อิ น ต ะ ร ะ เ ดี ย . . . รีวิวครบ จบทั้งสี่เมืองต้องห้าม (พลาด) Jaipur, Udaipur, Jaisalmer และ Agra รีวิวโดย แสงจันทร์

#อินเดียเพลียไม่เพลียเดี๋ยวรู้ ความโหดของอินเดียหลายๆคนคงเคยอ่านผ่านตามาบ้าง การไปอินเดียครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่ต้องใช้ความกล้าพอสมควร กล้าที่จะไปเจอกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างต่างๆ เช่น ความสกปรก ไปเจอคนที่ดูน่ากลัว ไปเจอกับอาหารที่มีแต่กลิ่นเครื่องเทศ บลาๆๆๆ แต่...ในใจลึกๆเ

อิ น ต ะ ร ะ เ ดี ย . . . รีวิวครบ จบทั้งสี่เมืองต้องห้าม (พลาด) Jaipur, Udaipur, Jaisalmer และ Agra

อิ น ต ะ ร ะ เ ดี ย . . . รีวิวครบ จบทั้งสี่เมืองต้องห้าม (พลาด) Jaipur, Udaipur, Jaisalmer และ Agra

 วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เวลา 13.41 น.

#อินเดียเพลียไม่เพลียเดี๋ยวรู้

ความโหดของอินเดียหลายๆคนคงเคยอ่านผ่านตามาบ้าง การไปอินเดียครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่ต้องใช้ความกล้าพอสมควร กล้าที่จะไปเจอกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างต่างๆ เช่น ความสกปรก ไปเจอคนที่ดูน่ากลัว ไปเจอกับอาหารที่มีแต่กลิ่นเครื่องเทศ บลาๆๆๆ

แต่...ในใจลึกๆเราก็คิดว่ามันคงไม่มีอะไรโหดร้ายเสียทั้งหมดที่เคยอ่านมาหรอก ต้องมีส่วนดีบ้างแหละ เหมือนกับบ้านเราแหละที่ไม่ได้มีแง่มุมที่สวยงามเสมอไป อยู่ที่เราจะมองมากกว่าว่าอะไรดีไม่ดี


-----------------------------------------------------


การเดินทาง

ขาไป Donmuang >> Jaipur

ขากลับ Jaipur >> Donmuang


-----------------------------------------------------


กำหนดการเดินทาง

การเดินทาง ระหว่างเมืองเราเช่ารถยนต์เป็นหลังก และมีนั่งรถไฟด้วยหนึ่งเที่ยว การเดินทางภายในเมืองใช้บริการ Uber สะดวกและราคาถูก

เราจะไปเยือน "รัฐราชสถาน" โดยไปเมืองหลักๆสามเมืองคือ Jaipur, Udaipur, Jaisalmer และ รัฐอุตรประเทศอีกหนึ่งเมืองคือ Agra การเข้าประเทศอินเดียสำหรับคนไทยต้องขอวีซ่านักท่องเที่ยวก่อนเข้าเมือง ทำไม่ยาก ทำได้โดยผ่านสองช่องทางคือ ออนไลน์ และขอที่สถานทูตอินเดีย แนะนำให้ขอออนไลน์เพราะราคาถูกกว่ามาก

Day 10 : Bkk - Jaipur

Day 11-12 : jaipur - Udaipur

Day 13-14 : Udaipur - Jaisalmer

Day 15 : Jaisalmer - Jaipur

Day 16 : Jaipur - Agra

Day 17 : Jaipur - Bkk


-----------------------------------------------------


Day 1 : Jaipur (ชัยปุระ) - Udaipur (อุทัยประ)

เสียงรถวิ่งและเสียงกลุ่มคนที่กำลังคุยกันขณะออกกำลังกายยามเช้าทำให้ผมรู้สึกตัวตื่น ผมงัวเงียเหลือบไปมองดูนาฬิกาที่โทรศัพท์บอกเวลา 05.00 น. ซึ่งยังเช้าอยู่มาก นี่เป็นเวลาท้องถิ่นของเมือง Jaipur หรือที่คุ้นหูคนไทยว่า เมืองชัยปุระ รัชราชสถาน ประเทศอินเดีย ผมมาถึงสนามบินตั้งแต่เมื่อคืน ใชั้เวลานั่งเครื่องประมาณสี่ชั่วโมงกว่าจากประเทศไทย เราจะอยู่ที่เมืองนี้เพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น เพราะเป้าหมายแรกของเราคือเมือง Udaipur (อุทัยปุระ) เมืองที่ได้ฉายาว่า Venice of India

