[Indonesia] Bromo - Kawah ijen - Bali ทริปเพลียๆบนภูเขาไฟ รีวิวโดย Freeman Rider

ทริปนี้เป็นความใฝ่ฝันที่หวังจะไปพิชิตยอดภูเขาไฟสักครั้งในชีวิตหลังจากเก็บข้อมูลมานาน สะสางงานที่ค้างคาไว้จนหมด อดทนเก็บสตางค์ ก็ได้ฤกษ์ออกเดินทางสักที เริ่มต้นวันแรก เดินทางจากดอนเมือง - สุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย โดยสายการบิน Air Asiaราคาค่าตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ 6,540 บาท ระยะเวลา 28 ก.พ. - 6 ม

[Indonesia] Bromo - Kawah ijen - Bali ทริปเพลียๆบนภูเขาไฟ

[Indonesia] Bromo - Kawah ijen - Bali ทริปเพลียๆบนภูเขาไฟ

 วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2561 เวลา 12.52 น.

 วันที่เดินทาง 28 ก.พ. 2561


ทริปนี้เป็นความใฝ่ฝันที่หวังจะไปพิชิตยอดภูเขาไฟสักครั้งในชีวิต
หลังจากเก็บข้อมูลมานาน สะสางงานที่ค้างคาไว้จนหมด อดทนเก็บสตางค์ ก็ได้ฤกษ์ออกเดินทางสักที

เริ่มต้นวันแรก เดินทางจากดอนเมือง - สุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย โดยสายการบิน Air Asia
ราคาค่าตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ 6,540 บาท ระยะเวลา 28 ก.พ. - 6 มี.ค. 61 รวม 7 วัน 6 คืน


ทริปนี้แลกเงินไว้ 3,800,000 IDR หรือประมาน 9,000 บาท คำนวนคร่าวๆ 1 IDR = 0.00235 บาท หรือ 10,000 IDR = 23.5 บาท
โดยช่วงแรกเราจอดเปลี่ยนเครื่องที่ มาเลเซีย มีเวลาราวๆ 3 ชม. หาอะไรรองท้องซะหน่อย
เดินสุ่มๆในสนามบิน ได้เมนูนี้มา Chicken Nasi Lemak ในราคา RM 16.00 (เป็นริงกิตมาเลเซียนะ
อย่าเผลอใช้ผิดล่ะ)

พอมาเสริฟนี่ตกใจ เพราะจานใหญ่มาก เมนูนี้ประกอบไปด้วย ข้าว แกงไก่ ไข่ต้ม ปลาแห้ง แตงกวา จากที่ชิมมารสชาติคล้ายๆมัสมั่น แต่จะหนักเครื่องเทศมากๆ ก็ถือว่าพอกินได้ แต่ถ้าใครไม่ชอบกลิ่นเครื่องเทศไม่แนะนำ หลังจากกินอิ่มก็เดินทางสู่อินโดนีเซียกันต่อ

มาถึงสนามบินสุราบายา ราว 4 โมงกว่าๆ หลังจากผ่านตม. ก็จะมีคนมาเสนอขาย Sim Net ในราคา 100,000 IDR


แนะนำว่าอย่าไปซื้อเชียวล่ะ! เพราะจากที่ทดลองมา สัญญานไม่ดี ใช้งานแทบไม่ได้เลยสักที่
แนะนำให้บอกไกด์แวะร้านขายซิมระหว่างทาง ได้ของ SimPATI มาในราคา 65,000 IDR
สัญญาณถือว่าดีกว่าเยอะ!

โดยทริปนี้ มีผู้ร่วมทริปทั้งหมด 10 คน (ชาย 2 หญิง 8)
ซึ่งทางสาวๆเค้าได้ตกลงจองทัวร์ไว้ล่วงหน้าจากไทยให้เรียบร้อยแล้ว
สามารถจัดโปรแกรมเที่ยวได้เอง โดยเขียนโปรแกรมส่งให้ไกด์ว่าอยากไปไหนอะไรยังไง
เราจะให้เค้าช่วยพาทัวร์ไปจนถึงวันที่ 2 ซึ่งช่วงนั้นเราจะอยู่แถวบาหลีกันล่ะ


นัดไกด์ไว้จะมารับประมาน 5 โมงครึ่ง ระหว่างรอเราจะเตร่ๆอยู่แถวนี้แหละ
เลยแวะเข้า KFC หน้าสนามบิน หาไรรองท้องไปพลางๆก่อน


