ภูกระดึง ภูเขาที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่อีกโลก รีวิวโดย Journey Eater

การเดินทางไปภูกระดึง สวัสดีค่ะ ทริปนี้เป็นทริปการเริ่มต้นผจญภัยของเราเลย เราเลือกไปวันที่ 21-23 ตุลาคม 2560 เพราะเป็นวันหยุดยาวสำหรับมนุษย์เงินเดือน 5555 ทริปนี้เราไปกับพี่สาวอีก 2 คน และหลานชายอีก 1 คน ทำไมต้องภูกระดึง? เขาเล่าว่า คนที่มีแฟนมาด้วย จะเป็นการพิสูทจ์ว่ารักกันแค่ไหน บางคู่ลงไปแล้วก็เล

ภูกระดึง ภูเขาที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่อีกโลก

ภูกระดึง ภูเขาที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่อีกโลก

 วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561 เวลา 22.08 น.

 วันที่เดินทาง 21 ต.ค. 2560

การเดินทางไปภูกระดึง

สวัสดีค่ะ ทริปนี้เป็นทริปการเริ่มต้นผจญภัยของเราเลย เราเลือกไปวันที่ 21-23 ตุลาคม 2560 เพราะเป็นวันหยุดยาวสำหรับมนุษย์เงินเดือน 5555 ทริปนี้เราไปกับพี่สาวอีก 2 คน และหลานชายอีก 1 คน

ทำไมต้องภูกระดึง?
เขาเล่าว่า คนที่มีแฟนมาด้วย จะเป็นการพิสูทจ์ว่ารักกันแค่ไหน บางคู่ลงไปแล้วก็เลิกกันก็มีนะ 5555 และคนที่ไม่มีแฟนถ้ามาก็จะได้แฟน อิอิ เพราะเขาลูกนี้เป็นเขาหัวตัดรูปหัวใจ ^^

และมีน้องผู้ที่ชำนานด้านการเดินป่าแนะนำว่า "ถ้าพี่อยากเริ่มเดินป่า ผมแนะนำให้ไป ภูกระดึง" จากนั้นเราก็ทำการหลอกพี่สาวมาเลยจ้าาาาา เลยเกิดเป็นทริปผจญภัยที่ ภูกระดึง หน้าฝน 5555 จนทุกวันนี้พี่สาวเข็ดเลย เราชวนไปไหนก็ไม่ไปกับเราอีกเลย T^T 55555555555 (แอบเศร้าแบบขำๆ)

คนที่ชอบผจญภัยและอยากได้วิวสวยแบบ Cloudy ก็แนะนำให้มาหน้าฝนนะคะ มันส์มาก

การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปภูกระดึง
รถทัวร์ของบขส. จากกรุงเทพฯ หมอชิต 374 บาท ลงจุดจอดรถผานกเค้า

การเดินทางจากบุรีรัมย์ ไปภูกระดึง
นั่งรถไฟ บุรีรัมย์ ไปลง นครราชสีมา
ขึ้นรถทัวร์ของ นครชัยขนส่ง ไปลง จุดจอดรถผานกเค้า
รถจะออกทุกๆ ชั่วโมงค่ะ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์ 044-242-545 หรือ Application NCK lite

เนื่องจากพี่สาวเรามาจากจังหวัดบุรีรัมย์ และหาข้อมูลการเดินทางยากมากค่ะ เลยอยากขอแชร์ข้อมูลการเดินทางบุรีรัมย์ - ภูกระดึงไว้นะคะ

