ภูสอยดาว คนเดียวก็เที่ยวได้ รีวิวโดย Journey Eater

กล้าๆ กลัวๆ คนเดียวทริปแรก ตอนแรกคิดว่าจะไม่เขียนรีวิว เพราะรูปที่ถ่ายออกมาไม่ค่อยสวย แต่ก็นะ หวนกลับมาดูรูปทีไรก็นึกถึงเรื่องราวการเดินทางในทริปนี้ แล้วก็นั่งยิ้มคนเดียว มันคือการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ของเราเลย เลยอยากเอามาถ่ายทอดให้เป็นกรณีศึกษาแล้วกันนะ เพราะทริปนี้เพื่อนทิ้งอย่างสมบูรณ์แบบ จำไม่ได้

ภูสอยดาว คนเดียวก็เที่ยวได้

ภูสอยดาว คนเดียวก็เที่ยวได้

 วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2562 เวลา 19.11 น.

 วันที่เดินทาง 22 ก.ย. 2561

กล้าๆ กลัวๆ คนเดียวทริปแรก

ตอนแรกคิดว่าจะไม่เขียนรีวิว เพราะรูปที่ถ่ายออกมาไม่ค่อยสวย แต่ก็นะ หวนกลับมาดูรูปทีไรก็นึกถึงเรื่องราวการเดินทางในทริปนี้ แล้วก็นั่งยิ้มคนเดียว มันคือการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ของเราเลย เลยอยากเอามาถ่ายทอดให้เป็นกรณีศึกษาแล้วกันนะ เพราะทริปนี้เพื่อนทิ้งอย่างสมบูรณ์แบบ จำไม่ได้ว่าทำไม แต่มีอยู่ 1-2 เหตุผลแหละ อย่างแรกคือไม่ว่าง อย่างที่สองคือเดือนนี้ช็อด ฮ่าๆๆๆ ก็เลยทำให้คนว่างๆ อย่างเราออกเดินทางคนเดียว ซึ่งระหว่างทางนอกจากเพื่อนจะทิ้งแล้ว ยังหาเพื่อนร่วมหารค่ารถไม่ได้ด้วย อย่าเพิ่งคิดว่าเราโชคร้ายนะ ทริปนี้รอดมาได้เรียกว่าโชคช่วยสุดๆ

ติดตามผลงาน การท่องเที่ยวของเราได้ที่
https://www.facebook.com/Wideworldphotograpgy/ กดไลค์ กดแชร์ได้ไม่ว่ากันจ้า

หรือติดตามคลิปการเดินทางของเราที่

https://www.youtube.com/channel/UCSVIOHqu7zYlY7_7c_d-YBA?view_as=subscriber ดูแล้วสับตะไคร้ เห้ย Subscribr ให้หน่อยนาจา จะได้มีกำลังใจในการเดินทาง อิอิ

คำถามที่ต้องคิดก่อนออกเดินทาง

1.ไปคนเดียวไม่กลัวหรอ ผู้หญิงคนเดียวด้วย (ผู้หญิงหรอ 555) ?
คำตอบคือ กลัวมากกกกกกกก แต่สิ่งที่ทำให้เรายังคงยืนยันว่าจะไปก็คือเหตุผลทีว่า "มันต้องลองป่ะวะ" ทริปนี้เลยหาข้อมูลการเดินทางเยอะนิดนึง แต่ก็มีปัญหาให้แก้ระหว่างทางอยู่ดี

2.ที่บ้านให้ไปหรอ (หมายถึงพ่อ แม่นะ)
คำตอบง่ายมาก "โกหกว่าไปกับเพื่อน" อันนี้ไม่ดี แต่เราทำไปเพราะกลัวพ่อ กับแม่เป็นห่วง ถ้าพ่อกับแม่เข้ามาอ่านนะ คงจะบ้านแตก แต่โชคดีที่ ท่านไม่เล่นSocialอื่นนอกจาก Youtube ^^

3.ปลอดภัยหรอ ระวังตัวยังไง
คำตอบคือ ไม่รู้หรอกค่ะ (ก็จะไปรู้ได้ไง ยังไม่เคยไปนี่นา) แผนของเราคือเวลาเดินทางให้ระวังของมีค่าให้ดี ต้องเก็บไว้กับตัวเองเสมอ เรามีหน้าตาเป็นอาวุธ ปลอดภัยมาก มั่นใจเข้าไว้ และสถานที่ที่เราไปเป็นป่าก็จริง จากประสบการณ์การเดินป่าของเรา คนที่ไปเที่ยวสถานที่แบบนี้ส่วนใหญ่เป็นคนคิดบวก (ไม่งั้นขึ้นเขาไม่ได้นะ) และใจดี เจ้าหน้าที่อช.ก็ใจดี และคนต่างจังหวัดก็ใจดีเหมือนกัน และที่นี่ประเทศไทยนะ เรารู้ว่าต้องทำยังไงถ้ามีปัญหา

จากคำถามทั้ง 3 ข้อข้างบน เราตอบแบบเข้าข้างตัวเองได้ครบทุกข้อ สรุป คนเดียวก็ไปเหอะ ไม่ต้องคิดเยอะ

เส้นทาง

เราเดินทางด้วยวิธีเดิมคือ

ขาไป : รถทัวร์ไปพิษณุโลก ==> รถประจำทาง ไปอำเภอชาติตระการ ==>อาศัยรถคนอื่นไปอุทยานฯ ==> เดินขึ้นลานสน

นอนลานสน 1 คืน

ขากลับ : เดินลงจากลานสน ==> ติดรถคนอื่นไปที่อ.ชาติตระการ ==> รถประจำทางไปพิษณุโลก ==>ขึ้นเครื่องบินกลับกทม.