เมนูนี้ได้ไก่ 2 ชิ้น ข้าว 1 ห่อ Pepsi 1 แก้ว ในราคา 54,000 idr (ประมาน 126 บาท)
หลายๆคนบอกว่า รสชาติเครื่องเทศเข้มข้นกว่าที่ไทย แต่ส่วนตัวไม่ค่อยรู้สึกขนาดนั้นแฮะ
รสชาติออกธรรมดาๆ ไม่ต่างกับบ้านเราเท่าไหร่ อ่อ คนที่นี่ไม่นิยมใช้ช้อนส้อมกันนะ
ใช้มือจกกินกันนี่แหละ นี่แอบไปขอช้อนส้อมจากพนักงานมา

ถึงเวลาไกด์มารับ ก็นั่งหลับยาวๆไป 4 ชม. จุดหมายแรกของเราคือที่พักใกล้ๆกับโบรโม่
จากที่สังเกต ถนนที่นี่จะมีแค่ 2 เลน คือเลนขาไปและขากลับ และไม่กว้างเหมือนบ้านเรา
และความเร็วรถที่ใช้กันอยู่ราวๆ 40 - 60 km/hr บวกกับการจราจรในเมืองที่กว่าจะหลุดมาได้
ก็มาเจอเส้นทางเขาที่คดเคี้ยวและลาดชัน ทำให้กว่าจะถึงที่พักก็ 4 ทุ่มได้


ซึ่งบรรยากาศคืนนี้อุณหภูมิอยู่ที่ราวๆ 10-13 องศา ไม่คิดมาก่อนว่าจะหนาวขนาดนี้
ขณะนั้นเวลา 5 ทุ่ม ต้องรีบจัดการตัวเองแล้วข่มตาให้หลับเร็วที่สุด
เพราะ ตี 3 เราต้องออกเดินทางกันต่อ

นั่งรถจี๊บใช้เวลาประมาน 15 นาที เดินเท้าไปอีกสักนิดก็มาถึงจุดชมวิว Penanjakan Selamat Datang ชมพระอาทิตย์ขึ้นกัน

คนหนาแน่นมากๆ อุณหภูมิที่นี่ประมาณ 13-15 องศา

ตั้งกล้องถ่ายก่อนแสงอาทิตย์ขึ้น พอมองเห็นหมู่ดาวมากมาย


หลังกลางคืนลาลับ แสงจากดวงอาทิตย์ขยับมาส่องสว่างให้ได้เห็นวิวงามๆกัน

6 โมงเช้า เราเดินลงเขามาจุดชมวิว Kingkong Hill อยู่ไม่ห่างกันมาก
แนะนำให้มาจุดนี้เลย เพราะ คนไม่เยอะ และวิวสวยกว่าจุดแรก


ซูมไกลลิบๆ เห็นภูเขาไฟเซเมรู มีความสูง 3,676 เมตร เป็นภูเขาไฟที่ยังมีควันปะทุอยู่ตลอดเวลา
ส่วนถัดลงมาด้านล่าง คือ ภูเขาไฟโบรโม่ ซึ่งวันนี้เราจะเดินขึ้นไปปากปล่องกัน

จากจุดชมวิว เรานั่งรถลงเขามาไม่นาน (ทางกระเด้งกระดอนมาก) ก็มาถึงจุดเดินเท้าขึ้น
ภูเขาไฟโบรโม่กัน ทางในช่วงแรกค่อยข้างสบายๆ พื้นทรายสีดำ ซึ่งคาดว่ามาจากเถ้าภูเขาไฟ
ระหว่างทางจะมีวัดฮินดู Pura luhur poten เดินต่อไปอีกนิด จะเริ่มเป็นทางชัน จะเริ่มยากขึ้นอีกหน่อ

บรรยากาศช่วงตีนภูเขาไฟ มีไอร้อนผุดขึ้นมาจากดินให้เห็นเป็นระยะๆบรรยากาศช่วงตีนภูเขาไฟ มีไอร้อนผุดขึ้นมาจากดินให้เห็นเป็นระยะๆ


ซึ่งทางช่วงนี้ ถือว่าค่อนข้างเหนื่อยพอตัวอยู่ สำหรับใครที่อยากขึ้นแบบสบายๆ
ก็สามารถเช่าม้าขี่ได้ ในราคา 40,000 idr (94บาท/รอบ)



