ไปเที่ยว Okinawa 3 วัน 2 คืน แบบสั้นๆ ประหยัดๆ ตามประสาคนวันลาหมด รีวิวโดย ไกรสุวิทย์ ศรีสวัสดิ์

หลังจากห่างหายการรีวิวไปนาน แถมรีวิวญี่ปุ่นอันเก่าไม่จบด้วย เลยแอบรู้สึกผิด แต่คราวนี้อยากมารีวิว ที่เราไปเที่ยว โอกินาว่า ญี่ปุ่น พร้อมรายละเอียดที่เราทำทั้งหมด เพราะเป็นอีกเมืองที่ชอบมากๆ ยังไงลองตามรายละเอียดของเราดูครับ โอกินาว่าเป็นเกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น มีฉลามวาฬที่เราอยากไปดูมากๆด้วย

ไปเที่ยว Okinawa 3 วัน 2 คืน แบบสั้นๆ ประหยัดๆ ตามประสาคนวันลาหมด

ไปเที่ยว Okinawa 3 วัน 2 คืน แบบสั้นๆ ประหยัดๆ ตามประสาคนวันลาหมด

 วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 เวลา 17.18 น.

 วันที่เดินทาง 6 ก.พ. 2561

หลังจากห่างหายการรีวิวไปนาน แถมรีวิวญี่ปุ่นอันเก่าไม่จบด้วย เลยแอบรู้สึกผิด แต่คราวนี้อยากมารีวิว ที่เราไปเที่ยว โอกินาว่า ญี่ปุ่น พร้อมรายละเอียดที่เราทำทั้งหมด เพราะเป็นอีกเมืองที่ชอบมากๆ ยังไงลองตามรายละเอียดของเราดูครับ

โอกินาว่าเป็นเกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น มีฉลามวาฬที่เราอยากไปดูมากๆด้วย พอเจอตั๋วโปรของ Peach Air ราคาดี เพื่อนๆ อยากไปด้วย พอเห็นดังนั้นเราก็จัดการซื้อตั๋ว และอีกอย่างวันลาก็เหลือน้อย เลยจองไปกลับแค่ 3 วัน ทริปสั้นๆ ครับ เดินทางไปมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน - 2 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายรวมๆ ก็ประมาณ 15,500 บาทเท่านั้นครับ และพวกเราก็ใช้การเดินทางสาธารณะทั้งหมด เพราะไม่มีใครยอมขับรถเลย ดังนั้นข้อมูลต้องมาเต็มครับกันพลาด เดี๋ยวไปดูรายละเอียดกันเลยครับ



และก่อนอ่านรีวิว ขออีกนิดนะ ขอฝากกระทู้รีวิวครั้งก่อนๆ นิดนึง ติชมกันเพื่อใช้ปรับปรุงรีวิวนะครับ

1.รีวิว ฮ่องกง 3 วัน 2 คืน ตามประสาครับ : http://pantip.com/topic/32090888

2.เวียดนามใต้ไม่ไปไม่รู้ แต่ถ้ารู้อาจไม่อยากไป : http://pantip.com/topic/33104901

3.รีวิว เที่ยวอุบลราชธานี คนเดียว ฉบับตุ๊ดสู้แดด : http://pantip.com/topic/33575529

ส่วนอีกอันรีวิวไม่จบไม่กล้าโชว์เลย

ทริปนี้เราไปกัน 6 คน มาดูค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 15,500 บาทเท่านั้น

ค่าตั๋ว Peach Air นี่ฟินมาก ไปกลับ 4,160 บาท รวมตัดบัตรอีก 320 บาท เป็น 4,480 บาทเท่านั้น ถูกมากกกก กรี๊ดสุด แถมบินเสาร์กลับจันทร์ ลางานวันเดียว ไปค่ะ ไปแบบบอกเพื่อนแล้วจองเลย บินสุวรรณภูมิอีกต่างหาก ดี๊ดี ปลาบปลื้มราคาตั๋วมากๆ