ป่ะ ออกเดินทางกัน

ตากฝนไปหมอชิต :

อย่างที่บอกไว้ตอนต้น เราเลือกเดินทางโดยรถทัวร์ไปที่พิษณุโลก แน่นอนว่าจุดเริ่มต้นของทริปนี้ก็ต้องเป็น หมอชิต เราเลยขึ้น BTS ไปที่หมอชิต พอถึงสถานีหมอชิต ฝนก็ตกจ้าาาาาา แหม่ตกรับการเริ่มทริปได้แบบน่าประทับใจมาก ช่างรู้เวลา ตกหนักด้วย สาดเข้ามาในสถานีจนน้ำท่วมเลย ดีที่เราเผื่อเวลามาเยอะ ยังพอรอให้ฝนซาๆ ได้

พอฝนเริ่มซา เราก็รีบวิ่งลงไปใช้บริการพี่วินมอไซต์ ด้านล่างสถานี ในราคา 60 บาท ระหว่างทางที่นั่งท้ายพี่วิน จู่ๆฝนก็ตกลงมาอีก หนักด้วย เราคือแบบอยากจะร้องไห้ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะขำให้กับความโชคร้ายของตัวเองอยู่ เห็นหน้าตัวเองในรูปแล้วก็ตลก คนอะไรช่างโชคร้าย แต่ก็นะ เปียกก็เปียก อยู่ใต้ฟ้า อย่ากลัวฝน!!! ลุย!!!!

พอเราไปถึงหมอชิต เราก็เตรียมความพร้อม กดตังค์ ซื้อ น้ำ ขนม ทิชชู่ แล้วก็เข้าห้องน้ำ ก่อนที่จะขึ้นรถ ครั้งนี้เราใช้บริการของบขส. ที่ให้เครดิตไม่ใช่ไร หวังเล็กๆว่ารัฐบาลจะร่วมสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ โดยการนำค่ารถทัวร์มาลดหย่อยภาษีได้ ฮ่าๆๆๆๆๆ (ล้อเล่นค่ะ ผิดไปแล้วค่ะ ขอโทษค่ะ) บขส.เขาบริการในระดับมาตรฐาน รถสะอาด และขับปลอดภัย

เวลาที่ต้องนั่งเบาะคู่ เคยลุ้นมั้ยคะ เราลุ้นตลอดเลยว่าคนที่จะมานั่งคู่กับเราจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เพราะทุกทั้งถ้าได้นั่งเบาะคู่ ถ้าไ่ม่ได้นั่งกับเพื่อน เราจะมีผู้ชายมานั่งด้วยตลอด และครั้งนี้ก็เช่นกัน แล้วผู้ชายนางจะนั่งถ่างขา แล้วขานางก็จะมาโดนขาเรา ถ้าเราหลบเราก็จะต้องนั่งเกร็งๆ แคบๆ ตลอดทาง แต่ครั้งนี้เราไม่โอเค เพราะเราต้องนอนสบายๆเก็บแรงไว้ขึ้นเขาตอนเช้า โดนก็โดนไป เราก็เอาขาเราไปโดนขานาง แขนด้วย เอาแบบที่สบายที่สุดอ่ะ ไม่ถือแล้วจ้า ประหนึ่งเหมือนรู้จักกันมาก่อน ฮ่าๆๆๆๆ

รถประจำทางไปชาติตระการ :

เราไปถึงพิษณุโลกตอนประมาณ 6.00 ซึ่งรถรอบแรกกำลังจะออก เรารีบวิ่งไปซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ แล้วก็รีบวิ่งขึ้นรถเลย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงถึงศูนย์รถอ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ระหว่างทางเราต้องผ่านอุทยานทุ่งแสลงหลวง เป็นอะไรที่สวยมาก จริงๆแล้วเราเป็นคนที่อินกับภูเขา พอได้เห็นภูเขาเราก็มองว่าสวย ยิ่งเป็นถนนที่ด้านนึงเป็นเขาและอีกด้านเป็นเหวนะ เรายิ่งชอบ ตื่นเต้นดี ถ้าใครไม่อินคงไม่เข้าใจอ่ะ ฮ่าๆ

บรรยากาศในรถก็ไม่มีอะไรพิเศษ ป้ากระเป่ารถก็มาแจกน้ำให้คนที่เดินทางคนละขวด เราก็เลยเน้นย้ำกับแกว่าถ้าถึงอำเภอชาติตระการแล้วช่วยบอกด้วยนะคะ แกก็รับปากด้วยหน้าตายิ้มแย้ม ทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้นนิดนึง

เราถึงศูนย์รถประจำทางชาติตระการเวลาประมาน 9.00 บรรยากาศคือแบบว่ามีป้ากระเป่ารถ คนขับ ป้าหัวคิว กำลังคุยถึงรอบรถ บลา บลา บลา แล้วก็พี่วินมอไซต์ที่มารอรับผู้โดยสาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น มีเเราคนเดียวที่ดูเป็นนักท่องเที่ยว แบกเป้ใหญ่ๆ ซึ่งเราก็หวังมาจากบ้านว่า อย่างน้อยต้องเจอนักท่องเที่ยวบ้างสิ แต่... มีแค่เราคนเดียว คิดในใจ "อะไรวะ คนอื่นเขาไม่ได้มารูทนี้กันหรอ หรือว่าเขาจะไปหาซื้อของกันทีตลาด เออ อาจจะเป็นไปได้" เราเลยตัดสินใจนั่งรถพี่วินไปตลาด

ตลาดชื่อว่า ตลาดเทศบาลตำบลป่าแดง พอถึงตลาดพี่วินแกก็ถามว่ามาภูสอยดาวหรอ ที่นี่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาหรอก ส่วนใหญ่เขาเหมารถกันมาจากพิษณุโลก คนที่มาที่นี่ส่วนใหญ่จะจ้างวินมอไซต์ไปส่งรอบละ 500 บาท หรือไม่เขาก็มาเป็นกลุ่มแล้วเหมารถขึ้นไปรอบละ 800 บาท วันนี้ก็ยังไม่เห็นมีใครมาเลย พี่เห็นน้องคนแรก

อื้อ..หือ...น้ำตาจะไหล เห็นได้ชัดว่ามีทางเลือกเดียวคือ เหมารถไป แต่ไม่ว่าจะ 500 หรือ 800 ก็แพงไปนะสำหรับเราคนเดียว แต่เราก็ยังไม่หมดความหวัง ก่อนที่พี่วินจะไป แกเอาเบอร์แกไว้ให้เรา แกบอกว่าถ้าน้องไม่มีรถไปจริงๆ จ้างพี่ไปก็ได้นะ เราเดินร้านอาหารตามส่ั่งเพื่อเติมสารอาหารให้กับร่างกายก่อนเดินขึ้นเขา พร้อมกับหาซื้อขนมไว้กินระหว่างทาง และแอบหวังว่าจะมีคนเดินทางไปที่อุทยานฯ เราก็มองหารถที่ดูแล้วเขาน่าจะเป็นนักท่องเที่ยว แต่ไม่ว่าจะคันไหนเขาก็ดูเป็นคนท้องถิ่นที่มาซื้อกับข้าวที่ตลาด