ค่าใช้จ่ายเพื่อขึ้นภู และนอนด้านบน
ค่าธรรมเนียมอุทยานฯ 40 บาท/คน
ค่ากางเต๊นท์ 30 บาท/คน/คืน
ค่าเช่าถุงนอน 30 บาท/คน/คืน
ค่าเช่าที่รองนอน 20 บาท/คน/คืน
ค่าเช่าหมอน 10 บาท/ใบ/คืน
ค่ากางเต็นท์ เช่าถุงนอน หมอน ท่ี่รองนอน สามารถจองได้ที่เว็บไซต์อุทยาแห่งชาตินะคะ จะสะดวกกว่าเยอะมาก ไม่ต้องไปรอต่อแถว http://nps.dnp.go.th//reservation.php?option=area
ค่าเช่าเต้นท์ 200 บาท/คืน จองและจ่ายที่อุทยานฯ
ค่าลูกหาบ 30 บาท/Kg จ่ายที่อุทยานฯ

ม่ะ ขอเริ่มต้นจากการเดินทางจากกรุงเทพฯ เลยนะคะ อยากแชร์ข้อมูลไว้ค่ะ ไว้เป็นข้อมูลให้คนที่กำลังจะไปลองคิดดูว่าหน้าฝนควรไปดีมั้ยยย อย่างไรก็ดี เราแนะนำให้ไปลองขึ้นหน้าฝนสักครั้ง ถึงวิวจะสวยไม่เท่าหน้าอื่นๆ แต่ให้ประสบการณ์การผจญภัยที่ไม่เคยได้จากที่ไหน ^^

วันที่ 20 ตุลาตม 2560

ออกเดินทางโดยใช้บริการของ บขส. ค่ะ ล้อหมุน 20.00 พอเลิกงานเราก็รีบตรงดิ่งไปที่หมอชิตเลย (โดยที่ไม่ได้อาบน้ำ 555555 สงสารพี่สาวที่นั่งไปด้วย)

เพิ่งรู้ว่ารถทัวร์มันมีการพัฒนาไปไกลมากแล้ว เบาะมีที่นวดหลัง และที่ตื่นเต้นมากก็เก้าอี้ที่นั่งสามารถปรับให้เอียงลงเพื่อนอนได้ด้วย 555555 แอบตลกตัวเองเหมือนกันนะที่ตื่นเต้นกับอะไรแบบน้ (เป็นคนที่ไม่ค่อยได้เดินทางไปไหน โลกของเราเลยแคบไปอ่ะ)

วันที่ 21 ตุลาคม 2560

4.00 เราไปถึงจุดจอดรถผานกเค้า สัญลักษณ์ของที่นี่ก็คือร้านเจ๊กิมค่ะ เราสามารถอาบน้ำได้ฟรีที่นี่เลย และหาข้าวกินที่นี่ก็ได้ด้วย หรือใครขับรถไปเองก็ไปอาบน้ำที่อุทยานก็ได้นะ อาหารก็มีเยอะแยะให้เลือกซื้อเหมือนกัน ^^


พิชิตภูกระดึง !!!!!

7.00 เราก็เริ่มออกเดินทางไปที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง โดยรถสองแถวแดง ค่ารถก็คนละ 35 บาทจ้า อากาศดี๊ดี วิวสวยมาก นั่งไปพร้อมกับความตื่นเต้น ^^ เดินป่าครั้งแรกจะไหวมั้ยนะ 5555

พอมาถึงเราก็จัดแจงจองเต้นท์ ที่รองนอน ถุงนอน หมอน ซึ่งก่อนที่เราจะมาเราได้จองผ่านเว็บไวต์ไว้เรียบร้อยแล้ว มาถึงก็ยื่นเอกสาร เจ้าหน้าที่ก็จะออกใบเสร็จให้เรา เป็นอันเสร็จสิ้น จากนั้นก็เอาของไปฝากให้ลูกหาบจ้าาา

ค่าจ้างลูกหาบก็คิดกิโลกรัมละ 30 บาท ที่นี่เขามีระบบจัดการให้เราเสร็จสับเลยนะ เราเอาของมาชั่งกิโลกรัม และชำระเงิน รับป้ายTag จบ ไปเริ่มเดินขึ้นได้ ^^