เมื่อมาถึงตีนภูเขาไฟ จะมีบันได ให้เดินขึ้นไปอีก จุดนี้ทำเอาหลายคนหอบไปตามๆกัน
โดยเฉพาะตัวผมเอง แบกทั้งกล้อง/เลนส์/โดรน/แอคชั่นแคม/ไม้กันสั่น/แบตสำรอง น้ำหนักรวมๆ 5 กก.
แนะนำว่า ไม่ต้องพกไรมาเยอะ เดินตัวปลิวๆสบายๆดีกว่า


หลังจากขึ้นมาถึง เราก็มาถึงจุดสุดยอดของภูเขาไฟโบรโม่ ซึ่งมีความสูง 2,392 เมตร
เป็นภูเขาไฟที่ระเบิดมาแล้ว 3 ครั้ง ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา


หลายคนเรียกสิ่งนี้ว่า "ลมหายใจของโลก" ซึ่งฟังแล้วไม่ผิดจากที่กล่าวมาเลย


บนยอดภูเขาไฟ มีองค์พระพิฆเนศ สำหรับทำพิธีบูชาเทพเจ้า



ชาวบ้านที่นี่ ก็มีมาอธิษฐานสิ่งที่ต้องการ แล้วโยนช่อดอกไม้ลงไปในปากปล่องภูเขาไฟ


บรรยากาศจากยอดเขา มองลงมาด้านล่าง

มุมมองจากกล้องโดรนกันบ้าง

หลังจากลงเขา เราก็เดินทางไปทุ่งหญ้า Sawana อยู่ไม่ไกลจากโบรโม่ เป็นทุ่งหญ้ากว้างๆ
ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 15-20 นาที


ส่วนตัวไม่ค่อยอินกับที่นี่ เลยไม่ค่อยได้ถ่ายอะไรเก็บมาเท่าไหร่ ใช้เวลาชิลๆสักพัก
เราก็กลับมาที่พัก เก็บของ เตรียมเดินทางต่อ

จากการเดินทาง ตี 3 - 10 โมง ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง
บังเอิญมีรถเข็นขายอะไรสักอย่าง ดูท่าทาง Local ดี เลยจัดมาลองสักหน่อย
ดูคล้ายๆก๋วยเตี๋ยว แต่เส้นน้อย เน้นลูกชิ้นไก่ มีซอสหวาน (น่าจะเป็นเต้าเจี้ยว) ให้ผสมกัน
รสชาติอร่อยใช้ได้เลย



จากนั้นเราออกเดินทางไปยังน่้ำตก Madakaripura กันต่อ ซึ่งสภาพอากาศก็เป็นใจสุดๆ
เทฝนกระหน่ำมาชุดใหญ่ ซึ่งตอนแรกกะว่าจะไม่เข้าไป แต่มอเตอร์ไซค์ที่จ้างไว้
ก็มาจอดรอกันเต็ม ก็เลยต้องจำใจฝ่าฝนเข้าไป

หลังจากซ้อนท้ายฝ่าสายฝนมา ก็มาถึงทางเข้าน้ำตก จากจุดนี้เราต้องเดินเข้าไป
โดยระยะทางก็ถือว่าไกลพอสมควรเหมือนกัน และอนิจจังเดินไปได้สักพัก
พึ่งรู้ตัวว่า เสื้อกันฝนขาด เลยทำให้เดินตัวเปียกตลอดทาง T T

น้ำตก Madakaripura เป็นการรวมตัวกันของน้ำตกหลายๆจุดที่ไหลลงจากภูเขาสูง 200 เมตร
ลงมาสู่แม่น้ำเล็กๆด้านล่างที่เต็มไปด้วยหินขนาดเล็กใหญ่ ต้องเดินลุยน้ำและปีนก้อนหินเข้าไปยังบริเวณด้านในขึ้นเรื่อยๆจนไปจบที่น้ำตกใหญ่ หลังจากเดินชมน้ำตกกลางสายฝนได้สักพัก
พอหันหลังเดินกลับ ฝนหยุดตกจ้า... ขอบพระคุณจริงๆ



จากจุดนี้ เราเดินทางต่ออีก 6 ชม. โดยคืนนี้ก็นอนบนรถนี่แหละจุดหมายต่อไป คือ ภูเขาไฟ คาวาอีเจี้ยน