นี่ก็สายล่ะ แดดแรงมาก ถ้าไปถึงอุทยานฯ ช้าอาจจะไม่ได้ขึ้นนะ ช่วยไม่ได้ตัดสินใจจ้างพี่วินไปที่อุทยานฯ ก็แล้วกัน เลยโทรหาพี่วินให้มารับที่ตลาด

ซ้อนท้ายพี่วินมอไซต์ไปอุทยานฯ :

พี่วินแกก็มารับเราที่ตลาด ไว้มาก วางสายได้ไม่ถึงนาที เหมือนแกมองขาดแล้วว่า น้องคนนี้จะต้องโทรมาหาเราแน่ๆ 5555 เราก็ขึ้นรถแก แล้วแกก็บอกว่า เดี๋ยวพี่แวะไปบ้านก่อนนะ เราคิดในใจ เห้ยยยยยยยยยยยยย อะไรว่ะ จะปลอดภัยป่าววะ เรามาคนเดียวนะ ไปบ้านแกทำไมวะ เราต้องไปด้วยหรอวะ แต่ก็ซ้อนท้ายแกไปแล้วไง เรารีบถามแกว่าบ้านแกเข้าไปลึกมั้ย แกบอกไม่ลึก คิดในใจอีกรอบ เอาวะ ไปก็ไป ถ้าเกิดอะไรขึ้น ก็จะสู้ตายยย

พอไปถึงบ้านแก ซึ่งไม่มีคนอยู่บ้าน แล้วก็ดูแล้วเหมือนแกจะอยู่คนเดียว(มั้ง) แกก็ไม่รอช้าเปลี่ยนเสื้อเป็นเสื้อแขนยาวเพื่อป้องกันแสงแดด ดูไปดูมา แกไม่ได้จะเป็นคนคิดร้าย ความกลัวของเราเลยลดลงมาหน่อย แต่ก็ต้องระวังตัวไว้นะ เชื่อใจใครไม่ได้นะสมัยนี้ แต่ตั้งแต่กลางคืนแล้วเรายังไม่ได้เข้าห้องน้ำเลย ปวดมาก เราเลยขอแกเข้าห้องน้ำหน่อย แกก็ชี้ว่าห้องน้ำอยู่ทางนี้ ถอดรองเท้าไว้ตรงนี้ก็ได้ แกทำเหมือนแกพาเพื่อนมาเที่ยวบ้านอ่ะ ฮ๋าๆๆๆ สรุปว่า พี่แกแค่จะไปเปลี่ยนเสื้อเฉยๆ ป้องกันแดด ไม่ได้จะเอาเราไปหันเป็นชิ้นๆ (เราคิดเยอะไปเอง 5555) กลับมาบ้านคิดถึงเรื่องนี้ทีไร ขำตัวเองทุกทีเลย 5555

พี่แกขับรถตรงไปตามถนนที่เป็นเส้นเดียวที่จะพาเราไปสู่อุทยานฯ ตอนนี้ก็ 10 โมงกว่าไปแล้วจะทันมั้ยน่ะ ระหว่างทางแดดร้อนมากกกกกก ลมตีหน้า หน้าชาเลย พี่วินแกบอกว่าเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็มีผู้หญิงมาคนเดียวแบบน้องนี่แหละ มาทุกปี ติดต่อกัน 3 ปีแล้ว แล้วพี่ก็ไปส่งเขาทุกปี นั่งซ้อนพี่ไปแบบน้องเลย เราก็เห้ยยย เดี๋ยวนี้ผู้หญิงแข็งแกร่งเนาะ ใจนี่ต้องเด็ดมากอ่ะ ถึงไปคนเดียวได้ หันกลับมามองตัวเรา เรานี่คือแบบเบบี้เลย ที่เพิ่งออกมาเที่ยวคนเดียว

แต่ต้องบอกว่าบางช่วงไม่ม่ีสัณญานโทรศัพท์นะ ซึ่งทำให้Google map ใช้ไม่ได้ แต่มันเป็นทางเส้นเดียว ดังนั้นไม่ต้องกลัวหลง หรือกลัวพี่วินพาออกนอกเส้นทางโดยที่เราไม่รู้ หรือดูไม่ออก มากับพี่แกแล้วต้องไว้ใจแกแล้วแหละ อย่าคิดมาก (บอกตัวเอง ฮ่าๆ) ขับไปเรื่อยๆ มีการหันมาถามว่าจะหยุดถ่ายรูปมั้ย เราบอกไม่เป็นไรพี่ ซึ่งที่ที่แกจะจอดให้เราถ่ายรูปเป็นที่ีที่สวยมากนะ เป็นโค้งของถนนพอดี แล้วมองออกไปเป็นวิวภูเขาที่กว้างมากๆอ่ะ สวยมาก

บรรยากาศตลอดระยะทาง 70 กว่ากิโล ถ้าไม่ติดว่าแดดร้อนนะ เป็นเส้นทางที่สวยมากกกกกก สองข้างทางเป็นภูเขา สูงชัน เหมือนอยู่ต่างประเทศเลย ที่มีเขาแหลมๆ ซับซ้อนไปเรื่อยๆ สุดลูกหูลูกตา บางช่วงเป็นไร่ข้าวโพดของชาวบ้าน กำลังเหลือง พร้อมที่จะเก็บเกี่ยว สวยมากกก อากาศก็บริสุทธิ์ เราสูดเข้าไปเต็มปอด ทำให้เรารู้สึกดีมากๆ มีพลังฮึกเหิมในการที่จะเดินขึ้นเขาขึ้นมาเลย

ถึงจุดที่มีหลักกิโลใหญ่ๆ จุดแลนด์มาร์ก แกก็จอดให้เราถ่ายรูป ฮ่าๆๆๆ อ่ะ เอาซะหน่อย ไหนๆแกก็จอดให้แล้ว

ถึงอุทยานฯ สักที :