ก่อนขึ้นก็มาลงทะเบียนกันก่อนนะ ก็แค่ยื่นบัตรประชาชนให้กับเจ้าหน้าที่ก็เป็นอันจบ แต่ถ้าใครลืมบัตรประชาชนไว้ในกระเป๋าเหมือนเราก็เขียนชื่อเอาไว้นะจ๊ะ ^^

ก็อย่างที่รู้ๆกัน ทางขึ้นภูกระดึงมีที่พักให้เราหลายจุด เรืื่องของกินไม่ต้องห่วงเลย มีให้กินเยอะมากค่ะ

ส่วนเรื่องของความโหดนั้น สำหรับเรานะ โหดมาก โหดตลอดทางเลย อาจจะเป็นเพราะสภาพร่างกายด้วย ^^ คือเราเป็นคนเหนื่อยง่าย แต่โชคดีที่เราได้พักบ่อย เพราะพี่สาวของเรานางเหนื่อยง่ายกว่าเราและนางไม่ได้ฟิตร่างกายมา 5555

แต่ที่โหดแบบหนักหน่วงเลยก็ จากปางกกค่าถึงซำแฮก และโหดอีกทีก็จากซำแคร่ถึงหลังแป โหดตรงที่เป็นทางที่มีก้อนหินเยอะและชันมาก

ระยะทางที่เราต้องเดินเพื่อให้ไปถึงจุดกางเต๊นท์ก็แค่ 5 (ปางกกค่า-หลังแปร) + 4 (หลังแป-จุดกางเต้นวังกวาง) = 9 km เองเบาๆ 5555 เดิน shopping ในห้างได้เป็นวันๆ แค่นี้สบายยยย 55555555

และด้วยความที่ที่นี่เรื่องชื่อเกี่ยวกับสัตว์ตัวน้อยน่ารักที่คอยดูดเลือดเรา มันก็คือทากนั่นเอง ก็เลยต้องเตรียมตัวกันหน่อยจ้าาา รูปนี้คือทางไปซำแฮกนะ ทุกคนดูไฟแรงกันมากเลย 5555

พอมาถึงซำแฮก เราก็เฮกจริงๆ ทุกคนก็แฮกเหมือนกับเรา

แต่เดินมาอีกนิดนึงจะเจอกับจุดชมวิวที่สวยยยยยยยมากๆ ทำให้หายเหนื่อยเลย ^^

ไปต่อค่ะ รูปจากนี้ก็จะเป็นทางไปหลังแปนะคะ 555 จำไม่ได้ว่าซำไหนบ้าง ^^

ตอนเดินก็ได้คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยนะคะ เช่น

ตูมาทำอะไรที่นี่วะ ?
ทำไมตูต้องใส่กางเกงยืนมาเดินป่าวะ ?
เมื่อไรจะถึงวะ?
ขึ้นไปถึงแล้วจะกินไรดีวะ?
ไปนอนตรงไหนดีวะ?
5555555

แต่ความรู้สึกลึกๆแล้วมันก็สนุกมากเลยนะ มันดีมากๆค่ะ แนะนำให้ไปลองซักครั้งนะคะ

ช่วงนี่เป็นหน้าฝนพอดิบพอดีเลยนะคะ ทางก็จะเป็นโคลนแบบนี้จ้าาา ใครที่เตรียมรองเท้าสวยๆมาก็ทำใจได้เลยนะคะ 5555

ขาขึ้นพวกเรารอดพ้นจากโคลนนะคะ รองเท้ายังพอดูได้นะ ^^

สุดท้ายก็มาถึงจนได้ เหนื่อยไปตามๆกัน แต่พอมาถึงนะ มันมีพลังบางอย่างบอกให้เราไปถ่ายรูปกับป้ายนี้ ต้องไปถ่ายให้ได้นะ 5555