เรามาถึงที่นี่ ทำเวลาได้ดีมาก ตี 1 กว่าๆ จะบอกว่า แทบไม่ได้นอน
เพราะถนนหนทางมาที่นี่ ก็โคลงเคลงใช้ได้ ประกอบกับตากฝนมา น้ำก็ไม่ได้อาบ
แถมยังล้าจากการขึ้นโบรโม่มา จะไหวไหมหนอ ร่างกายจ๋า อย่าพึ่งเป็นอะไรไปนะ



ปากทางขึ้นคาวาอีเจี้ยน คนเยอะพอสมควรเลยทางเดินขึ้นในช่วงแรก ยังไม่ค่อยมีอะไรมาก เป็นทางดินเรียบๆ แต่จะเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ เมื่อยก็พักเหนื่อย ระยะทางไกลพอตัวเลยทีเดียวและแน่นอน ด้วยความทรหด เรายังคงแบกกระเป๋ากล้องที่หนักร่วม 5 กก.ขึ้นมาด้วย (นาทีนี้ อยากลงไปเก็บทุกอย่างแล้วเดินตัวเปล่าขึ้นมาจริงๆ) สำหรับใครที่ไม่อยากเหนื่อย และพอมีกำลังทรัพย์ คุณสามารถจ้างรถสามล้อพร้อมคนเข็นขึ้นเขา ได้ในราคา 800,000 idr (1920 บาท) หากแต่ในขากลับ ราคาจะถูกลงเหลือเพียง 100,000 idr เท่านั้น (240 บาท)


หลังจากมาถึงปากปล่อง เราจะมานั่งชิลๆกันไม่ได้ เพราะ เดี๋ยวฟ้าจะสว่างซะก่อนภารกิจคือ การลงไปดู "Blue Fire" หรือเปลวไฟสีน้ำเงิน ซึ่งมีแค่ 2 ที่ในโลก คือ ที่นี่และไอซ์แลนด์

จากปากปล่อง เราต้องเดินลงไปด้านล่าง โดนเส้นทางจะเป็นหินทั้งหมดด้วยอาการล้าจนขาสั่น
ประกอบกับแบกของหนักๆมานาน ทำให้การเดินลงถือว่ายากพอสมควรเลย แต่มาถึงที่นี่แล้ว ก็ต้องไปให้สุด!

รรยากาศโดยรอบ จะมีควันกำมะถันพวยพุ่ง ขึ้นมาตลอดเวลา
บอกเลยว่า จุดๆนี้ หน้ากากกันแก๊ส ก็ไม่ช่วยอะไร นับถือใจ คนที่เดินเข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆมาก

ฟ้าเริ่มสว่าง ค่อยๆไต่เขา ฝ่าดงหินนับร้อยพันขึ้นมาบรรยากาศตรงหน้านี่สุดบรรยายจริงๆ


ที่เห็นเป็นทะเลสาปสีเขียว อุดมไปด้วยกรดกำมะถัน มีความเป็นกรดมากที่สุดในโลก
เดินทางกลับช่วงประมาณ 6-7 โมงเช้า ใจจริงอยากอยู่ต่อสักพัก แต่ต้องทำเวลาหน่อย
ประกอบกันถ้าออกสาย กลิ่นกำมะถันจะรุนแรงกว่าเดิม ทริปผ่านมา 2 วัน
รู้สึกเหมือนใช้พลังงานไปอาทิตย์นึง จุดหมายต่อไปคือ บาหลี หลังจากนี้ น่าจะสบายขึ้นหน่อยละ

เดินทางสู่บาหลี โดยมาขึ้นเรือที่ท่าเรือ Ketapang Harbour East Java
เพื่อไปยังฝั่งบาหลีท่าเรือ Gilimanuk Harbour - Ferry Port

ใช้เวลาเดินทางไปยังท่าเรือ 1.30 น. แล้วนั่งเรือไปอีก 15-20 นาที ค่าเรือประมาณ 16-18 บาทไทย
จากจุดนี้ เรามีการเปลี่ยนรถมานั่งรถตู้อีกคัน ขับต่อไปยาวๆอีก 4 ชม.
เพื่อไปที่พัก White Villa Hostel ubud ราคาคืนละ 41,400 IDR / 98 บาท

