โสด เดิน เดี่ยว เที่ยว สิงคโปร์ 3วัน ในแบบคนงบน้อย รีวิวโดย นาน เที่ยว ถี่

สิงคโปร์ เป็นประเทศที่ใครหลายคนคิดว่าครั้งนึงในชีวิตต้องไปเยือนให้ได้ เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศที่น่าเดินทางท่องเที่ยว บ้านเมืองสะอาด การคมนาคมขนส่งสะดวก มีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมและเทคโนโลยี รวมไปถึงความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูง เดินเที่ยวได้อย่างสบายใจ ผมเองก็คิดแบบนี้เช่นกัน ....

โสด เดิน เดี่ยว เที่ยว สิงคโปร์ 3วัน ในแบบคนงบน้อย

โสด เดิน เดี่ยว เที่ยว สิงคโปร์ 3วัน ในแบบคนงบน้อย

 วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561 เวลา 23.51 น.

 วันที่เดินทาง 7 พ.ค. 2561

สิงคโปร์ เป็นประเทศที่ใครหลายคนคิดว่าครั้งนึงในชีวิตต้องไปเยือนให้ได้ เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศที่น่าเดินทางท่องเที่ยว บ้านเมืองสะอาด การคมนาคมขนส่งสะดวก มีสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมและเทคโนโลยี รวมไปถึงความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูง เดินเที่ยวได้อย่างสบายใจ ผมเองก็คิดแบบนี้เช่นกัน

......................................................
กดสับตะไคร้ และดูคลิปกันก่อนได้นะครับ
......................................................


ทริปสิงคโปร์ ครั้งนี้ เป็นการออกเดินทางต่างประเทศ คนเดียว ครั้งแรกของผม ไม่ใช่ว่าไม่มีใครคบ หรือเราไม่อยากคบใครหลอกนะครับ เพื่อนน่ะพอมีแต่เราก็ไม่อยากไปรบกวนใคร ครั้นชวนพี่สาวที่นางนั้นบินไปต่างประเทศบ่อยๆ เพราะเธอนั้นมีแฟนเป็นนักบิน แต่ก็กลับเทเรา บอกว่าไปคนเดียวได้ไปโลดดด.


ความหวาดหวันมันก็อยู่ในใจ เพราะไม่ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยไปสิงคโปร์ แถมไอ้เราภาษาปากิตแข็งแรงสะด้วย แข็งแรงถึงขนาดภาษาไทยบางครั้งยังพูดไม่รู้เรื่อง พิมพ์ผิดๆทุกๆ แต่ด้วยความโสดที่ต้องไปไหนมาไหนคนเดียวเป็นประจำ นำพาให้เรา เอาวะไปคนเดียวกะได้ ไปอยู่ในที่ ที่ไม่เคยไป วางงานสัก2-3วัน อยู่กับตัวเองบ้าง ออกไปพบเจอผู้คนต่างเชื้อชาติต่างภาษาต่างวัฒนธรรม อาจทำให้เราได้มุมมองอะไรใหม่ๆในชีวิต สักนิดบ้างละ มันอาจเป็นการพังกำแพงบางอย่างในชีวิตเราก็ได้ นี่แหละคือคำตอบว่าไปทำไมสิงคโปร์ ###เที่ยวคนเดียวภาษาไม่ใช่ปัญหา google translate ช่วยเราได้ครับ

ส่องหาดูรีวิวว่าไปสิงคโปร์ใครไปที่ไหนบ้างโน๊ตลงมือถือ จัดการเรื่องตั๋วเสร็จสรรพ ก็เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า เอาแค่พอดีเพราะไปแค่ 3 วัน อันตัวเราเด็กภูธรเหนือตอนล่างก็ต้องเข้ากรุงฯโดยอาศัยพี่หางแดงที่ตีตั๋วไปกลับไม่ถึงพัน ถูกกว่ารถไฟอุตราวิถีอีก จากนั้นแวะนอนพักที่คอนโดพี่สาว 1 คืน ครับ

..............................................................................

เอาเป็นว่าเรามาเริ่มกันจากตรงนี้คงมีสาระกว่า กับการเที่ยวสิงคโปร์คนเดียวครั้งแรกของผม ที่วางแผนการเที่ยวไม่ต่างจากคนอื่นสักเท่าไร เที่ยวคนเดียวสิ่งที่จำเป็นคือแผนการเดินทางครับ จะได้ไม่เสียเวลา และทริปนี้ผมแลกเงินไป 5,000 บาท แต่ตั้งใจว่าจะใช้ไม่เกิน 3,500 บาท ครับ และแล้วก็สามารถใช้ได้แบบเหลือๆ #จะสรุปค่าใช้จ่ายในตอนท้ายให้นะครับ

-ผมเลือกเดินทางวันธรรมดาครับ เพราะว่า 1.ตั๋วเครื่องบินถูกจริงไรจริง 2.โรงแรมก็ถูก 3.คนไม่เยอะดี “ส่วนตัวชอบอย่างที่3” เป็นคนที่เวลาไปไหนเจอคนเยอะๆ จะเดินถอยออกมาทันที ไม่อยากแย่งเที่ยวแย่งกินกับใคร

-ผมจองตั๋วเครื่องบินผ่านแอป expedia เพราะว่าผมรู้สึกว่ามันคำนวนให้เราเสร็จสรรพง่ายดี แล้วแจ็คพ๊อตก็ตกอยู่ที่สายการบิน Scoot ที่มีตั๋วไปกลับถูกที่สุด ณ เวลานั้น ผมก็เลือกเที่ยวบินขาไป ออกจากสุวรรณภูมิ 8.20 น. ขากลับออกจากชางงี สิงคโปร์ตอน 22.30 น.