และทุกครั้ง นี่เป็นคนวางแผน ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณทุกข้อมูล ในห้องบลูแพลนเน็ตด้วยครับ

และสำหรับรายละเอียดเดินทางวันแรกของพวกเรา ดังนี้เลย พยายามหารายละเอียดมาลงไว้ให้เพื่อนๆได้อ่านกันก่อนไป เพราะเดี๋ยวจะหลงกันอีก

อันแรกก็เวลาไปถึงสนามบินจะทำยังไง ก็อ่านมาว่าสนามบินของ Peach Air เป็น Low cost สนามบินจะเป็นคล้ายๆโกดัง

จากตารางบินของพวกเราก็บินตอนตีหนึ่งกว่าๆ ไปถึงเช้าที่โอกินาว่า ถามว่าหลับบนเครื่องลงไหม ไม่เลย เบาะแอบแคบสำหรับคนตัวใหญ่ๆ อย่างเรา แถมสนามบินของเราเป็นโกดังที่ออกมาจากสนามบินหลักของ Naha อีกที เข้าแถว ตม. ยาวนานมาก กว่าจะหลุดพ้น ออกมาก็ต้องลากสัมภาระมาขึ้นรถบัสที่จะไปยังตัวสนามบินหลักอีกที

พอมาถึงสนามบินหลักแล้วเราก็ขึ้นไปชั้นสอง เพื่อหาสถานี Yui Rail เดินทางเข้าเมืองนั่นเอง

อันนี้คือสถานี Yui Rail การเดินทางหลักของเรา

แต่ก่อนอื่นเราจะซื้อ Okica Card เป็นบัตรเติมเงินและใช้เดินทางรถ Yui Rail รวมถึงรถบัสใน Okinawa ก็จะมีค่ามัดจำ 500 เยน ในบัตร เราซื้อไป 3000 เยน ก็จะมีเงินคงเหลือในบัตร 2,500 เยน เพียงพอกับการใช้ของเราใน 3 วันแล้ว

และแผนที่ในการเดินไปโรงแรมของเราครั้งนี้ เราจะเดินทางไปลงที่สถานี Asahibashi และก็ไปตามแผนที่ในรูปเลยครับ ไปฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อนจะเดินทางไป Okinawa World กันต่อ

แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง พวกเราก็แวะ Lawson หาของกินกันหน่อย ซึ่งที่เกาะโอกินาว่าจะไม่มี 7-11 นะครับ หลักๆเลยจะเป็น Lawson

ก็กินกันสนุกเลย น้ำขนมของกินเพียบ

แล้วเราก็ต้องเดินไปรอรถบัสเพื่อไป Okinawa World ที่สถานี KAMIIZUMI ป้าย C2 นะครับ ก็เดินไปไกลพอสมควรเลย เราไปรอบ 11:50 ซึ่งรถบัสตรงเวลามากๆ ขึ้นแล้วเราก็แตะบัตร Okica Card เราแล้วนั่งไปยาวๆ เลย สุดสายเลยครับ คือนานมาก ชั่วโมงกว่า หลับแล้วหลับอีก ค่ารถ 580 เยน ระหว่างทางตอนเห็นราคาในหน้าจอเกิน 580 เยน อย่าไปตกใจนะ เดี๋ยวนั่งๆไปปลายทางมันก็จะตีกลับลงมาเหลือ 580 เยน เหมือนเดิม พอถึงปลายทางก็ไปเที่ยวกันเลย

ซึ่งที่แรกที่เราจะไปก่อนเข้า Okinawa World ก็คือ Valley of Gangala ครับ ก็ลงรถแล้วเดินข้ามฝั่งมาเลย

