ABC April 2019 (Annapurna base camp) รีวิวโดย Journey Eater

ทริปจบนานแล้วแต่ชั่งใจอยู่ว่าจะเขียนใน Readme ดีมั้ย เอาเป็นว่าเขียนสักหน่อยแล้วกันค่ะ มาช้าดีกว่าไม่มา Trip นี้วางแผนเป็นครึ่งปี ไปถึงหน้างานผิดแผนไป 50% มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เป็นช่วงเวลาที่ดีเลย และไม่คิดว่ามันจะสนุกขนาดนี้ การเดินทางไปประเทศนี้ในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ของเรา ซึ่งตั้งใจว่าจ

ABC April 2019 (Annapurna base camp)

ABC April 2019 (Annapurna base camp)

 วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2562 เวลา 17.08 น.

 วันที่เดินทาง 5 เม.ย. 2562

ทริปจบนานแล้วแต่ชั่งใจอยู่ว่าจะเขียนใน Readme ดีมั้ย เอาเป็นว่าเขียนสักหน่อยแล้วกันค่ะ มาช้าดีกว่าไม่มา

Trip นี้วางแผนเป็นครึ่งปี ไปถึงหน้างานผิดแผนไป 50% มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เป็นช่วงเวลาที่ดีเลย และไม่คิดว่ามันจะสนุกขนาดนี้

การเดินทางไปประเทศนี้ในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ของเรา ซึ่งตั้งใจว่าจะไปรู้จักประเทศที่แสนจะชิวนี้ให้มากขึ้น ชิวมากๆ ชิวยังไง

-เป็นประเทศที่มีระเบียบไว้เป็นแนวทาง ไม่จำเป็นต้องทำตามก็ได้ lol
-เป็นประเทศที่ไม่ค่อยสะอาด แต่ตั้งแต่ไปจนกับมาไม่เห็นแมลงสาบหรือหนูเลย
-เป็นประเทศที่บีบแตรรถใส่กัน แต่ไม่โกรธกันเลย
-เป็นประเทศที่วัวมีอิสระมากๆ จะนอนกลางถนนก็ได้ซะงั้น
-เป็นประเทศที่ต่อราคาซื้อของได้เมามันส์มาก
-เป็นประเทศที่คนบนเขาแข็งแรงมากๆ วิ่งเล่นกันบนเขาแบบไม่เหนื่อยเลย ยอมใจจริงๆ
-เป็นประเทศที่ทำอาหารช้ามาก จนต้องเล่นไพ่รอ แต่กินเสร็จปุ๊ปเก็บจานปั๊ป ไวมาก
-การขับรถของเขามี Style สุดๆ

แล้วไปแล้วไปทำอะไรบ้าง ^^
เราใช้เวลาทั้งหมด 13 วันอยู่ที่ประเทศเนปาล 2 วันสำหรับการเดินทางจากไทยไป-กลับ Kathmandu 2 สำหรับเดินทางจาก Kathmandu ไป-กลับ Pokhara
8 วันสำหรับการ Trekking ไป Annapurna Base Camp (ABC)

ระหว่างทางเกิดเรื่องราวมากมาย ทั้งเจอเพื่อนใหม่ซึ่งเป็นคนไทย เคมีเข้ากันสุดๆ ไปเลน อายุก็ไร่เรี่ยกัน ทริปหน้าคงมีการรวมตัวไปอีกแน่ๆ

ทั้งการฝึกร่างกายให้สามารถปรับสภาพกับสภาวะอากาศน้อยได้ ไม่ให้เกิดอาการ AMS ฝึกยังไง Guide แนะนำว่าให้กินน้ำเยอะๆ กินข้าวเยอะๆ นอนให้พอ อย่ากินแอลกอฮอล์ แค่นี้ก็พอ ยาไม่ต้องกิน ถ้ากินต้องกินน้ำมากกว่าเดิม 3เท่า เราเป็นคนเชื่อคนง่าย จัดไปแบบversion ฝึกตนแบบไม่พึ่งยา

การใช้ภาษาอังกฤษสื่อสาร ต้องบอกเลยว่าไม่เก่งอังกฤษเลย แต่สำหรับคนที่นี่ใช้คำศัพท์พื้นฐาน กับgramma ที่ไม่ถูกต้องเอาซะเลย เขาก็เข้าใจเรานะ รอดมาได้เพราะมั่วๆเอา

วันแรกที่ไปถึง Kathmandu ต้องไปฟังบีฟจาก Guide ก่อน Office ของเขาอยู่ในระแวก Thamel ต้องเข้าไปในตรอกเล็กกกๆ(เสียงสูง) แค่ทางเข้าก็น่ากลัวมากแล้ว และต้องเดินขึ้นบันไดไปที่ชั้น 2 เรากับเพื่อนอีก 4 คนซึ่งเป็นผู้หญิงทั้งหมด ขึ้นไปเจออาบังนั่งกันอยู่เต็มห้อง ผนังห้องทาด้วยสีฟ้า มีหน้าต่าง บานใหญ่ 1 บาน อยู่ด้านในสุด มีไฟไม่กี่ดวงเปิดอยู่น่ากลัวมากๆ เราลงไปนั่งที่เก้าอี้ ทำใจดีสู้อาบัง เอ้ยสู้เสือ Guide ก็เข้ามาต้อนรับอย่างดี เชิญให้นั่ง เอาแผนที่เส้นทาง ABC ให้และเริ่มต้นอธิบาย

Guide เป็นคนเนปาล นั่นหมายความว่าเขาจะอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ วิชามารภาษาอังกฤษที่เราเรียนรู้กันมาตั้งแต่อนุบาลได้ใช้แล้ววันนี้แหละ 55555 ช่วยๆกันฟัง ก็พอเข้าใจได้อยู่นะ

ฟังจบไปได้ซักพัก ก็มีคนกลุ่มตัวใหญ่กลุ่มนึงเดินเข้ามาอีกใน Office ซึ่งเป็นกลุ่มคนไทย คุยกันเสียงดังมาเลย อย่างกับทัวร์จีน มาเที่ยวแบบนี้ต้องคุยทักทายกันหน่อย คุยไปคุยมาเอ้า เดิน ABC ด้วยกันหนิ วันเดียวกันด้วย และ Guide ก็เป็นคนคนเดียวกัน สนุกล่ะสิ ต้องมาร่วมทริปกันคนไทยในต่างแดน ตื่นเต้นรอเลย

แต่เรื่องเพื่อนใหม่ไว้ทีหลัง เรือง Shopping นี่เรื่องใหญ่มาก เพราะที่นี่เป็นแหล่ง Shopping ของนัก Trekking ทั้งหลาย แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์เลยก็ว่าได้ เพราะมีขายทุกอย่างทุกยี่ห้อ แต่เป็นของก็อปที่ทำเนียนมาก มาจากหลายแหล่งการผลิต แต่สวนใหญ่คนขายจะบอกว่ามาจากจีน ฮ่าๆ ส่วนราคาก็ถูกกว่าของแท้ 2-4 เท่าเลยก็ว่าได้ นอกจากจะถูกแล้วยังต่อราคาได้อี๊กกกกก (เสียงสูงมากๆ) เรากับเพื่อนๆต่อกันแบบเมามันมากๆ ได้ของถูกๆมาเพียบ



คนนี้เพื่อนเราเอง ชื่อทราย จริงๆแล้วเป็นพี่เราปีนึง แต่นางอนุญาตให้ปีนเกลียวได้ เลยจัดไปเลยละกัน ตั้งแต่รู้จักกัน ก็ชวนกันไปเดินป่าครั้งแรกที่ผาหินกูบ จันทบุรี หลังจากนั้นก็หลงไหลการท่องเที่ยวแบบนี้ เข้าป่าเข้าดงไปเรื่อย จนทริปนี้เป็นทริปล่าสุด เป็นการเดิน Trekking ที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยเดินมาเลย ที่เข้ากันได้ดีก็เรื่องเที่ยวนี่แหละ ชอบเที่ยว ไปที่ไหนก็สนุก

Kathmandu เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมเป็นของตัวเอง มีเสน่ห์เป็นของตัวเอง ลักษณะคือเป็นบ้านปูนกึ่งไม้ ไม้ตรงวงกลบ หน้าต่าง ประตู มีไม้ค้ำเชิงชาย รวมๆแล้วมันดูเก่า รกร้าง ถ้าให้มาคนเดียวตอนกลางคืนคงหลอนหน้าดูเลย แต่เขาก็อยู่กันได้นะ