พอถึงอุทยานฯ จากที่เราเคยคิดว่าเหมาวินมาแพงมาก กลับกลายเป็นว่าเราว่ามันสมกับระยะทางแล้วอ่ะ 70 กว่ากิโลเมตร ไหนแกจะต้องกลับโดยไม่มีผู้โดยสารอีก เราว่ามันสมเหตุสมผลแหละ

เราถึงอุทยานฯ ก็ปาเข้าไป 11 โมงครึ่งนะ (ถ้าจำไม่ผิดนะ) เรารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้พร้อมกับการขึ้นเขา แล้วก็จัดแจงเรื่องเต้นท์โน่นนี่ที่ต้องเช่าของอุทยานฯ เอาเป็นว่าของส่วนนี้มีคนรีวิวไว้เยอะ และราคาของอุทยานฯ ก็แจ้งไว้ชัดแจง เราขอข้ามไปแล้วกันเนาะ

11 โมงครึ่ง เป็นอะไรที่สายมากนะ ปกติจะเริ่มขึ้นตอน 7 โมง 8 โมง คนที่มาส่วนใหญ่คงจะเดินขึ้นไปหมดแล้ว ที่เดาอย่างนี้เพราะเราต้องนั่งรถอีแต้นจาก ที่ทำการอุทยานฯ ไปที่จุดเริ่มเดิน "คนเดียว" รถอะไรก็ไม่รู้เสียงดังมากๆๆๆๆๆๆๆ แล้วก็คงขับได้แค่ความเร็วต่ำๆ แต่โชดดีที่ระยะทางไม่ไกล หูเกิบดับ ฮ่าๆๆๆ

ด้านหน้าจุดเริ่มเดิน เป็นร้านขายของชำของอุทยานฯ ขาดเหลืออะไรซื้อจากที่นี่ได้ เราซื้อน้ำขวดใหญ่ขวดนึง เอาไว้กินระหว่างทางขึ้นเขา ซึ่งทำเป็นประจำ เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ขึ้นเขาได้ ก่อนเริ่มเดินก็จะมีป้อมเจ้าหน้าที่อยู่ด้านหน้าอีกด่านนึง ซึ่งอย่างที่บอก เรามาคนเดียว แล้วมันสายแล้ว ก็ดูเหมือนว่าเราต้องเริ่มเดินคนเดียว เราเลยไปขอเบอร์เจ้าหน้าที่เอาไว้ เผื่อไปถึงมืด หรือว่าไปไม่ถึง เกิดเหตุระหว่างทางโน่นนี่ จะได้โทรบอกเจ้าหน้าที่ให้มารับ (เป็นไงดูเหมือนเป็นคนรอบคอบมั้ย) เจ้าหน้าที่วันนี้ดูหน้าแดงๆ ตากล่ำๆ ฮ่าๆๆ ให้เบอร์เรามารอบแรก เราไม่เชื่อว่าให้ถุก เราเลยโทรออก ปรากฏว่าไม่ติดจ้า รอบสองถึงให้มาถูก ฮ่าๆๆๆ รู้สึกอุ่นใจยังไงก็ไม่รู้

เริ่มเดินก็หลงป่าเลย :

เส้นทางถูกแบ่งเป็น 5 ช่วงอย่างที่รีวิวอื่นๆได้เขียนไว้ แบ่งตามชื่อเนิน ส่วนนี้ก็อ่านได้ที่รีวิวอื่น ฮ๋าๆๆๆ คือคนอย่างเรา พอต้องมาเดินป่าคนเดียว เพิ่งได้รู้ตัวเองว่า เอ็งเดินมั่วนี่หว่านุ้ยยยย ฮ่าๆๆๆ ไม่ได้ศึกษาเส้นทางมาก่อนด้วย เดินมั่วยังไงอะหรอ เส้นทางช่วงแรกจะต้องเดินผ่านสะพานข้ามน้ำเนาะ เราเดินเลยไป จะถึงน้ำตกอยู่แล้วค่ะคู๊ณณณ จะไปปีนขึ้นน้ำตกอยู่ล่ะ แต่ดูแล้วมันไม่มีเส้นทางที่จะไปได้เลยนะ คิดในใจ เขาไปกันทางนี้หรอวะ เห้ยไปได้หรอวะ เกือบจะต้องโทรหาเจ้าหน้าที่คนนั้นล่ะ แต่เห้ยเดินย้อนกลับไปก่อนดีกว่า พอย้อนกลับไป แล้วดูทางดีๆ เอ้าาาา มันมีสะพานนี่น่า ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ ขำตัวเองอยู่คนเดียวสักพักก็เดินข้ามสะพานไป ทุกวันนี้ก็ยังขำตตัวเองไม่หาย

เดินไปได้ซักพัก เราก็เดินทันแก็งค์หนึ่ง เขามากันเป็นครอบครัวเลย พอเห็นเรา เขาก็ทักทาย พอเขาได้รู้ว่าเรามาคนเดียว เขาก็ตกใจ เห้ยน้องมาคนเดียวหรอเนี่ย แล้วก็ถามว่าจะกับยังไง ฮ่าๆๆ ต้องบอกเลยค่ะว่ายังไม่รู้เหมือนกัน คงหาใครซักคนขอติดรถไปด้วย ไปลงแค่ชาติตระการก็ยังดี เขาเลยชวนให้กลับพร้อมกัน ไปลงพิษณุโลกเลย นี่ไงคะ เจอเรื่องดีๆอีกเรื่องแล้ว

จากนั้นเราก็เดินมาเรื่อยๆ ทางค่อนข้างชัดกว่าช่วงแรกๆ (จริงๆเราตาถั่วเอง เดินหลงทางเองฮ่าๆๆ) เดินง่ายค่ะ ทางก็ชันเหมือนกับเขาทั่วๆไป อากาศระหว่างทางอย่างที่บอก ก็จะขอบอกอีกที แดดร้อนมาก แต่โชคดีที่อากาศถ่ายเท ทำให้ไม่เหนื่อยจนหน้ามืด ต้นไม้ค่อนข้างเยอะค่ะ

เนินสุดท้ายถือว่าเป็นไฮท์ไลท์ของที่นี่ นั่นก็คือ เนินมรณะ!!!!! เห็นป้ายแล้วก็ขอพักให้หายเหนื่อยก่อนก็แล้วกัน เด๋วค่อยเดินต่อ เวลาก็เหลือเยอะ แต่ต้องขอโทษด้วยจำไม่ได้แล้วว่าไปถึงเนินมรณะตอนกี่โมง ฮ่าๆ

