"พระมือขาด" เรื่องสยอง ในพระบรมธาตุนครศรีฯ รีวิวโดย อาร์ม อิสระ

หลายท่านที่เคยมาจังหวัดนครศรีธรรมราชบ่อยๆ ก็คงจะเคยมานมัสการ เจดีย์พระบรมธาตุ ที่วัดพระมหาธาตุวรวิหาร เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ตนเองแล้วแน่ๆ แต่....จะมีใครสักคนบ้างมั้ย ที่เคยได้เข้าไปในวิหารคด รอบๆองค์พระธาตุ แล้วสังเกตเห็นเรื่องราวประหลาดๆที่อยู่ในวิหารคดแห่งนี้ เพราะถ้าเราสังเกตกันให้ดี พระพุทธร

"พระมือขาด" เรื่องสยอง ในพระบรมธาตุนครศรีฯ

"พระมือขาด" เรื่องสยอง ในพระบรมธาตุนครศรีฯ


หลายท่านที่เคยมาจังหวัดนครศรีธรรมราชบ่อยๆ ก็คงจะเคยมานมัสการ เจดีย์พระบรมธาตุ ที่วัดพระมหาธาตุวรวิหาร เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ตนเองแล้วแน่ๆ

แต่....จะมีใครสักคนบ้างมั้ย ที่เคยได้เข้าไปในวิหารคด รอบๆองค์พระธาตุ แล้วสังเกตเห็นเรื่องราวประหลาดๆที่อยู่ในวิหารคดแห่งนี้ เพราะถ้าเราสังเกตกันให้ดี พระพุทธรูปที่สร้างเรียงรายอยู่ในวิหารแห่งนี้ มีบางสิ่งบางอย่างผิดเพี้ยนไป

โดยเฉพาะด้านในสุดซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน “พระศรีอาริยเมตไตรย” ไม่ไกลนักประมาณ 3 วา เราจะพบว่า มีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ซึ่งไม่ธรรมดา และผิดแปลกกว่าพระพุทธรูปทั่วไป

ที่สังเกตง่ายๆ พระพุทธรูปองค์นี้ ข้อมือด้านขวา ได้ถูกตัดออกไป จนกลายเป็นพระมือขาด แต่ที่อนาถกว่านั้น ก็คือ องค์พระถูกมัดเอาไว้กับเสาหลักทางด้านหลัง

ที่สำคัญเบื้องบนศรีษะก็ยังถูกตอกตรึงด้วยดาบ ที่ทะลุลงมาจากหัวจนถึงพื้น !!!

ทำไม ?

และใคร คือผู้ที่ลงมือกระทำเช่นนี้ กับพระพุทธรูป

เพราะอะไร ?

นั่นคือปริศนา ที่ผมจะนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน เผื่อว่าท่านที่ได้มีโอกาสเดินทางมายังวัดพระมหาธาตุจะได้ลองไปสังเกตดู หรือคนที่อยู่ในจังหวัดแห่งนี้ และมาที่วัดบ่อยจะยังไม่สังเกตเห็น

ถ้าหากจะถามว่า วิหารดังกล่าวนั้น อยู่ที่ตรงไหน เริ่มต้นกันง่ายๆเลย เมื่อเราจะเดินเข้าไปนมัสการพระบรมธาตุที่ภายในเจดีย์ ก่อนที่เราจะถอดรองเท้าเข้าไปในเจดีย์นั้น จะมีประตูทางแยกที่ระเบียงคดด้านซ้ายมือ และทางนั้นละคือเส้นทางที่จะนำเราเข้าไปสู่ปริศนาอาถรรพณ์พระพุทธรูปที่ว่านี้

ผ่านประตูเข้าไป เราก็จะพบเห็นพระพุทธรูปสร้างเอาไว้สลับกับเศียรช้าง เมื่อเราเดินไปตามทางด้านซ้ายมือไปเรื่อยๆ สังเกตฝาผนังด้านขวาเอาไว้ให้ดี ณ ตรงนี้ หากมองเผินๆแล้วก็จะพบว่า มีพระพุทธรูปเหมือนๆกันอยู่สององค์

แต่ไม่ใช่....!!!