รูปนี้ถ่ายยากมาก เพราะต้องคอยหลบรถ รบคนผ่านไปมาตลอด แต่ก็ยังมีความพยายามในการถ่าย คนเนปาลที่ผ่านไปมาก็มองกันใหญ่ว่าคนบ้าสามคนนี้มันทำอะไรกัน ฮ่าๆๆๆ แต่เราก็ตั้งใจถ่ายกันมากๆ พอได้รูปที่พอใจแล้วถึงรู้ตัวอีกทีว่ามีคนมองอยู่ แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรและยิ้มให้เป็นสัญญาณว่า ฉันเห็นนะว่าเธอทำอะไรกัน


คนนี้คือพี่นก พี่ที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนด้วยกัน นางเป็นหัวหน้าเราอีกที การมาเที่ยวกับหัวหน้าครั้งนี้เป็นอะไรที่แปลกมากๆ ไม่เคยเห็นพี่นกในบุคลิกที่ผ่อนคลายแบบนี้ แถมเข้ากับเพื่อนใหม่ได้สบายมากๆ สนิทกันเหมือนรู้จักกันมานา

ก่อนมาบอกให้นางออกกำลังกาย เดินหรือวิ่งก็ได้ แต่นางก็ไม่ทำสักอย่าง กลัวว่านางจะเดินไม่ไหว เพราะนี่เป็นการเดินขึ้นเขาของนางครั้งแรก แล้วต้องมาเดินติดต่อกันยาวนานถึง 8 วัน เป็นห่วงว่าจะเดินไม่ไหว แต่นางแอบทำ Squat กับ Sit up มาอยู่นะ แล้วตอนสาวๆ (ฮ่าๆ ) นางเคยวิ่งฮาฟมาราธอนมา ถือว่าประวัติดีมากๆ ทำให้ทริปนี้ของพี่นกผ่านไปได้ฉลุย

มาเนปาลจะไม่เห็นสิ่งนี้ก็ไม่ได้เพราะมีอยู่เต็มไปหมด มนตร์เสน่ห์ที่พอจับมาคู่กับบ้านเก่าๆแล้วทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาถ่ายรูปเก๋ๆ ได้เป็นอย่างดีเลย ก็คือ ธงมนตร์ สีสันสดใส่ ถูกพิมพ์ลวดลายเป็นภาษาธิเบต เราจะเห็นธงมนตร์ได้ทุกที่ในเนปาล โดยเฉพาะบนเขา กับสะพาน เห็นแล้วรู้เลยว่าที่นี่คือเนปาล

ในวันถัดมา เป็นวันที่ 2 ของการอยู่ที่เนปาล เราต้องเดินทางจาก Kathmandu ไป Pokhara Gang เรากับGang เขาก็ต้องเดินทางไปด้วยกันในรถตู้คันเก่าๆ ยางล้อรถหมดอายุ และคนขับดูเหมือนจะอินกับ Fast 7 อยู่ แหม่เล่นทำเอาตื่นเต้นตลอดทางเลย

แล้วในวันที่3 ของการอยู่ที่เนปาล วันแรกของการเดิน Trekking เรานั่งรถตู้คันเดิมออกจาก โรงแรมใน Pokhara เพื่อที่จะไปที่จุดเริ่มเดินที่ Nayapul แต่เมื่อคืนฝนตกหนักมากๆ ทำให้ถนนที่จะไป Nayapulพัง พังนี่หมายถึงกลายเป็นโคลนตมทั้งหมด ทำให้รถติดหล่มกันเป็นแถวยาวมากๆ Guide จองเราเลยตัดสินใจให้เราเดินไปประมาณ 1 km. เพื่อที่จะไปขึ้นรถ Jeep ที่แกติดต่อไว้ ซึ่งเป็นรถที่จะออกมาส่งนักท่องเที่ยวที่ออกมาจากเส้นทาง ABC แต่ก็มาติดแง็กออกไม่ได้เหมือนกัน คล้ายๆกับเป็นการสลับรถกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ฉลาดมากๆ เราเสียเวลากันไปเยอะ Guide เลยตัดสินใจอีกครั้งให้เราไปเริ่มเดินที่ Hille ซึ่งตอนนั้นก็เป็นเวลาเที่ยงแล้ว เราเลยพักกินข้าวกันที่นี่

หลังจากท้องอิ่มเราก็เดินเท้าขึ้นบันไดจาก Hille ไปที่พักที่แรกบนเส้นทาง ABC ที่ชื่อว่า Ulleri วันนั้นฝนตกหนักมากๆ และ 1 ในทีมของเราเกิดอาการไม่ดีเลย เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกของการเดิน Trekking ของพี่เขา พี่เขาชื่อจอย พอเริ่มสนิทกันมากๆ ก็พากันเรียกแกว่า เจ๊จอย เราตัดสินใจทิ้งเจ้จอยไว้กับเพื่อนใหม่ที่มีความเร็วในการเดินเท่ากัน และmessage บอกGuideว่าฝากดูเจ้จอยด้วย

เรามาถึง Ulleri พร้อมกับลูกหาบ 1 คน เมื่อลูกหาบส่งเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางก็ลงไปรับเจ้จอยขึ้นมา เจ้ขึ้นมาได้ถึงที่นี่แล้วน้องก็ดีใจมากๆค่ะ ^^

ตอนนั้นฟ้าก็ยังไม่เปิดซักที ก็เลยตัดสินใจเข้านอน พอรุ่งเช้าตื่นขึ้นมาเจออย่างจังเข้ากับ ภูเขาหิมะ ที่อยู่ด้านหลังสุด ดูเหมือนไกล แต่ใจเราไปอยู่ตรงนั้นแล้วนะ เรารีบล้างหน้า แปรงฟัน จัดของแล้วลงมานั่งจิบชาร้อนๆ กับเพื่อนใหม่ที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันอีก 7 วัน

เพื่อนใหม่เป็นอะไรที่แปลกมาก มันพูดกันเสียงดัง ทั้งที่อยู่ใกล้กัน บางคนเตรียมอุปกรณ์มาพร้อมมาก แต่บางคนมันเอากระเป๋ามาใบเดียว อายุไร่เรียกันกับเราและเพื่อนในทีม การกินอาหารเช้าร่วมกันในวันนั้น ทำให้เราได้พูดคุยกันมากขึ้น ทำให้รู้ว่าทริปนี้สนุกแน่นอน

เช้าวันที่ 4 ของการอยู่เนปาล และเป็นวันที 2 ของการ Trekking เราต้อง Trekking จาก Ulleri ไปที่ Ghorepani เดินบนทางบันไดหินแบบนี้ สวนกับม้าน้อยที่ใช้ในการขนของขึ้นลงเขา

เราพักกินข้าวกลางวันที่ Nangge Thanti ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 11 โมง เราเริ่มสั่งอาหาร เมนูคือNoodle Egg สั่งเสร็จก็รอจ้า รอแล้วรออีก ก็ยังไม่มา หยิบเสื้อกันหนาวกับแว่นตามาใส่รอเล่นๆ ท่ามกลางอากาศหนาวก็ยังไม่มา ออกมาถ่ายรูปกับม้าน้อยจนเสร็จแล้วก็ยังไม่มา โอ่ยนานจริง รอไปประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง อาหารที่สั่งไว้ได้แล้วค่ะ ไม่รอช้า หิวมากจนไส้จะขาด เขมือบแป๊ปเดียว หมดจ้า พร้อมออกเดินทางต่อนะ

ในที่สุดก็เดินถึง Ghorepani เราพักในบ้านที่วิวสวยมากๆ หลังจากได้วางของในบ้านแล้ว เราก็ออกมาเดินเล่น ซึ่งมีร้านค้าขายของ Local อยู่เยอะมากๆ เรากับทรายกับพี่นก ได้ถุงเท้ากับถุงมือที่ทำจากขนยักษ์ เอ้ย Yak หรือ จามารี มาคนละคู่ ลองใส่แล้วน่ารักมากๆ มือกับเท้าใหญ่มากๆ คืนนั้นเราลองใส่นอนดู เห้ยมันอุ่นมากนะ โดยเฉพาะถุงเท้า ของLocal นี่แหละของดี ไม่น่าล่ะประเทศไทยเองถึงได้ทำเป็น OTOP ของแต่ละจังหวัด


เช้าวันที่ 5 ของการอยู่เนปาล เป็นวันที่ 3 ของการเดิน Trekking วันนี้เรามีนัดกับดวงอาทิตย์และยอดเขาหิมะ ในเวลา 6 โมงเช้า เราต้องตื่นตั้งแต่ตี4 เพื่อเตรียมตัวให้ดูดีก่อนจะออกไปเจอตามนัด เราออกเดินเท้า ประมาณ 4.50 เช้าของวันนีี้เป็นวันที่ต้องเดินขึ้นไปที่ยอด Poonhill ที่ที่มีความสูง 3200 m.

