือไปยังปลายทาง "สถานีรถไฟปากช่อง" ขบวนรถที่ 135 ต้นสายออกจากสถานีกรุงเทพ เราสะดวกขึ้นที่สถานีรถไฟดอนเมือง ราคาตั๋วรถไฟชั้น 3 คนละ 82 บาท วันที่เดินทางรถไฟมาช้าประมาณ 25 นาที

ข้อเสียของการที่ไม่ได้ขึ้นรถไฟต้นทาง คืออาจมีคนอื่นมานั่งในที่ของเรา ตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวจะเดินไปขอที่นั่งคืนอย่างสุภาพ แต่หากไม่กล้าหรือมีปัญหาแจ้งเจ้าหน้าที่บนรถไฟได้เลยค่ะ

ภาพจากหน้าต่างรถไฟ


Step 2 รถสองแถว (ปากช่อง-เขาใหญ่)

รถสองแถวอยู่ห่างจากสถานีรถไฟประมาณ 450 เมตร (ถ้าไปไม่ถูกหน้าสถานีรถไฟมีวินมอเตอร์ไซค์) ออกจากสถานีรถไฟให้เลี้ยวซ้าย เดินตรงไปเรื่อยๆ จะเจอร้านข้าวหมูแดงสุพรรณ

นับจากร้านข้าวหมูแดงเลี้ยวขวาซอยที่ 2 ตรงไปจนสุดซอย ผ่านหอนาฬิกา ตลาดเทศบาล จนเจอร้านสะดวกซื้อ

จากร้านสะดวกซื้อเลี้ยวซ้ายจะเจอวินรถตู้ไปกรุงเทพฯ ชื่อวินเทวดากับสองแถว 6 ล้อ คันสีฟ้าไปเขาใหญ่จอดอยู่ใกล้กัน ก่อนขึ้นรถแจ้งคุณลุงคนขับก่อนว่าไปลงที่ไหน รถสองแถวออกชั่วโมงละคันวิ่งถนนธนะรัชต์ ผ่าน Chocolate Factory, Palio ฯลฯ ก่อนเลี้ยวซ้ายไปทางวังน้ำเขียวลงตรงทางแยกนี้ได้เลยค่ะ

  • ข้อควรรู้ รถสองแถวรอบแรก 06.00 น. รอบสุดท้ายจากปากช่องไปเขาใหญ่ 17.00 น. และรอบสุดท้ายจากเขาใหญ่ไปปากช่องประมาณ 15.00 น.
  • พิกัดจุดจอดสองแถว เบอร์โทรศัพท์: 084-2995824
  • หากใครอยากเหมารถ หน้าร้านแว่นบิวตี้ฟูลตรงข้ามร้านสะดวกซื้อ มีคุณลุงนั่งจับกลุ่มอยู่สอบถามราคาได้เลยค่ะ

Step 3 เช่ารถมอเตอร์ไซค์

SAN Motorbike for Rent เป็นร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ที่ใกล้เขาใหญ่มากๆ ใกล้ขนาดที่ยืนหน้าร้านมองเห็นป้ายอุทยานฯ จากจุดลงรถสองแถวเดินมาไม่ถึง 5 นาที ที่ร้านมีรถมอเตอร์ไซค์ให้เช่าไม่เยอะ ควรจองมาก่อนล่วงหน้า ค่าเช่าวันละ 500 บาท สิ่งที่ได้คือ น้ำมันเต็มถังโดยไม่ต้องเติมคืน ไม่มีค่ามัดจำ ใช้แค่บัตรประชาชนตัวจริงใบเดียว ระยะเวลาเช่า 24 ชั่วโมง หากเกินคิดชั่วโมงละ 50 บาท