เนินมรณะ เราเห็นคนที่เคยมาเป็นตะคิวที่เนินนี้กันหลายคน จริงๆแล้วการเดินขึ้นเขาก็เหมือนการออกกำลังกายอย่างนึงนะคะ เหนื่อย หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก ดังนั้นก่อนเริ่มเดินควรจะ Warm up ก่อนนะคะ เหมือนกับการวิ่งเลย เราต้อง Warm ก่อนออกวิ่ง เพื่อให้กล้ามเนื้อตื่นตัว และหลังจากจบการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะได้ไม่เจ็บ ส่วนเราแน่นอนค่ะ Warm ก่อนขึ้นเขาอยู่แล้ว ^^

เราพร้อมแล้วกับการเดินขึ้นเนินมรณะ ขอ Selfy ไว้เป็นหลักฐานหน่อยนะคะว่ามาแล้ว ^^

เนินมรณะ โอ้ยยยสมชื่อมากค่ะ ชันแบบมรณะเลย เหนื่อยมาก ชันมากกกกก แถมแดดร้อนมาก เดินขึ้นไปได้ไม่ไกลก็ต้องพัก ดูดพลังมากเลยเนินนี้ แต่...... อยากจะบอกว่าลองมองกลับมาด้านหลังสิคะ วิวสวยมากเลยนะ เป็นเวิ้งกว้างๆ ที่โอบล้อมไปด้วยภูเขา อ่ะ ดูรูปล่ะกัน เป็นวันที่ฟ้าเปิด ทำให้เราเห็นวิวได้เต็มอิ่มมาก

แอบพักชมวิวจนหายเหนื่อย แล้วเราก็เดินทางต่อ เดินไปก็หันมาดูวิวไป ยิ่งขึ้นไปสูงเท่าไรก็ยิ่งสวยมากขึ้นเท่านั้น ไม่นานเราก็ถึงป้ายนี้ เป็นป้ายที่เห็นแล้วสบายใจที่สุด ประกาศศักดิ์ดาไปเลยว่า เราคือ ผู้พิชิตลานสนภูสอยดาว!!!! แต่....ก็ยังไม่ถึงจุดหมายของวันนี้นะ

*** มาคนเดียวรูป Selfy ก็จะเยอะหน่อยนะ อย่าเพิ่งเบื่อหน้าเรา ^^

บ่ายสามกว่าๆ เป็นเวลาที่เรามาถึงที่ลานสน อ้นนี้จำได้ดี เพราะดูเวลาไว้ว่าจะต้องไปดูอาทิตย์ตกตอนไหน พอมาถึงเราก็จัดการเรื่องที่หลับที่นอน แล้วก็เช่าของโน่นนี่ ที่ที่ทำการของลานสน โดยเฉพาะขันน้ำกับถังน้ำ อันนี้สำคัญ เอาไว้ใช้ตอนทำธุระส่วนตัวที่ห้องน้ำบนลานสน

ที่ทำการของลานสน เป็นทั้งที่เก็บของ เป็นทั้งที่นอนของเจ้าหน้าที่ เป็นทั้งที่นอนของลูกหาบ และหากคุณขาดเหลืออะไรก็มาเช่าได้ที่นี่เลยค่ะ

สำหรับน้ำดื่ม ด้านข้างของที่ทำการจะมีแท็งค์น้ำอยู่ เราสามารถเอาขวดไปลองเอาน้ำมากินได้เลย แต่ว่าน้ำจะมีพวกเศษใบไม้ ก้านเล็กๆ ของต้นสนตกลงไป ซึ่งเรากินไม่ได้ ตอนนั้นเรานึกอะไรไม่ออก เลยเอาทิชชูเปียกไปซักพวกน้ำยาที่มากับทิชชูออกก่อน แล้วก็เอาไปพันไว้ที่ก็อกน้ำที่แท็งค์ เพื่อกรองเศษใบไม้ออก ถ้าเพื่อนๆ ใช้วิธีอื่น แนะนำได้นะคะ

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เอาเต้นท์มาเอง แต่เรามาแบบมือเปล่าเลย มาเช่าของอุทยานฯเอาค่ะ แค่ของในกระเป๋าก็ 8 กิโลกรัมแล้วค่ะ (เหมือนมาหลายวัน จริงๆมา 2 วัน 1 คืน ฮ่าๆๆ) ตอนกลับจะต้องขึ้นเครื่องบินกลับด้วย แล้วก็ไม่ได้ซื้อ Load ไว้ นี่ยังไม่มีวิธีจัดการกับน้ำหนักที่เกินมา 1 กิโลกรัมเลยค่ะ แต่ไว้คิดทีหลังละกัน

นี่ค่ะที่นอนของเราคนเดียว แค่เต้นท์ก็ใหญ่กว่าเพื่อนล่ะ ฮ่าๆๆๆ พอเห็นเต้นท์แล้วก็เอาตัวเองกับสิ่งของเข้าไปไว้ในเต้นท์จากนั้นดูเวลายังไม่บ่ายสี่โมงเลย เหนื่อยมากด้วย ตั้งเวลาปลุก แล้วก็จะรออะไรคะ หลับเลยจ้าาาา หลับสนิทมากๆ อากาศก็ดีไม่อบอ้าว เปิดหน้าต่างเต้นท์ไว้นิดนึง หลับสบายเลยยย เหนื่อยมาทั้งวัน

เวลาประมาณ ห้าโมงเย็น เราก็ตื่นขึ้นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก ได้เวลาเตรียมตัวไปดูอาทิตย์ตกดิน ตอนนั้นรู้สึกหนาวแล้วนะ ก็อยู่ในป่าในเขาอากาศก็จะเย็นกว่าอยู่ในเมือง เราจะเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วยทุกครั้ง แต่เดี๋ยวก่อนนะ ก่อนที่จะไปดูอาทิตย์ตก เราต้องมาดูไฮท์ไล์ของที่นี่กันก่อนสิ นั่นก็คือ ต้นสนกับดอกหงอนนาก เจ้าหน้าที่บอกว่า ดอกหงอนนากจะบานตอน สิบโมงเช้า แล้วก็จะหุบตอนเย็นๆ ซึ่งตอนนี้มันหุบไปเรียบร้อยแล้ว

