Japan Train Trip #Episode3 รีวิวโดย Piyai&Noolek

เช้าวันนี้ขอหนีความวุ่นวายของโอซาก้าไปเมืองอื่นบ้างค่ะ เราจะเดินทางสู่ฮิเมจิ (Himeji) จังหวัดเฮียวโกะ (Hyogo) กัน ดังนั้น เราจะใช้รถไฟสายซันโยชินคังเซน (Sanyo Shinkansen) ซึ่งนี่ก็จะนับเป็นชินคังเซนสายที่ 2 ที่เราใช้บริการ สายนี้เป็นรถไฟของ JR West เชื่อมต่อกับสายโทไคโด คือจากโอซาก้าผ่านภูมิภาคจูโง

Japan Train Trip #Episode3

Japan Train Trip #Episode3


เช้าวันนี้ขอหนีความวุ่นวายของโอซาก้าไปเมืองอื่นบ้างค่ะ

เราจะเดินทางสู่ฮิเมจิ (Himeji) จังหวัดเฮียวโกะ (Hyogo) กัน ดังนั้น เราจะใช้รถไฟสายซันโยชินคังเซน (Sanyo Shinkansen) ซึ่งนี่ก็จะนับเป็นชินคังเซนสายที่ 2 ที่เราใช้บริการ สายนี้เป็นรถไฟของ JR West เชื่อมต่อกับสายโทไคโด คือจากโอซาก้าผ่านภูมิภาคจูโงกุ (Chugoku)แล้วไปสิ้นสุดที่สถานีฮากาตะ (Hakata) จังหวัดฟูกุโอกะ (Fukuoka) ในภูมิภาคคิวชู (Kyushu)

สายนี้ก็จะมีขบวนต่างๆ ให้เลือกเช่นกัน ประกอบด้วย Nozomi ซึ่งแน่นอน 'บัตรเบ่ง' จะขึ้นไม่ได้ และ Hikari, Kodama, Sakura, Mizuho สำหรับคราวนี้เพราะเราคิดถึงแผนเดินทางสำหรับขบวนต่อไปในภาคบ่ายประกอบการตัดสินใจ จึงเลือกขบวนเช้านิดนึง ทำให้ช่วงเวลาที่จะไปได้เป็นขบวน Sakura543 เราทำการจองที่นั่งเรียบร้อยตามเดิมเพราะไม่ชอบไปเดินหาเก้าอี้นั่ง จึงไม่ต้องกังวลอะไร

ใช้เวลาประมาณ 44 นาที ก็ถึงที่หมาย วันที่ไปถึงที่สถานีฮิเมจิมีการนำ 'เกี้ยว' หรือศาลเจ้าจำลองที่เขาใช้แห่ในงานประเพณีมาจัดวางไว้ให้ชมด้วย การได้ชมใกล้ๆ ทำให้ได้เห็นถึงความงดงามยิ่งใหญ่และฝีมืออันประณีตบรรจงในทุกๆ รายละเอียดของแต่ละส่วน เพราะจะว่าไปในวันงานจริงๆ คงไม่มีใครได้มีโอกาสชื่นชมใกล้ชิดเป็นแน่

เราไม่เร่งรีบ เพราะยังเช้าอยู่มาก และอยากค่อยๆ ใช้เวลาดื่มด่ำบรรยากาศยามเช้าของที่นี่ จริงๆ แล้วเราสองคนเคยมาที่เมืองนี้กันแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งมีความทรงจำดีๆ หลายอย่าง การมาครั้งนี้เลยเหมือนการมาย้อนรำลึกความหลังครั้งวันวานเมื่อครั้งมาญี่ปุ่นครั้งแรกไปกลายๆ และอาจจะเป็นเพราะพอมี JR Pass ทำให้อำนาจแห่งการเดินทางร่อนไปทั่วมันทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นด้วยกระมัง

จากสถานี Sanyo Himeji เราออกเดินไปยังเป้าหมายของเช้านี้ เดินตรงไปง่ายๆ ตามถนน Himeji-chi ถนนสีเขียวอันแสนร่มรื่น ฟุตบาทแสนกว้าง ตลอดสองฝั่งของถนนมีแต่ต้นไม้ใหญ่ และรูปปั้นประติมากรรมต่างๆ มากมาย บ่งบอกความเป็นฮิเมจิ เป็นเอกลักษณ์ที่สวยงามตลอดระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร คือนอกจากจะเพลิดเพลินไปกับวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยความสดชื่นและความบริสุทธิที่ได้จากต้นไม้ที่เขียวขจีแล้ว ประติมากรรมงามๆ ก็มีให้แวะชมตลอดทาง แล้วยังจะมีร้านค้า ร้านอาหารที่ข้างทางให้ได้แวะชะโงกมองอีก

และแล้วเราก็ถึงเป้าหมาย สถานที่ที่เคยมาเยือนเป็นแห่งแรกเมื่อครั้งมาเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนนี้ได้ปรากฏต่อสายตาของเราทั้งสองคนแล้ว

ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ถือเป็นปราสาทที่ยิ่งใหญ่และสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1400 และเป็นหนึ่งในปราสาทดั้งเดิมทั้งหมด 12 แห่งที่ยังไม่เคยถูกทำลายมาก่อน ทั้งในยุคที่มีสงคราม ไฟไหม้ หรือการเกิดแผ่นดินไหว ทำให้ยังคงรูปแบบดั้งเดิมของตัวปราสาทเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์สุดๆ จึงทำให้ได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก (Unesco)ในปี ค.ศ.1993 และเป็น 1 ใน 4 ปราสาทที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นร่วมกับอีก 3 แห่ง ได้แก่ Matsumoto Castle , Inuyama Castle และ Hikone Castle