เราเข้ามาจะเจอร้านกาแฟเล็ก และถ้าต้องการจะไปทัวร์เดินดูป่า ถ้ำ ก็ซื้อทัวร์ได้ครับ แต่เราไม่ซื้อทัวร์ เพราะขี้เกียจเดินนั่นเอง เลยได้แค่กินกาแฟ ถ่ายรูปบริเวณในถ้ำช่วงแรกแค่นั้น ก็ได้บรรยากาศแปลกๆนิดนึง เพราะมานั่งกินกาแฟกลางถ้ำแบบนี้ 555

เพื่อนบอกได้บรรยากาศดี

อันนี้ Salt vanilla รสชาติดี

พอเราดื่มกาแฟ กินไอศกรีม พอสมควรแล้วก็จะไปต่อที่ Okinawa World กันเลย

รายละเอียดคร่าวๆ ตามในรูปนี้เลยครับ เราก็ซื้อตั๋วเข้าแบบเดินถ้ำและหมู่บ้านวัฒนธรรม 1,240 เยน ไม่เอาพิพิธภัณฑ์งู เพราะกลัวกันนั่นเอง

และเรานอกจากจะทำแผนเที่ยวแล้วยังต้องไปซื้อตั๋วอีกค่ะ เพื่อนๆใช้งานคุ้มมาก บอกเลย

อะเข้าไปอย่างแรกเลย คือลงถ้ำหินงอกหินย้อยค่ะ ทางเดินลงไปลึกพอสมควร แถมในถ้ำลื่นพอสมควรมาก มืดๆ เดินประมาณ 890 เมตร คือไกลเลยละ ในนั้นเขาติดป้ายว่าห้ามถ่ายรูป แต่ทุกชาติที่ไปก็ถ่ายกันหมด บรรยากาศเย็นๆชื้นๆอับๆ ก็สวยดีครับ

พอออกจากถ้ำมาเราก็มายังหมู่บ้านวัฒนธรรม เรารีบเพื่อจะไปดูโชว์ Eisa ให้ทันรอบ 14:30 น. ซึ่งระหว่างการแสดงก็ห้ามถ่ายรูปหรือวีดีโอนะครับ เราก็เคารพกฎกันเนาะ อย่าให้เสียชื่อคนไทย การแสดงนี่เต้นร้องกันหนักหน่วงมาก เป็นโชว์ที่สนุกสนานเลย ตอนจบมีให้ไปเต้นรำพร้อมกันและไปถ่ายรูปกับนักแสดงได้

พอเสร็จพวกเราก็ไปเดินชมหมู่บ้านวัฒนธรรมทั้งหมดครับ

และที่พวกเราอยากทำมากที่สุดคือใส่ชุดของอาณาจักรริวกิวนี่ละ ค่าเช่าชุดถ้าแค่ใส่ถ่ายรูปเดียว 500 เยน แต่ถ้าเช่า 15 นาที ตก 1,500 เยน พวกเราก็เลือก 15 นาทีเพราะอยากเดินไปถ่ายหลายๆที่ ครับ

พอได้รูปถ่ายสวยๆ เราก็ไปทานไอศกรีม Blue Seal ที่ขึ้นชื่อของที่โอกินาว่ากัน

ในหมู่บ้านวัฒนธรรมมีหลายอย่างมาก ทั้งการทอผ้า การเกษตร หัตถกรรมต่างๆ การทำเหล้าจากงู(ซึ่งน่ากลัวมาก) มีแบ่งโซนหลายๆอย่าง คือครบความเป็นโอกินาว่าเลย ที่นี่ ก็เป็นอีกที่ที่ไม่ควรพลาดครับ

หลังจากที่เราเดินเล่น ถ่ายรูปจนหนำใจแล้ว ก็เดินทางกลับไป Check in ที่โรงแรมก่อนครับ เพราะตอนเช้าแค่ไปฝากกระเป๋าไว้เท่านั้น ก็ขึ้นรถสายเดิม 83 นั่งมาจนถึงใกล้ๆกับสถานีที่เราขึ้นมาครับ ขากลับนี่นานกว่าขามาอีก เพราะพาเราไปอ้อมในเมืองมาด้วย เกือบ 2 ชั่วโมงได้ ดูตารางเวลารถบัสดีๆนะครับ พลาดแล้วพลาดเลยนะครับ