ระหว่างทางบอกเลยว่าเหนื่อยมากๆ 3200m. อากาศน้อยมาก เรากับเพื่อนเร่งฝีเท้าไปให้เร็ว นำหน้าสมาชิกของกรุ๊ปเราทั้งหมด ประมาณว่าใครเดินไม่ทันฉันไม่สนใจเธอนะ ฮ่าๆ เดินตามตูด Guide ติดๆไปเลย Guide ก็เดินไวมาก พอมาถึงที่จุดซื้อตั๋ว ปรากฏว่ามีแค่เรากับเพื่อนทีเดินตาม Guide มา ฮ๋าๆๆๆ Guide ไปซื้อตั๋วแล้วบอกให้เรารอเพื่อนๆก่อน เด่วไปพร้อมกัน อ่ะ เราก็รอ รอได้สักพักเพื่อนก็มา พอเพื่อนมา เรากับเพื่อนก็เดินนำอีก ซึ่งคราวนี้เป็นการเดินตามลูกหาบที่ขอขึ้นมาด้วย แล้วเราก็ทิ้งห่างเพื่อนๆอีกครั้ง

ท้องฟ้าเริ่มสว่าง เรามองไปด้านหลัง เห็นยอดเขาหิมะมาตามนัด ยื่นตระหง่านรอเราอยู่แล้ว เห้ออออรอฉันก่อน ฉันกำลังขึ้นไป ตอนนั้นยิ่งรีบยิ่งเหนื่อย ยิ่งเหนื่อยยิ่งหายใจแรงจนเจ็บจมูกไปหมด หายใจเอาอากาศหนาวเข้าไปในปอด รู้สึกเจ็บมากๆ เหนื่อยจนพูดไม่ได้เลย

ไม่ไหวอ่ะพักก่อน อย่างน้อยก็พักแอพรอเพื่อนละกัน จุดพักจุดนั้นมีคุณยายกับคุณตายืนถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน เรามาแบบหอบแฮ็ก ใจเราอยากถามเขามากๆว่า อายุเท่าไรทำไมเก่งจัง เลยรวบรวมความกล้าแล้วก็ทักไป
เรา : Namaste! How are you?
คุณยาย: I am fine.
เรา : Where are you from?
คุณยาย : Malaysia.
เพื่อน : Can I ask your age? How old are you?
คุณยาย : Sixty one.
คุณยายตอบด้วยความมั่นใจ ในขณะที่เรากับเพื่อนหอบแฮ็กกันอยู่
เรากับเพื่อน :Wowww
แล้วคุณยายก็ชี้ไปที่คุณตาแล้วบอกว่า 'He is 63 years old'
เรากับเพื่อน :Wowwwwwwww You two very strong!!!!!!

ยอมใจเลย หลังจากถามทำให้เราเรามีแรงสู้ต่อ เอ้าไปต่อ เรียกลูกหาบที่มากับเราให้ไปต่อ ในขณะที่เพื่อนก็ยังมาไม่ถึง 55555

ในที่สุดก็ถึงงงงงงงง โอ้ยยยยยยย คนเยอะมากกกกกกกกก แต่เราไม่รอช้า รีบจัดแจงหยิบกล้องกับพร็อพที่เตรียมมาซึ่งก็คือธงชาติไทย ออกมาถ่ายรูป

ต้องบอกเลยว่าถึงแม้ว่าจะอยู่ไกลขนานนี้ก็ยังสวยมากๆ ดูสิ Annapurna South ที่เราจะเดินไปหา ยืนโดดเด่นเป็นสง่า มีท้องฟ้าสีฟ้าเป็นฉากหลัง มีหิมะสีขาวเป็นเครื่องประดับ มีปุยเมฆมาล่องลอยมากทักทาย และมีแสงอาทิยต์สาดส่องมาที่ยอดเขา ทำให้เห็นเป็นสีทอง สวยมากๆ เหมือนว่าแค่ยื่นมือออกไปก็สามารถสัมผัสได้แล้ว

วินาทีนั้นปลื้มใจสุดๆ จนน้ำตาจะไหล ที่ได้เห็นภูเขาหิมะด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต ต้องบอกเลยว่าการมองด้วยตาเปล่าของเรามันสวยกว่าในรูปมากๆ คุ้มค่ากับการพยายามเดินขึ้นมาจริงๆ



ต้องขอบคุณท้องฟ้าที่เปิดเมฆให้เราได้เห็น ยอด Annapura ที่ยิ่งใหญ่นี้ ซึ่งเมื่อวานแทบจะไม่มีหวังเลย ฟ้าปิดหมด มองไปเห็นแต่สีขาวๆ จน Guide ถามว่าถ้าฟ้าไม่เปิดพวกคุณจะขึ้นไปมั้ย แต่ทุกคนก็ตอบว่าขึ้น เพราะไหนๆก็มาแล้ว

นี่นางแบบเราเอง ทรายเองจะใครล่ะ บอกให้โพสท่าไหนทำได้หมด ดูเหมือนนางยืนอยู่ในสวรรค์มั้ย นี่คือสวรรค์บนดินชัดๆ ยืนถ่ายรูปคู่กับบรรดาหนุ่มๆ Annapurna ทั้งหลาย

ทุกคนที่มาบน Poonhill ไม่มีใครไม่ได้ภาพมุมนี้ไปแน่นอน เป็นมุมมหานิยมเลยนะ

เพื่อนๆขึ้นมาพร้อมกันหมดแล้ว หน้าตาเหนื่อยกันมาเฉียว (เราผ่านจุดนั้นมาแล้ว 555) แต่ต่อให้เหนื่อยเราก็จะชวนกันโดด พลาดไม่ด้กับการกระโดด โดดมันท่ามกลางคนเยอะๆแบบนี้นี่แหละ

ว่าแต่กระโดดยังไงให้พร้อมกัน ในเมื่อคนถ่ายก็เป็นคนนับให้ แต่ก็ยังไม่พร้อมกันอยู่ดี ภาพนี้ตลกมากๆ
พยายามอยู่หลายครั้ง ก็ไม่สำเร็จสักครั้ง แต่ก็ต้องพอไว้แค่นี้แหละ เพราะต้องเก็บเข่าไว้เดินลงบันได พอดีกับ Guide เรียกให้ลงแล้ว วันนี้การเดินทางยังอีกไกลมากๆๆๆๆๆ ต้องทำเวลาสักหน่อย

ขาลงเราก็ไปเจอคุณยายกับคุณตามาเลเซียอีกครั้ง ทีนี้เรากดถ่ายวีดีโอ คุณยายเลยจัดเพลงชาติมาเลเซียมาชุดใหญ่ไฟกระพริบเลย เดินลงไปด้วยร้องไปด้วย ดีนะไม่เต้นด้วย ยอมใจนางจริงๆ

ลองคิดดูสิว่าถ้าเราอายุ 61 เราน่าจะกำลังทำอะไรอยู่ อาจะอยู๋บ้านเฉยๆ หรือยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ แต่การออกมาเที่ยวแบบนี้ก็เป็นไอเดียที่ดีเหมือนกันนะ งั้นไว้อายุ 61 ปีเราจะกลับมาที่นี่ใหม่ดีกว่าเนาะ

หลังจากกินบรรยากาศที Poonhill เมื่อเช้าแล้ว เราก็ลงมากินข้าว และออกเดินทางต่อไปที่ Chuile

เราออกเดินขึ้นไปที่เนินเขาไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ สักพัก Guide หันมาถามว่า คุณรู้มั้ยว่า คำว่า Ghorepani ที่เป็นชื่อเมือง หมายความว่ายังไง ยังไม่ทันรอฟังคำตอบ Guide ก็เริ่มอธิบายต่อว่า เดิมๆเลย เมือง Ghorepani เป็นเมืองที่ไม่มีน้ำเลย การไปหาน้ำคือต้องใช้ม้า ขึ้นเขาไปหาบน้ำที่บนภูเขา มาใช้ที่เมือง Ghorepani จึงมีความหมายว่า การหาบน้ำจากภูเขาโดยม้า (เท่าที่จับใจความได้น่าจะอะไรประมาณนี้นะ)

