ขึ้นบันไดไปแตะขอบฟ้ากัน ที่ "ภูบักได" รีวิวโดย Wannapa Sangthong

สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์ การเดินทางไปท่องเที่ยวที่ “ภูบักได” นะคะ รูปอัลบั้มนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2559 ช่วงหน้าหนาว แต่แดดแรงและร้อนมาก การไปเที่ยวครั้งนี้ไปกับเพื่อนหลายคนค่ะ เราเริ่มต้นจากการวางแผนและออกเดินทาง “ภูบักได” ตั้งอยู่ในเขตของบ้านกลาง ต.ปลาบ่า อ.เมือง จ.เลย การ

ขึ้นบันไดไปแตะขอบฟ้ากัน ที่ "ภูบักได"

ขึ้นบันไดไปแตะขอบฟ้ากัน ที่ "ภูบักได"

 วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561 เวลา 17.27 น.

สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์ การเดินทางไปท่องเที่ยวที่ “ภูบักได” นะคะ รูปอัลบั้มนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2559 ช่วงหน้าหนาว แต่แดดแรงและร้อนมาก การไปเที่ยวครั้งนี้ไปกับเพื่อนหลายคนค่ะ เราเริ่มต้นจากการวางแผนและออกเดินทาง “ภูบักได” ตั้งอยู่ในเขตของบ้านกลาง ต.ปลาบ่า อ.เมือง จ.เลย การเดินทางก็ไม่ยากค่ะ เปิด GPS ไปได้ง่าย ๆ เลยค่ะ เมื่อเราไปถึงบ้านกลางให้ติดต่อผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนัน เพื่อที่จะให้ท่านติดต่อรถไถให้พาขึ้นไปบนภูบักไดค่ะ อัตราค่าบริการรถไถ ไป-กลับ 1,200 บาท ไปค้างคืน 2,000 บาท รถไถนั่งได้คันละไม่เกิน 6 คนไม่รวมคนขับ (ข้อมูลตอนที่เราไป เมื่อปี 2016 นะ) และเราสามารถไปได้ทุกวันค่ะ ไม่มีวันหยุดเลย การเดินทางนะคะ คนขับรถไถจะเป็นผู้ที่นำทางและดูแลเราตลอดการเดินทางค่ะ การไปครั้งนี้เราไป-กลับค่ะ ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่าเราเป็นนักศึกษา ที่มาเรียนที่มหาวิทยาลัย ในตัวเมืองเลย เลยออกจากที่หอพัก 08.00 น. มาถึง ตัวภูเรือสักประมาณ 09.10 น. แล้วขับรถมาต่อถึงที่ บ้านกลาง ประมาณ 09.40 น. เรานัดกับเพื่อนๆไว้ที่นั่น เมื่อถึงที่บ้านกลางแล้วเราก็ไปติดต่อที่บ้านเพื่อนที่รู้จักกัน แล้ว เราเริ่มออกเดินทางโดยการนั่งรถไถประมาณ 10 โมงเช้า นั่งรถไถประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ก็จะถึงจุดที่มีห้องน้ำให้บริการค่ะ แนะนำว่าปวดไม่ปวดก็ต้องเข้านะคะ เพราะบนยอดภูบักไดไม่มีน้ำหรือห้องน้ำเลย นั่งรถไถไปเรื่อย ๆ ตามสองข้างทางก็จะเจอควายของชาวบ้านที่เอามาเลี้ยงกำลังกินหญ้าเป็นฝูงใหญ่ ๆ ค่ะ นั่งรถไถต่ออีกประมาณ 30 นาที แล้วจะถึงจุดจอดรถ จากนั้นให้เดินขึ้นค่ะทางชั้นนิดนึงนะคะ เดินขึ้นประมาณ 400 เมตร แล้วต่อด้วยเดินทางราบเกือบ 2 กม.ค่ะ ใครที่มีโรคประจำตัวหรือไม่สบายไม่แนะนำนะคะ เพราะการเดินทางค่อนข้างลำบากเลยทีเดียวค่ะ

ตอนแรกลุงที่ขับรถไถนำเที่ยวบอกว่า "ไม่ไกลมาก" เราบอกให้ลุงชี้ให้ดู ...ปรากฎว่า (ภาพล่าง) ชี้ไปตรงปลายเขาตรงกลางภาพเลย