ที่พักเป็นแบบโฮมเสตย์ 1 ห้องนอนรวม 10 คน มีห้องน้ำ 1 ห้อง ในที่สุดก็ได้อาบน้ำสักที เหนื่อยสุดๆมาหลายวัน เราแวะเก็บของจัดการตัวเองให้เรียบร้อยแล้วก็ออกมาหาของกินกัน ฟ้่าฝนก็เป็นใจ ตกปลอยๆเป็นระยะ จากที่พักมาราวๆ 200 เมตร เจอร้านอาหารใกล้ๆ มื้อเย็นนี้เรามาฝากท้องกันที่นี่ละ

บรรยากาศร้านออกแนว Bar&Restaurant ลูกค้าส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ


เมนูอาหาร ราคาไม่แพงนะ


รสชาติใช้ได้หลายอย่างอยู่ ถือเป็นมื้อที่ค่อนข้างถูกปาก กินอิ่มก็กลับที่พัก คืนนี้ราตรีสวัสดิ์ หลับแบบไม่รู้เรื่องราว

บรรยากาศยามเช้าด้านหน้าห้องพัก วันนี้ จุดหมายของเราคือ เกาะ Nusa Paneda
โดยเรานั่ง Uber คิด 150,000 IDR นั่งได้ 5 คน เฉลี่ยคนละ 3,0000 IDR มายังท่าเรือ Mola-mola Express

ค่าเรือไป - กลับ Speed Boat ราคา 400,000 IDR / 940 บ. ใช้เวลา เดินทาง 45 นาที

ด้วยความที่ตื่นกันสาย เลยทำให้ได้เรือรอบ 11.30 ทำให้เรามีเวลาเที่ยวบนเกาะแต่ละที่น้อยมาก เพราะ เรือรอบสุดท้ายคือ 16.30 สำหรับใครที่ต้องการมาเที่ยว แนะนำว่าให้มาเช้าที่สุดจะดีกว่า
เพราะ วิวบนเกาะนี้ มีจุดงามๆ หลายจุดจริงๆ


มื่อมาถึงเกาะนูซา ปนีดา สามารถเที่ยวรอบเกาะได้ 2 วิธีคือ
1. เช่ารถ แบบนั่งได้ 5 คน คนละราคา 120,000 IDR / 282
2. มีมอไซค์แบบเช่า ราคาคันละ 100,000 IDR / 235 บ. นั่งได้ 2 คน คนละ 118 บ.

สำหรับท่านที่ขับมอเตอร์ไซค์ไม่แข็ง แนะนำให้เช่ารถแบบมีคนขับดีกว่า
เนื่องด้วยทริปนี้ เรามีสาวๆมากันเยอะ และเส้นทางบนเกาะเป็นหิน/ดิน/ทราย/หลุม/บ่อ/กรวด เยอะมากถ้าสกิลไม่เก่งจริง ไม่แนะนำนะฮะ

**ด้วยความที่เราออกกันสาย ไกด์ที่นำทางก็กลัวจะพาเที่ยวไม่ทันรอบกลับเที่ยวเรือ
ทำให้มีเวลาอยู่แต่ละจุดได้ราวๆ 5 นาที ชะโงกทัวร์กันสุดๆ อาจลงรายละเอียดไม่ได้เยอะนะฮะ**

จุดแรกที่มา คือ Broken Beach Pasih Mentioning

จุดที่สองอยู่ใกล้ๆกัน หาด Angel's Billabong หาดนี้เราได้ถ่ายรูป 2 นาที เห็นจะได้

หาด Kelingking Beach จุดพีคของหาดนี้ มีบันไดลงมาได้นะ ทางค่อนข้างชัน
ข้างล่างเป็นชายหาดเล่นน้ำได้นะ แต่ค่อนข้างไกลอยู่

ซึ่งจุดหนึ่งกับสอง นี่ใกล้กัน เดินมาก็ถึง แต่จุดที่สามก็ไกลอยู่
การเดินทางบนเกาะ เส้นทางไม่ดี ทำให้มีเวลาเที่ยวประมาณ 4 ชม. กับ 3 หาด
(ตีเวลานั่งรถก็เกือบ 3 ชม.ละ) ถ้ามีโอกาส ครั้งหน้าก็อยากกลับมาอีกครั้ง แบบสบายๆ