-ผมเลือกพักแบบโฮสเทล เพราะราคาโรงแรมที่สิงคโปร์1ห้องราคาสูงมว้าก บ้านเขาทุกอย่างแพงดี จึงจบที่โฮสเทล ย่าน Chinatown ราคาคืนละ 560 บาทได้โปรโมชั้นจากexpedia เช่นกันครับ

-ผมเลือกกินอาหารจานเดียวแบบเน้นประหยัดดูราคาก่อนสั่งเสมอ ไม่ได้สนใจว่าอาหารจะเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวหรือไม่ น้ำดื่มผมก็กรอกใส่ขวดจากที่พักและกรอกตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ตามจุดบริการน้ำดื่มฟรี เพราะน้ำดื่มที่นี่ราคาเริ่มที่ขวดละ 1$ หรือ 25 บาทนั่นเอง

-ผมเลือกนั่งรถไฟMRT และเดิน เดิน เดิน ครับ. ไม่เที่ยวในสถานที่ที่ต้องเสียเงิน อิอิ. แต่ ยูนิเวอร์แซล (USS) ขอหน่อยละกันครับ. ไปคนเดียวขอแหกปากคนเดียวครับ 5555+

DAY 1

ถึงวันเดินทางที่สนามบินสุวรรณภูมิ โอ้แม่เจ้าโว้ย ฝนตกลงมาหนักมาก เอาละหว่าในใจคิด เครื่องดีเลย์แน่นอน. แต่ถึงเวลาขึ้นเครื่องพนักงานเรียกขึ้นเครื่องตรงเวลาเป๊ะ การที่ผมไปคนเดียวผมจึงไม่ได้เลือกที่นั่งไว้ ระบบสายการบินก็เลยเลือกผมไปนั่งกับพี่สาวคนไทยที่มาเที่ยวสิงคโปร์ครั้งแรกเหมือนกัน แต่พี่เขามาเป็นแก๊งค์ ก็เลยรู้สึกโชคดีที่ไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษตั้งแต่อยู่บนเครื่อง 2ชั่วโมงครึ่งโดยประมาณ ก็มาถึงสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ เวลาที่สิงคโปร์ประมาณ 12.25 น. ซึ่งScootจะส่งเราที่ terminal2 สนามบินชางงีมี 4 terminal “ขึ้นๆลงๆซ้ายขวาซ้ายขวา มีป้ายบอกครับไม่ต้องกลัวหลง มีรถไฟฟ้าบริการระหว่าง terminalด้วย”


เมื่อมาถึงก็ต้องผ่าน ตม. ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศที่กล่าวขานกันในเรื่องของควาทเหนียว สำหรับการตรวจคนเข้าเมือง พี่แกถามเยอะพอสมควรนะ.


เอาเป็นว่าขอแนะนำสำหรับใครที่จะเดินทางไปสิงคโปร์ ทั้งคนเดียวหรือเป็นแก๊งค์ ควรเตรียม – ใบจองตั๋วขากลับติดตัวไว้ด้วยเผื่อพี่แกจะถามหา – และหากใครมีพาสปอร์ตเล่มเก่าก็เอาติดตัวไปด้วยนะครับกันเหนียวไว้


ส่วนคำถามเขาก็ถามไม่ยากหลอกครับ อันดับแรกจะถามว่าคุณชื่อXXX ใช่ไหม? มาทำอะไร? มาคนเดียวหรือมากับใคร? มากี่วัน? ประมาณนี้แหละครับ แต่ระหว่างรอผมโคตรจะลุ้นเลยครับ เพราะ มีวัยรุ่นกลุ่มนึงคนไทยนี่แหละครับมาเที่ยว แต่ 1 คนในกลุ่มนั้น ตม.ไม่ให้ผ่านครับ ต้องไปเข้าห้องเย็นเพื่อทำประวัติ แล้วยังมีคุณลุงคนนึงผมก็คิดว่าแกน่าจะเป็นคนไทยนะ โดนพาไปห้องเย็นอีก ณ จุดๆนั้นโคตรหวาดเสียว แต่เมื่อถึงคิวผมพี่แกถามคำเดียวว่า คุณชื่อXXXใช่ไหม? ผมตอบสั้นมากครับว่า Yes. แล้วพี่แกก็ให้สแกนลายนิ้วมือเป็นอันผ่านด่าน ตม. โลงใจมาก เดินสบายๆ ไปที่สถานีรถไฟใต้ดินเพื่อเข้าเมืองกันต่อ ไปสถานีรถไฟก็ไม่ยากครับอยู่ด้านล่างสุดของสนามบิน เดินตามป้ายTrain to Cityครับ แป๊บเดียวถึงสถานี MRT Changi Airport(CG2)

เราก็ทำการซื้อตั๋วรถไฟ MRT แบบ EZ-Link ผมไม่ได้คำนึงถึงความคุ้มค่านะครับ ผมแค่ชอบรูปบนบัตรพอดีแอบเห็นของคนอื่น เลยตัดสินใจซื้อเป็นบัตร EZ-link ครับในราคา 12$ ซึ่งผมแนะนำว่า ถ้าเกิดใครมาเที่ยว 3 วันแบบต้องอาศัยรถไฟฟ้าเป็นหลักแนะนำเลือกแบบ Tourist Pass คุ้มกว่าครับ ราคาอยู่ที่ 20$ ครับ เพราะว่าอย่างตัวผมเองใช้EZ-linkไป 2 วัน ก็ต้องเติมเงินเพิ่มอีก 10$ เนื่องจากว่าถ้าเงินในบัตรของเราน้อยกว่า 3$ มันจะใช้ไม่ได้ครับ แต่ไอ้เจ้าบัตรSingapore Tourist Pass มันไม่สามารถซื้อของใน7-11 ได้ และไม่สามารถใช้ได้กับขนส่งมวลชนบางประเภท แต่มันสามารถขึ้นรถไฟฟ้าได้ไม่จำกัดครับ

เมื่อได้บัตรEZ-Linkแล้วเราก็เดินทางเข้าเมืองกันเลยครับ ซึ่งเราจะต้องเปลี่ยนขบวนรถที่สถานี Tanah Merah(EW4) ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ แค่เดินลงมาแล้วยืนรอ ที่บริเวณ platform2เพื่อเข้าเมืองตามเส้นทางสายสีเขียว โดยผมจะไปลงที่สถานี Tanjong Pagar เพื่อไปหาข้าวกินแถว Maxwell Food Center ซึ่งอยู่ติดกับSingapore City Gallery และอยู่ห่างจากสถานีรถไฟMRTเพียง 300 เมตร