เรามากับ Guide ของบริษัททัวร์ที่ชื่อว่า Incredible Trek and Tour ซี่งเป็นบริษัทของคนเนปาลเลย น้องที่รู้จักแนะนำเจ้านี้มา ด้วยความที่เราขี้เกียจหาต่อ เลยเอาเจ้านี้เลย หัวหน้า Guide ของเราชื่อ Krishna อายุ 38 แกบอกว่าแกเดินไป ABC มากกว่า 100 ครั้งแล้ว ด้วยความดื้อของพวกเราและเพื่อนใหม่ ตั้งฉายาให้แกว่า Big boss ฮ๋าๆๆๆ ดูจากบุคลิกแล้วก็ควรเรียกแบบนั้นแหละ

นอกจาก ฺBig boss แล้ว ก็มีผู้ช่วย Guide อีก 2 คน ชื่อ ดีป๊อก ทั้งคู่ คนนึงอายุ 21 อีกคนอายุ 22 วิธีการเขียนชื่อเป็นภาษาอังกฤษไม่เหมือนกันนะ คนนึงเขียนว่า Deepak อีกคนเขียนว่า Dipak เป็นภาษานาปาลีมีความหมายว่าแสง พ่อกับแม่ตั้งชื่อลูกเก๋มาก ตั้งว่าแสง แต่อาจจะมีความหมายลึกซึ้งมากกว่านั้น ก็คงเหมือนชื่อของคนไทยนั่นแหละ ที่มีความหมายในหลายๆด้าน

ต้องบอกเลยว่าวันนี้เป็นวันที่หนักหน่วงสำหรับเรามากๆ เรามีอาการปวดหัวมากๆ ไม่รู้ทำไม แต่ตอนที่ขึ้นไปที่ Poonhill ที่ความสูง 3200 ก็ยังรู้สึกสบายดีอยู่นะ หรือเราเริ่มจะเป็น AMS ห๊ะ ไม่นะ!!!! ก็ไม่ได้เป็นจริงๆนะ แค่เมื่อเช้าลืมกินกาแฟ เลยปวดหัวตุ๊บๆ

วันนี้นอกจากจะต้องเดินขึ้นPoonhillแล้ว เราก็มีแต่การเดินลงกันแบบมาราธอนยาวๆกันไปเลยจ้าาาาา เดินไปตามลำธารไปเรื่อยๆ เส้นทางนี้นักท่องเที่ยวเยอะมากๆ เดินกันขวักไขว่ บางคนเดินขึ้น แต่ส่วนใหญ่เดินลง

ช่วงวันสองวันแรกที่เส้นทางมีแต่ขึนกับขึ้นอย่างเดียว เพื่อนๆของเราที่เดินช้าตั้งชื่อแก๊งให้กับการเดินช้าของตัวเองว่า Gang Sloth , Sloth เป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้าาาาาาาาามากกกกกกกกก ฮ๋าๆ พอได้ยินชื่อแก๊งแล้วเราก็ตลก แต่ก็นึกดีใจเพราะว่าอย่างน้อยๆ คนที่เดินช้าก็มีหลายคน จะได้ไม่เหงา ไม่รู้สึกกดดัน

แต่ในวันที่ต้องเดินลงแบบนี้ Gang Sloth กลับเดินนำหน้าเราซะงั้น Skill ในการเดินลงของเรากับเพื่อนDrop ไปเลย แต่เราเดินลงช้ากันจริงๆ เพราะว่าก่อนมาเรามีอาการเจ็บเข่ากันทั้งคู่ จากการวิ่งมินิมารธอน

เส้นทางจาก Dhorepani ไป Chuile เราต้องเดินเรียบทางน้ำตก และลำธารไปเรื่อยๆ บางจุดของลำธารมีการสร้างสะพานให้เราเดินข้าม บางจุดก็มีธงมนตร์สีสันสดใสถูกผูกเอาไว้ตัดกับสีของก้อนหินแล้วดูสะดุดตา

เดินผ่านจุดๆหนึ่ง มีหินก้อนใหญ่ตั้งอยู่ริมทางเดิน ใต้ก้อนหิน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปนั่งได้ อีกฝั่งมีหินก้อนเล็กก้อนน้อยกระจายอยู่เต็มลำธารไปหมดแต่เมื่อเพ่งดูดีๆ ก้อนหินนั้นไม่ได้กระจายตัวอย่างไร้ระเบียบ แต่ถูกจัดวางอย่างตั้งใจ เรียงเป็นกอง จากก้อนใหญ่สุดถูกวางให้เป็นฐานด้านล่าง และวางก้อนที่มีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ ไปจนถึงก้อนที่เล็กที่สุดที่อยู่ด้านบนสุด มีกองหินแบบนี่อยู่ทั่วทั้งบริเวณ เป็นภาพที่เราไม่ค่อยถนัดที่จะถ่าย ถ่ายออกมาทีไรมันก็ดูยุ่งเยิง แยกไม่ออกว่าเป็นกองหิน หรือหินที่กระจายทั่วๆไป แต่ถ้ามองด้วยตาเปล่ามันก็สวยแบบแปลกๆ อธิบายไม่ถูก ฮ่าๆๆๆ

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งบนเส้นทาง ABC คือ ต้น โดโรเด็นดร่อน แหม่ เขียนทับศัพย์เป็นภาษาไทยนี่ยากมากเลยนะ ถ้าชื่อไทยก็คือ ’กุหลาบพันปี’

ตอนเจอครั้งแรก Big boss บอกว่า คือต้นไม้แห่งเส้นทาง ABC คุณจะเจอเจ้าต้นไม้นี้ตลอดทางเลย ด้วยความที่ทำการบ้านมา เลยรู้ว่าจะเจอเจ้ากุหลาบพันปีแน่ๆ เราก็รีบถามกลับไปด้วยความอยากอวดว่าฉันทำการบ้านมานะ แต่ฉันจะแกล้งถามคุณเฉยๆ เลยถามไปว่า ‘Is this the rose? ‘ นั่นไงปล่อยไก่ไปตัวเบ้อเลิ่ม Big boss ก็บอกเลยว่ามันไม่ใช่ Rose มันคือ ‘Rhododendron’ เอ้าทำไมอ่ะ ก็ที่ไทยเรียกว่า กุหลาบพันปีนี่นา มันก็น่าจะเป็นกุหลาบ ทำไมไม่มีคำว่า Rose อยู่ในชื่อของเจ้าต้นไม้นี้ล่ะ หน้าแตกหมอไม่รับเย็บเลย ตอนนั้นก็เลยลบความจำตัวเองเกี่ยวกับกุหลาบพันปี แล้วก็จำใหม่ทันทีว่ามันคือ Rhododendron

พอมาหาความรู้ต่อใน Google ถึงได้รู้ความจริง ว่า Rhododendron คือชื่อทางการ และกุหลาบพันปีคือชื่อไทย

ที่นี่คือ Sinuwa เป็นเช้าวันที่ 7 ของการอยู่เนปาล และเป็นวันที่ 5 ของการ trekking ทุกคนตื่นแต่เช้าเพราะว่า guide นัดกินข้าวเช้าตอน 6.00 😲 สำหรับเพื่อนๆหลายคนบ่นว่ากินไม่ลง เพราะมันไม่ใช่เวลาที่จะกินข้าวเช้าในวันปกติของเขา แต่สำหรับเราแล้ว นี่แหละคือเวลาปกติของฉัน ฮ่าๆๆๆๆๆ มีเรากับทรายที่กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย กินได้ทุกอย่าง แต่กินไม่ค่อยจะหมด

