รีวิว เที่ยวอุบลราชธานี คนเดียว ฉบับตุ๊ดสู้แดด รีวิวโดย ไกรสุวิทย์ ศรีสวัสดิ์

จากเดินทางไปอุบลราชธานีมาเมื่อ 18-20 เมษายน 2558 โดยจุดหมายหลักคือไปร่วมงานแต่งงานของพี่ที่ทำงาน ซึ่งในตอนแรกจะมีเพื่อนร่วมทาง ไปด้วยอีก 2 คน แต่ด้วยเหตุบางประการอีก 2 คน ไปไม่ได้ ดังนั้น เลยต้องฉายเดี่ยวไปคนเดียว แต่แหมะ ไปถึงอุบลราชธานีทั้งที ก็ต้องไปเที่ยวต่อด้วยซินะเพราะที่เที่ยวที่อุบล

รีวิว เที่ยวอุบลราชธานี คนเดียว ฉบับตุ๊ดสู้แดด

รีวิว เที่ยวอุบลราชธานี คนเดียว ฉบับตุ๊ดสู้แดด

 วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 เวลา 17.25 น.

 วันที่เดินทาง 6 ก.พ. 2561

จากเดินทางไปอุบลราชธานีมาเมื่อ 18-20 เมษายน 2558 โดยจุดหมายหลักคือไปร่วมงานแต่งงานของพี่ที่ทำงาน ซึ่งในตอนแรกจะมีเพื่อนร่วมทาง ไปด้วยอีก 2 คน แต่ด้วยเหตุบางประการอีก 2 คน ไปไม่ได้ ดังนั้น เลยต้องฉายเดี่ยวไปคนเดียว แต่แหมะ ไปถึงอุบลราชธานีทั้งที ก็ต้องไปเที่ยวต่อด้วยซินะเพราะที่เที่ยวที่อุบลฯ เยอะมากๆ เลย

แต่ปกติการไปเที่ยวไหนของผมเนี่ย จะต้องมีเพื่อนร่วมทางเสมอ ดังนั้นทริปครั้งนี้เสมือนเป็นการแบ็คแพ็คเล็กๆ เที่ยวคนเดียวครั้งแรก อารมณ์กลัวก็เกิดขึ้นเยอะเลยนะ แถมตัว จขกท. เองยังเป็นเก้งน้อยตัวเล็กๆ(เล็กกว่าลูกวัวนิดนึง) ที่ไม่ค่อยทันคน ไม่สู้คนด้วย ก็กลัวถูกหลอกระหว่างทาง แผนการเที่ยวก็ไม่มี ออกแนวเป็นทริปกะทันหัน ไปหาเอาดาบหน้า ก็ลองมาดูรีวิวเล็กน้อยๆ จาก จขกท. กันนะครับ อาจเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยเนาะ

อ่อๆ ก่อนไปดูรีวิว ขอฝากกระทู้รีวิวครั้งก่อนของ ผมด้วยนะครับ

ฮ่องกง - http://pantip.com/topic/32090888

เวียดนาม - http://pantip.com/topic/33104901



รายละเอียดโปรแกรมการเที่ยวตามนี้เลยครับ

ส่วนนี่คือรายละเอียดค่าใช้จ่ายครับ



ที่ได้ไปทริปนี้เพราะงานแต่งงานของพี่ที่ทำงาน การจองตั๋วก็พยายามเหลือเกินที่จะหาตั๋วถูกให้ได้ ขาไปก็ดูของแอร์เอเชียไว้ จนเห็นมีโปรลด 20% มาเหลือประมาณ 990 บาท รีบจองเลยจ้า แต่ขากลับตอนแรกกะจะจองกลับวันที่ 19 เมษายน แต่ยังแพงมาก เลยเอาว่ะ เฉพาะค่าไปก่อน จองปุ๊บ คร้า อีก 3-4 วัน แอร์เอเชียออกโปรมาเลย 690 บาท ค่ะ น่าตบมาก ออกโปรมาแบบนี้ อยากจะร้องไห้ ดังนั้นใครจะหาตั๋วไปอุบล ถ้าของแอร์เอเชีย ไม่ต่ำกว่า 690 ถือว่าแพงนะคะ

พอขากลับ หาตั๋วถูกไม่ได้ซะที จนเวลากระชั้นชิดเข้ามา เลยตัดใจยอมบินกลับ 20 เมษายน แทน ลางานเพิ่มอีก 1 วัน ซึ่งของไทยสไมล์มีราคาอยู่ประมาณ 1,390 บาท ซึ่งแพงกว่าของแอร์เอเชียและนกแอร์ไม่เท่าไหร่ และบ้าน จขกท. อยู่ลาดกระบังด้วย เลยตัดสินใจเอาตั๋วของไทยสไมล์ละกัน และเหมือนหนังฉายซ้ำค่ะ 2 วันต่อมา ไทยสไมล์ออกโปร 900 บาทมา แทบกรี๊ด ปวดตับสุดๆ เมื่อได้ตั๋วขาไปกลับแล้วก็วางแผนเที่ยวตาม ความคิดเห็นด้านบนเลย

เที่ยวบินดังนี้ครับ

ขาไป

Air Asia : 18 April 2015 เที่ยวบินที่ FD 3370 Bangkok (DMK) 7:40 AM - Ubonratchathani (UBP) 8:45 AM

ขากลับ

Thai Smile : 20 April 2015 เที่ยวบินที่ WE 029 Ubonratchathani (UBP) 6:05 PM - (BKK) Suvarnabhumi Airport 7:10 PM