ที่ Maxwell Food Centre มีอาหารหลากหลายนานาชนิดให้เลือกกิน มีร้านข้าวมันไก่ดังๆจำนวนหลายร้านซึ่งถ้ามาตอนเที่ยงคาดว่าคนจะเยอะ แต่โชคดีหรือเป็นความตั้งใจที่ผมมาถึงที่ศูนย์อาหารตอนเวลาบ่าย2โมง คนก็จะไม่มากเท่าไหร่ อย่างที่บอกผมไม่ค่อยชอบอะไรที่คนเยอะๆ เห็นร้านข้าวมันไก่อยู่ร้านหนึ่ง ชื่อ Heng Heng Hainanese Chicken rice จึงเดินเข้าไปสั่งข้าวมันไก่ 1 ชุดราคา 5 เหรียญ เมื่อพ่อค้าสับไก่มาใส่จาน ผมถึงขั้นอุทานเป็นภาษาไทยว่า จะxxxหมดไหม! พ่อค้าเห็นเราเป็นคนไทยก็พูดไทยใส่เราเลยว่า กินให้อร่อยนะ. ไทยมาเราก็ไทยกลับ ขอบคุณครับ พร้อมยกมือไหว้ตามสไตล์คนไทยครับ. จากนั้นผมก็เดินหาที่นั่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านมากคุณลุงคนขายก็เดินตามผมมาพร้อมหยิบไข่ต้ม 1 ฟองยื่นมาให้แล้วบอกผมว่า ฟรี! ผมก็คิดในใจน่าว่ายังเยอะไม่พอเหรอครับ จะแxxหมดไหมเนี่ย!


ข้าวมันไก่ของคุณลุงเนื้อแน่นนุ่มชุ่มมาด้วยผมคิดว่าน่าจะเป็นน้ำปรุงอะไรสักอย่าง แล้วมีน้ำจิ้ม มาให้ด้วย 2 แบบ แบบเปรี้ยวเผ็ดกับหวานเผ็ด ผมว่าอร่อยทั้งสองอย่าง ส่วนข้าวมันก็มาแบบเรียงเม็ดน้ำซุปรสชาติใช้ได้ผมชอบ บอกเลยว่าผมใช้เวลาอยู่ตรงนี้เกือบ 30 นาทีเพราะว่ามันเยอะมากสำหรับคนคนเดียว และน้ำเปล่าในศูนย์อาหารผมถือว่าถูกนะ ขวดละ 1$ เท่านั้นเอง ผมเลยซื้อมาและเจ็บขวดไว้ใช้ตลอดทั้งทริปเลย.


ที่นี่ผมชอบอาม่าที่คอย เก็บถ้วยชามทำความสะอาดโต๊ะ เพราะอาม่าทำงานไปยิ้มไป แล้วก็เก็บทำความสะอาดได้เร็วมาก น่ารักเห็นแล้วคิดถึงคุณย่าที่บ้าน

เมื่อกินข้าวเที่ยงจนอิ่มหนำสำราญ ข้าวมันไก่เต็มท้องเหงื่อก็เริ่มออก ผมก็เลยเดินไปที่ตึกด้านข้าง ป้ายเขียนว่า Singapore City Gallery โดยด้านล่างก็จะเป็น แผนที่ประเทศสิงคโปร์ทั้งหมดแต่เมื่อเดินมาชั้น 2 ก็จะพบกับโมเดลตึกต่างๆนานา ในเมืองสิงคโปร์ให้เราที่เดินดูซึ่งที่นี่เข้าชมฟรี แต่ที่เค้าเตอร์ต้อนรับเขาก็จะให้เราเซ็นชื่อเข้าเยี่ยมนิดหน่อย นอกจากนี้ก็ยังมีนิทรรศการศิลปะที่จัดแสดงอยู่โดยรอบถ้าร้อนก็แวะมาเดินดูศิลปะให้หายร้อนแล้วเราค่อยไปต่อ

จากนั้นผมก็เดินไปตามถนน South Bridge Road เพื่อไปยังที่พัก Capsule pod ที่ผมได้จองเอาไว้โดยระหว่างเดินไปก็จะผ่านวัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว หรือ Buddhatooth relic temple ผมจึงแวะเข้าไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งภายในนั้นก็มีการทำพิธีสวดมนต์อยู่ด้วย

เดินต่อไปอีกนิดก็จะเจอวัดศรีมาริอัมมันต์ เขาบอกว่าเป็นวัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์โดยบริเวณเหนือประตูด้านหน้าจะเห็นว่ามี รูปแกะสลักจำนวนมากไร่ตามลำดับชั้น 5 ชั้น ตามรั้วก็จะมีรูปปั้นวัวที่เขาบอกว่าเป็นสัตว์พาหนะของพระอิศวรซึ่งชาวฮินดูนั้นนับถือ

และใกล้ๆกันเราก็จะพบกับมัสยิดชื่อว่า Masjid Jamae รูปแบบโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยสีโทนสีเขียว

จากนั้นผมก็เดินต่อไปยังถนน Upper Cross Street ซึ่ง Capsule pod ที่พักของผมอยู่แถวนั้น อยู่ใกล้กับทางเข้าสถานีรถไฟ Chinatown(DT19) เเละศูนย์การค้า People Park Centre

ถึงห้องพักแอร์เย็นๆโชคดีที่ผมนอนชั้นล่าง และตอนนั้นไม่มีใครอยู่ในห้องผมก็เลยของีบหลับสักหน่อยก่อนที่ช่วงเย็นจะออกไปเดินชมเมือง

ถือว่าเป็นครั้งแรกกับโฮสเทล ผมว่าก็โอเคนะ สำหรับที่นี่ Capsule pod ห้องนึงอยู่กันประมาณ 8 คน รวมรวมกันไปมีทั้งชายและหญิง ดูสะอาดสะอ้านมีที่ให้นั่งเล่นพักผ่อนด้วย ผมนี่โคตรชอบเลยเพราะว่าห้องผมไม่มีคนไทยเลย สบายสิเราไม่ต้องกลัวโดนนินทา

หลับไปประมาณ2ชม. 17.30 นาฬิกาปลุกก็ดัง ผมตื่นแต่งตัวออกไปเดินชมเมือง โดยผมเริ่มที่ People Park Centre เพื่อซื้อตั๋วเข้า Universal Singapore ที่ร้าน Sea wheel travel เนื่องจากอยู่ใกล้หาง่ายร้านสีเขียวๆชั้น 3 เข้าไปในร้านพูดไทยได้เลยครับ เพราะพนักงานที่นี่พูดไทยชัดมาก คิดว่าน่าจะเป็นคนไทย ผมชื่อบัตรเข้า USS ในราคา 68$ หรือตีเป็นเงินไทยในตอนนั้นก็ประมาณ 1,650บาทครับ หรือใครจะซื้อเครื่องเล่นและบัตรผ่านเข้าสมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆก็สามามารถซื้อได้ที่นี่เช่นกันครับ