สิ่งที่ Big boss จะมาทำทุกครั้งที่เรากินข้าวกัน คือการเดินตรวจ ตรวจว่าเรากินข้าวกันหมดมั้ย ถ้ากินไม่หมด แกจะบอกว่าให้กินอีก กินอีกนิดนึง เด่วจะไม่มีแรงเดินขึ้น ABC นะ แล้วก็จะกดดันให้เรากินให้หมดจนได้ ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงที่แกบังคับให้กินให้หมดนะ แต่ปัญหามันคืออาหารที่เขาให้มามันเยอะมาก หลายคงคิดว่า ‘มากแค่ไหนฉันก็กินได้ทพวกเธอมันอ่อน’ ต้องอธิบายก่อนว่าคำว่ามากคืออะไร ถ้าคุณไปร้านอาหารกับเพื่อนสัก 5-6 คน แล้วสั่งข้าวผัดจานใหญ่มาจานนึง เพื่อให้เพื่อนทั้งหมดตักแบ่งกันกิน นั่นและค่ะ ข้าวผัดที่เราสั่งที่เนปาลสำหรับ 1 คน แต่สิ่งที่ได้มันสำหรับ 5-6 คน โห่ยยยใครจะไปกินหมด ถึงแม้ว่าจะอร่อยก็เถอะ แล้วBig boss ก็เชียร์ให้เรากินให้หมด สุดท้าย แบ่งให้คนอื่นกินด้วย แต่ก็ยังไม่หมดอยู่ดี ที่นี้ไม้ตายสุดท้ายคือ การอ้อน ‘Pleaseeeee I can not empty it , I really full now.’ Dipak กับ Deepak เริ่มมองหน้ากัน แล้วหันไปมอง Big boss สุดท้ายแกก็ยอม อิอิ ถึงจะไม่สวย ไม่อ่อนแอ แต่ต้องมีลูกไม้อะไรแบบนี้ติิดตัวไว้ใช้ยามจำเป็นนะ

พอกินข้าวกันเสร็จ จริงๆก็ควรจะเริ่มเดินกันได้แล้ว แต่...คนลำไส้ตรงอย่างเรากับเพื่อนที่มีฉายาว่า Mr.PK ก็แย่งกันเข้าห้องน้ำ ข้าศึกเข้าโจมตีอย่างกระทันหันและหนักหน่วง เป็นแบบนี้แทบจะทุกวัน แถมที่เลวร้ายมากๆคือ ห้องน้ำมีห้องเดียว...แย่ล่ะ ทีนี้ก็ต้องมาประเมินว่าใครปวดมากกว่ากัน อันนี้เรื่องคอขาดบาดตาย จะใช้ลูกอ้อนไม่ได้ล่ะ ถ้าเพื่อนปวดมากๆ ก็ต้องให้เพื่อนเข้าก่อน เด่วเพื่อนจะต้านทานข้าศึกไม่ไหว ฮ่าๆๆๆๆๆ

แล้วเพื่อนคนอื่นๆล่ะ ทำอะไร พวกลำไส้คดเคี้ยว อีกสองสามวันอาหารถึงจะเดินทางมาถึงทางออก ก็เริ่มออกกำลังกายกัน ยืดดดดดดดดเส้น ท่ามกลางภูเขาล้อมรอบ และอากาศหนาวๆ นำทีมโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างพี่บอล เป็นแบบนี้ทุ้กกกวัน

วันที่ 8 ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่เนปาล และเป็นวันที่ 6 ของการเดิน Trekking เราออกเดินทางจาก Sinuwa ไป Deureli ซึ่งเป็นที่พักที่ยังไม่ต้องทนความหนาวจากหิมะ เมื่อคืน Big boss อธิบายถึงเส้นทางที่เราต้องเดินในวันนี้ แกบอกว่า ถ้าผมบอกให้รีบเดินก็ต้องนีบเดินนะ เพราะว่าเส้นทางนี้อันตราย มีหินถล่มบ่อยๆ และเคยมีคนเสียชีวิตบริเวณนี้ด้วยนะ ดังนั้นเชื่อฟังผมนะ

ได้ยินแบบนั้นแล้ว ก็สบายใจ เอ้ย...โดยปกติแล้วถ้าได้ฟังแบบนี้จะกังวลมากๆ แต่ครั้งนี้รู้สึกเฉยๆ สบายๆ เพราะ1. เรารู้ว่าเรามี Guide คอยช่วยเราอยู่ 2.มีเพื่อนไปด้วย ถ้าตายก็คงตายด้วยกัน ไม่น่าจะเหงา ฮ่าๆๆ 3.ถ้าตายก็ทำประกันไว้แล้ว แถมมีบริการส่งบอดี้กลับบ้านด้วย ล้อเล่น.... แต่ก็อาจจะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆนะ

เดินมาเรื่อยๆ บรรยากาศรอบด้านเริ่มเปลี่ยนเป็นต้นไม้ต้นเล็กๆ ,ไม้พุ่ม และหญ้าแห้งๆ สีเหลืองทอง บนภูเขาเองก็ไม่มีต้นไม้ล่ะ เพราะความสูงที่เพิ่มขึ้น และอากาศไม่เหมาะสมสำหรับการเติบโตของต้นไม้ เดินไปได้ไม่นานก็ไปเจอกับถ้ำ จริงๆจะเรียกถ้ำก็อาจจะไม่ถูก มันเป็นก้อนหินใหญ่ๆ ที่ยื่นออกมา ให้คนสามารถเข้าไปนั่งพักอยู่ใต้ก้อนหินได้ แต่ด้านบนของหินมีลวดลายที่ถูกแกะสลักไว้เป็นหยักๆ เหมือนฟันปลา Big boss บอกว่าที่นี่เป็นถ้ำ Yeti ไม่รู้ว่าแกพูดจริงพูดเล่น เพราะแกพูดแล้วก็ทำหน้ายิ้มกลุ้มกลิ่ม

แต่พอไปนั่งพักแล้วมองออกมา จังหวะดรมากๆ ฟ้าเปิดให้เราได้เห็นภูเขาหินที่ยืนโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงหน้าเราเลย ก็อดไม่ได้ที่จะควักกล้องออกมาถ่ายรูปในจังหวะดีๆแบบนี้

เรามาถึงที่พักที่ Deurali ได้อย่างปลอดภัย ตามคำแนะนำของ BIg boss แกบอกให้ไปก็ไป ให้พักก็พัก ไม่คิดอะไรมาก ไม่กังวลอะไรทั้งสิ้น

ที่พักที่นี่ตั้งอยู่บนไหล่เขา จะให้นึกภาพง่ายๆก็คือ ด้านหลังของที่พักติดกับภูเขา แต่อีกด้านหนึ่งเป็นหน้าผา ด้านล่างเป็นแม่น้ำมีชื่ิอว่า Modi Khola ต้นน้ำมาจากธารน้ำแข็งที่ละลายจากบนภูเขา จากที่ที่เรากำลังจะเดินทางไปนั่นเอง

พอไปถึงไม่รอช้า อาบน้ำเลยจ้า รีบอาบรีบเสร็จจะได้ไม่หนาว หลายคนที่ยังไม่เคยมาอาจจะสงสัย หนาวขนาดนี้อาบน้ำได้ด้วยหรอ ได้สิ เพราะว่าเขามีบริการน้ำอุ่น ในราคาที่เราจ่ายได้ เริ่มที่ 100rs ในพื้นที่ที่ไม่สูงมาก จนมาถึงที่นี่ค่าน้ำอุ่นอยู่ที่ 200 rs หรือ 60 บาท น้ำอุ่นได้ยังไง ได้จากการต้มด้วย Gas หุงต้มธรรมดาๆนี่แหละ โดยจะมีเครื่องเปิดปิด Gas อยู่ในห้อง ให้เราสามารถปรับอุณหภูมิได้ บางที่เอาถังGas ไว้ในห้องน้ำเลย น่ากลัวโคตร แต่บางที่เขาก็ไม่ให้เราปรับเองนะ ต้องบอกเขาให้เขาปรับให้

Deurali ในตอนเย็น อากาศหนาวมากๆ หนาวจนต้องหยิบเอาเสื้อพระจันทร์ เอ้ยย เสื้อดาวน์ มาใส่ (ขอเล่นหน่อยจะได้ไม่เครียด) เมฆหมอกกำลังเลยเข้ามา แสงอาทิตย์ก็ค่อยๆหายไป เพือ่นเจอมุมที่เรียกว่าสวยมากๆ นางเลยเรียกให้เราไปถ่ายรูปให้ แต่คนในนี้คือเราเอง เป็นการแลกเปลี่ยนที่ให้เรามาถ่ายรูปให้ คือการถ่ายรูปให้เรา