นอกจากเป็นร้านเช่ามอเตอร์ไซค์แล้ว ข้างในเป็นร้านกาแฟ (Chocolate เย็นเข้มข้นมาก) แวะมานั่งหลบร้อนก่อนขึ้นเขาใหญ่ก็ได้ค่ะ เจ้าของร้านน่ารักและคุยเก่งให้ข้อมูลเราเยอะเลย ขั้นตอนการเช่าไม่ยุ่งยากดื่มน้ำยังไม่ทันหมดแก้วก็ได้รถมาขี่แล้วค่ะ

ติดต่อได้ที่สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 086-2457882 และ 098-2105098

Facebook: Sankhaoyai Guesthouse&Tour Guide


The Jungle House Hotel

The Jungle House Hotel คือที่พักของเราในทริปนี้ อยู่ติดถนนถนนธนะรัชต์ เดินทางง่ายขับรถมาเองก็สะดวก มีรถสองแถวประจำทางผ่านทุกชั่วโมงอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวหลายที่ เช่น Palio, The Chocolate Factory, บ่อน้ำผุดบ้านท่าช้าง และไม่ไกลจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ถ้าใครชอบเล่นสวนน้ำสวนสนุกฝั่งตรงข้ามโรงแรมคือ Scenical World

เป็นโรงแรมที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าอยู่ในป่าตามชื่อจริงๆ ต้นไม้เยอะ มีภูเขา มีลำธาร มีช้างเดินอยู่ในบริเวณที่พัก (ควาญช้างคอยดูแลตลอด) ห้องพักถูกออกแบบให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติมีและหลายประเภท รองรับการเข้าพักหลายรูปแบบไม่ว่าจะมาเป็นคู่ เป็นครอบครัว หรือเป็นกลุ่ม ที่พักทั้งหมดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ทำให้ได้รับความเงียบสงบรู้สึกถึงการพักผ่อนจริงๆ

ราคาห้องพักเริ่มต้นที่ 1,200 บาท พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน อย่างเช่นห้องที่เราพักชื่อว่า "บ้านเคบิน" ในระแวกนั้นมีบ้านพัก 2 หลัง เงียบสงบ สามารถนำรถเข้ามาจอดบริเวณหน้าบ้านได้


สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพักมีเครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องปรับอากาศ (ตัวเล็กแต่หนาวมาก) เคเบิ้ลทีวีและน้ำดื่ม เป็นความชอบส่วนตัวเวลาไปนอนโรงแรมได้ใช้ชักโครกที่กดแล้วเสียงน้ำไหลเงียบๆ รู้สึกดีมากเพราะไม่รบกวนหากมีอีกคนนอนอยู่ขณะเราใช้ห้องน้ำ


อีกส่วนที่ชอบคือระเบียงหน้าบ้าน ถนนหน้าบ้านเป็นจุดเดินผ่านของกิจกรรมขี่ช้างชมธรรมชาติ สามารถนั่งดูช้าง และแอบส่องหนุ่มๆ ที่มาขี่ช้างได้ที่หน้าบ้านอย่างเพลิดเพลิน

ตอนบ่ายฝนตกหนักมาก อย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่าถ้านอนเต็นท์ช่วงนี้ลำบากแน่ๆ และการมานอนโรงแรมก็ใช่ว่าจะใกล้ชิดธรรมชาติไม่ได้ หลังฝนตกเราจึงไปเดินชมธรรมชาติรอบโรงแรมกันค่ะ

ในโรงแรมมีเส้นทางเดินชมธรรมชาติหลังฝนตกบรรยากาศดีมากค่ะ เห็นไอหมอกลอยอยู่เหนือภูเขาด้วย


หากใครไม่อยากเดินมีจักรยานให้เช่าค่ะ

มาดูบริเวณอื่นกันบ้าง ขนาด Lobby ยังสร้างล้อมต้นไม้เลยค่ะ ถ้าต้องการขี่ช้างชมธรรมชาติสามารถติดต่อที่นี่

บริเวณ Lobby มีกรงนกและกรงกระต่าย บอกแล้วว่าเหมือนอยู่ในป่าจริงๆ แต่อย่าดูนกกับกระต่ายเพลินนะคะ คอยหลบช้างด้วยทางเดินของเขาเลยแหละ


