Train to Kanchanaburi - นั่งรถไฟไป...กาญจนบุรี รีวิวโดย จำเริญ จำเริญ

สวัสดีค่าาาา...เราชื่อ จำเริญ นะคะ นี่เป็นรีวิวแบบเขียนยาวๆ ครั้งแรกของเราเลย เลยขอแนะนำตัวกับฝากเนื้อฝากตัวกันนิดส์นึงเด้อ อิอิอิ รีวิวแรกนี้ เราก็จะมาเล่าเรื่องที่เราไปเที่ยวกาญจนบุรี ปกติก็ไปที่นี่มาหลายทีละล่ะ แต่ปกติจะไปรถมอเตอร์ไซค์ส่วนตัว แต่คราวนี้!! เราลองเปลี่ยนมานั่งรถไฟกัน!! (ทีแรกกังวล

Train to Kanchanaburi - นั่งรถไฟไป...กาญจนบุรี

Train to Kanchanaburi - นั่งรถไฟไป...กาญจนบุรี

 วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เวลา 22.57 น.

 วันที่เดินทาง 27 ก.ค. 2561

สวัสดีค่าาาา...เราชื่อ จำเริญ นะคะ นี่เป็นรีวิวแบบเขียนยาวๆ ครั้งแรกของเราเลย เลยขอแนะนำตัวกับฝากเนื้อฝากตัวกันนิดส์นึงเด้อ อิอิอิ

รีวิวแรกนี้ เราก็จะมาเล่าเรื่องที่เราไปเที่ยวกาญจนบุรี ปกติก็ไปที่นี่มาหลายทีละล่ะ แต่ปกติจะไปรถมอเตอร์ไซค์ส่วนตัว แต่คราวนี้!! เราลองเปลี่ยนมานั่งรถไฟกัน!! (ทีแรกกังวลนังผู้ชายของเรา ดูจะกลัวการนั่งรถไฟอยู่เหมือนกัน เพราะเธอว่าชอบขี่มอเตอร์ไซค์ไปมากกว่า...แต่ดันสนุกเกินคาด แฟนเลยไม่บ่น ฮ่าๆ)

ทริปนี้เราใช้เวลาไปทั้งหมดก็ 3 วัน 2 คืน เป็นช่วงหยุดยาวเข้าพรรษาที่ผ่านมานี่เอ๊งงง!!


Day 1 (วันแรก)

เราเริ่มต้นออกเดินทางจากสถานี "บางซื่อ" (อ๊ออ...เพิ่มเติมนิดนึง เรานั่งรถไฟ "ขบวนพิเศษนำเที่ยวน้ำตก" นะคะ จริงๆเป็นแบบ One day trip แต่เราเลือกที่จะลงกาญจนบุรี แล้วนอนค้างก็ได้เด้อ) ขบวนของเราจะมาถึงในเวลา 6.30 น. ซึ่งก็ถือว่าตรงเวลาเลยทีเดียว

- มานั่งรอกันตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง กลัวตกรถไฟกัน ฮ่าๆๆ

- แสงเช้าเริ่มส่องมาละ เดินถ่ายรูปเล่นระหว่างรอไปก่อน

พอรถไฟขบวนที่เราจะนั่งมาถึง เราก็ขึ้นไปจับจองที่นั่งกันเลย...ขบวนนำเที่ยวเนี่ย มีให้เลือกทั้งแบบห้องแอร์ และแบบธรรมดานะจ๊ะ ใครขี้ร้อนก็จองแอร์ได้เลย แต่เราเน้นประหยัดเลยซื้อตั๋วธรรมดา แต่ว่าอากาศช่วงฤดูฝนแบบนี้นั่งแบบธรรมดาก็ไม่ร้อนนะ อากาศกำลังดีเลยล่ะ...สนนราคาก็ตกคนละ 120 บาท (ต่อทริป / เช้า-เย็นกลับ)

และจุดแรกที่รถไฟจอดให้พวกเราแวะลงไปเที่ยวก็คือ...ที่ "สถานีนครปฐม" ตรงสถานีก็อยู่ใกล้กับ "พระปฐมเจดีย์" เลย...เดินไปหน่อยก็ถึง แต่ถ้าคิดจะเข้าไปสักการะอาจจะต้องบริหารเวลาดีๆหน่อยนะ เค้าไม่ได้ให้เวลานานขนาดนั้น ถ้าจำไม่ผิดน่าจะครึ่งชั่วโมงล่ะ หลักๆส่วนใหญ่ก็ไหว้ด้านนอก แล้วก็หาข้าวเช้ากินกัน