วันที่ 9 ของการอยู่เนปาล วันที่ 7 ของการเดิน Trekking วันนี้แหละ เราจะได้ไปที่ ABC กัน ปีนี้เป็นปีที่โชคไม่ดีเลย ABC ถูกทำร้ายโดยมวลสารของหิมะที่ลงมาถล่มจนที่พักพังทั้งหมด ฺBig boss เลยพาเราไปนอนที่ MBC แล้วเดินขึ้นไปถ่ายรูปเล่นที่ ABC กัน จากนั้นก็ลงมานอนที่ MBC

วันนี้เราก็ออกเดินทางกันแต่เช้าเหมือนเคย เส้นทางจาก Deurali ไปที่ MBC เริ่มเป็นหิมะเกือบทั้งหมด ต้นไม้ที่เห็นอยู่กลายร่างเป็นสีน้ำตาลหมดแล้ว ไม่รูว่าถ้ามาในฤดูใบไม้ผลิมันจะกลับมาเป็นสีเขียวหรือป่าว น่าสงสารมันจังเลย ^^

อุปกรณที่จำเป็นสำหรับเดินบนหิมะแบบชิวๆ ก็คือ Crampon มีลักษณะเป็นยางที่มีเหล็กเป็นซีแหลมๆถูกร้อยเข้าด้วยกันกับยางด้วยโซ่อะลูมิเนียม ใส่แล้วเดินเหินสบายเลย จะกระโดดยังได้ แต่Guide ผู้แข็งแกร่งของเราเสียสละ Crampon ของตัวเองให้กับเพื่อนๆผู้หญิงของเรา ช่างเป็นคนดีจริงๆ แล้ว พวกเขาก็เดินแบบชิวๆ ได้นะ โดยไม่มี Crampon แข็งแกร่งจริงๆ

รองเท้าที่เตรียมไปควรเป็นรองเท้ากันน้ำ เพราะหิมะก็คือน้ำแข็งปั่น ขึ้นมาเกาะที่รองเท้าเรานิดนึงก็ละลายแล้ว แล้วรองเท้าเราก็จะเปียก แล้วลองนึกดูว่า เราต้องเดินบนน้ำแข็งปั่นแบบนี้ทั้งวัน รองเท้าก็จะชุ่มช่ำ แล้วเท้าเราก็จะหนาวมากๆ ดังนั้นรองเท้ากันน้ำช่วยได้จ้า

อีกอย่างนึงสำหรับคนอ่อนแออย่างเราที่ต้องมีเลย ก็คือ Trekking pole ใช้Trekking Poleจิ้มหิมะก่อน แล้วค่อยดึงตัวเองเดินหน้าไป มันจะทำให้เราไม่เหนื่อย หรือเหนื่อยน้อยลง

เราเดินบนทางที่เป็นหิมะตลอดจนถึง MBC หิมะที่พร้อมจะละลายเสมอ ด้านนึงเป็นภูเขาหิมะ อีกด้านนึงเป็นเหวหิมะ คงไม่มีทางให้เลือกเดินมากนัก ต้องเดินหน้าต่อไป อย่างระมัดระวัง คราวนี้เพื่อนผู้ชายที่ไม่มี Crampon เสียสละตัวเองให้ผู้หญิงเดินนำไปก่อนเพื่อให้เส้นทางเป็นขุยมากขึ้น พวกนางจะได้เดินแล้วไม่ลื่น ก็ช่วยๆกันไปเนาะ ไปให้ถึงฝั่งฝัน

หิมะสีขาว แสงแดดตกลงมากระทบ แล้วสะท้อนเข้าตาเป็นอะไรที่แสบตามาก รู้สึกได้เลยว่าม่านตาเราปรับให้เล็กสุดๆแล้ว แต่ก็ยังแสบตาอยู่ดี แว่นตากันแดดช่วยคุณได้นะ โดยเฉพาะแว่นตาที่เป็น Polarize นอกจากจะกรองแสงแล้วยังทำให้คุณเห็น Detail รอยหยักต่างๆ บนหิมะได้ด้วย เหมาะกับคนที่ต้องถ่ายรูป เรามาหาซื้อที่ Nayapol แบบไม่มีให้เลือก แต่พ่อค้าน่ารักมาก เลยซื้อมาในราคา 800 rs ประมาณ 240 บาท ถูกกว่าบ้านเราเยอะมากๆ

ป้ายบอกว่าถึงแล้วนะ MBC แต่ดีป็อกบอกว่าต้องเดินไปทางนี้อีก 15 นาที โอ้ยเมือไรจะถึง

ยิ่งสูงอากาศยิ่งน้อย อากาศยิ่งน้อยก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งเดินก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งเหนื่อยก็ยิ่งพักบ่อย เรียกให้ Guide พักบ่อยมากๆ เดินนิดเดียวก็เหนื่อยแล้ว แถมมีอาหารหิวข้าวด้วย หิวแบบหิวมากๆ หิวจนโวยวาย ว่า "หิวข้าว!!!!!" เราตะโกนออกไปแบบนั้นเลย แต่ว่า Guide คงไม่รู้เรื่อง พอหิวหนักๆเข้า ตะโกนคำว่า " I'm hungry" ที่นี่แหละรู้เรื่องเลย พอไปถึง MBC Big boss เดินมาถามว่าหิวข้าวมากมั้ย แหม่ไม่น่าถาม โวยวายมาเป็นชั่วโมงแล้วนะ Boss

Big boss จัดซุปกระเทียมมาให้ แกบอกว่ามันช่วยปรับร่างกายให้ไม่เป็น AMS ได้ เราชอบกระเทียมมากๆ กินแล้วรู้สึกมีแรงขึ้นมาเล

พออิ่มจากซุปกระเทียมแล้ว เราก็พร้อมออกเดินทางไป ABC แล้ว ระหว่างทางฟ้าเปิดให้เราได้เห็นทั้ง Machhapuchhare ที่อยู่ด้านหลัง และ Annapurna south ที่อยู่ด้านหน้า เป็นภาพที่สวยมากๆ



เมื่อได้เห็นภูเขาน้ำแข็งที่ยิ่งใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าแล้ว เรานึกในใจเลยว่า เรามาได้ถึงขนาดนี้เลยหรอวะ เรามีแรงขนาดนี้เลยหรอเนี่ย เรานี่ก็ยังแข็งแรงอยู่เนาะ คงไปได้อีกหลายที่ ฮ่าๆ เดินมาหลายวัน มันคุ้มมากๆ คุ้มกับการลงแรงไปจริงๆ

เรากับเพื่อนๆ กระโดดโลดเต้นกันใหญ่ถ่ายรูปกันมุมโน้นมุมนี้ ถ่ายมาได้หลายรูปเลย ถ่ายไปถ่ายมา รู้สึกว่าเหนื่อยมากๆ หายใจแรงมากๆ ทำให้นึกขึ้นได้ว่าเรากำลังยืนอยู่ที่ความสูงมากกว่า 3700 m. แต่นั่นไม่ทำให้เราหยุดกระโดดโลดเต้นกัน เรายังคงถ่ายรูปกันอย่างเมามัน

พวกลูกหาบของทีมเราทั้งหมด 8 คน ก็เดินมากับเราด้วย พวกนางวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน เล่นขว้างหิมะกัน ปีนขึ้นไปที่สูงๆ แล้วสไลด์ลงมาหาเราที่ด้านล่าง จากนั้นก็ขึ้นไปใหม่ ดูแล้วสดใสร่าเริงกันมากๆ แล้วตัดภาพมาที่เรา...เดินนิดเดียวหัวใจเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่าง เหนือยใจจะขาด

การเม้าส์กับลูกหาบเป็นอะไรที่ตลกมากๆ ตัวจี๊ดเลยชื่อ ราเชนดร้า เป็นผู้ชายนะ นางอายุ 19ปีเอง อีก 7วัน (นับจากวันที่เราอยู่ MBC ) จะเป็นวันเกิดของนาง ฮ่าๆ บอกทำไมไม่รู้ แต่เราก็ HBD ไปล่วงหน้าเลย ราเชนดร้าตลกอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นคนสูงๆ ผอมๆ หน้าแกกว่าวัย ฮ่าๆๆ มองหน้าก็ตลกแล้ว

มีช่วงนึงระหว่างที่กำลังเดินขึ้นไปABC ราเชนดร้าเดินนำหน้าเรา แล้วจู่ๆนางก็พูดว่า Uh huh แล้วก็พูดแบบนี้อีกหลายครั้ง ทั้งๆที่ไม่มีใครคุยกับนางเลย หรือความสูงจะทำให้นางเสียสติ ก็ไม่น่าใช่นะ ทนไม่ไหวแล้วนะ เลยตัดสินใจถามไปว่า Why you always say Uh-huh ? นางเลยตอบว่า Uh-huh ..... เราคือแบบ What??????? เนี่ยแหละความตลกของ ราเชนดร้า