อ่อ...พอเรามาถึงที่ลานสน เราก็ค้นพบความจริง 2 ข้อที่ว่า
1.ยอด 2100 จะเปิดให้ขึ้นตอนเดือนตุลาคม เอ็งมาตอนนี้ก็ไม่ได้ขึ้นไงนุ้ยย
2.ถ้ามานี่นี่ควรจะมานอนซัก 2 คืน เพราะจะได้ดูดอกหงอนนากตอนสายๆ แล้วก็มีเวลาไปเดินเที่ยวน้ำตกด้านบนด้วย

รู้สึกผิดหวังเล็กกๆ แต่ก็นะ เราก็ปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อยเราก็ได้ออกเดินทาง แค่นี้มันก็ตอบโจทย์แล้ว และเรื่องราวระหว่างทางมันทำให้เรารู้สึกสนุกมากๆ ฮ่าๆ

อาทิตย์จะตกแล้วรีบไปดูกันๆ ชวนใคร? เอ็งมาคนเดียวนะ ฮ่าๆๆ (ขำๆค่ะ) รีบไปค่ะ คนไปยืนรอกันเพียบแล้ว เมื่อได้ที่เหมาะๆ มุมเหมาะๆ แล้วก็จัดมาซักรูปค่ะ คงเป็นรูปที่สวยที่สุดของทริปนี้แล้วค่ะ ได้แฉกอาทิตย์สมใจอยากแล้ว อากาศหนาวแล้วค่ะ อาทิตย์ก็ตกแล้ว แถมท้องก็ร้องแล้ว ไปกินอาหารที่เราเตรียมมากันดีกว่า ^^


เราแวะไปถามเจ้าหน้าที่ว่าพรุ่งนี้ถ้าจะไปดูอาทิตย์ขึ้นต้องไปทางไหน จนท. ก็บอกเราพร้อมกับชี้ไปทางด้านหลัง แล้วก็ถามเราว่ามาคนเดียวหรอ คิดยังไงถึงมาคนเดียว เราก็ตอบกลับไปว่า ที่นี่ปลอดภัยค่ะ เลยไม่กลัว ฮ๋าๆๆ ก็จริงนะ ตั้งแต่เริ่มเดินขึ้นเขามา เราไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย นอนในเต้นท์ โดยที่ใครๆก็สามารถเปิดเข้ามาได้ แต่เราก็ไม่กลัว จนท.ก็หัวเราะ แล้วก็ถามอีกว่า เอาอะไรมากิน เราก็ตอบไปซื่อๆว่า เอาปลากระป๋องมาค่ะ แล้วแกก็ตักข้าวให้ราจานนึงพูนๆ เราก็ขอบคุณเขายกใหญ่ฮ่าๆๆ

อาหารมื้อนี้ก็จะเยอะหน่อย อิ่มมากกๆๆ เหลือเก็บไว้กินตอนเช้าได้อีกอ่ะ ฮ่าๆๆๆ กินคนเดียวไม่เหงานะ ฮ๋าๆๆๆๆ

กินแล้วนอนเลย ไม่ได้นะ ต้องไปย่อยก่อน ด้วยการเดินออกไปตากหมอก แล้วก็ถ่ายรูปดาวไงคะ กล้องเรามันรุ่นเก่ามากแล้ว Noise เยอะมากอย่าว่ากันนะ เราพยายามแล้วฮ่าๆๆ ได้รูปดาวแล้ว สบายใจล่ะ ไปหลับไปนอนดีกว่าค่ะ เช้าต้องรีบตื่นมาดูอาทิตย์ขึ้นแต่เช้า


ตื่นเช้ามืดไปดูอาทิตย์ขึ้นกัน

เรานอนง่าย นอนไหนก็หลับ ถามว่ากลัวมั้ย ก็กลัวนะ แต่ก็จะนอนอ่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีแรง ฮ่าๆๆๆ แต่ว่าเที่ยวบนป่าบนเขาบนสถานที่แบบนี้เราว่าปลอดภัยนะ อย่างที่บอกแหละ คนที่จะขึ้นเขาได้ต้องคิดบวก ไม่งั้นขึ้นเขาไม่ได้ ฮ่าๆๆ และส่วนใหญ่จะใจดี

เราตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปดูอาทิตย์ขึ้น เดินไปด้านหลังไม่ไกลจากลานกางเต้นท์ แต่ว่าบอกเลยว่ามืดมาก ไปฉายเราก็เล็กเหลือเกิน แสงไม่ค่อยจะสว่างเลย แต่ก็ยังโชคดีที่เพื่อนร่วมาทางยังพอมี อาศัยแสงไฟของเขานำทางไป

แสงแดดขึ้นมารำไรแล้ว อยากจะหยุดเวลาไว้เลย อากาศเย็นๆ กับวิวสวยๆแบบนี้

อาทิตย์ออกอยู่ทางยอดเขา 2100 พอดีเลยค่ะ ทำให้ไม่เห็นตอนที่อยู่ที่ขอบฟ้า กว่าจะขึ้นมาพ้นยอดเขาก็สว่างจ้าแล้ว ภาพก็จะสว่างๆแบบนี้นะ

ดอกหงอนนากตอนเช้าก็ยังไม่บานอย่างที่จนท.บอกจริงๆค่ะ แต่มีอยู่ทั่วไปทั้งเขาเลยก็ว่าได้ ถ้าได้เห็นตอนที่บานแล้วน่าจะสวยมากๆแน่ๆ แต่เราอดเห็นนะ คราวหน้าเดี๋ยวมาใหม่ ฮ่าๆๆๆ

7 โมงกว่าแล้ว ต้องเตรียมตัวกลับบ้านแล้ว ปาร์ตี้ย่อมมีวันเลิกลา การเดินทางก็เช่นกัน สุดท้ายแล้วก็ต้องกลับไปจบที่บ้าน ฮ่าๆ พ่อแม่เป็นห่วงแย่ล่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆ

เรากินข้าวเช้าที่แบ่งไว้เมื่อคืน (เมื่อคืนยังไม่ได้เปิดกิน) แล้วก็รบกับข้าศึกที่จะมาโจมตีทุกๆเช้า ไม่เคยพลาดซักวัน ฮ่าๆ ปัญหาของเราสำหรับการเข้าห้องน้ำที่นี่คือ ต้องตักน้ำไปให้พอใช้ เพราะถ้าไม่พอใช้จะไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้เลย อายเขานะ ฮ่าๆๆ เราเลยตักไปเยอะที่สุดที่เอาไปได้ เสร็จธุระแล้วก็สบายตัวล่ะ พร้อมเดินทางกลับ ก่อนไปขอไปเก็บรูปอีกนิดนึงนะ

ระหว่างทางเจอกับครอบครัวที่ชวนเรากลับด้วย เขาก็ชวนให้เรากลับพร้อมกัน แต่เขาจะรอดูดอกหงอนนากบานก่อน ซึ่งเรากะกว่าพวกเขาจะต้องเริ่มเดินลงประมาณ 11 โมงแน่ๆ เราเลยบอกว่าถ้าเจอกันด้านล่างจะขอกลับด้วยนะคะ


เห็นเมฆฝนมั้ยคะตรงยอด 2100 กำลังคืบคานเข้ามา มืดเข้ามาเรื่อยๆ ไม่ได้ล่ะ ต้องรีบลงแล้ว เดี๋ยวจะเปียก

เราออกเดินทางจากลานสนเวลา 9.00 พอดิบพอดี จำได้เพราะเราจะดูว่าเราจะลงไปถึงข้างล่างกี่โมง หลายๆคนก็ออกพร้อมกันกับเรานะ และแน่นอนว่า ขึ้นมาทางไหนก็ลงทางนั้น เริ่มต้นก็ต้องเจอเนินมรณะก่อนเลย ทางชันขึ้นยาก ลงก็ยากมากด้วยเช่นกัน แล้วเวลาที่ลงพร้อมๆกันแบบนี้การจราจรเลยติดขัด ก็ต้องค่อยๆลงนะ บางคนเขาก็หลบให้เราลงไปก่อน เราเดินลงใช้เวลาแค่ 2 ชม.เอง ถึงด้านล่างตอน 11.00 บวกลบนิดหน่อย พอมาถึงด้านล่าง เราก็พักกินขนมตรงน้ำตกให้หายเหนื่อยแล้วค่อยนั่งรถกระบะไปที่ที่ทำการอุทยานฯ เพื่อไปอาบน้ำ และเตรียมตัวหารถกลับบ้าน

อ้อ...ตอนขึ้นไปเอาอะไรขึ้นไปบ้าง ตอนกลับก็ต้องเอาลงมาทั้งหมดนะ ขยะด้วยเหมือนกัน ตอนนั้นมีกิจกรรมส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเอาขยะลงมาทิ้งด้านล่าง โดยจะได้หมวกเป็นของรางวัล แค่เอาขยะลงมา แล้วก็ถ่าย Selfy กับขยะ แล้วก็โพสในเฟสบุ๊ค แล้วทางอุทยานฯจะส่งหมวกมาให้ แต่เราลืมไง ถ่ายแล้วลืมโพส หมดเขตไปซะงั้น



หาทางกลับไปพิษณุโลก จะตกเครื่องบินมั้ยเนี่ย

ขอติดรถ :

หลังจากอาบน้ำเสร็จ เราก็มานั่งรอเผื่อมีคนที่ลงมาแล้วจะกลับไปที่ชาติตระการ หรือพิษณุโลก รอแล้วรออีก จนเที่ยง ครอบครัวที่ชวนเรากลับพิษณุโลกด้วยก็ยังไม่เห็นวี่แววเลย เดาว่าพวกเขาน่าจะเพิ่งออกจากลานสนมั้ง และแล้วก็มีแก็งค์นึงที่เขาลงมาแล้ว เราก็ไปขอร่วมเดินทางด้วย เขาบอกว่า เดี๋ยวเขาจะต้องกลับไปที่พิษณุโลก ไปกับเขาก็ได้ แชร์ค่ารถกัน แต่ว่ารถที่เขาเหมาไว้จะมารับตอนบ่ายสามโมงนะ คิดในใจบ่ายสามเลยหรอ เราบินไฟต์ 1ทุ่ม ออกเดินทางจากนี่ไปพิษณุโลกให้ถึงก่อน หกโมงคงไม่ทันแน่ๆ แต่ก็ตอบตกลงไปก่อน ดีกว่าไม่มีรถออกไปจากอุทยานฯ

โชคช่วย :

เรานั่งคำนวนเวลาว่า ถ้าไปที่ชาติตระการ ต้องไปให้ถึงก่อนบ่ายสอง ต้องออกจากอุทยานฯตอนเที่ยงครึ่ง แต่ถ้าตรงไปพิษณุโลก ต้องออกเดินทางจากนี้อย่างน้อยบ่ายสอง ยังไงก็ไม่มีทางทันแน่นอน ไหนจะต้องไปจัดการกับน้ำหนักกระเป๋าที่เกินมาอีก

จู่ๆ พี่วินก็โทรเข้ามา พี่แกบอกว่า เมื่อเช้ามีรถตู้เข้ามาส่งนักท่องเที่ยว แล้วขากลับลุงคนขับแกไม่มีนักท่องเที่ยวกลับด้วย ถ้าน้องจะกลับมาที่ชาติตระการติดรถแกมาก็ได้ อาจจะให้ค่าน้ำมันแกสัก 200 ก็พอ ดีกว่ากลับแบบรถว่างๆ แกจอดรออยู่แถวนั้น ลองเดินหาดูนะ

โอ้ยยยยดั่งฟ้ามาโปรด พี่เป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาเลยนะ ถ้าไม่ได้เจอพี่ตอนขามาเราคงไม่ได้กลับแบบโชคช่วยแบบนี้ เรารีบเดินหาลุงแกเลย จากที่นั่งซึมๆว่าจะกลับไปไม่ทันไฟต์บิน พอเราเจอลุงรถตู้ ลุงแกก็รีบออกรถเลย เราก็รีบเดินไปบอกแก็งค์ก่อนหน้าว่าเราได้รถออกไปแล้ว เราขอกลับก่อนนะ