บ้านพักประเภทอื่นๆ

บ้านนี้เป็นบ้านที่เราชอบที่สุด และกลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุด "บ้านต้นไม้"



ด้านล่างบ้านต้นไม้เป็นร้านกาแฟ ไอศกรีม Postcard และของที่ระลึก




สิ่งที่ตื่นเต้นที่สุดในทริปนี้คือกิจกรรมขี่ช้างชมธรรมชาติ คำถามแรกที่ถามคือ ช้างรับน้ำหนักได้กี่กิโล กลัวจะโดน พรบ.คุ้มครองสัตว์มากสองคนน้ำหนักเฉียด 200 กิโลฯ อิอิ ส่วนราคากิจกรรมขี่ช้างชมธรรมชาติคนละ 300 บาทนั่งได้ 2 คน ถ้านั่งคนเดียว 500 บาท ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ใช้เวลา 30-45 นาทีค่ะ

ไม่ใช่แค่นั่งรถและต้องคาดเข็มขัด ขี่ช้างก็ต้องคาดเข็มขัดด้วยเพื่อความปลอดภัย ช้างแต่ละตัวมีชื่อค่ะ ตัวนี้ชื่อ "บัวบาน" สูงกว่าที่คิดไว้มากตอนแรกรู้สึกไม่มั่นคง พี่ควาญช้างกับพนักงานที่ยืนเอาใจช่วยอยู่บอกให้ทำตัวสบายๆ ให้เคล็ดลับในการนั่งช้างมาว่านั่งเอนตัวไปด้านหลังนิดหนึ่ง ไม่เกิน 5 นาทีก็นั่งสบายแล้วค่ะ



ไฮไลท์ของกิจกรรมนี้คือการขี่ช้างลุยลำธาร แต่เนื่องจากช่วงนี้น้ำเยอะมากๆ ประกอบกับฝนเพิ่งตกไปเพื่อความปลอดภัยเราเลยไม่ได้ไปตรงจุดนั้น แต่ก็มีโชว์พ่นน้ำปลอบใจ (พ่นตามคำสั่งของควาญนะคะ)


เดินมาได้ครึ่งทางควาญช้างก็ให้เราไปนั่งตรงคอแทน ส่วนควาญช้างลงไปเดินคอยกำกับอยู่ด้านล่างพร้อมถ่ายรูปให้ด้วย ตื่นเต้นกว่านั่งข้างบนอีก เพราะได้สัมผัสช้างจริงๆ


เสร็จแล้วก็มารับรางวัล นี่เป็นครั้งแรกที่เข้าใกล้ช้างขนาดนี้ เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่หาได้จาก The Jungle House Hotel


หากใครที่อยากให้อาหารช้างเฉยๆ เดินไปตรงหน้าโรงแรมได้เลยค่ะ


ห้องอาหารอยู่หน้าสุดที่เข้ามาจะมองเห็นเป็นอันดับแรก อาหารเช้าให้เลือกคนละ 1 อย่างระหว่างข้าวต้ม กับอาหารเช้าแบบ ABF ขนมปังและเครื่องดื่ม ชา กาแฟ โอวัลติน น้ำส้มเติมได้ไม่อั้นบริการตัวเองเรารีบเติมพลังก่อนจะออกไปลุยกันต่อ




โดยรวมแล้ว The Jungle House Hotel ตอบโจทย์กับคนที่ชอบธรรมชาติและคนที่ต้องการที่พักในราคาที่ไม่แพง อีกทั้งยังเดินทางสะดวก ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว ตอนฝนตกเราจอดรถมอเตอร์ไซค์ทิ้งไว้ด้านล่าง เพราะที่พักเราอยู่ห่างออกมาเป็นส่วนตัว มีพนักงานมาเคาะประตูห้องอาสาเอารถไปเก็บให้ และอีกเหตุการณ์หนึ่งเรากลับเข้าที่พักมาตอนมิดแล้วคุณ รปภ. เอาไฟฉายเดินส่องทางมาส่งพวกเราถึงหน้าห้องพัก นอกจากที่พักและบรรยากาศน่าประทับใจแล้ว การบริการของพนักงานที่นี่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การพักผ่อนครั้งนี้ประทับใจมากขึ้นค่ะ