มาถึงโรงแรมเราก็ไปเอากระเป๋า อาบน้ำเปลี่ยเสื้อผ้าเล็กน้อยเพื่อไปหาอะไรกินกัน สำหรับโรงแรม Nest Naha ก็เดินไม่ไกลจากสถานีเท่าไหร่นัก ภายในห้องก็พอได้ครับ ไม่ได้กว้างมาก ข้าวของเครื่องใช้โอเคเลย แถมพนักงานน่ารักมาก เราจองห้องแบบ 3 คน จำนวน 2 คืน เฉลี่ยตกคนละ 2,536.63 บาท ห้องน้ำก็จะแคบตามสไตล์ญี่ปุ่นเขาอะครับ

พอเราทำธุระเสร็จก็ออกเดินทางไปถนน kokusai dori โดยเรานั่งรถ Yui Rail จากสถานี Asahibashi ไป Kencho mae ค่ารถ 150 เยน แล้วเดินต่อไปอีกเล็กน้อยก็ถึงถนนแล้ว แต่ถ้าใครจะไปลงสถานี Makishi แล้วเดินมาก็ได้เหมือนกัน

ถนนสายนี้ก็คึกคักดีครับ ร้านอาหารเยอะมาก และยังมีห้าง don quijote ดองกี้ของเรานั่นเอง ก็เดินช้อปปิ้งกันสนุกเลยครับ ส่วนร้านอาหาร เราก็เดินๆ ไปจนเจอร้านนึงเขาเรียก ก็เอาละ เอาร้านนี้ละกัน ราคาก็แพงพอสมควร ท แถมนึกไงไม่รู้อยากกินชาบูที่ราคาแสนแพงไปอีก ค่าเสียหายเลยพุ่งไปที่ 13,857 เยน (ไหนบอกว่าประหยัดหละ 555)

และเราก็เดินเล่นซื้อของกันพอสมควรแล้วก็กลับไปพักผ่อนครับ เพราะเหนื่อยมากจริงๆ

วันที่ีสองที่ Okinawa

จากที่เราจัดแผนกันไว้ว่าจะไปตลาดปลา Itoman อุตส่าห์หาข้อมูลเรียบร้อย พอเช้ามีคนตื่นจะไป แต่ด้วยเสียงส่วนมาก บอกนอนเถอะ เหนื่อย เราเลยตัดแผนนี้ทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใย 5555 นี่ไปญี่ปุ่นกี่ครั้งก็ตัดแผนตลาดปลาทิ้งทุกครั้ง เพราะเหนื่อยจริงๆ เอาละ ในเมื่อทิ้งแล้ว เราก็ช่างมันเตรียมไปปราสาท Shuri ดีกว่า สำหรับวันนี้เราไม่ใช่ Okica Card แต่ซื้อตั๋ววันของ Yui Rail แทน ราคา 800 เยน เพราะคุ้มกว่ามากครับ

เราก็นั่งรถจากสถานี Asahibashi ไปสถานี Shuri ครับ พอออกจากสถานีก็เดินไปอีกไกลพอสมควรเลยครับ แดดแรงมากจนไม่ไหวต้องซื้อร่มกันมา เดินไปก็ถามทางไปจนเห็นปราสาทอยู่ไกลลิบๆ

ก็เดินไปตามทางเลยครับ จะมีทางขึ้นแต่สวนทางไม่ได้นะครับ จะต้องเดินวนไปตามทางที่เขากำหนดเสียค่าเข้าชมตัวปราสาท 820 เยนครับ แต่ตอนนี้กำลังบูรณะอยู่ เสียดายภาพเลยออกมามีนั่งร้านกับตัวปราสาทด้วย เวลาเข้าตัวปราสาทต้องถอดรองเท้านะครับ ไปดูรูปเท่าที่ถ่ายมาครับ เน้นคนครับ ไม่ค่อยเน้นวิว 555