เมื่อซื้อตั๋วเสร็จก็เดินไปที่สถานีรถไฟ Chinatown ไปที่สถานี Clarke Quay(NE5) เพื่อเดินเล่นริมแม่น้ำสิงคโปร์ ดูบรรยากาศฝั่งคลาร์กคีย์ จากนั้นไปทางทิศตะวันตกเลอะริมแม่น้ำไปจนถึงสะพาน Elgin Bridge แล้วเดินข้ามฝั่งไปยังอาคารราชการ โดยบริเวณริมแม่น้ำจะมีเก้าอี้ให้เรานั่งตลอดทางเลยครับ ผมเองก็นั่งเล่นมองตึกสูงฝั่งตรงข้าม คิดอะไรเพลินๆ หายเหนื่อยหายร้อนก็เดินต่อ ผ่านEmpress Lawn สะพาน Cavenagh Bridge สะพานเก่าแก่ที่ใช้ข้ามแม่น้ำสิงคโปร์ ซึ่งเราก็จะมองเห็นโรงแรมฟูลเลอร์ตันสิงคโปร์ อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยเช่นกัน และบริเวณนี้ก็จะมีประติมากรรม People of the River ซึ่งเป็นรูปหล่อที่มีขนาดเท่ากับคนจริง แสดงถึงวิถีชีวิตของชาวสิงคโปร์ในอดีต

มาชมวิวฝั่งตรงข้ามคลาร์กคีย์ ก็จะเจอวิวของวิวอีกทีครับ ทั้งหนุ่มๆสาวๆนักท่องเที่ยวก็จะมานั่งรับลมเย็นๆกันตรงนี้

เดินมาอีกนิดข้ามมาสะพานมาฝั่งอาคาราชการ จุดนี้มีเก้าอี้ไว้ให้เรานั่งพักครับ

หายเหนื่อยก็เดินชมวิวต่อไปเรื่อยๆริมแม่น้ำ ก็จะถึงบริเวณ สะพาน Cavenagh Bridge สะพานเก่าแก่ที่ใช้ข้ามแม่น้ำสิงคโปร์ ซึ่งเราก็จะมองเห็นโรงแรมฟูลเลอร์ตันสิงคโปร์ อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยเช่นกัน และบริเวณนี้ก็จะมีประติมากรรม People of the River ซึ่งเป็นรูปหล่อที่มีขนาดเท่ากับคนจริง แสดงถึงวิถีชีวิตของชาวสิงคโปร์ในอดีต

จากนั้นก็เดินลอดใต้สะพาน เพื่อไปยัง Merlion Park สัญลักษณ์ของประเทศสิงคโปร์ ที่มีหัวเป็นสิงโตและลำตัวเป็นปลา บอกได้เลยว่าตอนเย็นนั้นคนเยอะมากเยอะโคตรโคตร แต่มาแล้วก็ขอเซลฟี่สักนิดนึงเหมือนกับคนอื่นทั่วทั่วไป แล้วผมก็เดินข้ามไปยังฝั่งตึกทุเรียนหรือตึก Esplanade เพื่อเดินไปยังสะพาน Helix หรือสะพาน DNA เพราะไปมุมถ่ายภาพสุดฮิตของช่างภาพที่มาสิงคโปร์แล้วต้องมาเก็บภาพที่นี่

ก้มมองดูนาฬิกา โอ้ท่านหมื่น อีก 30 นาที 1 ทุ่มครึ่ง ทำไมแสงจากพระอาทิตย์มันยังสว่างอยู่ ผมต้องรีบจ้ำเดินไปที่ garden by the bay เพื่อชม Light and sound show ที่ Super tree Grove ขอบอกว่าชมฟรีครับ ผมมาทันรอบแรกเวลา 19.45 น. คนเยอะมาก ซึ่งมันก็ดูอลังการงานสร้างดีครับ โดยจะเปิดให้ชมการแสดงทุกวัน 2 รอบคือรอบ 19.45 น. และ 20.45 น. แสดงรอบละ 15 นาที ครับ


เมื่อการแสดงที่ garden by the bay จบลง ผมก็รีบเดินตามฝูงชนมายังตึกมารีน่าเบย์แซนด์เพื่อออกไปยังอีกฝั่งด้านหน้า Marina Bay Sand ที่จะมีการแสดง Special Light and water Show แล้วเมื่อไปถึงก็จะเห็นผู้คนจับจองที่นั่งเพื่อรอชมการแสดง ผมแนะนำว่าควรวางแผนให้ดีอย่างเช่นผมเองก็วางแผนว่าต้องการมาดู Light and sound show ที่ Super Tree ในรอบแรกและมาชม Light and water Show ในรอบที่ 2 เวลา 21.00น. โดยระยะเวลาในการแสดงรอบละ 15 นาที เช่นกัน ซึ่งรอบแรกจะโชว์ในเวลา 20.00 น.ตรงทุกวันครับ

ได้เวลากลับที่พักนั่งรถไฟจากสถานี MRT Bayfront(DT16/CE1) มาลงที่สถานี MRT China Town แวะหาอะไรกินก่อนเข้านอน ซึ่งแน่นอนครับผมไปในวันธรรมดาคนก็จะน้อยน้อยหน่อย ไม่คึกคักสักเท่าไหร่ พูดถึงราคาอาหารที่นี่จะว่าแพงก็ไม่ใช่จะว่าถูกก็ไม่เชิง อาหารอยู่ที่ 5$ ถึง 10$ ผมเลยสั่งนี่เลยครับ Noodle Chicken ในราคา 9$ ในภาพมันดูไม่เยอะ เอาจริงๆจะเยอะไปไหนครับพี่ ชามเบ่อเริ่มเลย ถ้ามา 2 คนแนะนำสั่งจานเดียวพอนะครับ มันเยอะจริงๆ กินอิ่มกลับที่พักอาบน้ำนอน