นั่ง Uber มาทีพักคืนนี้ Bedplus Back Packer คืนละ 70,000 IDR / 165 บ.
เป็นห้องพักแบบ นอนรวมเช่นเคย แต่ถือว่าครบเครื่องในหลายๆอย่าง
มีห้องน้ำ ห้องครัว ตู้เย็น มีพื้นที่ส่วนกลาง อยู่ใจกลางเมือง Ubud
จากที่พักเดินออกซอยมาราวๆ 150 เมตร ก็เจอตลาดคนเดินแล้ว


อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เราก็แว่บไปถนนคนเดิน บรรยากาศคล้ายๆถนนข้าวสารบ้านเรา มีของขายมากมาย
เสื้อผ้า ของตกแต่ง ส่วนใหญ่เป็นของที่ระลึก หน้าตาเหมือนกันแทบทุกร้าน นอกนั้นก็เป็น Shop Brand Name ที่ลดราคา แต่ก็ยังดูว่าจะแพงอยู่ดี

ก็ยังคงเป็นอีกคืนที่เหนื่อยสุดๆ สาวๆบางกลุ่มยังมีแรงเหลือก็ออกไปเที่ยว ตามผับบาร์ของที่นี่ ส่วนหนุ่มๆแบบเราเดินชมบรรยากาศเสร็จ ก็ขอกลับเข้านอนดีกว่า


เช้านี้ เราออกเดินทางโดยเหมารถบัสแบบ 10 ที่นั่ง ราคา 700,000 IDR / 9 คน (มีเดินทางกลับไทยไปแล้ว 1 คน) เท่ากับ 84,000 IDR (มีเวลาเกินมานิดหน่อย) ถ้าเกิน10ชม. ชม.ละ 70,000IDR / ชม.ละ 165 บ. หาร ตามจำนวนคนก็ไม่กี่บาท

ที่แรก คือ Hidden Canyon Beji Guwang ค่าเข้า คนละ 40,000 IDR / 94 บ. + ค่าไกด์ 2 คนอีก 200,000 IDR หารกัน 7 คน คนละ 30,000 IDR (มีคนไม่เข้า 2 คน)
ถือว่าสนุกมาก สำหรับที่นี่ แรกๆจะเป็นทางเดินปกติ จนเมื่อมาถึงทางเข้า เราจะต้องเดินสวนกระแสน้ำ ที่ระดับอก ค่อยๆไต่หินเข้าไป บางจังหวะต้องไต่เชือกหรือกระโดดช่วงต้นน้ำ และอาศัยไหวพริบ เกาะให้ทัน ไม่งั้นมีไหลตามน้ำไปแน่ๆ ไม่ควรพลาดเลยสำหรับที่นี่

**ปล.ควรพกแค่กล้องกันน้ำ Action Cam แค่นั้นพอ เพื่อความคล่องตัว**

ขอแปะเป็นคลิปแทนจะได้บรรยากาศมากกว่า


เปียกปอนกันมา เราก็ไปกันต่อที่ น้ำตก Tegenungan มีค่าเข้า 15,000 IDR / 36 บ.
เป็นน้ำตกที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด เนื่องจากไม่ไกลจากตลาดสุขาวตีและเมือง Ubud
ต้องเดินลงบันไดไปประมาณ 10-15 นาที ทางเข้าน้ำตกนี้มีร้านค้า ร้านอาหารมากมาย


ที่สาม Blue Lagoon Beach ระยะทางห่างกัน 36 กม. ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม.
จุดนี้ปล่อยสาวๆเล่นน้ำกันอย่างเมามัน น้ำทะเลที่นี่ใสมาก หาดสะอาด คนน้อย




เล่นน้ำจนหมดแรง คืนนี้เรามาพักกันที่ Bali Backpacker คืนละ 40,000 IDR / 94 บ.
ห้องรวม เตียงสองชั้น มีส่วนกลาง แล้วยังมีเกมส์ให้เล่นอีกด้วย

ตกเย็น ก็เช่ามอไซค์ ในราคา 60,000 IDR ตะลอนชมเมืองไปรอบนึง สั่งข้าวจากร้านฝั่งตรงข้าม นั่งกินที่พักได้เลย กะว่าเย็นๆจะไปตะลอนอีกรอบ แต่อนิจจัง ไม่รู้ไปโดนตัวไหน ทำให้ยางแบน เลยอด
**ที่นี่หลัง 4 ทุ่มก็เงียบแล้ว ออกมาก็ไม่มีอะไรให้เดินชมละ**