พอเที่ยวในตัวปราสาทเสร็จ เราก็จะไปหาอาหารกลางวันทานกัน ตอนแรกวางแผนเลยว่าจะไปที่นี่ SHURI SOBA

แต่พอไปถึง ปิดจ้า หงอยเลย เลยแบบเอางี้เห็นร้านราเมนแถวสถานี Shuri เลยตัดสินใจไปร้านนั้นดีกว่า

หน้าร้านก็จะประมาณนี้มีรูปปั้นมังกรโซ้ยบะหมี่อยู่ด้วย เข้าไปก็จ๊ะ เป็นแบบหยอดเหรียญ นี่ก็หยอดกันมั่วเลย และเชฟคนทำ พยายามคุยกับเราอธิบายว่าอันนั้นจะช้านะ รอได้ไหม แต่คุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะภาษาเราสกิลอ่อนมาก 5555 ก็เลยภาษามือกันสนุกไป และแล้วเราได้ราเมนกันมาชามใหญ่มาก บางคนเป็นเซตซึ่งมีเกี๊ยว มีขนมจีบ สรุปกินไม่หมดจ้า มาเยอะขนาดนั้น อ่อร้านนี้น้ำฟรีนะ ข้าวด้วย แต่เอ่อ แค่ราเมนคุณพี่เราก็กินไม่หมดแล้วจ้า

รสชาติดีเลยทีเดียว มื้อนี้รวม 5,340 เยน เฉลี่ย 6 คนก็ตกประมาณ 300 บาท คืออิ่มมาก ดีงามมาก

พออิ่มท้องเรียบร้อย ถึงเวลาช้อปปิ้งจ้า เพราะว่าวันรุ่งขึ้นเรามีทัวร์ทั้งวัน เลยต้องช้อปปิ้งวันนี้แล้วละ

สำหรับที่ที่เราจะไปช้อปปิ้งที่แรกคือ T GALLERIA OKINAWA ก็นั่งไปลงสถานี Omoromachi ออกมาเจอเลยจ้า

คือเหมือนเป็น Duty Free อีกที่ สามารถซื้อแล้วไปรับได้ที่สนามบินก่อนกลับ โดยเราต้องกรอกรายละเอียดเที่ยวบิน พาสปอร์ตไว้ แล้วขากลับก็ไปรับของก่อนขึ้นเครื่อง และที่ช้อปปิ้งแห่งนี้ก็พาเราหมดเงินไปหลายบาทกันเลยทีเดียว ทรัพย์จางมากมาย 555 ไหนบอกจะประหยัด



อะแล้วที่ต่อไปของเราที่เพิ่มเติมจากแผนเที่ยวมาก็คือ ร้าน Manga Soko Naha เป็นร้านของมือสองแบรนด์เนมมือสอง และขายของสากกะเบือยันเรือรบ เปิด 24 ชั่วโมง มีทุกอย่างแล้วแต่อยากจะได้เลย กระเป๋า นาฬิกา สร้อย แหวน เสื้อผ้า หรือพวกโมเดลต่างๆ แม้กระทั่งน้ำหอมมือสอง ยังมี

5555 คือเยอะละลานตาไปหมด วิธีการไปก็ง่าย ไปลงสถานี Akamine แล้วเดินไปอีกแปบเดียวเท่านั้น ใครอยากได้ของมือสองราคาถูกก็ลองแวะไปนะ

ช้อบปิ้งจนพอใจเราก็จะไปต่อที่ ถนนทสึโบยะ ยาจิมุน (Tsuboya Yachimun Street) ถนนสายสั้นๆ เกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผา แต่คือ ถ้าไปแล้วไม่ชอบเครื่องปั้น นี่แอบเซ็งนิดนึงเพราะไม่มีอะไรเลย