พวกเราใช้เวลาเดินขึ้นมาที่หลังแปไปทั้งหมด 5 ชม. 5555 ก็คนมันเหนื่อยอ่ะเนาะ

จากจุดนี้ที่เป็นหลังแป ก็ต้องเดินไปอีก 4 km เพื่อที่จะไปให้ถึงจุดกางเต๊นท์วังกวาง เส้นทางเป็นทางเรียบๆ เดินง่าย ไม่ต้องหลบหลีกอะไร ยกเว้นต้นสนนักเลงในตำนานจ้าาา

สองข้างทางด้านบนนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้อยู่เมืองไทยเลย เหมือนอยู่อินเดียเหนือ ปากีสถานไรงี้เลย คือต้นไม้มันแปลกตามากๆ สวยงามมากๆ อากาศก็รู้สึกสดชื่นสุดๆไปเลยยยยยยย

เราใช้เวลาจากหลังแป มาถึงจุดกางเต้นท์วังกวางก็ประมาณ 2 ชม. แล้วเราก็ไปเอาที่รองนอน หมอน ถุงนอน แล้วก็ไปเลือกเต๊นท์ เราเลือกเต๊นท์ที่อยู่ใต้ต้นไม้ ไม่รู้เอาหลักการไหนมาเลือกเหมือนกัน แค่รู้สึกว่าอยากอยู่ใต้ต้นไม้ 555

ระหว่างที่รอของจากลูกหาบ พวกเราก็ไปกินข้าวกลางวันและก็กินยาดักไข้หวัดรอเลย 55555 กะว่าไม่ให้เชื้อโรคได้เกิดเลย

กินข้าวแล้วอะไรแล้วลูกหาบก็ยังไม่มาก็เลยเดินไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก ก็นะ เราไปตอนหน้าฝน พี่เมฆของเราเลยเป็นต้องเป็นพระเอกแทนพี่ทิตย์ ^^

พอลูกหาบเอาของมาส่งก็พากันไปอาบน้ำ เป็นการอาบน้ำที่ลุ้นระทึกมาก เพราะทุกที่ที่เราไปก็จะมีทากน้อยรอเราอยู่เสมอ อยู่ทุกที่จริงๆ ในห้องน้ำก็มี ในเต้นท์ยังมีเลยยย จนเราต้องไปซื้อปูนขาวจากร้านค้ามาโรยรอบเต๊นท์และบนเต๊นท์ด้วย เพราะรูเล็กๆน้อยๆ ของเต้นท์ ทากมันก็พยายามที่จะรอดผ่านเข้ามาหาเราจนได้นะ ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวจริงๆ พอเรารู้สึกปลอดภัยจากทากแล้ว เราก็เข้านอนด้ายยยยย ^^ เพื่อที่จะได้รีบตื่นแต่เช้ามาดูพระอาทิย์ขึ้น

ภาระกิจพิชิตผาหล่มสัก

ด้วยความคิดที่ว่า " เดิน Shopping ทั้งวันยังทำได้เลย เดินเที่ยวบนภูกระดึงสบายยย "

วันที่ 22 ตุลาคม 2561

พวกเราตื่นกันตั้งแต่ดตี 5 เพราะว่าเรามีนัดกับพระอาทิตย์ที่ผานกแอ่น ^^ ว่าไปนั่น จริงๆแล้วก็ตื่นมาให้ทันเจ้าหน้าที่เขานำทางไปที่ผานกแอ่น แต่พวกเรามัวแต่โอ้เอ้เลยไม่ได้ไปเป็นกลุ่มแรก แต่ไม่ต้องกลัวหลงทางค่ะ เพื่อนเยอะมากกกก หมายถึงจำนวนนักท่องเที่ยววันนั้นเยอะมากจริงๆ ก็เดินตามกันไปเรื่อยๆ ไม่มีหลงค่ะ