สนามบินอุบลฯ ตอนนี้กำลังซ่อมแซมจากไฟไหม้อยู่นะครับ เลยดูคับแคบไปนิด และเมื่อดูจากการ์ดงานแต่งแล้ว ต้องเดินทางไปที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ซึ่งไม่ไกลจากสนามบินเท่าไหร่ ก็โบกแท็กซี่จากสนามบินไปเลย ตามรูป (เอามาจาก Google นะครับ ตอนนั้นของพะรุงพะรัง ไม่ได้ถ่ายรูปไว้)

ขึ้นรถมาเริ่มต้น 30 บาทเท่านั้น ไปถึงหน้าศูนย์ศิลฯ 42 บาทเท่านั้น แท็กซี่น่ารักกว่ากรุงเทพเยอะเลย อาคารศูนย์ศิลปฯ สวยมากครับ เห็นเขาบอกมีโรงแรมด้วยนะครับ ใครใคร่จะพักที่นี่ก็น่ามาลองใช้บริการดูนะ ก็มาถึงก็ตรงไปยังสถานที่จัดงานเลย ตามกำหนดการ 9.09 น. แต่ตอนนั้นก็จะ 9.30 น. แล้วละ 555 ก็เข้าไปในงานแบบงงๆ กำลังทำบายศรีเลยครับ แล้วแหมะ ได้นั่งโต๊ะจีนคนเดียว ตลอดงานจบเลย ไม่มีใครยอมมานั่งด้วย หึหึ กับข้าวทั้งโต๊ะ กินไม่หมดเลยครับ จนต้องแบ่งโต๊ะข้างๆ (รูปด้านล่างเป็นหน้าทางเข้าศูนย์ศิลปฯ นะครับ)

งานพิธีก็เป็นบายศรีแบบอีสาน มีผูกข้อไม้ข้อมือ ดูน่ารักดีครับ ขอข้ามขั้นตอนงานแต่งไปเลยเนาะ เดี๋ยวเราไปต่อเรื่องเที่ยวกันดีกว่า กลัวมาอ่านแล้วงงๆ อีนี่เมื่อไหร่จะเข้าเรื่องซะที

เมื่อจบจากงานแต่งถ่ายรูปเจ้าบ่าวเจ้าสาวเรียบร้อย ก็เดินทางมายังโรงแรม เนวาด้า อินท์ โรงแรมนี้อยู่ถัดจากโรงหนังและสระว่ายน้ำเนวาด้า เข้ามานะครับ อย่าไปสับสนกับ เนวาด้าใหญ่ๆที่อยู่ข้างๆนะครับ แผนที่คร่าวๆ ที่ผมใช้ในคราวนี้นะครับ

สำหรับโรงแรมเนวาด้า เนี่ย คือเอาจริงๆ ทำเลดีไหม โอเคเลยนะครับ กลางเมืองเลยใกล้สนามบินด้วย แต่สภาพห้องเก่าไปหน่อย เฟอร์นิเจอร์ก็เก่า แต่ยังดีที่สะอาดครับ และในโรงแรมวังเวงไปนิด รู้สึกราคาสูงไปนะครับ เมื่อเทียบกับคุณภาพ

หลังจากเช็คอิน เก็บกระเป๋า อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย ก็ตั้งใจจะออกไปเที่ยวแหละครับ แต่พอเดินออกมาเจออากาศที่สูงเกือบๆ 40 องศา ก็พลันมาคิด ไหวไหมว่ะ เมื่อคืนนอนน้อยด้วย หันไปเหลือบมองเห็นสระน้ำ ก็เลยขอไปลงเล่นน้ำหน่อยนะ แต่ที่นี่เป็นคล้ายๆสวนน้ำขนาดเล็ก มีสไลเดอร์ ไถลตัวลงมา เสียค่าเข้าคนละ 80 บาท ครับผม (รูปเอามาจากในเน็ตนะครับ)



พอเล่นน้ำจนสดชื่น ได้ที่แล้ว ก็ได้เวลาออกร่อนแถวๆนี้ซะหน่อย ด้วยการเช่าจักรยานทางโรงแรม คันละ 100 บาท เช่าได้จนถึงวันเช็คเอาท์เลยครับ ในใจคิดอยากจะไป ซืนวาน เลยด้วยซ้ำ พนักงานบอกไม่ไกลค่า ปั่นไปแป๊บเดียว แถมนางบอก ทุ่งศรีเมืองก็ไม่ไกลค่า ปั่นไปเลย

ไอ้เราก็เชื่อคนง่ายจ้า หยิบแผนที่แล้วปั่นไปเลย แต่ขอบอก อุบลฯ รถเยอะมากๆ ปั่นๆไปกลัวรถเฉี่ยวสุดๆ แถมจะปั่นข้ามถนนแต่ละทียากมาก ขอบอกเลย ใครที่มาคนเดียวแล้วขับรถเป็น เช่า มอเตอร์ไซต์ หรือรถขับเถอะนะ ปลอดภัยกว่าหน่อย แต่ จขกท. ขี่รถไม่เป็น ขับก็ไม่เป็น เลยต้องมาปั่นจักรยานคันน้อย ต่อนย้อนต๊ะต่อนยอน ต่อไป แต่แบบ ทุ่งศรีเมืองไกลมาก จขกท. ปั่นจนเสื้อเปียก คือเหมือนเพิ่งเล่นสงกรานต์มาเลย เปียกตั้งแต่หัวลงมา คือระยะทางประมาณ 3-4 กิโลเมตร ถ้าคนปั่นบ่อยๆ คงไม่ไกลมาก แต่นี่ คือปวดทั้งตัว ไม่ค่อยออกกำลังกายก็งี้