ก่อนนอนก็ขอเซฮายกับเพื่อนร่วมห้องสักหน่อย ซึ่งคนที่นอนด้านบนผมเป็นน้องที่มาจากเกาหลีเดินทางคนเดียวเหมือนกัน ส่วนด้านข้างเป็นแฟนกันมาจากฝรั่งเศส พอรู้จักกันเล็กๆน้อยๆต่างคนก็ต่างนอนครับ


เก็บภาพบรรยากาศบางส่วนของ Special Light and water Show มาฝากครับ


Day2

เช้าวันที่ 2 ครั้งแรกที่ผมเตรียมแผนไว้ผมอยากตื่นเช้าสักตี 5 หรือ 6 โมงเพื่อเดินไปยัง เมอร์ไลออนเพื่อชมบรรยากาศยามเช้า แต่ด้วยความเหนื่อยล้ามันตื่นไม่ไหวจริงๆ ผมเลยตื่นตอน 8 โมงเช้าอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็เดินไปหาอาหารเช้ากิน ที่ร้านยาคุนคายาโทสต์ Ya Kun Kaya Toast( Far East Square ) ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากที่พัก เดินประมาณ 5 นาทีก็ถึงแล้ว เขาบอกว่าสาขานี้เป็นสาขาแรกในสิงคโปร์ โดย Ya kun kaya Toast เป็นร้านอาหารเช้าแบบเบาๆสไตล์ขนมปังไข่ลวกกาแฟประมาณนี้ ไปถึงที่ร้านก็ง่ายๆครับมีให้สั่งเป็นเซต ซึ่งเซตยอดนิยมก็เป็น Set A ราคาอยู่ที่ 4.80 $ ราคาเท่ากันทุกเซตนะครับ พนักงานก็จะให้เราเลือกว่าจะรับเป็นกาแฟชาหรือไมโล ผมเลือกกาแฟครับเพราะชอบทานกาแฟ ซึ่งก็จะเสิร์ฟมาเป็นชุดหรือเซต โดยจะมีกาแฟ 1 แก้ว ไข่ลวก 2 ฟอง ขนมปังหน้าไข่ 1 แผ่น วิธีการกินไม่ได้กินแยกกันนะครับ เขาให้เราปรุงรสบนไข่ลวกแล้วนำขนมปังไปจิ้มก่อนทานซึ่งมันดูแปลกๆ แต่รสชาติก็อร่อยดี แต่ก็มีบางครั้งที่ผมใช้ช้อนตักไข่ลวกกินเพียวเพียว เหมือนกันนะครับ ส่วนรสชาติกาแฟเข้มข้นและอร่อยมาก สาม ผ่าน

หลังจากจัดการสิ่งที่ผมสั่งมาตรงหน้าหมดไป ก็เดินกลับที่พักไปนอนเล่นให้สบายตัวสักแป๊บนึง จนได้เวลา ประมาณ 10.00 น. ผมก็นั่งรถไฟจากสถานี Chinatown ไปยังสถานี Harbour Front (NE1)

เมื่อมาถึงให้มองหาคำว่า Sentosa boardwalk สำหรับคนที่จะเดินข้าม และ มองหา Sentosa Express สำหรับคนที่จะนั่งMonorail ข้ามไปที่เกาะ ผมเลือกเดินครับ เดินไป ชมนกชมไม้ชมเมืองชมเรือชมทะเลไปเรื่อยๆ ไม่เหนื่อยไม่ร้อนเพราะเดินอยู่ในลมครับ บอกเลยว่าแม้จะมีทางเลื่อน แต่ช่วงที่ผมไปทางเลื่อนปิดปรับปรุงครับ ตอนที่ผมไปเข้าฟรีนะครับ และคาดว่าอนาคตก็จะเข้าฟรีไปเรื่อยๆ

เดินไปสักพักเราก็เห็นคำว่า Sentosa จากนั้นก็เดินตามป้ายไปทาง Universal Studio และแล้วก็ถึง จุดแลนด์มาร์คของใครต่อใครหลายคนที่มาแล้วต้องเก็บภาพกับลูกโลก Universal Studio วันนี้วันอังคารโชคดีที่คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ผมก็นำบัตรไปสแกนบาร์โค้ดที่ประตูทางเข้า แล้วก็เดินไปหยิบแผนที่เพื่อศึกษาเส้นทางแต่ละโซนเพราะบอกไว้ว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรก

เมื่อเข้าไปภายใน Universal Studio ผมก็เลี้ยวซ้ายไปอย่างส่วนแรกคือมาดากัสการ์ก่อน เพราะดูแล้วไม่น่าจะรอนาน

แล้วไปต่อที่โซน far far away ซึ่งทีแรกผมกะว่าจะมาเล่นรถไฟที่เป็นหัวมังกรแต่เมื่อมาถึงพบว่าคนต่อแถวยาวมากป้ายบอกว่าต้องรอถึง 50 นาทีจึงเปลี่ยนใจหันไปมองด้านซ้ายเลยเดินเข้าไปที่ปราสาทไปดู shark 4D Adventure ระหว่างเข้าไปรอด้านใน เพื่อยืนฟังกระจกวิเศษพูด ทีแรกผมคิดว่าเครื่องเล่นอะไรวะมีอยู่แค่นี้เองเหรอ เกือบถอดใจเดินออกประตูทางออกหนีไฟซะแล้ว สักพักประตูโรงหนังก็เปิดให้เข้าไป ถึงแม้จะฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง แต่ภาพก็เล่าเรื่องให้เรายิ้มได้ครับ สนุกตรงที่ เป็นระบบ 4D

จากนั้นก็ไปเล่นเครื่องเล่น Puss In Boots เล่นรถไฟเหาะที่ผมให้ระดับความเสียวระดับต้นละกันครับ มาเริ่มต้นที่เครื่องเล่นนี้ถือเป็นการกระตุ้นสารอะดีนารีนให้เริ่มหลั่ง กินเครื่องเล่นนี้ก็ทำให้ผมต้องยืนรอนานประมาณ 30 นาทีได้

แล้วย้อนกลับมาที่เครื่องเล่นEnchanted Airways รถไฟเหาะรูปมังกร เพราะว่าตอนนี้ เหลือคนไม่เยอะรอคิวประมาณ 15 นาทีก็ได้เล่นแล้ว ระดับความเสียวเพิ่มขึ้นมาอีกนิด



เสร็จแล้วก็เดินไปต่อที่ The Lost World ผมรีบจ้ำไปที่Water World เนื่องจากว่าอีก 5 นาทีจะเริ่มแสดงครับ คนเยอะตื่นตาตื่นใจดีครับ.