วันสุดท้ายที่บาหลี
เราเช่ารถเหมาแบบเดิม เปิดด้วยตลาด อูบุด ตลาดที่มีของขายหลากหลาย
แต่ของบางอย่างก็แพง บางอย่างก็ถูก แนะนำให้อดใจไว้ก่อน ท้ายๆทริปมีถูกกว่านี้แน่นอน


ช้อปปิ้งกันเสร็จแล้ว ก็ไปต่อที่ นาขั้นบันได Tegallalang Rice Terrace ค่าเข้า 15,000IDR / 36 บ.
เป็นจุดชมวิวอีกหนึ่งที่ที่ขึ้นชื่อที่สวยงามมากบนหมู่เกาะบาหลี


เนื่องด้วยวันที่ไป ฝนตก ความตั้งใจที่จะเอาโดรนเก็บภาพสวยๆ ก็เป็นอันล่มไป T-T

ไปต่อที่วัด วัด น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ แต่คนขับพาไปผิดวัด ไปเข้าวัด Gunung Kawi ก่อน
แต่อยู่ห่างกันไม่เกิน 5 กิโลเมตร โดนค่าเข้าไปอีก 15,000IDR / 36 บ.
วัดนี้ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ ส่วนใหญ่เป็นซากโบราณสถานมากกว่า แถมต้องลงบันไดไกลด้วย


แล้วก็มาถึงวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ Tirtha Empul ค่าเข้า 15,000 IDR / 36 บาท
ส่วนมากเป็นชาวต่างชาติมาลงอาบกัน เหมือนเป็นการชำระล้างจิตใจ เพื่อความเป็นสิริมงคล เท่าที่ดูหลายคนให้ความตั้งใจกับพิธีนี้มาก ๆ

ส่วนตัวไม่ได้เตรียมจะมาลงน้ำ เลยขอแค่พรมหัวพรมตัวพอประมานพอ

หลังจากออกจากวัดน้ำพุศักสิทธิ์ ทางเดินออก ของขายเพียบ เยอะกว่าตลาดอูบุดอีก
ของคล้ายๆกัน ที่สำคัญไปกว่านั้น ถูกกว่าหลายเท่าด้วย แนะนำ ถ้ามีโปรแกรมผ่านที่นี่ แวะมาซื้อจุดนี้
ถูกกว่าที่ตลาด Ubud เยอะ

หลังจากเดินเที่ยวเสร็จ เตรียมตัวจะกลับ พี่ชายนึกขึ้นได้ว่าลืม Passport ไว้ที่ไว้ที่โรงแรมตั้งแต่เมื่อวาน เหมือนมีอะไรมาดลใจให้นึกถึงหลังจากพูดประโยคว่าเราต้องย้อนไปโรงแรมก่อนนะ ได้ไม่ถึง 3 นาที
รถที่เราไปเลี้ยวซ้ายไป 1 ที โรงแรมอยู่ทางขวามือเลย เหมือนมีประตูโดเรมอนเปิดมาหน้าโรงแรม แล้วก็ได้ Passport คืนทันที พูดแล้วก็ขนลุก...


จากนี้เราต้องเดินทางไปวัดกลางน้ำ ห่างกัน 41 กิโลเมตร ใช้เวลาเกือบๆ 2 ชม.
ค่าเข้า 60000 IDR / 144 บาท ไปถึงตะวันจะลับขอบฟ้าแล้วแทบไม่มีเวลาถ่ายรูปเลย

นอกจากนี้ ถ้าคุณต้องการจะจะบินโดรนที่นี่ ก็ต้องจ่ายค่าบินอีก 500000 IDR / 1200 บาท!?


เมื่อพิจารณาจากเงินในกระเป๋า เหลืออยู่ราวๆ 200,000 IDR
บวกกับสภาพท้องฟ้าที่เริ่มคลึ้ม เลยตัดใจเถอะ...


จบทริปอินโดนีเซียแบบเพลียๆ คืนนี้เราบินกลับไทยกันตอนตี 1
ก็ถือว่าเป็นอีกทริปที่ ทรหด กว่าทุกที่ๆเคยไป

ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบ ขอบคุณข้อมูลจากผู้ร่วมทริปทุกท่านด้วยครับ^^


ความคิดเห็น