อะหลังจากนั้นเราก็เดินต่อมายังถนน kokusai dori โดยคราวนี้เราเดินเข้าไปในทางตลาดแทน คือของเยอะมาก เยอะเดินกันตาลายไปเลยทีเดียว แถมวันอาทิตย์ ปิดเป็นถนนคนเดินด้วย มีการแสดง Eisa ให้ดูด้วย งานนี้ก็เดินไปช้อปกระจายเหมือนเดิม ทั้งร้านขายยา เครื่องสำอางค์ ของฝาก คือขาช้อปนี่ฟินไปเลย

และตอนเย็นเราก็หาอาหารเย็นทานแถวนั้นเหมือนเดิมครับ อร่อยและแพงกันไป 555

ทานเสร็จก็กลับที่พักเก็บกระเป๋าเตรียม Check Out แต่เช้า เพื่อไป Day tour วันสุดท้าย

เช้าวันสุดท้ายที่ Okinawa เราต้องรีบตื่นแต่เช้ามาเพื่อ Check out ออกจากโรงแรม และฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม ซึ่งตอนแรกจะฝากไว้ที่บริษัททัวร์หรือบนรถบัส แต่เราคิดว่าฝากไว้โรงแรมจะดีกว่า และเราก็ให้บริษัททัวร์มารับเราที่โรงแรม ประมาณ 7:40 น. รถบัสก็มารับเราที่หน้าโรงแรมไปยังบริษัททัวร์เพื่อจ่ายเงินค่าทัวร์และค่าเข้า Churaumi Aquarium โดยเราเลือกบริษัททัวร์ของ Okinawa Bus Ltd. เลือก One day tour แบบ B ตามลิ้งค์นี้เลย http://okinawabus.com/en/bt/bt_regulartourism_b/ โดยค่าทัวร์ต่อคนจะอยู่ 5,500 เยน รวมอาหารกลางวัน และซื้อค่าเข้า Churaumi Aquarium อีก 1,650 เยน คือเราจะไม่ซื้อก็ได้ แต่จะเข้าไปดูฉลามวาฬไม่ได้ เดินดูได้แต่รอบนอกเท่านั้น พอจ่ายเสร็จก็จะให้ตั๋วกับเรามาเก็บไว้เพื่อเข้าที่ต่างๆ

เราก็นั่งรอลูกทัวร์คนอื่นพอได้เวลา 8:45 น. ก็ออกเดินทางกันเลย ซึ่งไกด์ของเราน่ารักมาก ร้องเพลงให้ฟัง และเวลาจะไปไหนก็จะเอาการ์ดที่เป็นภาษาอังกฤษให้อ่าน เพราะนางพูดแต่ญี่ปุ่นอย่างเดียว เราก็นั่งรถไปเรื่อยๆ และที่แรกที่เราจะลงไปก็คือ ผาหินมันซะ (Manzamo) เป็นผาหินรูปช้าง และทัวร์ให้เวลาเราแค่ 20 นาทีเท่านั้น ก็รีบเดินไปถ่ายรูปแย่งชิงกับทัวร์จีน นาทีนั้นใครถ่ายได้รีบถ่ายเพราะคนเยอะมากจริงๆ และเอาจริงเราปลาบปลื้มกับจุดนี้มาก เพราะวิวสวยมาก น้ำทะเลใสมาก ชอบ

พอจบจากผาหินเสร็จ เราก็นั่งรถต่อไปยาวๆ ประมาณ ชั่วโมงกว่าๆได้ ไปกินอาหารกลางวันที่ Centurion Hotel Resort vintage Okinawa Churaumi เป็นบุพเฟ่ต์ รสชาติใช้ได้เลย และคือทานเสร็จเราก็เดินไป Okinawa Churaumi Aquarium โดยทัวร์ให้เวลาเรารวมๆแล้วประมาณ 2 ชั่วโมงในการทานอาหารกลางวันและเที่ยว Aquarium และนัดกลับมาเจอที่โรงแรมที่ทานบุพเฟ่ต์นี่ละ