เวลา 06.35 น. เป็นเวลาที่เรานัดกับ มะฮาบิ คนขับรถ เพื่อเดินทางต่อ เราต้องออกกันแต่เช้าเพราะระยะทางจากที่นี่ไปยังเมือง Udaipur ค่อนข้างไกลพอสมควร ระยะแรกที่ล้อหมุนออกจากเมืองชัยปุระการสนทนาบนรถก็ดำเนินไปแบบเป็นกันเอง ต่างสอบถามเรื่องราวต่างๆของคนอินเดียกับมะฮาบิ เสียงเพลงจากลำโพงรถที่เริ่มบรรเลงในทำนองเพลงท้องถิ่น บวกกับบรรยากาศข้างนอกรถทำให้เราเริ่มซึมซับบรรยากาศของความเป็นอินเดียได้มากขึ้น


-----------------------------------------------------


Udaipur (อุทัยปุระ) "อุทัยปุระ เวนิสแห่งอินเดีย"

หลับๆตื่นๆในรถมาเป็นเวลาเกือบเจ็ดชั่วโมง เราก็มาถึงเมืองอุทัยปุระราวๆเกือบบ่ายสองโมง หลังจากที่เราเข้าเช็คอินที่โรงแรม DEVRAS NIWAS ซึ่งอยู่ติดกับ Pichola Lake วิวดาดฟ้าโรงแรมสามารถมองเห็นพระราชวังกลางน้ำได้แบบ 360 องศา เหลือเวลาไม่มากนักก่อนพระอาทิตย์ตก เราจึงเลือกไป Jagmadir Palace โรงแรมและคาเฟ่กลางน้ำ

หนึ่งในไฮไลท์ของเมืองอุทัยปุระนั้นก็คือ นั่งเรือชมแสงสุดท้ายที่ทะเลสาป Pichola แต่วันที่เรามาถึงนั้นแสงอาทิตย์ผลุบๆโผล่ๆต้องลุ้นกันแทบทุกนาทีว่าพระอาทิตย์จะโผล่มาให้เห็นไหม และแล้วช่วงเวลานั้นก็มาถึง เมื่อแสงอาทิตย์ทะลุผ่านเมฆสาดมากระทบกับ City Palace ฉาบเป็นสีทองสะท้อนผิวทะเลสาประยิบระยับสวยงามมาก


-----------------------------------------------------


Day 2 : Udaipur (อุทัยประ), City Palace and Pichola Lake

เช้าวันแรกที่เมืองอุทัยปุระ ด้วยความตั้งใจว่าจะตื่นเช้าเพื่อขึ้นไปสัมผัสแสงแรกของวันบนดาดฟ้าของโรงแรม แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะเมฆเยอะบรรยากาศอึมครึมมองไม่เห็นแสงอาทิตย์เลย จึงทำได้เพียงเก็บภาพบรรยากาศของ Pichola Lake แทน และเปลี่ยนใจชวนน้องอฟาฟไปเดินเล่นรอบๆโรงแรม

บรรยากาศเมืองอุทัยปุระตอนเช้าบริเวณเลียบทะเลสาปใกล้ที่พัก เต็มไปด้วยตรอก ซอยเล็กๆมากมาย สองข้างทางบ้านเรือนเป็นลักษณะห้องแถวเรียงต่อกันแออัดเหมือนเมืองใหญ่หลายๆเมือง แต่สิ่งที่ทำให้ที่นี่แตกต่างจากที่อื่นคงเป็นศิลปะแนวสตรีทอาร์ทที่สามารถพบได้ตามหน้าบ้านแทบจะทุกหลัง บ้างก็วาดเป็นรูปเทพพระเจ้าฮินดู บ้างก็เป็นรูปงานศิลป์แนวอินเดีย

ขณะที่เดินไปได้สักพักเสียง "Hello" ทักทายมาจากประตูหน้าห้องแถวหลังนึง คุณลุงท่านนึงกำลังส่งเสียงทักทายเรา พร้อมกับยิ้มให้เราอย่างอารมณ์ดี คุณลุงแนะนำตัวเสร็จสับชื่ออะไร อาชีพอะไรโดยที่เรายังไม่ได้เอ่ยปาก เสร็จแล้วก็ถามเรากลับ ก็โล้งเล้งโช้งเช้งไปตามอารมณ์ดีของแก ก่อนที่เราจะเดินจากแกไปคุณลุงแกก็บอกให้เราถ่ายรูปพร้อมกับจัดท่าทางให้เราเสร็จสับ แล้วแกก็ยิ้มมมมมม หลังจากถ่ายรูปตัวแกเองเสร็จ ก็ยังมีน้ำใจเรียกภรรยาที่อยู่บนชั้นสองให้โผล่หน้าออกมา พร้อมกับตะโกนเรียกเพื่อนบ้านที่กำลังจะเดินผ่านหน้าบ้านให้หันมายิ้ม แล้วให้เราถ่ายรูปอีกด้วย