Machhapuchhare ใครตั้งใจจะมาที่นี่แล้วไม่รู้จักเขาลูกนี้นี่ถือว่าไม่ได้เป็นเซียนแฟนพันธ์แท้นะ เขาลูกนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า Fish Tale คือถ้ามองจากที่ไกลๆอย่างที่ Poonhill หรือที่ Pokhara จะเห็นเป็นรูปหางปลานั่นเอง พอได้เข้ามาใกล้ๆ หางปลามันขยายออกใหญ่มาก ถ้าเป็นปลาจริงๆ คงเป็นปลาตัวใหญ่มากๆ อาจจะใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ ทั้งเมืองเลยก็ได้

ตอนที่กำลังเดินขึ้นมา มีนักท่องเที่ยวจากเกาหลี เป็นลุงที่น่าจะอายุราวๆ 50 กว่าๆ พูดภาษาอักฤษไม่ได้ (เพราะเราถามแกไป แกไม่ตอบ) ทำแขนเป็นสัญลักษณ์กากบาท พร้อมกับทำปากเบะ จากนั้นก็ชี้ไปที่ท้องฟ้า แล้วก็ทำโบกมือเหมือนบ้ายบาย แต่ความหมายที่แกอยากจะบอกกับเราคือ อย่าขึ้นไปเลย ฟ้าไม่สวย ฟ้าปิด ซึ่งตอนนั้นมันก็ปิดจริงๆ

แต่เชื่อมั้ยว่า หากเราเชื่อมั่นอะไรสักอย่างว่ามันจะเป็นไปได้ ถึงแม้เปอร์เซ็นความเป็นไปได้มันจะน้อยมากก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายมันก็จะเป็นแบบที่เราเชื่อ ก่อนออกเดินทางจาก MBC ไปABC ฟ้าปิดมากๆ เมฆไหลมาตามช่องเขา จาก Deurali ปิดยอดเขาทุกลูกที่เราได้เห็นก่อนที่จะเดินมาถึง MBC กินข้าวก็แล้วแต่ฟ้าก็ยังไม่เปิดซักที เราเลยยกมือไหว้ ขอพรจาก Buddha ที่เราสร้างเป็นภาพพระพุทธเจ้าปางสมาธิขึ้นมาในหัว "ขอให้ฟ้าเปิดด้วยเถอะนะคะ ลูกมาที่นี่อาจจะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย เพราะกำลังทรัพย์ลูกมีเท่านี้ เปิดฟ้าให้ลูกด้วยเถอะนะคะ สาธุ " ถ้าได้เห็นภาพที่เรายกมือพนมขอให้ฟ้าเปิดอาจจะขำได้ เราอาจจะดูเหมือนเป็นคนบ้า แต่เราก็เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าฟ้าจะเปิด

หลังจากที่สวนกับคุณลุงเกาหลีแล้ว ไม่นานฟ้าก็เปิดให้เราได้เห็นทั้งยอด Machhapuchhare ทั้ง Annapurna south หรือแม้กระทั่ง ดวงอาทิตย์ ที่รู้สึกได้ว่าอยู่ใกล้เรามากๆ ดวงใหญ่มากจริงๆ

รออะไรละ ถ่ายรูปกันสิเพราะอาจจะเปิดแค่ไม่กี่นาทีนี้ก็ได้นะ ทุกคนรีบถ่ายรูปกันใหญ่ รูปโน้นรูปนี้ ถ่ายไปเหนื่อยไป แต่ก็ไม่มีใครยอมใครเลย

เนี่ยคือเราเอง กระโดดได้ไม่สูง เราอ้วน เข่าไม่ดี กางเกงรัดอีกต่างหาก ฮ่าๆๆๆๆ อย่างที่บอก ฟ้าอาจจะเปิดได้ไม่นาน จะถ่ายอะไรก็รีบถ่าย รีบมากจนลืมไปเลยว่าตั้ง Speed shutter ต่ำเกินไป ทำให้จับภาพขาและแขนไม่ทัน เบลอมาเลยเชียว

ABC ชื่อเต็มๆคือ Annapurna Base Camp ความหมายก็ตามชื่อคือ เป็น Camp ที่ตั้งอยู่ที่ฐานหรือเชิงเขาของ Annapurna เขา Annapurna มีหลายลูกนะ แต่ก็จะมีชื่อเรียกลงท้ายต่างออกไป มี Annapurna I ,II, III และ South ทั้งหมดนี้รวมถึงยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกอย่าง Everest ก็ตั้งอยู่ในเทือกเขาที่มีชื่อว่า "หิมาลัย" เรื่องจริงนี้ใครไม่รู้ก็คงเป็นคนที่.......สุดๆ
(อยากให้ช่วยเติมคำในช่องว่างให้หน่อย ^^ )


อีกสักรูปกับการโอบกอดเขา Annapurna south , ถ้าถามว่ารู้ได้ไงว่าเป็น South คำตอบคือก็ดูในแผนที่ไง ต้องขอบคุณเทคโนโลยี และบุคคลที่มาบุกเบิกที่นี่ มันทำให้คนรุ่นหลังอย่างเราๆ ทำอะไรได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ยิ่งสมัยนี้ทุกคนต่างก็มี Smart phone กัน การจะดาวน์โหลดแผนที่ที่เป็น off line ไว้ใช้ในที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพย์แบบนี้ มันเป็นเรื่องง่าย และควรทำเป็นอย่างยื่ง เพื่อน Mr.PK แนะนำให้โหลด Map.me มาใช้ซึ้งมันเป็น App ที่ดีมาก ดีตรง Off lineได้เนี่ยหละ และสามารถรู้ได้เลยว่าเราอยู่ที่ไหน ดีมากจริงๆ


ถึงแล้ววววว ป้ายNamaste ในตำนาน ใครที่มาที่ ABC ต้องถ่ายกับป้ายอันนี้ให้ได้ ไม่งั้นมาไม่ถึง ต้องบอกเลยว่าคนมาที่นี่เยอะมากๆ กว่าเราจะได้ถ่ายรูปหมู่อย่างที่เห็น ต้องรอให้คนอื่นๆ เขาถ่ายให้อิ่มหน่ำก่อน

ความรู้สึกตอนนั้นคือ กูทำอะไรลงไปวะ กูอยู่ที่ไหนว่ะเนี่ย กูมาที่นี่ได้ไง กูฝันป่าววะ มันเป็นอะไรที่ดีมากๆ รู้สึกภูมิใจในตัวเองยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูกเลย ได้แต่ถ่ายรูปแบบงงๆ ในหัวสมองว่างเปล่ามากๆ ตอบคำถามตัวเองไม่ได้ จะร้องไห้ก็ไม่มีน้ำตาเพราะมันหนาวมากๆ ฮ๋าๆ มันเป็นความสำเร็จที่ไม่อยากจะเชื่อว่าร่างกายในระดับ 0 m. จะขึ้นมายืนร่วมกับเพื่อนๆ ที่ความสูง 4130 m. ได้

ความกังวลที่พกมาด้วยก่อนเดินทางมาที่นี่ ได้หายไปหมดแล้ว และพร้อมที่จะเดินทางไปให้สูงกว่าเดิม

เรากับเพื่อนๆ ใฝ่ฝันว่าอยากมานอนที่ ABC แต่ช่วงเดือนมีนาซึ่งเหลือเวลาอีก 1 เดือนก่อนออกเดินทาง มีข่าวออกมาว่า ABC โดนหิมะถล่มใส่บ้านพังทั้งหมด ซึ่งทำให้เราไปนอนที่นั่นไม่ได้ เราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมไปนอนไม่ได้ มันต้องมีที่ที่นอนได้บ้างสิ หรือไม่ก็ซ่อมสิ เหลือเวลาอีกตั้งเดือน ทำไมไม่ซ่อมล่ะ แล้วก็คอยถาม Big boss แทบจะทุกอาทิตย์เลยว่า บ้านซ่อมเสร็จยัง แต่คำตอบที่ได้คือ ยังไม่เสร็จ จนวันนี้ได้มาเห็นสภาพความเสียหายด้วยตาตัวเอง มันทำให้เราคิดใหม่เลย คิดว่า ฉันนอนที่นี่ไม่ได้หรอก ฮ๋าๆๆๆๆ ฉันไปนอนที่ MBC นั่นแหละดีแล้ว เพราะสิ่งที่เห็นอยู่มันเป็นแค่กองไม้กับสังกะสี แล้วจะให้ไปนอนตรงไหนได้ล่ะ