สามารถติดต่อจองห้องพักได้ที่

Tel. 044-297-307

Mobile : 089-845-4215

ID Line : 044297183

Facebook: Jungle House Khao Yai


สถานที่ท่องเที่ยวในเขาใหญ่

เราแบ่งการประเภทสถานที่ท่องเที่ยวในเขาใหญ่เป็น 2 ประเภท คือ
  1. สถานที่ท่องเที่ยวจำพวกร้านอาหารเครื่องดื่ม แหล่ง Shopping เช่น Palio, The Chocolate Factory เป็นต้น ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวประเภทนี้อยู่ใกล้เมือง เดินทางสะดวก เหมาะกับคนที่ชอบท่องเที่ยวสบายๆ เน้นกิน เน้นถ่ายรูปแบบ ชิคๆ คูลๆ
  2. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในอุทยานฯ มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ จุดชมวิวฯ เหมาะกับคนที่ชอบท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ ออกแรงนิดหน่อย

ทริปนี้เราเที่ยวทั้ง 2 แบบเลย เลือกจุดที่อยากไปเนื่องจากมีเวลาไม่มาก เน้นเดินทางง่ายค่ะ


Palio Khao Yai

ถ้าพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในเขาใหญ่คงนึกถึง Palio หลายๆ คนคงเคยมาแล้วหนึ่งในนั้นก็เป็นเรา การไปครั้งนี้จึงต้องแตกต่าง! ด้วยความที่ Palio อยู่ห่างจากที่พักแค่ 3 กิโลเมตร เราจึงไปตอนเย็นเป็นอีกบรรยากาศหนึ่งที่ไม่เคยเห็น ไม่มีความวุ่นวาย คนน้อย ช่วงเดือน พ.ย.- ก.พ. มีดนตรีทุกวันศุกร์และเสาร์ (เวลาเปิดบริการ 08.30-19.00 น. )

สิ่งที่เราเพิ่งรู้คือที่นี่มีห้องสำหรับทำ workshop ได้ของที่ระลึกโดยฝีมือตัวเองกลับไปด้วย ค่าใช้จ่ายในการทำก็ไม่แพงเริ่มต้นที่ 20 บาท

บ่อน้ำผุด บ้านท่าช้าง

ห่างจากที่พักประมาณ 5 กิโลเมตร อาจเป็นเพราะหน้าฝนเลยทำให้ถนนไม่ค่อยสะดวกนัก ไม่เสียค่าเข้า ไม่เสียค่าจอดรถ

เราไปแต่เช้าเพราะอยากเห็นน้ำสีฟ้าใสและก็ไม่ผิดหวัง ข้อควรระวังโดยเฉพาะเด็กๆ ด้วยความที่น้ำใสมาก ใสจนเห็นพื้นด้านล่างอาจทำให้คิดว่าไม่ลึก ซึ่งไม่ใช่เสมอไปนะคะผู้ปกครองที่นำเด็กไปและคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นต้องระวังให้มากๆ

The Chocolate Factory

เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่อยู่ไม่ไกลจากที่พักเช่นกัน หากใครชอบ Chocolate ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะมีผลิตภัณฑ์จาก Chocolate เยอะมาก คนก็เยอะมากเช่นกัน

The Birder's Lodge

อยู่ห่างจากที่พักมาอีกหน่อย ตั้งใจว่าจะมาดื่มกาแฟแต่คนเยอะมากค่ะ จึงไปอีกส่วนหนึ่งที่เป็นจุดขายผลิตภัณฑ์ออแกนิค ใครชอบถ่ายรูปที่นี่มุมสวยๆ เยอะมาก