ปล.เราชอบภาพนี้มากเลย ภาพที่ตากับยายขับรถไถสวนทางผ่านมาแล้วยิ้มทักทายพร้อมกับถามว่า "ไปภูบักไดติ (ติ แปลว่า หรอ) สู้ๆเด้ออ" เราก็ยิ้มรับแล้วขอบคุณ ^^

ระหว่างทางก็เห็นสวนของชาวบ้านมากมายเลย มีร่มสลับกับแดด หลากหลายอารมณ์มาก 555

นี่คือเราต้องนั่งรถผ่านเส้นทางคดเคี้ยวนี้ไป และยอดเขานั่นคือจุดหมายปลายทางเขาเรานั่นเองงง ยังไหวนะ ^^

มองลงมาข้างทาง ยิ่งรู้สึกว่า ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และสวยมากๆ เพราะได้เห็นภาพมุมสูงของตัว ภูเรือ และใกล้เคียง

ขึ้นมาได้ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าแล้ว ลุงที่ขับรถก็บอกว่า "อีกไม่ไกล ใกล้ถึงแล้ว" 5555 แล้วลุงก็ชี้ไปที่ยอดเขาที่เดิม เราก็เห็นว่ามันใกล้แล้ว เลยยิ้มได้ความปรีดา

และแล้วเราก็มาถึงที่จอดรถแล้ว ซึ่งเรามาถึงเป็นคันแรกที่มาถึง

ถ่ายรูปให้คันเพื่อนอีกคันที่เพิ่งมาถึงด้วย แหม!! แต่ละคน หล่อยังกับบอยแบรนด์

ระหว่างทางขึ้น เราก็ได้พูดคุยกับพ่อของเพื่อนที่พามา เรียกได้ว่าเป็นเจ้าของทริปในครั้งนี้ แต่พ่อขึ้นไม่ไหว แต่ก็ยอมพามาแล้วนั่งเฝ้ารอพวกเราที่จุดจอดรถ หลังจากที่พูดคุยกันไม่นานมาก ก็เริ่มเดินทางขึ้นไป ก่อนเดินขึ้นไป พ่อของเพื่อน ร้องขึ้นมาหาพวกเราว่า "สู้ๆเด้ออออ" ^_^

----------------------------------------------------------------------------

การเดินทางไปเที่ยวภูบักไดในครั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม ซึ่งแน่นอนค่ะว่าแฟนเราก็ขึ้นไม่ไหวเหมือนกับพ่อของเพื่อนเลย 555 เพื่อนทุกคนก็มาให้กำลังใจและพูดโน้มน้าวให้ขึ้นไป แต่ก็ไม่สำเร็จ แฟนเราจึงสอนเราถ่ายรูปภายในไม่ถึง 5 นาที ซึ่งเราก็ต้องเป็นคนขึ้นไปถ่ายรูปเก็บบรรยายกาศระหว่างทางและด้านบนแทนแฟนค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ ยังมีเพื่อนร่วมทาง และที่สำคัญไม่แพ้กันคือการแต่งกายก็ควรที่จะแต่งให้มิดชิดที่สุดค่ะ เพราะจะช่วยป้องกันสัตว์กัดต่อย และทากได้ และดีมากค่ะที่เราไปในช่วงหน้าหนาว เลยไม่เจอทาก เพราะถ้าไปในช่วงหน้าฝนทากจะเยอะมาก ๆ ค่ะ บนนั้นไม่มีจุดบริการประชาชนหรือร้านขายของนะคะ เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมข้าว,น้ำ และอื่น ๆ ที่จำเป็นขึ้นไปด้วยค่ะ เดินไปเรื่อย ๆ ตามข้างทางเราก็จะเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม กว้างสุดลูกหูลูกตามากค่ะ อย่าชมวิวจนเพลินไปนะคะ เพราะเส้นทางนั้นกว้างบ้าง แคบบ้าง ติดขอบหน้าผาบ้างต้องระวัง ๆ หน่อยนะคะ เดินต่อไปอีกเรื่อย ๆ เราก็จะถึงจุดหมายค่ะ นั่นคือ ผาหลอกลวงหรือภูบักไดนั่นเองค่ะ สาเหตุที่เรียกว่าภูบักได คือ เมื่อมองจากด้านล่างขึ้นไปบนยอดภูนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับขั้นบันได ซึ่งคนภูเรือเรียกบันไดว่า “บักได” เลยเป็นที่มาของคำว่า “ภูบักได” นั่นเองค่ะ และแล้วเราก็ถึงจุดหมายค่ะ ความเหนื่อยล้าก็หายเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ เพราะคุ้มมากกับการเดินทางในครั้งนี้ ที่เหนื่อยมาก ๆ แดดแรงมาก ๆ บรรยายกาศด้านบนดีมาก ๆ ค่ะ ลมพัดแรงมาก สดชื่นมาก ๆ เราใช้เวลาในการกินข้าวและถ่ายรูป ชมวิว ประมาณ 2 ชม. นั่งชมวิวรอบ ๆ ดื่มด่ำบรรยากาศที่สวยงาม ตรงที่เราไปถ่ายรูปนั้นไม่ใช่ริมหน้าผาอย่างที่คิดนะคะ มันไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเลยค่ะ ข้างล่างหินนั้นจะเป็นพื้นราบบริเวณไม่กว้างมากนัก จะมีหญ้า มีหินก้อนเล็กก้อนใหญ่ปะปนกันไป แต่อย่าประมาทนะคะ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อค่ะ เมื่อเราสัมผัสกับธรรมชาติเสร็จหลังจากนั้นเราก็เดินทางกลับค่ะ หลังจากนี้ภาพจะเยอะๆหน่อยนะคะ อิอิ มือใหม่หัดถ่าย ^^