น่าสงสารเขาเหมือนกันนะ บ้านที่อยู่กันมาตั้งหลายปีดันมาพังซะได้ คงใช้เวลาอีกไม่น้อยเลยในการที่จะทำให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิม หรือเป็น New ABC ก็ตามเถอะ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้กับเจ้าของบ้านทุกๆหลังนะคะ

พวกเราพักกินน้ำชาร้อนๆกันที่บ้านหลังนึงซึ่งสภาพก็พังเหมือนกัน แต่ก็พอจะเข้าไปนั่งกินชาได้อยู่ ที่พักเนี่ยก็เพราะรอให้ฟ้าเปิด แต่คงหมดเวลาสนุกแล้วสิ วันนี้คงทำได้ดีแค่นี้แหละ พรเราคงหมดแล้ว นั่งพักจนกินน้ำชาหมดแก้ว Guide ชวนไปดู Glacier อ่ะไปก็ไป

เดินผ่าน Guest house ที่พักมาอีกไม่ไกลก็เจอกับธารน้ำแข็งหรือว่า Glacier ขนาดใหญ่มากๆ ถ้าละลายทั้งหมด เมืองปลายน้ำอาจจะกลายเป็นทะเลสาบได้เลย เราขอยกให้เป็น the Great Glacier เลยแล้วกัน แต่จริงๆแล้วที่นี่มีชื่อว่า South Annapurna Glacier ถ้าดูจากแผนที่ Glacier นี้ทอดตัวยาวถึง Annapurna I เลยนะ ธรรมชาติยิ่งใหญ่เสมอ

เช้าวันสุดท้ายที่ Kathmandu ก่อนจะกลับไทย เราตื่นแต่เช้ากินข้าวเช้า แล้วไปเดินเล่นที่ตลาด Asan Market
ต้องบอกก่อนเลยว่าที่นี่โคตรวุ่นวายเลย ถนนมีทั้งคน และรถ แม้แต่ในตรอกเล็กๆ คนเนปาลก็ยังสามารถขับรถเข้าไปได้ ขอคารวะในความสามารถพิเศษนี้ แต่ในเมื่อมีรถ ก็กลัวว่ารถจะไปชนคน คนขับก็เลยบีบแตรเพื่อส่งสัญญาณบอกให้รู้ว่า “มีรถมานะ หลบหน่อยๆ” และไม่ได้บีบแค่ครั้ง 2 ครั้ง บีบจนกว่าคนจะหลบทางให้ บีบตลอดทางเลยก็ว่าได้ และบีบกันทุกคัน ถ้ามาทำแบบนี้ในไทยคงลงมาทะเลาะกันไปแล้ว

#Asan #Market ให้อารมณ์เหมือนตลาดสดบ้านเรา ต่างกันตรงที่พ่อค้าแม่ค้าจะเป็นคนติดดิน หมายถึงวางของขายกันแบบติดดินกันไปเลย ทั้งผักสดไปจนถึงเสื้อผ้า ส่วนราคาก็อยู่ในระดับติดดินเหมือนกัน ไม่ต้องเสียเวลาต่อราคาให้เหนือยเหมือนใน Thamel

อย่างที่บอกว่าขายของกันติดดิน แม้แต่ร้านน้ำชาเองก็เถอะ นางก็นั่งขายกันแบบติดดินเลย ลูกค้าที่มากินก็นั่งเก้าอี้เล็กๆ เหมือนที่บ้านเราเอาไว้นั่งซักผ้า

ไหนๆ ก็มาแล้วลองชิมซักหน่อย “3 cups of tea please” คนละแก้วกับเพื่อนอีก 2 คน กรรมวิธีในการชงเท่าที่ดูแล้วไม่น่ายาก แม่ค้านางตักจากอีกหม้อนึงไปอีกหม้อนึง แล้วก็คนๆๆๆๆๆ แล้วก็ตักมาเพิ่มอีกจากอีกหม้อนึง แล้วก็คนๆๆๆๆ แล้วก็ตักจากอีกหม้อนึงแล้วก็คนๆๆๆๆ โอ้ยยยย งงมั้ยล่ะ ไม่ยากแต่งงมาก

ระหว่างรอชาได้นั่งข้างๆหนุ่มเนปาล เลยได้คุยกันนิดหน่อย เป็นคำถามทั่วไปที่เขาสนใจอยากจจะรู้จากชาวต่างชาติอย่างเราว่า เรามาจากไหน ‘Are you come from Malaysia?’ 😂 ‘I come from Thailand’ หลายๆคนที่นี่เดาว่าเราเป็นคนมาเลเซียกัน แต่บางคนก็เดาถูกว่าเราเป็นคนไทย เพราะหน้าตาคล้ายกับคนเนปาล ไม่สมเหตุสมผลเลย แต่ก็เดาได้ถูกต้อง

ถึงตาคนต่างชาติถามบ้างล่ะ ‘Are you going to work?’ ‘Yes’ ห๊ะ!!!! นี่มันจะสิบโมงแล้วนะ บ้านคุณเริ่มงานกันกี่โมงเนี่ย ยังมานั่งจิบชากันอยู่ได้ ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนบ้านเราป่านนี้แล้ว ต้องนั่งรายงานความคืบหน้าของงานอยู่แน่ๆ

และแล้วชาก็มา มันมีชื่อว่า Masala Tea เป็นชาที่ให้ความรู้สึกว่า ฉันมาถึงเนปาลแล้ว รสชาตินุ่มๆละมุนลิ้น มีกลิ่นหอมของชาและเครื่องเทศเบาๆ และมีอีกกลิ่นนึงที่ไม่น่าจะเข้ากับชานมได้ก็คือขิง แต่มันเข้ากันได้ดีมากๆๆๆเลย ชาแก้วนี้ราคา 20 Rs หรือ 6 บาทเท่านั้นเอง ฟินกันไปStyle เนปาล

จริงๆแล้ว Masala Tea ต้องกินกับ Gwaramari แต่เราดันมากินทีหลัง แต่ก็อร่อยเหมือนกันนะ Gwaramari เป็น รสชาติเหมือนปาท่องโก๋บ้านเรา แต่ Gwaramari มีหลายรสชาติใน 1 มิติ คือ มิติที่หวาน มีแบบไม่หวาน มีแบบหวานน้อย หวานมาก หวานมีเกร็ดน้ำตาลอยู่ด้านบน ฮ๋าๆๆๆ รวมๆแล้วก็เหมือนปาท่องโก๋อ่ะ เป็นขนมชนิดเดียวในเนปาลที่มีความชุ่มฉ้ำของน้ำมันอยู่ในขนม นอกนั้นแห้งมากๆ แม้แต่ขนมเค้ก แต่มันคงอร่อยในแบบเนปาลอ่ะ คนไทยอย่างเราเข้าไม่ถึงจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆ

Budda Stupa เห็นแล้วอาจจะนึกถึง Monkey Temple หรือ Boudha Stupa ที่มี Stupa ที่มีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่เป็นจุดเด่นของวัด

แต่ Stupa ในรูปนี้ตั้งอยู่ในย่านชุมชน ทางเข้าเป็นตรอกเล็กๆ ดูแล้วไม่น่าจะเดินเข้าไปแล้วเจอ Stupa ได้

แต่พอเดินเข้าไปแล้วก็ ว้าว ไม่ต้องนั่งรถไปไกล เราก็เจอ Buddha Stupa ได้

พอเข้าไปแล้วได้แต่ยกมือไหว้แล้วเดินออกมา เพราะไม่เข้าใจพิธีกรรมของเขาว่าต้องทำไงบ้าง แต่ก็อุ่นใจที่อย่างน้อยก็ได้ศักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว

ชมบรรยากาศการเดินทางของพวกเราได้ใน Youtube ตามลิงค์ด้านล่างนะ มี 4 EP ละเอียดมาก

และติดตามรูปสวยๆ (มั่ง) ของพวกเราได้ที่
https://www.facebook.com/Wideworldphotograpgy/





ความคิดเห็น