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

เราขึ้นเขาใหญ่ตอนบ่ายโมง เวลาในการท่องเที่ยวไม่มากนักเลือกจุดหมายปลายทางเป็น “น้ำตกเหวสุวัต” ค่าเข้าอุทยานคนละ 40 บาท รถมอเตอร์ไซค์คันละ 30 บาท ระยะทางจากด่านเก็บเงินไปยังน้ำตกไป-กลับ ประมาณ 50 กิโลเมตร ตรวจสอบน้ำมันให้ดีด้วยนะคะ

จุดชมวิว กม. 30

จอดรถถึงเลยค่ะ ไม่ต้องเดินเหนื่อย

ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

สาเหตุที่แวะศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพราะเราสะสมตราประทับอุทยานแห่งชาติ ใครที่มี Passport อุทยานแห่งชาติเอามาประทับตราได้ที่นี่ แต่เราลืมเอามาเลยประทับใส่ตั๋วไปตัดแปะทีหลัง เป็นการแวะยืดแข้งยืดยาและเข้าห้องน้ำ

น้ำตกเหวสุวัต

เป็นน้ำตกที่เข้าถึงง่ายมากค่ะ อาจจะต้องออกแรงนิดหน่อยตอนเดินขึ้นเดินลงไปด้านล่าง หากใครไม่อยากเหนื่อยข้างบนมีจุดชมน้ำตก แต่มาทั้งทีลงไปดูใกล้ๆ ดีกว่า ช่วงที่ไปน้ำเยอะและแรงมีป้ายห้ามลงเล่นน้ำ ถึงไม่ได้เล่นน้ำชมความสวยงามอย่างเดียวก็คุ้มแล้วค่ะ

เราลงมาไม่ทันรถสองแถวเข้าปากช่อง (รอบสุดท้าย 15.00 น.) หลังจากคืนรถมอเตอร์ไซค์เราเดินไปที่หน้าอุทยานฯ ให้ช่วยพี่เจ้าหน้าที่โบกรถ เป็นการโบกรถครั้งแรกก็จะกล้าๆ กลัวๆ พี่เจ้าหน้าที่โบกคันแรกก็ได้ไปเลย ด้วยความตื่นเต้นเราทำได้แค่ไหว้ขอบคุณไม่ได้ถามชื่อคุณลุงคุณป้า รู้แต่ว่าคุณลุงคุณป้าเป็นคนปากช่อง มาส่งถึงท่ารถตู้แถมยังอวยพรให้อีก

ขึ้นรถตู้เข้ากรุงเทพฯ จุดเดียวกับที่ขึ้นสองแถวไปเขาใหญ่ ถ้าจำไม่ผิดคนละ 180 บาท หากรวมทุกอย่างในทริปนี้ ค่าที่พัก ค่ากิน ค่าเดินทางหมดไปคนละ 2000 นิดๆ (สำหรับ 2 คน) เรากินไม่แพงเน้นถามคนในพื้นที่ ได้เที่ยวเยอะและหลากหลาย ก่อนหน้านี้คิดว่ามาเที่ยวเขาใหญ่ถ้าไม่มีรถส่วนตัวคงเดินทางลำบากที่พักก็คงแพง แต่จริงๆ แล้วยังมีพักในราคาที่เอื้อมถึงอย่าง The Jungle House Hotel ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะมาก ส่วนคนที่ไม่มีรถส่วนตัวขอแค่ขี่มอเตอร์ไซค์ได้และนั่งรถหลายต่อได้ เขาใหญ่ก็อยู่แค่เอื้อมแล้วค่ะ...


ฝากรีวิวอื่นๆ ด้วยนะคะ >>> แป้งเจอนี่เจอนั่น

Facebool >>> KeepGoing Thailand

ความคิดเห็น