พอไปถึง โอ้วววโห้ววววว คนเยอะมากกกกกกกกจริงงงงงงจริงงงงงง จากนั้นก็พยายามหามุมของตัวเองและตั้งกล้อง ค่ะ ภาพที่ได้ก็สวยงาม style cloudy 55555 คือนอกจากคนเยอะแล้วเมฆก็ยังเยอะอีกด้วย

ดูเป็นภาพวีดีโอได้ใน Youtube นะคะ (เป็นวีดีโอตัวแรกที่ทำ อาจจะไม่ดีเท่าไร แหะๆ)

ภาพของเมฆหมอกและแสงแดด

พอสว่างจนมองเห็นว่าใครเป็นใครแล้ว (แต่ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใครอยู่ดี ก็ไม่รู้จักเขาหนิเนาะ 5555) พวกเราก็เดินทางกลับมาหาข้าวกิน และ เตรียมตัวไปเดินเที่ยวต่ออีก พรรณไม้ระหว่างทางเดินกลับ ดูเหมือนจะเป็นพวกมอสกับเฟิร์นมันสวยมากๆ มันทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ที่อื่นเลย เหมือนไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย เหมือนไม่ได้อยู๋ในโลกเลย 555555 (โอเวอร์ไปมั้ย) เห็นคนอื่นๆแวะถ่ายรูปกัน เราก็จัดบ้าง

ร้านอาหารด้านบนก็ราคาตามความสูงนะคะ ยิ่งสูงก็ยิ่งแพง แต่ปริมานนี่สุดๆไปเลยค่ะ เยอะมากกก บางร้านก็มีที่ใช้ชาร์ทแบทฟรีนะคะ แต่ถ้าเช้านั้นยังไม่มีแดดก็ยังชาร์ทไม่ได้ 555

การได้กินปาท่องโก๋คู่กับกาแฟตอนเช้าๆ บนรภูกระดึงเป็นอะไรที่ฟินมากนะคะ (แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา) แนะนำให้ไปลองนะคะ

หลังจากที่ท้องอิ่ม พวกเราก็ออกเดินทาง โดยเราเลือกไปเส้นทางน้ำตกก่อนค่ะ แล้วจึงเดินทางไปสู่เส้นทางหน้าผาค่ะ ระยะทางทั้งหมดก็ประมาณ 23 km ฮ่าๆๆๆ ป่ะเริ่มได้

1st Check point น้ำตกวังกวาง ไปถึงก็มีเพื่อนๆไปถึงกันเยอะมากๆแล้วค่ะ ถ้าใครรักการถ่ายรูปแนะนำว่าให้มาวันธรรมดา หรือไม่ก็เสาร์-อาทิตย์ ที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาลนะคะ ไม่งั้นก็ต้องหาจุดที่องค์ประกอบดีที่สุด

2nd Check Point น้ำตกเพ็ญพบใหม่ เป็นน้ำตกที่ 2 พี่เพ็ญค้นพบนะคะ เลยได้ชื่อว่าเพ็ญพบใหม่ ถ้าน้ำเยอะกว่านี้คงจะสวยมากๆ ไว้มาแก้มืออีกทีเนาะ

3th Check Point น้ำตกโผนพบ น้ำตกอันนี้ก็คงเป็นพี่โผนเป็นคนค้นพบนะคะ น้ำค่อยข้างเยอะ สวยงามนะคะ ต้องขอโทษเพื่อนๆด้านบนน้ำตกด้วยที่ถ่ายเบลอ 55555

4th Check Point น้ำตกเพ็ญพบ พี่เพ็ญค้นพบที่นี่เป็นที่แรกนะคะ สวยเนาะ

ก่อนจะไปถึงจุด check point ที่ 5 อยากแชร์ภาพเส้นทางนิดนึงค่ะ มันทำให้รู้สึกว่าอยู่คนละโลกเลยจริงๆ ชอบมากๆเลยค่ะ อากาศไม่ร้อนไม่หนาว และยิ่งสนุกตรงที่มีฝนตกปลอยๆ ด้วย ถ่ายรูปไปต้องห่อกล้องไปด้วย 5555 และเป็นเส้นทางที่ผจญภัยมากๆค่ะ มีทั้งโคลนเลน น้ำ และทากน้อย ระหว่างทางเนะนำให้นำน้ำไปด้วยนะคะ คนละขวดเพราะเส้นทางน้ำตกไม่มีร้านค้าเลยนะคะ รูปนี้แอบออกนอกเส้นทางไปถ่ายนะคะ ก็วิวมันสวยให้ทำไงได้