และแล้วก็ปั่นมาจนถึงวัดทุ่งศรีเมือง ลมแทบจับ จากปั่นๆมามีแสงสว่าง มานี่เกือบจะค่ำ เลยได้ชักภาพ หอไตร ของวัดทุ่งศรีเมืองมา เป็นทรงไทย สวยงามมากๆครับ

หลังจากนั้นก็ปั่นจักรยานเที่ยวดูวัดแถวๆ นั้น ดูบรรยากาศรอบๆ ดอกคูนกำลังบานสวยงามเลยครับ อยากแบบมีเป็นทิวแถวเต็มถนน คงจะสวยน่าดู

พอค่ำหน่อย ก็มาเดินถนนคนเดิน แถวๆ ทุ่งศรีเมืองครับ เปิดทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์นะครับ เท่าที่สอบถาม

สำหรับของที่ขาย มีเยอะมาก ทั้งของกิน ข้าวขอเครื่องใช้ มีของพื้นเมืองด้วยนะครับ ใครอยากได้ของฝากพวกพวงกุญแจหรือกระเป๋าผ้า ก็มาหาซื้อได้ที่นี่เลยนะครับ แต่ที่ จขกท. ชอบมากๆ ก็คือ วุ้นเป็ด สีเหลืองน่ารักเชียว เป็นเป็ดทั้งตัวเลย น่ารักมาก เพิ่งเคยเห็นที่อุบลฯ นี่แหละครับ

ผมก็หาของทานที่นี่แหละครับ มีให้เลือกมากมายเลย แนะนำเลยนะครับ มีเวลาควรมาเดินถนนคนเดินที่อุบลฯ นะครับ

พอเดินจนพอใจก็กลับมาพักผ่อนเตรียมตัวเที่ยววันพรุ่งนี้ครับ

วันที่ 2 ที่อุบล ตื่นแต่เช้ามาทานอาหารเช้าที่โรงแรมนะครับ ที่นี่จะเป็นชุดอาหารเช้าให้เราเลือก 4 ชุด ก็เลยเลือกชุดอาหารเช้าแบบคนอุบลไป ออกมา ก็นะ อุบ๊ลอุบล เป็นไข่ดาวโรยหมูยอ กะกุนเชียงจ้า และเป็นเบอร์เกอร์หมูแผ่น หรือที่นี่เขากินแบบนี้ก็ไม่รู้นะครับ ฮ่าๆ

อิ่มแล้วก็รอ ร๊อ รอ ให้รถมารับ จนแปดโมงกว่าแล้ว เลยโทรไปตาม แหมะ พี่เขาจำวันผิดครับ แต่ตอนสื่อสารเราถามไป วันที่ 19 กับ 20 อาจจะสื่อสารไม่ชัด เอาน่าหยวนๆไปเนาะ และแล้วพี่คนขับรถเขาก็มารับ พา จขกท. ออกเดินทางละ เย้

ในตอนแรกพี่คนขับ จะพาไปทานอาหารอีก แต่เราว่าไม่เอาดีกว่า ไปผาแต้มเลยละกัน แต่ขอแวะวัดถ้ำคูหาสวรรค์ ก่อน ระหว่างทาง พี่คนขับจะพาแวะ สถานที่ถ่ายทำ อเล็กซานเดอร์มหาราช แต่แหมะ ปิดจ้า พอเราจะมา ปิดเชียวนะ

ก็ไม่เป็นไรเนาะ ก็ไปต่อตามแผนของเราที่วางไว้ แต่ขอบอก ระยะทางไกลมาก กว่าจะถึงวัดถ้ำคูหาสวรรค์ แอบหลับไปงีบเลยครับ

วัดถ้ำคูหาสวรรค์ ก่อตั้งโดย "หลวงปู่คำคนิง จุลมณี" ปัจจุบันท่านได้มรณภาพแล้ว แต่ร่างกายไม่เน่าเปื่อย บรรดาลูกศิษย์ได้เก็บร่างของท่านไว้ในโลงแก้วเพื่อบูชา ในรูปแรกอยู่มุมซ้ายบนนะครับ ไปกราบไหว้ท่านเป็นสิริมงคลนะครับ

แต่ขอบอก ณ วันนั้นที่ไป แดดแรงมาก คือทากันแดดมาแล้วรอบนึง ลงจากรถมา ต้องกลับเข้าไปทาอีกรอบ คือแบบไม่ไหวแล้ว แสบสุดๆ คืองานหมวกต้องมา งานแว่นกันแดดต้องมา ดีที่ใส่ขาสั้น ไม่อึดอัดอะไรมากมายแต่แบบ ปกติอยู่กรุงทำงานแทบไม่เจอแดด มาเที่ยวคราวนี้ท้าแดดแรงกล้าจริงๆ ฉันละเพลีย ฮ่าๆ