และแน่นอน พอทานเสร็จเรารีบไปเลย รีบไปยังศูนย์ที่จัดแสดงฉลามวาฬ พระเอกของเราเลย และบริเวณด้านนอกก็มีอีกเยอะมากทั้งโชว์โลมา เต่าทะเล พยูนฯลฯ คือถ้ามีเวลามากกว่านี้จะเดินให้ครบเลยครับ แต่เวลาเราจำกัดก็เลยได้แค่พอประมาณ ก็ดูรูปคร่าวๆครับ ทุกคนอาจจะงงกับค่าบัตรนะครับ คือถ้าซื้อเองไม่ซื้อกับทัวร์ จะเป็นราคา 1,850 เยน ครับ ซื้อกับทัวร์เหลือ 1,650 เยน ครับ

พอจบจาก Aquarium แล้ว ทัวร์ก็พาเราไปต่อยัง Nakijin Castle ซึ่งเป็นปราสาทหินเก่า ไม่ได้เหลือตัวปราสาทแล้ว แต่ยังมีกำแพงหิน และพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติ ข้าวของเครื่องใช้ของอาณาจักรริวกิว

และที่สุดท้ายปิดทริป Day tour คือสวนสับปะรด คือแบบก็ต้องไปอะนะ ก็มีแต่สับปะรดจริงๆ ถ่ายรูปแบ๊วๆ ขำๆไปครับ

อันนี้กับไกด์ของเรา น่ารักมากจริงๆ

ที่นี่ก็จะมีร้านของฝาก ขนมจากสับปะรด คือเยอะมาก อร่อยด้วยครับ

ขากลับ ทัวร์จะไม่มาส่งเราที่โรงแรมนะครับ จะให้ลงที่บริษัททัวร์หรือที่สถานี Yui Rail เราก็ลงแล้วนั่งรถกลับมา Asahibashi เอากระเป๋า และนั่งไปยังสนามบินครับ เราขึ้นเครื่อง 21:55 น. ไปถึงสนามบินก็ต้องนั่งรถบัสกลับไปยัง LCC Terminal นะครับ ถ้าจะกินข้าวกินอะไรกินที่สนามบินหลักก่อนนะครับ เพราะที่ LCC Terminal มีแค่ร้านของฝากกับตู้กดเครื่องดื่ม ขนม แค่นั้น พอเราไปถึง LCC Terminal ก็ต้องรอเช็คอินด้วยตัวเองที่สนามบิน เอาพาสปอร์ตแนบตู้ และปริ้นท์ตั๋วมาครับ ส่วนคนโหลดกระเป๋าก็โหลดไป สำหรับสายการบิน Peach Air เขานับโหลดเป็นใบ ใบละไม่เกิน 20 กิโลกรัมนะครับ ขึ้นเครื่องได้คนละ 10 กิโล พวกเราก็จัดสรรกระเป๋ามาเป็นอย่างดี พอผ่านตรวจขาออกก็ไปรับเครื่องสำอางค์ที่เราซื้อไว้เลยครับ เป็นซุ้มเล็กๆ แต่บอกเลยว่าในตัวอาคารออกแนวร้อนมาก อับด้วย คนก็เยอะครับ นั่ง Low cost อะเนาะต้องทำใจ ก็ขึ้นเครื่องกลับบ้านอย่างสบายใจ สายการบินไม่เทด้วย 5555 ก็รีวิวคร่าวๆประมาณนี้ละครับ กลัวเวิ่นเว้อไปไม่จบอีก 555 และอีกอย่างที่เราชอบมากทริปนี้คือเครื่องดื่ม ยิ่งน้ำเปล่ากลิ่นต่างๆนี่กินเกือบทุกรส รสชานมนี่หอมสุดแล้ว ครับ ยังไงหวังว่ารีวิวนี้คงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ

ความคิดเห็น