เมื่อดูโชว์เสร็จผมก็ก้มมองนาฬิกาโอ้โหนี่มันบ่ายสองแล้วหรือนี่ เพลิดเพลินจนลืมกินข้าว เลยเดินหาอะไรกินดีกว่า ถ้าจะกินพวกเบอร์เกอร์มันก็แพงเกินไป ตั้ง 12$ แนะ ผมเลยเดินไปที่บูธขายไก่ จำพวกไก่ทอด แล้วสั่งไก่ทอดไม่มีกระดูกมา 1 กล่อง ในราคา 7$ มีประมาณ6ชิ้นครับ ถามว่าอิ่มไหม สำหรับผมอิ่มนะครับอยู่ท้องดีด้วย

จากนั้นผมก็ตั้งใจจะเข้าไปเล่นเครื่องเล่น jurassic park rapids adventure แต่ว่ามันก็ปิดปรับปรุงเซ็งมากๆ ส่วนเครื่องเล่น canopy flyer ที่เป็นรถไฟเหาะนั่งห้อยขากบดูแล้วมันไม่หวาดเสียวแถมแถวยาวอีกต่างหากน่าจะเสียเวลาเลยเดินออกมาไปที่อื่นดีกว่า

เดินไปโซน Ancient Egypt ซึ่งโซนนี้ผมคิดหนักมาก มีน้องคนนึงบอกผมว่ามา Universal ลองเครื่องเล่น Revenge of the Munmy สะให้ได้ ผมก็ยืนลังเลอยู่ด้านหน้าตั้งนาน ตัดสินใจเอาวะไหนๆก็มาแล้วและก็เสียดายค่าบัตรเข้ามาด้วยต้องเล่นให้คุ้ม



โดยเครื่องเล่นเดอะมัมมี่เขาไม่อนุญาตให้เราพกอะไรเข้าไปเลย ต้องฝากกระเป๋าและอุปกรณ์ต่างๆในล็อกเกอร์ซึ่งล็อคเกอร์ก็สุดจะไฮเทคเพราะว่าล็อคและปลดล็อคด้วยการสแกนลายนิ้วมือ ซึ่งจะมีเวลากำหนดว่า ฝากได้ฟรีกี่นาที ถ้าจำไม่ผิดที่จุดนี้ น่าจะฟรี 50 นาทีแรก ซึ่งเครื่องเล่นเดอะมัมมี่ผมขอไม่บรรยายแต่บอกได้คำเดียวว่าเด็ดดวงมาก คุ้มกับการยืนเข้าแถวนานถึง 30 นาที

มาต่อกันด้วยโซน Sci-Fi City บอกเลยว่าตัวนี้ผมยืนดูอยู่นานมาก ประกอบกับป้ายด้านหน้า บอกว่าต้องยืนรอเข้าคิวนานถึง 80 นาที และสุดท้ายก็ตัดสินใจว่ามาแล้วก็ต้องเล่นจึงไปฝากอุปกรณ์ต่างๆที่ ล็อกเกอร์ฝากของ โดย Rocker บริเวณจุดนี้ คำนวณเวลาให้เราฝากของในล็อกเกอร์ได้ฟรี 95 นาที

ซึ่งตรงจุดนี้จะมีเครื่องเล่น อยู่ 2 เครื่องเล่นคือ Human (Red track) พอเข้าไปเอาจริงยืนต่อคิวไม่ถึง 25 นาทีก็ได้แล้วครัว


พอเดินออกมาผมก็ไปเอาของในล็อกเกอร์ออกมาก่อน แล้วทิ้งระยะซัก 3 นาทีก็ไปฝากของใหม่ ก็จะได้ Rocker ฟรีอีก 95 นาที ผมก็เข้าไปเล่นเครื่องเล่น Cylon (Grey track) ป้ายด้านหน้าบอกรอคิว 80 นาที แต่เอาจริงๆก็ 25 นาทีเช่นกัน

จากนั้นก็นั่งพักตั้งสติสักแป๊บ เดินไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา แล้วก็เดินเข้าไปเล่นที่ Transformers The Light เป็นแบบ 3D Battle ซึ่งไม่ต้องต่อคิวเลยเดินเข้าไปก็ได้เล่นเลย เว็บแรกที่ผมเข้าไปถึง ผมคิดว่าเครื่องเล่นนี้คงคล้ายๆกับ shark 4D Adventure แต่จริงๆแล้วคิดผิดครับ ผมนี่แทบอ้วก มันเป็น 3D ที่เสียวสุดๆ เด็ดดวงมาก

เมื่อเสร็จจะทรานฟอร์เมอร์แล้วผมก็ตั้งใจว่าจะไม่เล่นอะไรอีกแล้ว เหมือนร่างกายจะไม่ไหวแล้ว เลยเดินผ่านโซน นิวยอร์ก แล้วยืนดูการแสดงที่โซน ฮอลิวูด สักพักก่อนที่จะเดินออกมาด้านหน้า ด้วยความที่กระหายน้ำ อยากเติมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดเลยเดินไปที่ซุ้มขายน้ำ สั่งเป็นน้ำแอปเปิ้ลปั่น โอ้โหแม่เจ้า แก้วแค่นี้ราคา 4$ ทนกินไปครับเพราะว่าร่างกายเหมือนขาดน้ำตาล #เสียดายลืมถ่ายภาพมาให้ดู

เวลาเหลือผมเลยเดินไปที่สถานีเพื่อขึ้น Monorail ไปที่ Beach สถานีปลายทาง ไปเดินเล่นชมแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดแสงกระทบ หาดทรายและน้ำทะเล ซึ่งที่นี่มีกิจกรรมแอ๊ดเวนเจอร์อย่างชิปไลน์ ให้เล่นด้วย

ตอนนี้ร่างกายผมรู้สึกเหนื่อยมากแล้วอยากกลับไปนอนจึงนั่งMonorail กลับไปที่ฝั่งห้าง Vivo แล้วเดินลงไปชั้นล่างเพื่อขึ้นรถไฟ MRT ครับ