วัดนี้บรรยากาศดีนะครับ มองไปเห็นแม่น้ำสองสีด้วย แต่พยายามมอง ก็ไม่เห็นเป็นสองสีนะ สายตาอาจไม่ดีเท่าไหร่ ในวัดมีโบสถ์สีขาว คล้ายๆวัดร่องขุ่น ครับ ได้แต่ถ่ายไกลๆ หาทางขึ้นไม่ได้อะ ประจวบกับแดดร้อน ในใจจึงบอกว่า พอเถอะ เพลียแดด ลองดูรูปละกันครับ ใครจะไปทางโขงเจียม ผาแต้ม ก็แวะวัดนี้ไหว้พระถ่ายรูปกันนะครับ

พอออกจากวัดด้วยอาการเพลียแดดสุดติ่ง ก็ไปต่อกันยังผาแต้มเลยครับ เออลืมไปมีค่าเข้าอุทยานแห่งชาติอีก 50 บาท ลืมรวมในค่าใช้จ่ายนะครับ อันนี้ลืมถามว่าเป็นคันรถ หรือบุคคลนะครับ อุทยานแห่งชาติผาแต้มนี่ มีสถานที่เที่ยวหลายที่เลย ถามพี่คนขับ เขาบอกหน้านี้น้ำตกไม่สวยเลย น้ำไม่ค่อยมี ยิ่งน้ำตกแสงจันทร์ คือไม่มีน้ำเลย แต่เอาไง ไอ้เราก็อยากไปเนาะ พี่เขาก็บอกไปได้นะ ไม่ติด เราก็แบบ อะได้ รอเสร็จจากผาแต้มค่อยไปดูละกัน

เมื่อผ่านทางเข้ามา ขับรถมาซักพัก เราจะเจอเสาเฉลียงก่อนเลยครับ เป็นหินซ้อนๆกัน สวยงามเหมาะแก่การถ่ายรูปครับ และถ้าอ้อมด้านหลังขึ้นไป จะมีลานหินแตกอยู่ด้านบน คือแบบบริเวณลานหินแตก ถ้าขึ้นไปคนเดียวจะรู้สึกวังเวงมากๆ ไปแล้วก็กลัวๆไงไม่รู้ เลยรีบๆถ่ายรูปรีบลงมาครับ ที่จริงวิวสวยนะครับ ถ้าไปกะเพื่อนๆ นี่น่าจะถ่ายรูปสนุกเลย

และก็มาถึงไฮไลต์ช่วงเช้าของเราก็คือผาแต้ม ซึ่ง จขกท. เองก็เตรียมผ้ากับน้ำไปขวดนึง กะว่าพอ แต่ขอบอกเลยนะว่าไม่พอ แถมตอนแรกแสดงความโง่ตัวเองออกมาด้วยการเดินผิดทางจ้า ที่จริงต้องลงล่างหน้าผา แล้วอ้อมเขาขึ้นมาด้านบน นี่เดินไปทางด้านบนก่อน เดินไปเจอคนเดินออกมา เขาบอกจะเดินสวนกลับไปเหรอ เลยรู้ว่าผิดทางจ้า แหมะ เลยต้องเดินไปลงทางที่ใต้หน้าผา คือง่ายๆ มองไปเข้าหาป้ายผาแต้ม และไปทางขวามือเรานะครับ

และการเดินทางครั้งนี้ขอบอกเลยว่า ระยะทางจริงๆทั้งหมดในการเดินรอบเส้นทางผาแต้มประมาณ 4 กิโลเมตร ซี่ง จขกท. เดินครบ แทบสิ้นสภาพลง ณ จุดนั้น แต่ถ้าใครอยากดูแค่ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์แบบชัดๆ แค่นั้นพอ ก็เดินไปไปแค่จุดภาพเขียนสีจุดที่ 2 พอนะครับประมาณ 800 เมตร แล้วเดินย้อนกลับมานะครับ จะได้ไม่เหนื่อยมาก

ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ จะมีทั้งหมด 4 จุดด้วยกันครับ จุดแรกจะไม่ค่อยชัด ตามในรูปด้านบนที่เป็นสามรูปในภาพเดียว อันบนคือจุดแรก กลางคือจุดสอง ล่างคือจุดที่สามครับ

จุดภาพเขียนสีจุดที่สองจะชัดและมีหลายภาพติดกันยาวเลยครับ เสียดายว่ากล้องเมมเสีย ไม่งั้นจะมีภาพที่ชัดกว่านี้ครับ

สำหรับจุดที่สี่ คือต้องเดินเลียบหน้าผาลงไปและทางแคบมาก ไม่ไหวจริงๆครับ ไปคนเดียวกลัวตกตายแถวๆนั้นจริงๆ เลยเดินไปและขอบาย ถอยหลังกลับดีกว่าครับ

ตอนที่ จขกท. เดินไป คือตอนเดินเลียบริมผาไม่ร้อนนะครับ มีร่มเงาเกือบตลอดทาง แต่มาเริ่มจะร้อนจริงจังตอนผ่านจุดภาพเขียนจุดที่สามไป คือต้องเดินขึ้นเขาไปและเริ่มเจอแดดร้อนๆ เกือบตายคร้า น้ำขวดหมดตั้งแต่ก่อนจุดภาพเขียนที่สาม ทางที่ดีพกไป 2 ขวดขั้นต่ำๆเลยนะ ถ้าคิดจะเดินจนจบ ตอนแรกก็ไม่กล้าไปหรอกนะครับ เพราะมันเปลี่ยว ไม่มีคนเดินเลยตอนแรก แต่ตอนเดินไป ก่อนถึงจุดสอง มีคุณยายเดินย้อนกลับมาและบอกว่าเนี่ย เดินไปเลยหลาน สวยคุ้มค่าแน่นอน จ้า มีแรงฮึดเลย แถมเดินไปก็มีครอบครัวใหญ่ครอบครัวนึงเดินมา พ่อแม่ และลูกๆหลานๆอีก 7-8 คนได้ เลยแอบเนียนเดินไปกะครอบครัวเขาเลย