5th Check point น้ำตกถ้ำพระ ในที่สุดก็มาถึง ^^ น้ำน้อยมาก ลองถามพี่ที่ร้านค้าว่าทำไมน้ำตกน้ำน้อยจัง พี่เขาเลยบอกว่า มาๆ เด๋วพี่เพิ่มน้ำให้ 555555 (ตึ่งโป๊ะ มุกนี้ยังจะเล่นอีก) คำตอบที่แท้จริงคือ ฝนเพิ่งจะตกเมื่อวันสองวันนี่เอง น้ำเลยไม่เยอะเท่าไรจ้าาาา และครั้งหน้าจะขอถ่ายให้สวยกว่านี้ค่ะ

มาถึงจุดแยกค่ะ ทั้งแยกทางและ แยกทีม 5555 พี่สาวกับหลานขอตัวกลับไปรอที่เต้นท์ก่อน เพราะฝนตกและหลานก็รู้สึกเหมือนจะไม่สบายและพี่สาวนางก็อยากพักด้วย เราก็เลยต้องไปต่อคนเดียว T^T ก็เรามันขาลุย 55555 จัดไปจ้า

ถึงตอนนี้ก็ Alone มากค่ะ เพื่อนๆ นักท่องเที่ยวบางคนก็ตัดสินใจกลับไปที่จุกกางเต้นท์กัน ก็จะเหลือแบบหล่อมแหล็มมากค่ะ คนน้อยมาก แต่เส้นทางชวนตะลึงมาก อย่างที่บอกไว้ที่หัวข้อรีวิวนะคะ มันเหมือนอยู่อีกโลกจริงๆ

ถ้าเลือกมาทางนี้แล้วไม่ต้องกลัวเรื่องรองเท้าเปียกนะคะ ให้มันเปียกไปเลยค่ะ ดีว่าปล่อยให้เท้าเราร้อนจนเกิดอาการเมื่อยล้านะคะ การให้น้ำเย็นๆเข้าไปที่เท้าเราช่วยได้เยอะเลยค่ะ

ส่วนเส้นทางก็เป็นทางราบๆเรียบๆ ดินส่วนใหญ่เป็นดินทรายนะคะ แปลกมากเลยค่ะ รู้สึกเหมือนวาร์ปมาอีกที่เลย

6th Check Point สระอโนดาต ที่นี่แสงสวยมากค่ะ และอย่างที่บอกคนไม่ค่อยเยอะ แต่เรามาคนเดียวจะลงไปเล่นน้ำก็กลัวกล้องจะหาย 55555 และกลัวกลับไปถึงเต้นท์มืดเกินไป

7th Check point น้ำตกถ้ำสอเหนือ เป็นน้ำตกที่น้ำเยอะมากและแรงมากจริงๆค่ะ อันนี้ได้มีโอกาสลงไปยืนค่ะ น้ำแรงมากจริงๆ คือแบบเวลาเดินต้องค่อยๆเดิน เพราะถ้าพลาดไปก็ลงเหวนะคะ และเราก็ต้องผ่านเดินผ่านน้ำตกนี้เพื่อตรงไปยังผาหล่มสักค่ะ