จากเหตุการณ์นี้ทำให้ผมเริ่มมีความรู้สึกด้านบวกมากขึ้นกับคนอินเดีย ทำให้ผมเริ่มมองคนอินเดียในด้านที่เป็นมิตรมากขึ้น และทำให้ผมกล้าที่จะเดินทางในอินเดียในอีกหลายวันข้างหน้า

เวลาประมาณแปดโมงเช้า ผู้คนเริ่มทะยอยออกมานอกบ้านมากขึ้น ถนนทุกสาย หน้าบ้านและร้านค้าทุกหลังเริ่มครึกครื้นขึ้นเป็นลำดับ ผู้คนเมืองอุทัยปุระต่างก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติ ผมกับอฟาฟก็ใช้เวลานี้เดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ทำให้รู้สึกว่าเป็นอีกเช้าหนึ่งที่ไม่น่าเบื่อจำเจ ชีวิตมีรสชาติมากขึ้น

การเดินของเราในเช้านี้จบลงที่ท่าน้ำแห่งหนึ่ง ของทะเลสาป Pichola ซึ่งเป็นจุดที่คนที่นี่มาเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ บางคนก็มาเพื่อถ่ายพรีเวดดิ้ง นอกจากนี้ที่นี่ยังมีบริการซื้ออาหารเพื่อเลี้ยงนกพิราบอีกด้วย


Udaipur City Palace

City Palace คือ พระราชวังเก่าที่กลายมาเป็นโรงแรม และพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงประวัติแห่งพระราชวงอินเดีย วันนี้เรามีเวลาเพียงแค่ช่วงเช้าในการเข้าชมพระราชวัง เพราะช่วงบ่ายเราต้องย้ายไปยังอีกเมือง พระราชวังนั้นอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่เราพักมากนัก ใช้เวลาเดินเพียงไม่กี่อึดใจ อีกทั้งตลอดทางเดินยังเป็นร้านขายของฝากที่คอยบริการนักท่องเที่ยวตลอดทั้งสาย สามารถเลือกซื้อของฝากได้

ภายในพระราชวังสามารถชมได้เฉพาะในส่วนของพิพิธภัณฑ์เท่านั้น ข้างในประกอบด้วยห้องต่างๆมากมาย มีการตกแต่งที่วิจิตรตระการตาหลากหลายรูปแบบ โดยชั้นบนของพระราชวัง เมื่อมองลงไปด้านล่างสามารถชมวิวเมืองอุทัยปุระได้ในมุมสูง และอีกด้านสามารถมองลงไปยังทะเลสาปเพื่อชมความงามของพระราชวังกลางน้ำได้เช่นกัน

ห้องที่ถือว่ามีความสวยงามที่สุดของพระราชวังนี้คือ ห้องสีฟ้า ที่ทั้งห้องจะเป็นสีฟ้าทั้งหมดภายในยังคงมีการตกแต่งห้องให้ใกล้เคียงกับสมัยก่อน แต่ห้ามเข้าโดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าอยู่ตลอดเวลา เราสามารถถ่ายรูปได้จากมุมด้านนอก

เวลา 13.00 น. คือเวลาที่เรานัดกับมะฮาบิเพื่อไปยังเมือง Jaisalmer เมืองทะเลทรายแห่งอินเดีย


-----------------------------------------------------


Day 3 : Jaisalmer, Jaisalmer Ford and Thar Desert (จัยซัลแมร์ นครสีทองแห่งอินเดีย)

หลังจากออกจาก Udaipur มาตอนบ่ายโมงกว่า หลับๆตื่นๆในรถมาตลอดทาง จากเริ่มเดินทางตอนพระอาทิตย์อยู่กลางศรีษะ จนตอนนี้เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถที่กำลังวิ่งพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงไปเกือบจะมืดสนิท มองเห็นสองข้างทางเป็นเงาตะคุ้มเราก็ยังไม่ถึงจุดหมายสักที