ปราสาทฮิเมจิ มีอาณาบริเวณกว้างขวาง มีอาคารน้อยใหญ่อยู่ภายในมากถึง 80 อาคารที่เชื่อมต่อกันทั้งหมด มีกำแพงและประตูกั้นแต่ละส่วน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาถึงจะผ่านเข้าทางประตู Otemon ก็คือประตูที่เรากำลังจะผ่านนี่ละ เมื่อเดินเข้ามาตามทางมาเรื่อยๆ จะเจอกับสวนที่มีต้นซากุระมากมายและเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของปราสาทฮิเมจิคู่กับต้นซากุระด้วย

ที่สุดทางเดินจะเจอกับตู้ขายตั๋วสำหรับเข้าไปในบริเวณของปราสาทชั้นใน ภายในปราสาทจะมีบันไดแคบๆสำหรับเดินขึ้นและลง ที่ชั้นบนสุดของหอคอยปราสาทจะมีช่องสำหรับดูวิวได้รอบทิศทาง ทำให้มองเห็นอาณาบริเวณของปราสาททั้งหมดและไกลออกไปที่ตัวเมืองฮิเมจิด้วย

เมื่อแหงนหน้ามองจะเห็นปราสาทฮิเมจิดูสวย สง่า ขาวกิ๊ก นั่นเป็นเพราะเพิ่งจะผ่านการรีโนเวทครั้งใหญ่มาเมื่อปี ค.ศ. 2015 ทำให้สภาพของปราสาทตอนนี้สวยงามและสมบรูณ์มาก ความสง่างามของปราสาทที่โดดเด่นตระหง่านและเป็นสีขาว จึงได้รับการเปรียบเปรยให้เป็นเสมือนนกกระยาง จึงมักถูกเรียกว่า “ปราสาทนกกระยางขาว”

วันที่เรามาถึงช่างน่าเสียดายที่ดอกซากุระยังไม่บาน เพราะอากาศยังค่อนข้างหนาวเย็น จึงเห็นแต่เป็นตุ่มๆ รอเวลา ต่างจากเมื่อครั้ง 10 ปีก่อนซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันนี้ ที่บานฟูฟ่อง สะพรั่งไปทั่วบริเวณเมื่อมองลงมาจากบนปราสาท ทำให้เราค่อนข้างผิดหวัง แต่ไม่เป็นไรทริปนี้ยังอีกยาวไกล เราคงได้พบ ณ เมืองใดเมืองหนึ่งสิน่ะ

หลังจากผิดหวังกับดอกซากุระที่ยังไม่บานที่รอบๆ ปราสาทฮิเมจิกันแล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากเดินหนาวๆ สั่นๆ กลับไปยังสถานี แวะชมความเงียบสงบของเมืองฮิเมจิไปเรื่อยๆ เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ดูข้าวของ ชมบรรยากาศของห้างร้านต่างๆ รอเวลารถไฟขบวนที่เราสำรองที่นั่งไว้ตอนบ่ายโมงกว่าเพื่อจะเดินทางไปเที่ยวยังเมืองต่อไป เป็นเพราะการมีบัตร JR Pass นี่ละ จึงทำให้เราเที่ยวกันแบบไปเรื่อยๆ เหมือนไม่ค่อยมีจุดหมายเท่าไร อยากไปเห็นเมืองไหนก็แค่เดินทางไป ไม่ต้องคิดอะไรมาก ก็ดีเหมือนกัน

และแล้วก็ถึงเวลาเดินทางจากฮิเมจิสู่เมืองเป้าหมายของบ่ายวันนี้แล้วค่ะ เราจะเดินทางด้วยรถไฟ Limited Express หรือรถไฟด่วนพิเศษ Hamagaze3 ชื่อเก๋ๆ อันมีที่มาจากเรือรบ Hamagaze ของญี่ปุ่น รถไฟขบวนนี้เดินทางเริ่มต้นมาจากโอซาก้าเพื่อไปยังทตโทริ (Tottori) แต่เราขอกระโดดลงที่เมืองคิโนซากิออนเซ็น (Kinosaki Onsen) ที่อยู่ระหว่างทาง

เมื่อรถไฟเคลื่อนขบวนออกจากสถานีฮิเมจิจะมองเห็นปราสาทฮิเมจิตั้งตระหง่านสูงเด่นได้อย่างชัดเจน และเมื่อรถไฟวิ่งออกจากตัวเมืองจะเข้าใกล้ภูเขามากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อผ่านสถานีเทรามาเอะ (Teramae) จะเพลิดเพลินกับวิวของหุบเขาตามแม่น้ำอิชิกาว่า (Ichi Kawa) สลับกับทุ่งนา นับเป็นวิวชนบทที่สวยงามมากเส้นทางหนึ่ง

เราใช้เวลาบนรถไฟขบวนนี้ราวๆ 1 ชั่วโมง 43 นาที ก็ถึงที่หมายค่ะ เมืองนี้มีดีอะไร ไว้มาเดินเที่ยวกัน

ว่างๆ แวะไปทักทายกับพี่ใหญ่และหนูเล็กกันได้ค่ะที่ https://www.facebook.com/TravelWithPiyaiAndNoolek/

ความคิดเห็น