แต่แล้วผมก็ไม่สำคัญผ่านประตูเข้าไปได้ เพราะเพิ่งรู้ว่า เงินในบัตรมีไม่ถึง 3$ไม่สามารถเดินทางต่อได้จึงจำเป็นต้องเติมเงินในบัตรเพิ่มอีก 10$ รวมแล้วตอนนี้ในบัตรผมมีเงินอยู่ 12.75$ ครับ ผมก็คิดในใจว่าแล้วพรุ่งนี้จะใช้หมดไหม 10$ เนีย เติมเงินเสร็จก็เดินผ่านประตูนั่งรถไฟ MRT ไปลงที่สถานี Chinatown กลับที่พักครับ ซึ่งอาหารเย็นไม่ต้องคิดเลยครับว่าจะออกมาหาอะไรกิน ผมซื้อ บะหมี่สำเร็จรูป ที่โรงแรม ในราคา 2.5$ พนักงานเขาก็ ทำการปรุงบะหมี่ให้เราเสร็จสรรพ พร้อมเสิร์ฟให้เรานั่งกินแบบสบายๆครับ

อันนี้คือน่าตาของบะหมี่ อร่อยครับ เยอะดีด้วย



ขอพักสักครู่นะครับ เดียวมาต่อ วันที่ 3 กับการเดิน เดิน เดิน คนเดียวที่สิงคโปร์ ครับ

มาแว้ว มาต่อกันวันที่ 3 ครับ

Day3

วันนี้วันสุดท้ายที่จะอยู่ที่สิงคโปร์ผมก็ขอตื่นสายสักหน่อยประมาณ 9 โมงเช้า อาบน้ำเก็บของใส่กระเป๋าแล้วทำการ check out เนื่องจากที่นี่เขาให้เช็คเอ้าท์เวลา 10 โมงเช้า พอเช็คเอ้าเสร็จผมก็ฝากกระเป๋าเอาไว้ที่โรงแรมครับฝากได้ถึง 6 โมงเย็น เพื่อที่จะไปเดินเที่ยวต่อเก็บตกในส่วนที่ยังไปเที่ยวไม่ครบครับ

ที่แรกที่ผมจะไปก็คือน้ำพุแห่งความมั่งคั่ง Fountain of Wealth ผมนั่งรถไฟMRT สายสีน้ำเงิน จาก Chonatown ไปลงที่สถาน Promennade (DT15/CC4) แล้วเดินออกประตูC นะครับมันจะใกล้มาก เดินออกมาก็เจอเลยครับ แต่ผมเองก็หลงประตูทางออกสถานีรถไฟประจำครับ ครั้งนี้ก็เช่นกันหลงจนชิน 555+ ไปออกอีกประตูซึ่งต้องเดินย้อนกลับมาอีกประมาณ 300 เมตรแนะ

Fountain of Wealth นี้เคยได้รับการบันทึกลงในกินเนสบุ๊ค(Guinness)ในปี 1998 ด้วยว่าเป็นน้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความสูง 13.8 เมตร สร้างขึ้นจากทองแดงขนาดใหญ่ เป็นรูปวงแหวนโดยมีเสาขนาดใหญ่ทั้ง 4 ข้าง เป็นรูปสัญญลักษณ์ของจักรวาลตามศาสนาฮินดู แล้วมีน้ำพุ่งขึ้นอยู่ตรงกลางของวงแหวน ตั้งอยู่ตรงกลางของอาคารซันเทคทั้ง 5 ที่คล้ายกับเป็นนิ้วมือตามหลักฮวงจุ้ย จนผู้ที่ศรัทธาเชื่อว่าถ้าได้สัมผัสกับละอองน้ำพุนี้จะทำให้มีโชคลาภและเป็นสิริมงคลต่อตัวเอง ครับ

และผมก็นั่งรถไฟต่อไปยังสถานี MRT Bugis (EW12/DT14) เพราะตั้งใจไปวัดกวนอิมตงฮุดโช (The Kwan Im Thong Hood Cho Temple) ครับ พอลงรถไฟผมก็มองหาป้ายบอกทางไป The Kwan Im Thong Hood Cho Temple เพื่อมุ่งหน้าไปยังทางออกครับ ซึ่งเราต้องเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามผ่านแหล่งช็อปปิ่งที่คนแน่นมาก แต่เมื่อหลุดออกไปก็จะโลงๆหน่อยเดินสบาย ฝั่งซ้ายเราก็จะเจอกับศูนย์อาหารผมเลยตั้งใจว่าไปไหว้พระเสร็จก็จะเดินย้อนกลับมากินข้าวเที่ยงที่นี่ครับ สุดมุมตึกของศูนย์อาหารเลี้ยวซ้ายเดินตรงไปก็จะเจอวัดกวนอิมตงฮุดโช ครับ ที่นี่ห้ามถ่ายภาพนะครับ แต่ผมก็สงสัยว่าทำไมเขาต้องจุดธูปไหว้กันหน้าออกมาทางประตูด้วย ใครก็ได้บอกผมทีนะครับสงสัย และผมก็ต้องทำตามเขาครับ เข้าเมืองหลิ่ว หลิ่ว หลื่ว ตาตาม 555+

อันที่จริงก็อยากเดินไปที่ Sri Krishnan Temple โบสถ์ฮินดู แต่ว่าอยู่ระหว่างปรับปรุงครั้งใหญ่ เลยไม่ได้เดินเข้าไปครับ เดินย้อนกลับมาหาอะไรกินที่ศูนย์อาหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาม่าอากง หนุ่มสาวออฟฟิตครับ ผมก็เดินๆดูอาหารหลายๆอย่างเลือกไม่ถูก แต่ผมก็มาสะดุดตาตรงร้านนี้ครับเห็นคนเขาต่อแถวกัน มีภาพตัวอย่างอาหารเป็นหมูทอดหน้าตานากิน เลยไปเข้าคิวสั่งเมนู เซต หมูไหหนาน ราคา 3$ ครับ แต่สิ่งที่เห็น กับสิ่งที่ได้ นี่มันภาพไม่ตรงปกนี่หน่า เศร้าจริงๆ เลย และแล้วก็ต้องกินครับ พูดถูกรสชาติ ไปวัดไปวาได้ แต่มันค่อนข้างแห้งๆ อะครับ.