ระหว่างทางก็นะ แปลกตา แปลกใจ ต้นไม้ตรงนี้ก็จะเป็นต้นสนค่ะ ไม่แน่ใจว่าสนสามใบหรือสองใบ ยังดูไม่เป็นค่ะ (ถ้าใครมีความรู้โปรดชี้แนะด้วยนะคะ) พอเดินไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นพืชที่คล้ายๆเฟิร์น และอีกเช่นเคย ไม่แน่ใจว่าเป็นเฟิร์นหรือป่าว อิอิ

เดินไปเรื่อยๆ ป้ายบอกว่าใกล้ถึงแล้ว ฝนก็ยิ่งตกหนัก คิดในใจเลยว่า วันนี้คงไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ที่ผาหล่มสักแล้วฝนตกหนักมากจริงๆ แบบไม่ลืมหูลืมตา และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

8th Check point ผาหล่มสัก ถึงสักทีเส้นทางยาวไกลมาก แต่ก็พิสูจน์ได้ว่า การเดินshopping ทั้งวันไม่เหมือนกับมาเดินป่าเลยนะ เพราะเดินป่าสนุกกว่ามาก เดินห้างก็ต้องเสียตังค์ แต่นี่เดินมาทั้งวันล่ะ เพิ่งได้กินแค่ข้าวเช้าเอง แต่ก็ไม่รอช้านะ พอมาถึงที่นี่ก็จัดข้าวราดพริกแกงไก่เลย ไม่ได้กลัวแสบท้อง หรือท้องเสียใดๆทั้งสิ้น 5555 และหิวมากจนลืมถ่ายรูปไว้เลย

ระยะทางทั้งหมดจากจุดแยกถึงผาหล่มสักก็ประมาณ 9 Km. เราใช้เวลาเดิน ประมาณ 4 ชม. เรากินข้าวอิ่มหน่ำแล้วฝนก็ยังไม่หยุด ก็ต้องรอไปนะ ระหว่ารอเราก็ขอพี่ร้านค้าชาร์ทแบทกล้องด้วย ร้านนี้ก็ฟรีนะ เป็นร้านตรงมุมสุดทางซ้ายุถ้าหันหลังให้ผาหล่มสัก

คนที่นี่เยอะมาก ไม่ว่าจะร้านไหน คือเขามารอดูพระอาทิตย์ตกกันที่นี่ และรอฝนหยุดตก

จริงๆแล้วผาหล่มสักมาได้ 2 ทางนะ
1 คือทางตัดผ่านป่า ซึ่งก็คือทางที่เราเดินมาวันนี้
2 คือทางเรียบหน้าผา เส้นทางนี้ก็ต้องเดินทางทั้งหมด 9 km เหมือนกันนะ(นับจากผาหมากดูก) แต่ว่าสามารถปั่นจักรยานมาได้

แต่วันนี้เรามาทางตัดผ่านป่า และเราจะกลับทางเรียบหน้าผา อิอิ โหดมั้ย ตอนวางแผนก็คิดว่าไม่โหดหรอก แต่พอมาถึงจุดนี้แล้ว เราคิดว่าเราควรกลับไปวางแผนใหม่ 55555 รอได้สักพัก ฝนก็เริ่มเบาลงและก็หยุดสนิท เรารีบเดินไปที่ผาเพื่อดูพระอาทิตย์ สักพักเพื่อนๆก็มากันเต็มเลย 555 และไปคนเดียว เลยได้แค่ selfie กับผาหล่มสัก พร้อมกับเพื่อนๆ และคราวหน้าคงต้องหาแฟนมาด้วย ^^

เดินไปอีกนิดนึงก็เป็นหน้าผาเหมือนกัน เราเดินไปเจอเพื่อนๆพี่ๆ กลุ่มนึงกำลังถ่ายรูปกันอยู่ ก็เลยไปขอแชร์โลเคชั่นด้วย ^^

และขอปิดท้ายวันนี้ด้วยภาพเส้นทางเรียบหน้าผานะคะ แต่เนื่องด้วยยิ่งเดินก็ยิ่งมืด ก็เลยถ่ายได้แค่ติดเดียว