แต่พอเริ่มขึ้นเขาเจอแดดแค่นั้นแหละ เดินกันแบบนั่งไปพักไป เด็กๆก็เดินจะไม่ไหว พักบ้าง เดินบ้าง คุณพ่อกะแม่ ทิ้งลูกเลยคร้า บอกขอเดินไปก่อน เดี๋ยวเจอน้ำจะซื้อมาให้ ซึ่งตอนนั้นเหลืออีกสองกิโลได้ อ้าวแล้วไงค่ะ เด็กๆ อยู่กับ จขกท.ละซิ เดินกันไป พัดวีกันไป จูงมือกันไป รักเด็กเชียว ทั้งที่ปกติไม่ชอบเด็กเลย ฮ่าๆ พอมีจังหวะลงเขา เด็กน่ารักจ้า พี่ค่ะ อุ้มน้องหนูลงหน่อย คือแบบเอาตัวจะไม่รอด ดูแลลูกเขาอีก เหงื่องี้ไหลเต็มตัว เปียกหมดเลย จนมาเจอทางออกไกลๆ น้ำตาแทบไหล ไกลมาก เหนื่อยมาก เดินไปสองชั่วโมงได้

ลงมา จขกท. ซัดโค้กขวด สปอนเซอร์ เย็นเย็น ไปอย่างละขวดรวดเดียว คือจะเป็นลมต้องฮึดจนมาถึงลานจอดรถ ขอบอกเลยใครจะเดินครบร่างกายต้องแข็งแรง และควรมีเพื่อนไปด้วยนะไม่งั้นแย่ ผ้าขนหนูผืนเล็กไว้ซับเหงื่อก็ดี คือว่าอันนี้เหนื่อยพอๆ กะเขาคิชกูฏเลย แต่ด้วยเพราะแดดร้อนด้วยละมั้งครับ ช่วงเที่ยงเลย อุณหภูมิน่าจะ 40 องศาเซลเซียสได้ อืม คราวหน้าไปจะแค่เดินจุดที่สอง และย้อนกลับพอ ขาสั่นกันเลยทีเดียว นี่แหละที่มาของตุ๊ดสู้แดด คือพอขึ้นรถดูแขนคนละสีกับหัวไหล่เลย หน้าไหม้เป็นแถบๆ ครีมกันแดดทายังไงก็เอาไม่อยู่จริงๆ ผ้าขนหนูชุ่มไปด้วยเหงื่อ พอคร้า เข็ดเลย

พอตั้งสติเริ่มจะหายเหนื่อยนั่งพัก ขึ้นบนรถได้ จึงเกิดบทสนทนากับพี่คนขับขึ้น

พี่คนขับ : ไหวไหมครับ โอเคไหม จะไปไหนต่อครับ จะไปน้ำตกสร้อยสวรรค์ไหม?

จขกท. : น้ำตกสร้อยสวรรค์ต้องเดินไปไหมพี่

พี่คนขับ : ต้องเดินไปครับ หลายร้อยเมตรอยู่

จขกท. : (ตอบทันควัน) พอค่ะ พอคุณพี่ ไปกินข้าวเลย ไปแพอารยาเลย ยกเลิกทุกแผนค่ะ กินเสร็จค่อยไปสามพันโบก

พี่คนขับ : (หัวเราะ) ครับ ผมเคยไปเดินเป็นเพื่อนคนเช่ารถเนี่ยแหละคนนึง กลับมาแทบขับรถไม่ได้ เข็ดเลย ผมก็ว่าทำไมคุณหายไปนานจัง ไม่นึกว่าจะเดินรอบ ปกติเขาแค่เดินไปดูและเดินย้อนกลับมาก็พอครับ

จขกท. : ทำมายยยยยยยยยยย พี่ไม่บอก เดินจนปวดขาไปหมดเลยพี่ เพลีย

พี่คนขับ : ครับ (หัวเราะ)

จขกท. : (คิดในใจ ไม่คิดจะบอก ไม่ถงไม่ถามเรื่องสุขภาพซักคำ)

หลังจากนั้นก็ไปต่อที่แพอารยา อาหารที่ขึ้นชื่อของร้านนี้ก็พวกปลาบึก ปลาคัง จขกท. มาคนเดียวก็สั่งต้มยำปลาบึกกะข้าวเปล่าไป ก็อร่อยดีครับ รสชาติใช้ได้เลย ไม่มีภาพนะครับ อยู่ในเมมกล้องที่เสียไป T-T เสียดายสุดๆ