เวลา 22.31 น. เกือบ 10 ชั่วโมงสำหรับการเดินทางวันนี้รถก็มาจอดหน้าโรงแรม Tokyo Palace (ชื่อทีแม้แม้แต่คนญี่ปุ่นเองยังงง) ขณะที่ก้าวเปิดประตูเพื่อลงจากรถ กลิ่นอายของเมืองทะเลทรายก็ต้อนรับเราด้วยลมร้อน ที่พัดเข้ามากระทบใบหน้า เราทั้งสี่คนจึงรีบเก็บกระเป๋าเข้าไปในโรงแรมทันที เพราะทั้งง่วงและเหนื่อยมาทั้งวัน

เมือง Jaisalmer อ่านออกเสียงว่า "จัยซัลแมร์" เมืองนี้ได้รับฉายาว่า นครสีทอง เนื่องจากเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ที่ราบกลางทะเลทรายธาร์ (Thar Desert) บริเวณใต้พื้นทรายส่วนใหญ่เป็นหินทราย ดังนั้นที่พักอาศัยเมืองนี้จึงทำมาจากหินทรายเกือบทุกหลัง ทำให้เมื่อแสงพระอาทิตย์สาดมายังเมืองจัยซัลแมร์ หินทรายทุกก้อนจะสะท้อนสีออกมาเป็นสีทองทั้งเมือง

แรกเริ่มเดิมทีของการจัดทริปเราลังเลใจที่จะเลือกเมืองนี้เป็นจุดหมายในการเดินทางมาอินเดีย เนื่องจากเมืองอยู่ไกลมากจาก Jaipur เพราะอยู่ตะวันตกสุดของแคว้นราชสถาน อีกทั้งสภาพอากาศที่ร้อนมาก (หนีร้อนมาร้อนกว่า) เนื่องจากเดือนที่เรากันคือเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 40-42 องศาเซลเซียส แต่เนื่องจากมนต์เสน่ห์ของเมืองที่ดูแตกต่างจากเมืองอื่นๆของอินเดีย ดึงดูดให้เราต้องเดินทางมาแม้ระยะทางจะไกล และสภาพอากาศจะร้อนขนาดไหน แต่เราก็เลือกเมืองนี้เป็นหนึ่งในสี่เมืองต้องห้ามพลาด


เช้าตรู่ของวันต่อมา เมื่อแสงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าทำให้สังเกตุทัศนียภาพของเมืองจัยซัลแมร์ได้ชัดเจนกว่าเมื่อวาน เป็นภาพที่แปลกตามมากสำหรับคนที่อาศัยอยู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำอย่างพวกเรา บ้านเรือนปลูกสร้างโดยอิฐที่ได้จากการตัดหินทราย จึงทำให้บ้านทุกหลังมีสีเป็นโทนเดียวกันหมด รูปทรงของบ้านส่วนใหญ่เป็นทรงสี่เหลี่ยม หลังคาบ้านไม่ได้มุงด้วยกระเบื้องหรือวัสดุอื่นใด แต่ปล่อยให้เป็นเหมือนดาดฟ้า มองจากแนวราบไม่พบตึกสูงไม่เกินห้าชั้น

สิ่งปลูกสร้างที่ตั้งตระหง่านเหมือนกำแพงขนาดยักษ์อยู่ใจกลางเมืองนั่นคือ Jaisalmer Ford สมัยก่อนเป็นป้อมปราการ แต่ปัจจุบันเป็นที่พักอาศัยของชาวบ้านนับร้อยหลังคาเรือน ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดของเมืองนี้

สำหรับวันนี้เราตั้งว่าจะเดินไปที่ Ford กัน เพราะอยากสัมผัสบรรยากาศของเมืองทะเลทราย

ข้างใน Ford แบ่งออกเป็นซอยขนาดเล็กหลายสาย ที่สามารถเดินทะลุถึงกันได้เกือบทั้งหมด ตลอดทางเดินมีร้านขายของฝากหลายร้านตั้งติดกันเป็นแพ โดยเฉพาะแกลลอลี่เล็กๆที่ีั่เราพบได้มากที่สุด

ตลอดสองข้างทางประกอบขึ้นจากผนังบ้านที่ปลูกติดกันไปเป็นแนวตลอด ดูเหมือนกำแพงขนาดยาวสีส้มอิฐ เราสามารถพบงานศิลป์บนกำแพงหรือผนังบ้านที่ถูกรังสรรค์จากศิลปินที่อาศัยอยู่ใน Ford มีทั้งภาพเทพเจ้าฮินดูอย่างพระพิฆเนศ หรือภาพวาดวิถีชีวิตของคนอินเดียสมัยก่อน