อิ่มแล้วเดินต่อสิครับ เดิน เดิน เดิน สไตล์คนโสด เดินไปยัง Haji Lane ย่านที่มี Street Art มากที่สุดหนุ่มสาวชิคๆคลูๆมั่งไปถ่ายรูปกัน มาที่นี่ไม่ต้องตกใจนะครับที่รู้สึกว่าทำไมมีภาพน้อยจัง คือ อันที่จริงเราต้องเดินหาตามจุดต่างๆ อะครับมีประมาณ 9 จุดเห็นจะได้ แต่ที่นิยมมากสุดก็ตรงที่ Haji Lane นี่แหละครับมี อยู่3จุดใกล้ๆกัน

เดินเล่นต่อที่ Little India ก่อนนั่งรถไฟMRT จาก Little India (DT12/NE7) ลงที่สถานี Dhoby Ghaut(NE6) เพื่อจะเดินไปถ่ายภาพที่อุโมงค์ยอดฮิต Underground crossing อยู่ทางด้านซ้ายของทางออกสถานีMRT ครับ ไม่ไกลมาก หรือค้นหาใน Google ว่า Underground crossing มันก็จะพาเราไปที่อุโมงค์ทันทีครับ ตอนที่ผมไปถึงไม่พบคนเลยสักคน มีแต่เศษทิชชูกับขวดน้ำเต็มไปหมด ดูๆไปนึกว่าแหล่งมั่วสุมของแก๊งค์ดมกาวแถวบ้านๆเราเลย

ดูนาฬิกาเวลายังเหลือ ผมเลยนั่งรถไฟMRT ไปสถานี BayFront(DT16/CE1) เพื่อไปดูบรรยากาศตอนกลางวันที่ Garden by the bay ครับ อากาศที่นี้เย็นดีครับมีลมพัดตลอดเวลา ผมก็เดินไปเรื่อยๆ ตามสไตล์ของผมนั่นแหละครับ ก่อนที่จะไปหยุดนั่งพักแถวๆ Silver Garden นั่งอยู่ตรงนี้นานเหมือนกันนะ ก่อนเดินกลับไปที่ Marina Bay Sands เพื่อนั่งรถไฟกลับไปเอากระเป๋า เพราะใกล้จะ 18.00 น. แล้ว

ขอพูดถึงโฮสเทล Capsule pod อีกสักนิดครับ ผมชอบโอสเทลนี้มากอะ ครั้งแรกกับโฮสเทล ถือว่าประทับใจมาก คือผมมารับกระเป๋าเวลา 18.00 น. ตรง พนักงานก็ยิ้มแย้ม ผมขอนั่งพักเขาก็ไม่ว่าอะไรแถมอนุญาติให้เรากรอกน้ำดื่ม เข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาได้อีกด้วย ประมาณ 30 นาทีผมจึงบอกลาพนักงานโฮสเทลออกมา เพื่อไปเดินเล่นแถวริมแม่น้ำสิงคโปร์ เก็บบรรยากาศสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ

ผมถึงสนามบินประมาณ 2 ทุ่มเช็คอินเรียบร้อย ผ่านตม.ก็เข้าไปที่Gates ซึ่งหน้า Gates มีร้านอาหารเล็ก ผมเลยสั่งข้าวแกงกะหรีไก่มากินครับ ราคา 6.9$ โฮอร่อยอะ ไม่นานก็ได้เวลาขึ้นเครื่องบินกลับไทยครับ ผมเลือกลงสนามบินนานาชาติดอนเมืองครับ เพื่อจะได้ขึ้นเครื่องกลับบ้านนอกในตอนเข้าต่อ อ่อลืมบอกไปครับ บัตร EZ-Link ผมเหลือจากการใช้งานประมาณ 6$ ผมเลยแวะ7-11 เพื่อซื้อน้ำส้ม1ขวดเพื่อให้เงินในบัตร เหลือ 4$ ก่อนนั่งรถไฟมาถึงสถานีชางงี ครับ. สรุปคือในบัตรเหรือ 2.75$ เลยเก็บเป็นที่ระลึกกลับเมืองไทยครับ

3วัน2คืน กับการนั่งรถไฟMRT เที่ยวในสิงคโปร์ ตัวคนเดียว ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมทำลายกำแพงความกลัวบางอย่างในตัวผมออกไปได้ ได้เห็นได้คิดอะไรใหม่ๆ

การออกเดินทางท่องเที่ยว มันไม่ใช่เรื่องยากเสมอไปครับ ขอแค่เรากล้าที่จะเดินทาง กล้าที่จะออกไปพบเจอสิ่งใหม่ๆ สถานที่ใหม่ เพื่อนใหม่ แค่นี้การเที่ยวของเราก็มีความหมายสำหรับชีวิตแล้วครับ

ไม่สำคัญว่าเราจะไปเที่ยวกับใครอย่างไร สำคัญที่ว่าการเดินทางในครั้งนั้นเรามีความสุขมากแค่ไหน เที่ยวคนเดียวก็มีความสุขได้ครับ



————————————————



สรุปค่าใช้จ่ายตลอดทริป ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินนะครับ



ซื้อบัตรEZ-Link 12$

บัตร Universal Studio 68$

ข้าวกลางวัน ข้าวมันไก่ 5฿ น้ำเปล่า 1฿

เป๊บซี่ 1.70$

ข้าวเย็น chicken fried noodles 9.80$



อาหารเช้าคาย่าโทส 4.50$

ไก่ทอดที่ Uss. 7$

น้ำปั่น 4$

Top-up EZ 10$

บะหมี่สำเร็จรูป 2.50$



ของฝาก พวงกุญแจ 10$

ข้าวกลางวัน 3$

ไอติม 1$

ข้าวสนามบิน 6.90$



รวมแล้ว 136.4$

หรือเงินไทย 3,273฿



——————————————————


ฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยนะครับ



(ไม่สำคัญว่าเราจะไปเที่ยวกับใครอย่างไร สำคัญที่ว่าการเดินทางในครั้งนั้นเรามีความสุขมากแค่ไหน)



Website : https://www.facebook.com/nanteawtee/

Youtube : http://www.youtube.com/c/NattanaT

ขอบคุณครับผม

ความคิดเห็น