และก็นั่งรถมาอีกนานเลย กว่าจะถึงสามพันโบก ซึ่งพี่คนขับพามาทางลัดอีกทางบอกจะเดินลงใกล้กว่าอีกทางที่เป็นเส้นตรงไป แต่ทางขรุขระหน่อยนะครับ เหมือนเป็นสวนของชาวบ้านเปิดให้เข้าไป แต่เสียค่าจอดรถนะครับ (อันนี้พี่คนขับจ่ายให้) ลงรถปุ๊บมีน้องๆไกด์นำเที่ยวมาแนะนำเลยทีเดียว ค่าเช่าเรือก็มี 300, 500 และ 1000 เรือนี่เหมาทั้งลำนั่งได้ประมาณ 10 คนนะครับ และก็จะมีไกด์เด็กน้อยนำเที่ยวอีกลำละ 2 คน อันนี้เราจะเอาหรือไม่เอาก็ได้นะครับเพราะจะต้องมีค่าทิปตามธรรมเนียม แต่เราก็อืมๆ มาก็ได้ ไปเองคนเดียวคงงงๆ ไม่มีใครถ่ายรูปให้ด้วย แต่ที่จริงไปเองก็นะ เดินดูเอาเองอะครับ สรุป จขกท. ก็เลือกล่องเรือแค่ 300 บาท จะไปแค่หาดหงษ์(เป็นหาดทรายละเอียดระยิบระยับ) และลานหินสี(เป็นหินสีมันๆ สวยดีครับ) ก่อนไปก็เดินดูถ่ายรูปไปครับ พอลงเรือก็ไปอีกสองสามที่ สวยดีครับ คือประทับใจที่นี่มาก สวยจนไม่คิดว่าในเมืองไทยมีแบบนี้ด้วยเหรอ สามพันโบกอยู่ไกลซักหน่อย แต่ถ้ามาอุบลฯ ในช่วง ธันวาคม ถึง พฤษภาคม อย่าลืมแวะมานะครับ สวยจนผมติดใจ กะจะจัดทริปมากับเพื่อนๆ อีกรอบเลย ยังไงลองดูรูปกันนะครับ (แอบแต่งรูปซะเว่อร์เลย ฮ่าๆ)

พอเที่ยวเสร็จก็ให้ทิปน้องๆไกด์ไป พอสมควร เท่าที่ให้ไหว พี่กรอบละหนู มาคนเดียวจ่ายคนเดียว ฮ่าๆ แต่สภาพตอนเดินขึ้นมาเนี่ยแบบ ตะคริวขึ้นขาจ้า ปวดมาก ขยับแทบไม่ได้ ฮือ ตอนแรกกะขากลับจะให้พี่คนขับพาแวะในเมือง หรือไปซืนวานซะหน่อย แต่คือไม่ไหวจริงๆ เหนื่อยมาก ถ้าใครร่างกายไหวเนี่ยเช่ารถมาแล้วจะเก็บคุ้มเลยก็ได้นะครับ แต่ จขกท. ขอบายจริงๆ กลับโรงแรมนอนดีกว่า อ่อที่จริงใครมาเที่ยว ควรค้างโขงเจียมซักคืน ไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้นที่แรกของประเทศก็ดีนะครับ คุ้มด้วย แต่ จขกท. สัญญากับตัวเองไว้เลย ว่าต้องมาอุบลฯ อีกแน่ หลงรักเมืองอุบลเข้าแล้ว

ขากลับก็ใช้เวลาเดินทางนานเลยนะครับ ออกจากสามพันโบกมาตั้งแต่ห้าโมงกว่าๆ มาถึงตัวเมืองทุ่มกว่าๆได้ กลับมาก็เติมน้ำมันคืนให้รถไป 570 บาท เป็นน้ำมัน E20 นะครับ ก็ที่จริงถ้ามาซัก 3-4 คน เช่ารถพร้อมคนขับก็เฉลี่ยนคนละห้าร้อยกว่าบาท หรือถ้าเช่าแต่รถขับเนี่ยก็ประหยัดได้เยอะเลย ว่าแล้วอยากขับรถให้เป็นซะที จะได้เที่ยวให้ทั่วเลยครับ สำหรับวันที่สองที่อุบลฯ ก็จบที่อาหารแถวโรงแรมหละครับ เพราะไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวมาต่อวันที่สาม ซึ่งแทบไม่ได้ไปไหน เพราะ จขกท.เริ่มเดี้ยง และดำมากกกกกกกกกกก ก ไก่ ล้านตัว

วันที่สามที่อุบลฯ วันนี้ก็ต้องกลับซะแล้ว แต่ยังเหลือเวลาเที่ยวเต็มๆ อีก 1 วันนะครับ ว่าแล้ว เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย ฝากกระเป๋าที่โรงแรมแล้ว เราก็เที่ยวกันต่อเลยครับ ตอนแรกคิดจะกะปั่นจักรยานแต่ดูแล้ว ไม่น่ารอดแน่ๆ เพราะทั้งอากาศและแดดร้อนมาก ก็เลยตัดสินใจโบกแท็กซี่ไปหาเดินๆเที่ยวในเมืองเอา ขั้นแรกก็ไปลงหน้าเทศบาลนครอุบลฯ 40 บาทเท่านั้นจากโรงแรม ก็ไปขอแผนที่ท่องเที่ยว และขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่น่ารักมาก บอกถ้าอยากเที่ยววัดนะค่ะ ให้ไปนั่งรถตรงหน้าศาลหลักเมืองเลยค่ะ มีรถบริการฟรีเที่ยว 9 วัด โอโห้ เข้าแผนเราเลย เดินไปเจอเลยครับ รถนำเที่ยวของเรา