"วัดเชน" เป็นอีกหนึ่งสิ่งปลูกสร้างใน Ford ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้ามาชม ตัววัดสร้างจากหินที่ผ่านการแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง และข้างในยังเป็นที่สักการะขอพรสำหรับคนที่นับถือศาสนาเชน นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาถ่ายรูปและขอพรได้


สิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้คือการเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวบนกำแพงของ Ford เราสามารถมองเห็นเมืองจัยซัลแมร์ได้แบบ 360 องศา




Thar Desert ทะเลทรายแห่ง จัยซัลแมร์

สภาพอากาศเวลา 15.00 น. ของเมืองทะเลทรายร้อนระอุยิ่งกว่าเมืองไทยในหน้าร้อน รถ Jeep กลางเก่ากลางใหม่ที่จอดรอพวกเราที่หน้าโรงแรม เพื่อนำพวกเราและนักท่องเที่ยวคนอื่นๆไปยังจุดขึ้นอูฐ ปราศจากเครื่องทำความเย็นใดๆที่เราจะหวังพึ่งได้ในอากาศเช่นนี้ เราสี่คนพร้อมคนขับอีกหนึ่งเริ่มออกเดินทาง หน้าน้องบูมขึ้นนั่งประจำที่ข้างหน้ารถคู่กับคนขับ ในขณะที่เบาะหลังเราที่เหลือสามคนนั่งเบียดไปด้วยกัน

ขณะที่รถเพิ่มความเร็วขึ้นนั้น สภาพอากาศยิ่งดูแย่ลงกว่าตอนแรกเนื่องจากรถไม่มีแอร์เราจึงต้องเปิดหน้าต่างรถเพื่อให้มีอากาศหายใจ ลมที่พัดผ่านมาในตัวรถหอบเอาไอแดดเข้ามาตีประทะใบหน้าทำให้แสบร้อน ปากแห้งเป็นผงแม้จะทาลิปมันเพื่อป้องกันมาแล้วก็ตาม

ระหว่างทางคนขับจอดแวะให้เราชมหมู่บ้านแพะ ที่นี่มีบ้านคนอาศัยอยู่ไม่กี่หลังคาเรือนพร้อมกับแพะที่เลี้ยงไว้ สภาพแวดล้อมดูแห้งแล้งกันดารกว่าในเมือง บ้านแต่ละหลังปลูกง่ายคล้ายก่อด้วยหินทรายแล้วนำโคลนมาพอกทับเพื่อเป็นชวนความร้อนอีกชั้นหนึ่ง เราใช้เวลาเดินกันไม่นานเนื่องจากทนสภาพอากาศที่ร้อนเกินไปไม่ค่อยไหว

ใช้เวลาเดินทาง 45 นาทีเราก็มาถึงจุดสำหรับขึ้นอูฐ เพื่อไปยังที่พักแรมในทะเลทรายธาร์ สถานที่ที่เรามาถึงนั้นเป็นพื้นที่โล่งแจ้ง มีเพียงเพิงเล็กๆหนึ่งหลังสำหรับหลบแดด ที่นี่คือจุดขึ้นอูฐของเรา

อูฐที่เตรียมไว้หนึ่งตัวสำหรับนักท่องเที่ยวหนึ่งคน นั่งรอเรากลางแดดอย่างสงบเรียบร้อยพอได้เวลาไกด์ก็แจกน้ำเปล่าคนละขวด และให้สัญญาณบอกให้เราทะยอยขึ้นอูฐพร้อมกับนักท่องเที่ยวต่างชาติคนอื่นๆ


อากาศช่วงแรกบนหลังอูฐแสงแดดยังแรงอยู่มาก ต้องใช้ผ้าโพกหน้าตลอดลงมายังลำคอในขณะที่อูฐก็เดินตามกันเป็นแถวไปอย่างเชื่องช้า ผ่านที่ราบที่เต็มไปด้วยทราย และมีหญ้าขึ้นอยู่เป็นหย่อมเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วทั้งผืนทราย

อุณหภูมิเริ่มลดลงเป็นลำดับเมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำลง เวลาหนึ่งชั่วโมงที่เรานั่งบนหลังอูฐช่างยาวนาวมากในความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนที่เพิ่งจะขี่อูฐครั้งนี้ครั้งแรก ต้องเกร็งขาทุกครั้งที่อูฐไต่ลงเนินทราย หรือแม้กระทั่งขณะที่อูฐกำลังเดิน ขยับตัวก็ลำบาก