ระหว่างทาง เพื่อนๆ แต่ละคนก็สนุกกับการเดินถ่ายภาพกัน และพูดคุยกัน ซึ่งใครฟิตหน่อยก็จะวิ่งไปรอถ่ายรูปข้างหน้า ส่วนใครที่ชิวๆ ก็จะเดินช้าหน่อย เพราะอยากดื่มด่ำบรรยากาศ (เอาจริงๆก็ เหนื่อยนั่นแหละ 555)

เดินมาสักพัก ก็มาสะดุดตากับต้นไม้ต้นนี้ ซึ่งมันแปลกดี อิอิ สงสัยโดนลมแรงมากไปหน่อย 5555 "ใครมาแล้วไม่เจอต้นไม้ต้นนี้ ก็เหมือนว่ามาไม่ถึงนะ" ลุงขับรถไถกล่าวไว้ 555เพิ่งสะดุดตากับต้นไม้เมื่อสักครู่นี้ พอมองไปทางซ้ายเท่านั้นแหละ "โอ้ว...พระเจ้า มันสูงมากกก สวยด้วย เกิดมายังไม่เคยเจอเลย"

โอ้วว...นั่นไงเพื่อนๆ จะถึงแล้ว อีกนิดเดียว เหมือนที่ลุงขับรถไถ พูดไว้เลย 555 (รอด้วยยย!!!)

เดินมาสักพัก ทุกคนก็เริ่มพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ......... หิวววววววววว!!ไม่รอช้าค่ะ เพราะทุกคนเตรียมความพร้อมมาอย่างดี แต่ละคน กับข้าวออกมาอย่างเร็วพลัน 555 แต่ละคนก็ได้นำสิ่งที่ตัวเองนำมา แบ่งปันกินด้วยกัน พร้อมพูดคุย เรื่องชีวิตในมหาวิทยาลัยของแต่ละคน เพราะแต่ละคน ก็เรียนคนละที่กัน เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ได้เวลาเดินทางต่อ อ้อ!! เมื่อกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว พวกเราก็เก็บทุกอย่างใส่กระเป๋าเหมือนเดิม ไม่ได้ทิ้งไว้ข้างบนนั้นเลยนะคะ ^^