ให้บริการทุกวันทำการเวลา 08:30-16:30 น. ครับ แต่ต้องมีคน 4-5 คนขึ้นไปนะครับ เขาถึงจะขับพาเราไป วัดที่จะพาไปคือ วัดหนองบัว-วัดป่าใหญ่-วัดป่าน้อย-วัดทุ่งศรีเมือง-วัดเลียบ-วัดใต้-วัดหลวง-วัดสุปัฏฯ-วัดศรีอุบล ใครที่ชอบการไหว้พระไม่ควรพลาดครับ จขกท. ระหว่างรอคนก็ไปเที่ยวแถวทุ่งศรีเมืองถ่ายรูปไปเรื่อย ไปไหว้สักการะศาลหลักเมือง และกะจะเข้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานีก็ต้องแห้วครับ ปิดวันจันทร์ อังคารครับ เสียดายจริงๆ อารมณ์เสีย

ก็นั่งรอคนมาหลายๆคนและไปด้วยกันครับ แต่ด้วยวันนี้ตุ๊ดไม่สู้แดดจริงๆครับ อากาศร้อนมากด้วย เลยขอลงกลางทาง ไปได้ไม่กี่วัดเท่านั้น ไม่ไหวครับ ขอปลีกตัวเพราะนั่งไปรู้สึกปวดเมื่อยมากๆ ไม่ไหวแล้ว ก็เลยลงและไปหาอะไรทานดีกว่าครับ ซึ่งก็คือร้าน อินโดจีน ในใจมีน้องแนะนำ ร้าน สบายใจ แต่ถามสามล้อไปไม่ถูก เลยอืมๆ ร้านอินโดจีนก็ได้

มาถึงร้าน อินโดจีน ก็คนน้อยครับ อาจด้วยเพราะเป็นวันจันทร์ หลังจากสงกรานต์ คนก็เลยบางตา ด้วยความหิวก็สั่งไปเลย 3 อย่างรวด แหนมเนืองชุดเล็ก 100 บาท, ข้าวเหนียวทอดพร้อมส้มตำ 100 บาท และ กุ้งพันอ้อย 80 บาท ปริมาณอาหารก็ตามในรูปครับ

ถามถึงรสชาติ เอิ่ม เอาตรงๆแบบไม่อวยนะ ไม่อร่อยสมราคาซักเท่าไหร่ หรือเป็นรสชาติของทางนี้ไม่รู้ แต่ไม่ถูกปาก จขกท. ซะเลย เคยกินอาหารเวียดนามหลายๆที่ รสชาติที่นี่แปลกออกไปเลย แหนมเนือง นี่โอเคนะ รสชาติจัดจ้าน เข้มอยู่ น้ำจิ้มใช่ได้ แต่ไม่ถูกใจ เพราะเคยกินที่คนอื่นเอามาฝากจากต่างจังหวัด อร่อยกว่าอะ ส่วนข้าวเหนียวทอด ออกฝืดคอไปนิด แต่คงเป็นลักษณะเฉพาะของเขา ส้มตำเปรี้ยวไป ไม่ชอบอะ และยิ่งกุ้งพันอ้อย ไม่ชอบเลย กินไปชิ้นเดียว พอ!!!!!!! เหมือนไม่สดไงไม่รู้ รสชาติแปลกๆ มันไม่ไปด้วยกันซักทาง

ถ้าให้แนะนำไหม บอกเลยว่าไม่ครับ ไม่ชอบ คนอื่นอาจชอบนะ แต่ จขกท. ขอผ่าน รสชาติไม่สมราคา ถ้าแพงแต่อร่อย จขกท. ยอมนะ อ่อๆ มีค่า น้ำชา 20 บาทด้วยนะ แต่ถ้ามาคนเดียวไม่คิดครับ แต่ถ้าใครไม่เชื่อ จขกท. ไปลองชิมได้นะครับ เพราะนี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆเลย ไม่ผ่านจ้า ร้านนี้

เมื่อทานเสร็จ ก็โบกสามล้อ ไปหาร้านนวดเลยครับ เพราะไม่ไหวแล้วจริงๆ ปวดมากๆ ผาแต้มทำพิษจริงๆ เปิดหาในเว็บ อืม ร้าน อุบลเวช นวดแผนโบราณ นี่น่าจะโอเคสุดละ หมอนวดมีแต่สตรีชะนีนางในนะค่ะ ไม่มีลายแทงใดๆทั้งสิ้น ฮ่าๆ นวดโอเคครับ มีห้องส่วนตัวให้ ถึงแม้จะแค่นวดไทย บรรยากาศภายในร้านใช้ได้เลย เงียบสงบดีด้วยครับ นวดไทย 2 ชั่วโมง 350 บาท (แอบแพงนิดนึง) แต่คือจังหวะนั้น นวดเถอะพี่ ผมร่างจะแหลกแล้วนะ ฮือ

เว็บไซต์ร้าน อุบลเวช นวดแผนโบราณ ตามนี้เลยครับ http://www.ubonvejthaimassage.com แอบโปรโมทให้



พอนวดเสร็จก็ถึงคราวไปซื้อของฝากซิครับ ของขึ้นชื่ออุบลฯ ก็ต้องหมูยอเลย โบกสามล้อไปหน้าศาลากลางจังหวัดเลยครับ มีหลายร้านอยู่ติดๆ กัน แต่ จขกท. ได้คำแนะนำมา 2 ร้าน คือ หมูยอดาวทอง กับแม่ฮาย เลยตัดสินใจเลือกร้านดาวทองดีกว่า รูปหน้าร้านนะครับ (ขอยืมมาจากกระทู้นี้นะครับ http://2g.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E11273496/E11273496.html )