ถึงตอนที่ต้องลงจากอูฐผมหันไปสบตากับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง เราต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน เพราะตอนที่ขาเรากลับมายืนบนพื้นอีกครั้งหนึ่งนั้น ขามันสั่น ปวดเกร็งไปทั้งขา ยืนแทบไม่ไหว เหมือนผ่านการโดนฉีกขาจากโคชสอนลีลาศสมัยเรียนไม่มีผิด เป็นประสบการณ์ที่ผิดคาดจากที่คิดไว้หน้ามือเป็นหลังมือ การขี่อูฐไม่ใช่เรื่องสบายจริงๆ เราสรุปการเดินทางในใจเบาๆ

กลุ่มเราใช้เวลาอยู่ที่ทะเลทรายธาร์ถึงแค่ช่วงอาหารเย็นเท่านั้น นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นยังคงนอนในทะเลทรายต่อคืนนี้ ถือเป็นการตัดสินใจที่ดีมากที่เราเลือกกลับไปนอนโรงแรม เพราะทะเลทรายกลางคืนอากาศไม่ได้สบายอย่างที่คิด อีกทั้งแมลงกลางคืนก็เยอะคอยรบกวนตลอดเวลาที่นั่งพักทานข้าวเย็น



-----------------------------------------------------


Day 4 : Jaisalmer, City Palace - Jaipur

เช้าวันที่สองเรายังอยู่ที่จัยซัลแมร์ วันนี้เรามีเวลาถึงบ่ายสองโมง เพราะต้องต่อรถไฟกลับไปยังเมืองชัยปุระ เราจึงเลือกเดินชมเมืองไปยังทะเลสาปแห่งเดียวของเมืองทะเลทรายแห่งนี้ กัน ทะเลสาปมีชื่อว่า Gadisar Lake ปริมาณน้ำในทะเลสาปช่วงเดือนเมษายนเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย แต่ก็สามารถมองเห็นร่องรอยของน้ำตอนที่เยอะกว่านี้ได้

ในทะเลสาปมีกิจกรรมนั่งเรือถีบ (ไม่มีหลังคา) ให้นักท่องเที่ยวถีบชมบรรยากาศภายในทะเลสาป เราขอนั่งในร่มชมบรรยากาศก็เพียงพอแล้ว

เวลา 16.00 เรามาถึงสถานีรถไฟจัยซัลแมร์ เพื่อเตรียมเดินทางต่อ เวลา 17.00 น. เป็นเวลาที่รถไฟเริ่มเคลื่อนออกจากชานชาลา เนื่องจากยังเป็นต้นทางผู้โดยสารจึงยังไม่หนาแน่นมากนัก เราเลือกซื้อตั๋วชั้นโดยสารตู้นอนแบบมีเครื่องปรับอาการ (การจองรถไฟสามารถจองออนไลน์ได้เลย) ภายในเป็นเตียงสองชั้นโดยที่ชั้นบนสามารถนอนได้เท่านั้น ไม่เหมาะสมหรับจะนั่งคุยกันได้

เกือบ 12 ชั่วโมงที่เรานั่งรถไฟจาก จัยซัลแมร์ กลับมายัง ชัยปุระตื่นเต้นที่สุดก็ตรงที่เราไม่สามารถระบุได้เลยว่าสถานีที่รถไฟจอดนั้นคือสถานีอะไร เราต้องคอยหลับๆตื่นๆเพื่อมาเช็คจากกูเกิ้ลแมพตลอดเวลาว่ารถไฟถึงสถานีไหนแล้ว


-----------------------------------------------------


Day 5 : Jaipur (ชัยปุระ), Amber Fort and Nahargarh Ford

เมืองชัยปุระ ถือเป็นเหมือนหลักของรัฐราชสถาน มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย คนไทยส่วนใหญ่นิยมมาเที่ยวที่เมืองนี้กันอย่างไม่ขาดสาย ดังนั้นเราจะพบคนไทยที่เมืองนี้มากเป็นพิเศษ

โปรแกรมวันนี้เรากลับมาใช้บริการเช่ารถโดยมีมะฮาบิคนเดิมเป็นคนขับรถ จุดหมายแรกคือ Amber Fort ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ตัว Ford ตั้งอยู่บนเชิงเขาด้านหน้าเป็นบ่อน้ำ และแม่น้ำไหลผ่าน สามารถเดินขึ้นไปชม หรือจะใช้บริการขี่ข้างขึ้นไปชมก็ได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง

ประตูทางเข้า Ford เป็นที่นิยมในการถ่ายรูปมาก มีลวดลายภาพเขียนสีดอกไม้วิจิตรตระการตามาก จุดนี้ต้องใช้ความพยายามในการเข้าไปถ่ายรูปหน่อย เพราะคนรอถ่ายรูปกันเยอะมากพอสมควร

ด้านใน Ford แบ่งเป็นห้องเล็กๆมากมายเดินกันหลงทีเดียว แต่เนื่องจากแต่ละห้องไม่ค่อยมีอะไรให้ชมมากนัก เราจึงใช้เวลาเพียงสั้นๆในการเดิมชมก่อนจะกลับลงมาที่รถ



Panamena Step Well หรือบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ อยู่ไม่ไกลจาก Amber Ford สามารถแวะมาเที่ยวได้เลย ไม่เสียเวลามากนัก


-----------------------------------------------------


Nahargarh Ford ป้อมเก่าจุดชมพระอาทิตย์ตกเมืองชัยปุระ

Nahargarh Ford ถือเป็นจุดที่สามานั่งรถขึ้นมาชมวิวมุมสูงเมืองชัยปุระ และชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Amber Ford มากเท่าไหร่ แต่ทางเป็นทางขึ้นเขา แต่ไม่สูงหรือชันมากนัก

ข้างในนอกจากจะมีป้อมเก่าให้เราเข้าไปถ่ายรูปแล้ว ยังมีอาคารที่เคยเป็นที่พักของพระราชวงอินเดียสมัยก่อนให้เข้าไปชมอีกด้วย


-----------------------------------------------------


Day 6 - 8 : Jaipur - Agra, Tujmahal and Baby Tajmahal

เมืองชัยปุระยังมีจุดที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งมีความสวยงามที่อยากแนะนำนั่นคือ Jwahar Circle เป็นสวนสาธารณะอีกแห่งที่ชาวเมืองชัยปุระมาพักผ่อน และออกกำลังกาย

จุดเด่นอยู่ที่ซุ้มประตูขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า โดดเด่ด้วยการเพ้นท์ลวดลายและการลงสีที่ลงตัวได้แบบกลิ่นอายอินเดีย


-----------------------------------------------------

Jaipur City Palace

City Palace เป็นพระราชวังแห่งหนึ่งที่มีความสวยงามและโดดเด่นมากที่สุดแห่งหนึ่งในรัฐราชสถาน ค่าเข้าชมมีหลายราคา ซึ่งราคาที่ต่างกันหมายถึงการอนุญาตให้เข้าชมส่วนต่างๆของพระราชวังที่ต่างกัน โดยที่ Private Trip มีราคาแพงที่สุด (1000 บาท/คน) สามารถเข้าชมได้ทุกห้องของพระราชวัง ห้องที่ดึงดูดให้เราซื้อในราคานี้นั้นคือ ห้องสีฟ้าอันโด่งดังที่เรามักเห็นผ่านตาจากรีวิวที่อ่านก่อนจะมาอินเดีย

ระหว่างที่เราเดินผ่านประตูเข้ามา จะสังเกตเห็นอาคารลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม ตั้งอยู่กลางลานกว้าง ล้อมรอบด้วยกำแพงทั้งสี่ด้าน ด้านในอาคารเขียนลายทั้งหลังด้วยเส้นสีขาวตัดกับสีชมพูของพื้นหลัง โดดเด่นที่สุดโดยเฉพาะลวดลายที่เขียนบนเพดานด้าในอาคาร

เมื่อเลี้ยวเข้าประตูด้านซ้ายมือเข้ามา เราจะพบกับลานกว้างขนาดสี่เหลี่ยมจตุรัส มีประตูอันลือชื่ออยู่ทั้งสี่ด้าน เขียนลายและลงสีแตกต่างกันทั้งสี่ประตูตามฤดูกาลทั้งสี่ หรือที่นักท่องเที่ยวเรียกรู้จักกันในชื่อ "ประตูนกยูง"

"ห้องสีฟ้า แห่ง City Palace" นี่คือเหตุผลหลักที่เราตัดสินใจซื้อบัตรแบบ Private Trip เราใช้เวลากับห้องนี้กันนานพอสมควร เนื่องจากเป็นโซน Private จึงมีนักท่องเที่ยวขึ้นมาไม่ค่อยเยอะเหมือนโซนอื่น เราจึงไม่ต้องเร่งรีบมากนัก