ระหว่างทางที่เดินกลับ มีโอกาสได้คุยกับคุณพี่ท่านนึง คุณพี่อายุเยอะแล้วนะ ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะ 50 ได้แล้ว คุณพี่เป็นผู้หญิงค่ะ มาพร้อมกับเพื่อนๆ และครอบครัว จากกรุงเทพ เมื่อวานเป็นวันขึ้นเขา คุณพี่ท่านนี้มาถึงหลังแป ตอน 3 ทุ่มจ้า เราได้ฟังแล้วขนลุกเลย โหดมาก มาได้ไงมืดๆ และทางจากซำแคร่มาหลังแปโหดและชันมากและขณะนั้นฝนตกด้วย สุดยอดมาก มาพร้อมกับคนเจ็บ 1 คน หลังจากที่โทรให้เจ้าหน้าที่ไปรีบคนเจ็บมา คุณพี่ก็ต้องเดินมาพร้อมกับเพื่อนอีกคน และ มีเจ้าหมาดำตัวนึงเป็นไกด์นำทาง คุณพี่เรียกมันว่าเจ้า สำลี คุณพี่บอกว่าถ้าไม่ได้มันนี่แบบแย่มาก มันเป็นคนนำทางจากซำแคร่มาถึงจุดกางเต้นท์ ถ้าใครมีโอกาสได้ไปที่ภูกระดึง และถ้าเจ้าสำลีเข้ามาทักทาย ก็อย่าไปทำร้ายเขานะคะ เขาเป็นคนดูแลที่นี่นะ ^^

สรุปการเดินทางวันนี้ เป็นการเดินทางที่ไกลแสนไกลมาก และยาวนานมาก แต่ด้วยความสนุกทำให้เรารู้สึกเหนื่อยกายแต่อิ่มใจ และมีความสุข ระยะทางที่เดินไปทั้งหมดไปcheck ใน application Health ใน Iphone แล้ว เราเดินไปทั้งหมด 29 km มันคงรวมตอนเช้าที่เดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นด้วย สรุปได้ว่าเราก็ถึกพอตัวนะ 5555

เป็นวันที่ได้พาร่างกายมาใช้งาน พาหัวใจกับสมองมาพัก พาดวงตามาเปิดโลกใหม่ พาปอดมารับอากาศบริสุทธิ์ มันดีนะ แนะนำให้มา


ลาก่อนภูกระดึง ไว้วันหลังจะมาใหม่นะ

วันที่ 23 ตุลาคม 2560

วันนี้เป็นวันที่พวกเราจะเดินลงเขาค่ะ เส้นทางเดินลงก็จะเป็นเส้นทางเดิม เพิ่มเติมคือเมื่อคืนฝนตก ซึ่งก็เดาได้เลยค่ะว่าทางมันจะต้องเละมาก และมันก็เป็นความจริง ขนาดพวกเรากำลังจะเดินออกจากเต้นท์ฝนยังตกเลยค่ะ การเดินลงเขาครั้งนี้เลยมีความผจญภัยแนบติดหลังมาด้วย และเพิ่มความยากเข้าไปอีกตรงที่พวกเราตัดสินใจไม่ฝากของไปกับลูกหาบค่ะ เพราะกลัวว่าลูกหาบจะแบกของลงไปให้เราไม่ทัน ฉะนั้นเอาอะไรขึ้นมาก็ต้องเอากลับลงไปให้หมด รวมทั้งขยะด้วยนะคะ

เส้นทางก็ลืนแบบที่เห็น พวกเราใช้เวลาเดินลงประมาณ 3 ชม. และที่เหนื่อยที่สุดสำหรับขาลงก็คือจาก ซำแฮกมาที่ศรีฐานด้านล่างสุดของอุทยาน เพราะเราต้องใช้พลังของกล้ามเนื้อขาในการติดเบรก ทำให้เมื่อยสุดๆไปเลยค่ะ


ความคิดเห็น