จะมีหมูยอในมัดใบตองหลากหลายขนาดด้วยกัน แต่ทำใจนะครับว่าชั้นใบตองจะหนามาก ย้ำหนามาก ตีซะว่าความหนาจะหายไป 2 ใน 3 ของขนาดที่เราเห็นภายนอกเลยนะ มีหลากหลายราคา ตั้งแต่ 2,3,4 แท่งร้อย แต่ถ้าใครทำใจไม่ได้กับขนาดที่แกะห่อใบตองมา ก็ซื้อแบบใส่ถุงใสแจ๋วไปแบบไม่เสียความรู้สึกกันได้เนาะ ซื้อเยอะให้เขาแพ็คกล่องขนกลับได้ด้วยนะครับ พอได้ของฝากพอสมควรก็แบกกลับไปโรงแรม เอากระเป๋าที่ฝากไว้ครับ ขอเปลี่ยนเสื้อด้วย เพราะเหงื่อมาเต็มจริงๆครับ

พอมาถึงโรงแรมเสร็จสรรพเรียบร้อย ก็เป็นเวลาประมาณ 16:30 น. ถึงเครื่องจะออก 18:05 น. ก็เถอะ แต่ จขกท. ชอบไปเผื่อเวลาไว้ ยิ่งไฟล์ต่างประเทศ ไปก่อน 3 ชั่วโมงด้วยซ้ำครับ กันพลาด และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ใช้บริการ Thai Smile นะครับ มีดีตรงรวมโหลดกระเป๋าให้แล้ว 20 กิโลกรัม เลือกที่นั่งได้ มีน้ำกับขนมบริการบนเครื่องให้ด้วย ไม่เก็บยิบเก็บย่อย บางทีถูกกว่าแอร์เอเชียอีกนะ ก็ถือว่าประทับใจนะครับ อ่อมีทีวีกลางให้ดูเพลินๆบนเครื่องด้วย แต่คือที่ไม่ชอบสุดๆ คือการบริการของแอร์โฮสเตส อะครับ ปกติ จขกท. จะนั่งของแอร์เอเชีย และมีแว้บไปสายการบินอื่นบ้าง แต่พนักงานบริการบนเครื่องเหล่านั้นดีกว่าเยอะครับ

เหตุการณ์ที่เจอคือ ด้วย จขกท. เลือกที่นั่ง ด้านหน้าๆ ใช่ไหมครับ ติดริมหน้าต่างฝั่งขวาของเครื่อง และขึ้นก่อน พอนั่งเนี่ย เห็นครอบครัวนึงมีแม่และพ่ออุ้มลูก เดินมา น่าจะไม่เคยขึ้นเครื่องมั้งครับ ดูหงะๆเงิ่นๆ คราวนี้เขาไปนั่งบริเวณ บิซิเนสคลาส แอร์ฯ ก็เดินมาขอดูตั๋วและบอกว่า ไม่ใช่ที่นั่งตรงนี้นะ และเชิญให้ครอบครัวนั้นเดินไปด้านหลังตามที่ระบุบนตั๋ว แต่ครอบครัวนั้นก็คงนั่งผิดอีกมั้ง แอร์ฯ เดินมาหยุดตรงแถวที่ จขกท. นั่ง และเหมือนพูดไปกับเพื่อนแอร์ที่เดินไปหรือบ่นคนเดียวก็ไม่รู้นะครับ เพราะหันไปเห็นแต่ แอร์ฯ คนนั้น อยู่คนเดียว และสิ่งที่ได้ยินจากปากแอร์ฯ คนนั้นพูดคือ "เฮ้ย ทำไมอะ พูดภาษาไทยไม่รู้เรื่องหรือไง" จขกท. หันไปมองเลย เห็นนางกำลังมองครอบครัวนั้นอยู่ ไม่รู้เขาได้ยินกันไหม แต่ จขกท. ได้ยินเต็มๆ แบบ ถ้าอากัปกิริยานี้มาแสดงต่อหน้า นี่ไม่ไหวนะ เพราะหน้านางเหวี่ยงมาก คือไม่จำเป็นต้องบริการดีเลิศ แต่บางคำพูดก็ไม่ควรออกมานะ ไม่ไหวๆ

ก็เดินทางกลับมากรุงเทพโดยสวัสดิภาพครับ เนื้อหาอาจไม่ค่อยมีอะไรมากนะครับ แต่อยากแชร์ให้เพื่อนได้รู้ครับ และแน่นอน ตอนนี้หลงรักเมืองอุบลฯ เลยหละ ไปอีกแน่ครับ และอยากจะบอก ใครว่าอีสานไม่น่าเที่ยว มีที่เที่ยวเยอะเลย คราวหน้าหาทริปลงทางอีสานอีกครับผม ไว้ไปอีกจะมาแชร์ให้อ่านกันอีกนะครับ

ปล.หลังจากกลับมาต้องบำรุงสภาพหน้าและผิวเต็มที่ เพราะดำแบบสีผิวแขนกับขาและหน้าตัดกับลำตัวเลย ใครจะเที่ยวหน้าร้อน พกครีมกันแดดเยอะนะครับ และไปเที่ยวสู้แดดกันเนาะตัว

เว็บไซต์ที่แนะนำในการใช้หาข้อมูลท่องเที่ยวอุบลนะครับ 3 เว็บข้างล่างนี่เลย มีครบครับผม

1. http://www.paiduaykan.com/province/Northeast/ubonratchathani/ubonratchathani.html

2. http://www.ubonratchathani.go.th/th/

3. http://www.guideubon.com/


ความคิดเห็น