ในความเหมือนนั้นยังมีความต่างอยู่ โดยที่หลายคนไม่ทันสังเกตเห็น นั่นก็คือ ปลายนิ้วมือของพระพุทธรูปองค์หนึ่งไม่เหมือนใคร นั่นเป็นเพราะมือของท่านซึ่งถ้าหากเราจะสังเกตให้ชัดนั้น มีนิ้วมือ เกินห้ามา 1 นิ้ว ด้วยกัน ซึ่งถ้าหากจะบอกว่าคนปั้น ปั้นผิดนั้นก็ใช่ที่ เพราะว่าในมือของท่านอีกข้างที่ห้อยแนบลงมานั้น ก็มี 6 นิ้วเช่นกัน

นั่นคือสิ่งแรกที่พิสดารออกไป ที่ท่านจะสามารถสังเกตได้ ซึ่งคนเฒ่า คนแก่กล่าวเอาไว้ว่า ที่สร้างขึ้นมาเป็นพระ 6 นิ้วนั้น ก็เพื่อที่จะให้มองเป็นคติธรรมซึ่งในส่วนนี้ผู้เขียนก็จำไม่ได้แล้วว่า หมายถึงอะไร

จากตรงนี้ เดินต่อไป เข้าไปข้างใน เลี้ยวขวาไปตามทางเดินเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดทางไปไหนไม่ได้ แน่นอนว่าหลายคนที่เดินมาถึงตรงนี้ จะยังไม่ทันสังเกตอะไร

ถึงตอนนี้ เราเข้าไปไหว พระพุทธรูปซึ่งเป็นตัวแทนองค์พระศรีอาริยเมตตไตรยซึ่งประดิษฐานอยู่ริมผนังด้านในเป็นองค์สุดท้ายกันก่อน กล่าวกันว่า พระพุทธรูปองค์นี้ สร้างมานานกว่า 1200 ปี นับตั้งแต่แต่ได้มีการสร้างองค์พระธาตุขึ้นมา ในปี พ.ศ.1300 ซึ่งชาวนครศรีธรรมราชเชื่อกันว่า ถ้าหากใครได้มานมัสการอธิษฐานกับท่านแล้วละก็จะสมหวังทุกราย

ถ้าหากได้มีโอกาสมากราบไหว้พระธาตุที่เมืองนครฯเมื่อไหร่ ก็อย่าลืมเดินเข้าไปด้านในริมระเบียงวิหารคดแห่งนี้ เพื่อกราบไหว้ท่านบ้างก็ดี เพราะเรื่องนี้ มีคนยืนยันแล้วว่า ท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ

จบจากเรื่องพระศรีอาริยเมตตไตรย ก็มาถึงปริศนาอาถรรพณ์อันเป็นพาดหัวเรื่องของข้อเขียนชิ้นนี้กันว่า ที่มาของ “พระมือขาด” นั้นเป็นอย่างไร

ก่อนอื่นท่านที่เคยเข้าไป เคยสังเกตกันบ้างมั้ย ว่า “พระมือขาด” ท่านอยู่ตรงไหน ?

อธิบายง่ายๆ ก่อนที่จะถึงพระพุทธรูปพระศรีอาริยเมตตไตรย เราสังเกตทางด้านขวามือเอาไว้ จะเห็นพระพุทธรูปองค์หนึ่งถูกผูดมัดด้วยจีวรสงฆ์กับเสาหลักไม้ทางด้านหลัง และที่ข้อมือของพระพุทธรูปองค์นี้ ขาดหายไป แถมข้างบนศรีษะที่เราคิดว่าเป็น “ชฎา” สวมอยู่นั้น ก็หาใช่ไม่

หากแต่ที่โผล่ขึ้นไป เป็นยอดแหลมเหนือหัวนั้น ก็คือ “ด้ามดาบ” นั่นเอง

ใครนะช่างกล้าทำกับพระพุทธรูปอย่างนั้น....

เชื่อกันว่า ในอดีตที่ผ่านมา พระพุทธรูปดังกล่าวนี้มีชีวิตจริงๆ สามารถที่จะเดินไปไหนมาไหนได้เหมือนคน ที่เป็นเช่นนั้น ก็เล่ากันอีกนั่นล่ะว่า เนื่องจากได้บารมีความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระศรีอาริยเมตตไตรยที่อยู่ใกล้ๆกันช่วยชุบชีวิตให้พระพุทธรูปองค์ดังกล่าวนี้มีชีวิตและแอบหนีออกไปจากที่นี่เป็นประจำ

ไม่มีใครรู้ว่าพระหนีไปไหน....

จนกระทั่งคืนหนึ่ง ตาเฒ่าคนหนึ่งวึ่งมีบ้านอยู่แถวย่านนั้น ได้ยินเสียงผู้ชายกำลังพูดคุยอยู่กับลูกสาวในห้อง ก็เลยทำให้เกิดความสงสัยว่ามีผู้ชายที่ไหน แอบมาปีนเรือนของตนเองหรือเปล่า จึงได้ไปยืนแอบเฝ้าอยู่ที่บันได

จนเวลาล่วงไป จึงได้มีคนเดินทางมา แต่ทว่า เมื่อแกเห็นแล้วก็ตกใจจนเกือบเป็นลม เพราะผู้ชายที่เดินลงมาจากห้องของลูกสาวนั้น ไม่ได้เป็นผู้ชายธรรมดา

หากแต่ว่าเป็นพระภิกษุ!!!