ห้องนี้ใช้เป็นห้องสำหรับพักผ่อนในฤดูร้อน ของพระราชวงอินเดียในสมัยก่อน และนอกจากห้องนี้แล้วยังมีห้องสำหรับฤดูกาลอื่นๆที่สวยงามเหมือนกัน

โดยเฉพาะห้องฤดูหนาว ด้านในจะบุด้วยกระจกที่ผ่านกรรมวิธีพิเศษ ทำให้กระจกมีลักษณะสะท้อนแสงไปคล้ายกับฉาบด้วยปรอท ขณะที่เข้ามาชมห้องนี้เจ้าหน้าที่จะปิดประตูหน้าต่างทุกบานให้มืดสนิท แล้วจุดเทียนไว้กลางห้อง แสงเทียนที่เป็นแหล่งแสงสว่างเพียงแหล่งเดียว พริ้วไหวสะท้อนกระจกชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่บุไว้ทั้งห้อง สวยงามเหมือนแสงดาวที่กระพริบในคืนเดือนมืดสนิท


-----------------------------------------------------


Hawamahal หรือพระราชวังสายลม

"พระราชวังสายลม" เป็นพระราชวังที่สร้างไว้เพื่อเป็นที่อยู่สำหรับฝ่ายใน (เหล่านางใน) สมัยก่อน สาเหตุที่ต้องมีหน้าต่างเล็กๆมากมาย เนื่องจากทำไว้สำหรับให้เหล่านางในใช้ส่องดูผู้คนที่อยู่นอกวัง เพราะฝ่ายในไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากพระราชวัง จึงต้องมองลอดผ่านช่องหน้าต่างเท่านั้น และในขณะเดียวกันก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่อยู่ข้างนอกมองเห็นฝ่ายในด้วย จึงต้องทำหน้าต่างเล็กๆหลอกไว้มากมาย


-----------------------------------------------------

Autra Pradesh, Tujmahal

รัฐอุตตรประเทศ เป็นที่ตั้งของสิ่งมหัศจรรห์ของโลก Tujmahal ค่าเข้าที่นี่คนไทยสามารถนำพาสปอร์ตมาลดครึ่งราคาได้ ถือว่าเป็นสถานที่สำคัญที่ทุกคนต้องมาเยือนสักครั้งหนึ่งหากมีโอกาศมาอินเดีย ดังนั้นที่นี่คุณจะพบกับมวลมหาประชาชนอย่างแน่นอน

เป็นเช้าอีกวันที่เราต้องตื่นเช้าเพื่อนั่งรถจาก ชัยปุระ ไปเมืองอัคราเพื่อเข้าชม ทัชมาฮาล อนุสรณ์สถานแห่งความรักของ เจ้าชายขุร์รัม ต่อ พระนางมุมตัส พระมเหสีอันเป็นที่รัก ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ 4-5 ชั่วโมง

ทัชมาฮาล สร้างจากหินอ่อนทั้งหลัง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมุนา ด้านหน้าตกแต่งเป็นอุทยานตกแต่งประดับด้วยต้นไม้และน้ำพุ ข้างในมีหลุมศพจำลองสองอันตั้งอยู่ตรงกลางห้อง ล้อมรอบด้วยฉากหินอ่อนฉลุลายดอกไม้


-----------------------------------------------------

Baby Tujmahal

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมุนา ไม่ไกลจาก Tujmahal เท่าไหร่ คนน้อยสามารถมาเดินเล่นถ่ายรูปได้โดยสะดวก

เนื่องจากเรามีเวลาจำกัดจึงสามารถไปชมได้เพียง 2 แห่งเท่านั้น ก็ต้องตัดใจนั่งรถกลับเมืองชัยปุระ ระหว่างทางก็เก็บภาพวิถีชีวิตของคนอินเดียไปด้วยตลอดทาง



-----------------------------------------------------

บรรยากาศสองข้างทางขณะนั่งรถกลับจาก Agra


สุดท้ายนี้อินเดียสอนให้เรารู้ว่า อย่าเชื่อเพราะตาเห็น อย่าเชื่อเพราะคำคนอื่น แต่จงเชื่อในตัวเอง กล้าที่จะออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ ออกไปใช้ชีวิตที่แตกต่างบ้าง เพื่อเพิ่มพลังในการดำเนินชวิตต่อไป #แสงจันทร์

-----------------------------------------------------

ความคิดเห็น