-------------------------------------------------------------------------

เพื่อนๆ เดินทางกันต่อ นั่งเป็นพระเอก MV เลยนะ 555

มาถึงภูบักไดทั้งที ดูท่าโพสต์อย่างกับถ่ายบัตรประชาชน ฮ่าๆ

นี่รูปเราเองจ้า ให้เพื่อนคนเมื่อกี้ถ่ายให้ เลยมีภาพกับเขาบ้างแล้ว ฮ่าๆ

รูปนี้ เป็นที่มาของชื่อหัวข้อรีวิวเลยค่ะ เพราะดูแล้ว เหมือนเราสามารถเอื่อมมือไปแตะขอบฟ้าได้เลย ทุกคนร่วมลุ้นไปด้วยกัน ว่ามันจะหักไหมนะ 555

มุมสามัญประจำผู้พิชิต ภูบักได

นี่ก็เราเองนะ ดูแทบไม่ออกเลยละซี้ ฮ่าๆๆ เพื่อนถ่ายให้อีกตามเคย

ไม่รู้ทำไม มองไปทางไหน ก็จะเจอเพื่อน ยืนถ่าย MV เพลงตลอดเลย ฮาๆ

ถ้าไม่บอกว่ามาเที่ยว นึกว่ามาทำข่าวกันนะเนี่ย (หน้ามุ่งมั่นมากแต่ละคน ฮาๆๆ)

เซลฟี่

ในขณะที่หลายคนกำลังถ่ายรูปอย่างสนุกสนาน แต่ก็มีเพื่อนบางคน ได้นั่งคุยกันกับเพื่อน เหมือนเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน โดยตัดขาดจากโลกโซเชียล เพราะบนนั้นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลย

และเป็นช่วงเวลา ที่ทำให้บางคนได้สารภาพรักกัน แฮร่ ผ่าม พาม !!

สองนิ้ว แช๊ะ!!

แค่กำลังจะใส่เสื้อ จำเป็นต้องเท่ขนาดนี้เลย ฮาๆๆๆ

------------------------------------------------------

ได้เวลากลับแล้ว

เราเดินทางลงจากภูบักได ประมาณ 15.30 น. ช่วงเวลานี้กำลังดีค่ะ แนะนำว่าอย่าเกิน 4 โมงเย็นนะคะ เพราะถ้าลงมาช้ากว่านี้จะมืดเสียก่อน ยิ่งจะเพิ่มอันตรายในการเดินทางค่ะ เราถึงจุดขึ้นรถไถด้านล่างประมาณ 17.30 น. ค่ะ แล้วเราก็เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ การเดินทางไปเที่ยวในครั้งนี้เราไปทั้งหมด 12 คนและไม่มีใครได้รับอันตรายใด ๆ ค่ะ ทุกคนปลอดภัยดี คนขับรถไถดูแลพวกเราดีมาก ๆ ค่ะ แนะนำวิธีปฏิบัติในการเดินทาง พูดคุยสนุกสนาน และพาเรากลับอย่างปลอดภัยค่ะ


และแล้วก็เดินมาถึง ช่วงเดินลงแล้ว (นั่นไง...รถไถ รอเราอยู่)

สุดท้ายนี้เราขอขอบคุณประสบการณ์ การเดินทางที่สุดท้าทาย ที่เหนื่อยที่สุด และดีที่สุดในเวลาเดียวกัน นอกจากที่จะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปบนยอดเขา และยังได้เป็นตากล้องจำเป็น ที่คอยเก็บภาพความทรงจำของทุก ๆ คนที่ได้มาเที่ยวที่ภูบักได อีกอย่างนะคะเราได้ให้โอกาสชีวิตเรา ร่างกายเรา ได้ออกมาเห็นและสัมผัส ในสิ่งที่ใครหลาย ๆ คนอาจจะไม่ได้มีโอกาสมาเหมือนพวกเรา ที่ได้ท้าทายตัวเอง ฝึกความอดทน มีสติอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญ คือ มิตรภาพที่ดีของเพื่อนที่ร่วมเดินทาง ทำให้ความเหนื่อยกลายเป็นความสนุก สำหรับผู้ที่ได้อ่านมาถึงตรงนี้ เราหวังว่าบทความนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้คุณเก็บกระเป๋าออกจากหน้าจอคอม ได้ออกมาสัมผัสบรรยากาศที่แท้จริง มากกว่าการนั่งอ่านรีวิว แล้วเจอกัน “ภูบักได”

ความคิดเห็น