ผู้ชายปีนห้องลูกสาว ไม่เท่าไหร่ เพราะอย่างดีก็แค่ได้ลูกเขย แต่นี่เป็นพระแท้ๆ แต่กลับมาทำเช่นนี้ มีหรือที่ตาลุงจะทนอยู่ไหวอีดาบที่ถืออยู่ในมือก็เลยฟันฉับออกไป โชคดีที่พระองค์นั้นไหวได้ยินเสียง ไหวตัวทัน เลยยกแขนขึ้นมากันคมดาบเอาไว้ จนทำให้คมดาบที่ฟันลงไปอย่างแรงนั้น ตัดเอาข้อมือของพระที่ยกขึ้นมากันเอาไว้ ขาดกระเด็นลงกับพื้น ก่อนที่จะหนีไป

ตาลุงคนนั้นแกยังแค้นไม่หาย ก็เลยได้เดินตามหยดเลือดที่หยดเป็นทางมาจนกระทั่งถึงวัดพระมหาธาตุฯ แล้วพบว่า รายเลือดนั้น หายเข้าไปในระเบียงคดของวิหาร ครั้นเมื่อตามไปถึง จึงพบว่า รอยเลือดที่ตนเองติดตามมานั้น หยดมาถึงพระพุทธรูปองค์หนึ่ง แล้วก็ขาดหายไป

มองไปทางไหนก็ไม่มี จะว่ามีใครแอบอยู่แถวไหนก็ไม่น่าจะใช่

ตาลุงมองไปที่แขนของพระพุทธรูปแล้วก็ตกใจ....เอ๊ะ.... ทำไมแขนพระพุทธรูปจึงได้ขาดหายไปหว่า ก็เลยเดินเข้ามาดูใกล้ๆ พบว่า รอบแขนกระที่งมองเห็นนั้น เหมือนกับเพิ่งโดนตัดใหม่ๆ

ถึงตอนนี้ ตาลุงก็เลยหายสงสัย แกมั่นใจว่า พระภิกษุที่แกเห็นและติดตามมานั้น น่าจะเป็นพระพุทธรูปองค์นี้แน่ๆ ที่เกิดมีชีวิตเข้ามา แล้วแอบหนีออกไปหาสีกาซึ่งเป็นลูกสาวแก

เป็นพระถือศีลแต่ไปปีนขึ้นบ้านหาลูกสาว ถือว่าปาราชิก ผิดบาปมหันต์ไม่อาจจะให้อภัยได้ ตาลุงก็เลยตัดสินใจที่จะล้างอาถรรพณ์ไม่ให้พระพุทธรูปองค์ดังกล่าวนั้นมีชีวิตขึ้นมาใหม่ ด้วยการมัดล่ามท่านเอาไว้กับเสาหลักอย่างแน่นหนา

ส่วน “ดาบ” ที่ตนเองถือติดมือมาก็ปักตอกลงไปบนเศียรพระจนกระทั่งทะลุถึงพื้นข้างล่าง เรียกว่าทั้งตอก ทั้งตรึง เอาไว้อย่างนี้ ถ้าพระพุทธรูปยังมีชีวิตฟื้นขึ้นมาใหม่ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วเหมือนกัน หลังจากที่แกทำพิธีตอกพระเสร็จแล้วนั้น ก็กลับไปบ้านทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมา

และหลังจากนั้นก็ปรากกว่าไม่มีใครที่ไหนมาปีนบ้านของแกอีกต่อไป และพระพุทธรูปมือขาด ที่ถูกดาบตรึงเอาไว้นั้น ก็เลยได้ชื่อใหม่ ว่าเป็น “พระเจ้าชู้” นับแต่นั้นมา

เห็นไหมละว่า ไปไหว้พระธาตุที่เมืองนครฯตั้งนาน แต่พลาดตำนานๆสนุกๆอย่างนี่ ไปได้อย่างไร คราวนี้ อย่าลืม กลับไปเที่ยวใหม่ แล้วก็ลองไปนมัสการรูปปั้นพระศรีอาริยฯกันได้ แล้วก็อย่าสังเกตละว่า “พระพุทธรูปมือขาด” จอมเจ้าชู้อยู่ตรงไหน

จะได้เก็บเอาไปเล่าขานให้ลูกหลานฟังอีกที.....

************************


ความคิดเห็น