รถทั้งคันมีแค่เรากับลุง โดยปกติแกจะคิดรอบละ 800 บาท แต่แกขอเราแค่ 200 บาท เป็นค่าน้ำมันแล้วกัน เห้ยถึงแม้ว่า 200 บาทจะแพงไปสำหรับค่าน้ำมัน แต่สำหรับเราในวันนั้นมันคุ้มมากที่จะลงทุน ไม่งั้นไม่ทันเครื่องบินแน่ๆ ลุงบอกอีกว่าลุงรอนานแล้ว กะว่าถ้าเกินเที่ยงครึ่งลุงจะออกมาแล้ว แล้วลุงก็ถามว่าต่อจากนี้จะไปยังไง เราก็บอกลุงไปว่าจะต้องไปขึ้นเครื่องตอน1 ทุ่ม ต้องไปถึงสนามบินตอนหกโมง แกก็คำนวนเวลาให้เราทันทีเลย ว่าจะต้องไปถึงชาติตระการกี่โมง แล้วก็โทรเช็ครอบรถประจำทางให้เรา ดูลุงน่าเป็นคนมี Connection ในแวดวงการขนส่งของที่นี่

ที่นี้ลุงบอกว่าต้องรีบไปแล้ว ต้องไปให้ถึงรอบรถก่อนบ่ายสอง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาเดินทางจากอช.ไปที่คิวรถประมาณ 1.30 ชั่วโมง ซึ่งก็ดูเวลาแล้วต้องขับให้เร็วกว่าเดิม ต้องใช้เวลาประมาณ 1 - 1.20 ชม.เพื่อไปให้ถึงคิวรถ แต่ถึงตรงนี้แล้วยังจำเมฆก้อนเมื่อเช้าได้มั้ยคะ นั่นแหละค่ะ ฝนตกลงมาหนักมากๆ แต่ลุงก็ยังไม่ลดความเร็ว เราคือแบบโคตรลุ้น ลุ้นทุกโค้ง รถลุงก็เก่าๆ ฝนก็ตกหนัก ถนนก็ลื่น โคตรน่ากลัวเลย แล้วเราก็ไม่ได้คาดเข็มขัดด้วย นั่งชิดขอบหน้ารถเลย แต่ก็ยังไม่อยากพลาดรถรอบก่อนบ่ายสอง เอาวะ โคตรตื่นเต้นเลย

ลุงพยายามโทร Check คิวรถอยู่ตลอดทางว่ารถออกแล้วหรือยัง ลุ้นมาก ใจเราเต้นตึกตัก ฝนก็ตกหนัก พอพ้นจากพื้นที่ที่เป็นเขาแล้ว ลุงก็โทร Check อีกรอบ ปรากฏว่ารถออกไปแล้วจ้าาาาา แต่ว่าลุงแกบอกว่าจะไปส่งที่รถเลยนะ ลุงจะขับตามรถประจำทางไปส่งเรา แต่ขอค่าน้ำมันอีกร้อยนึงนะ เราตอบตกลงโดยไม่ได้คิดเลย ไปเลยค่ะลุงงงงงงง แล้วลุงก็ขับรถตามหารถประจำทาง ไปได้สักสิบกว่าโลได้ เราก็เห็นรถประจำทางจอดรออยู่ โอ้ยยยยดีใจมากๆ สรุปให้ลุงแกไป 300 บาท พร้อมทั้งขอบคุณลุงแกยกใหญ่ ขอบคุณคนขับกับป้ากระเป๋าด้วยที่จอดรอเรา ถือว่าโชคช่วยสุดๆไปเลย ตื่นเต้นมาก เหตุการณ์ตอนนั้นมันเกิดขึ้นไวมากอ่ะ

เราต้องนั่งรถประจำทางไปที่พิษณุโลก เราไปถึงขนส่งพิษณุโลกเวลาประมาณเกือบๆ ห้าโมงได้ เรารีบจัดการเอาของที่น้ำหนักเกินออก แพ็กใส่กล่องแล้วส่งผ่านรถทัวร์มาที่หมอชิต ในราคา 100 บาท แล้วอีกวันค่อยไปเอาที่หมอชิต ค่ารถก็คงไม่เกิน 200 บาท รวมๆแล้ว 300 บาท ดีกว่าไปซื้อโหลด 20 Kg เพื่อที่จะให้วางกระเป๋า 8 Kg เรื่องนี้ก็จบไป

จากขนส่งพิษณุโลก เราต้องเดินทางต่อไปที่สนามบิน เราใช้บริการวินมอไซต์ ในราคา 120 บาท เราขู่น้องวินว่ารีบไปนะ ไปให้ถึงก่อน 6 โมงนะ เดี๋ยวพี่ตกเครื่องบิน ฮ่าๆๆๆ น้องเขาก็ขับไวมาก แต่ว่าน้องไม่เคยไปสนามบินมาก่อน อ่าวแย่ละสิ แต่ก็ต้องขอบคุณเทคโนโลยีสมัยนี้นะ เราเลยต้องเปิด Google map แล้วก็บอกทางน้อง เมฆฝนยังตามเรามาติดๆ มืดมาเลย มาทางสนามบินเลย ต้องลุ้นอีกแล้วว่าจะเปียกฝนมั้ย ทริปยังมีอะไรที่ตื่นเต้นกว่านี้มั้ย และแล้วเราก็ไปถึงสนามบินอย่างปลอดภัยและทันเวลาและไม่เปียกฝน แต่ขากลับไปขนส่งของน้องวิน น้องน่าจะเปียกนะ ^^

เรากลับถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ ได้เห็นหน้าพ่อแม่แล้วก็สบายใจ แต่ความจริงก็ยังคงเป็นความลับอยู่นะ

ก่อนจบรีวิวนี้ขอขอบคุณ

พี่วินมอไซ์ ที่อ.ชาติตระการ ที่ช่วยเราทั้งขาไปและขากลับ (เสียดายเราไม่ได้เมมเบอร์ไว้)
ลุงรถตู้ ที่ช่วยพาเรากลับทันรอบรถประจำทาง
ลุงคนขับรถประจำทางและป้ากระเป๋ารถ ที่จอดรถรอรับเรา
น้องวินมอไซต์ที่ขนส่งพิษณุโลก ที่่ส่งเราทันเวลาและไม่เปียกฝน
เจ้าหน้าที่อุทยานที่แบ่งข้าวจานใหญ่ให้เรา
ขอบคุณตัวเองที่กล้าออกเดินทาง "คนเดียว"

ขอให้ทุกคนเดินทางปลอดภัยนะคะ


ความคิดเห็น