อีกอย่าง...วันที่เราเดินทางเนี่ย ก็เป็นวันเข้าพรรษาซะด้วย บอกเลยว่าย่านรอบๆวัดนี่ วุ่นวายเอาเรื่อง เดินงงๆ ระวังรถเฉี่ยวกลิ้งนะเออ

เดินสักพักชักจะต้องการคาเฟอีนเพื่อขับเคลื่อนชีวิตช่วงเช้าซะหน่อย ดีหน่อยได้ "คาเฟ่ อเมซอน" ช่วยไว้ได้ เพราะเดินหากาแฟแถวนั้นไม่เจอเลย ไม่ใช่เด็กถิ่นก็จะหายากหน่อย ฮ่าๆๆ

- เอ้าาาา...ไปต่อ ได้เวลาขบวนรถออกละจ้า

หลังออกจาก "สถานีนครปฐม" ได้อีกสักพักใหญ่ๆ เราก็เดินทางมาถึงที่หมายของพวกเรา ก็คือ "สถานีกาญจนบุรี" จริงๆ ถ้าใครคิดจะเริ่มต้นด้วยการไปที่ "สะพานข้ามแม่น้ำแคว" กันก่อนก็สามารถไปลงตรงสถานีที่อยู่ที่สะพานได้นะ แต่พวกเรามองว่ามันเริ่มสายแล้ว คนน่าจะเยอะที่สะพาน เลยคิดว่าวันนี้ลงที่นี่แล้วรอเวลาเช็คอินโรงแรมที่เราจองกันก่อนดีกว่า

แต่พอไปถึงที่พัก...ทางที่พักแจ้งว่ายังเช็คอินไม่ได้ ฮ่าๆๆ มาเช้าเกิน เราเลยฝากกระเป๋ากับทางโรงแรมแล้วก็เดินเล่นละแวกนั้น และแล้วความหิวก็โจมตี!! เพราะเรายังไม่ได้กินอะไรเลย เนื่องจากกลัวว่า ท้องไส้จะปั่นป่วนเมื่อเราอยู่บนขบวน ฮ่าๆๆๆ เหลือไปเจอร้าน "Library Cafe'" ระหว่างเดินพอดี แวะหาของกินซะเลย

เข้ามาก็จัดการเลยสั่ง "ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ" มาซัดซะ แต่นังผู้ชายสั่ง "บิงซู" มากิน...เดี๋ยวค่ะ คุณไม่กินข้าวหรอคะ? มันก็ตอบมาว่า "ร้อนอ่ะ กินไอ้นี่แหละ" เยี่ยม!! ข้าวไม่กินกินบิงซูค่ะ

- เก็บภาพในร้านมานิดนึง ชอบตรงส่วน Meeting Room ที่ทำเหมือนห้องสมุด

หลังจากกินเสร็จ เราก็เดินต่อไปทางสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพราะเวลายังเหลือๆ กว่าจะถึงเวลาเช็คอิน แล้วก็มาเจอกับ "พิพิธพัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2" ซึ่งอยู่บริเวณเชิงสะพาน เราเลยแวะเข้าไปเดินดูกันหน่อย (ค่าเข้าชมก็จะอยู่ที่คนละ 40 บาท)


ด้านในก็มีข้าวของเครื่องใช้ ยานพาหนะ ต่างๆ ที่มาจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกว่าถูกใจคุณผู้ชายที่มาด้วยเหลือเกิน คนบ้าของเก่า ชอบอ่านประวัติสงคราม เดินวนดูนานเลย...ใครที่มาแวะชมสะพาน เราว่ามาแวะที่นี่ด้วยก็ดีเหมือนกันค่ะ 40 บาท มองว่าเดินชมสิ่งของข้างในนี้ก็คุ้มอยู่เหมือนกัน



- รูปภายใน "พิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2"

และแล้ว ก็ถึงเวลาเช็คอินซะที เราก็เลยเดินทางย้อนกลับไปที่พักกัน ซึ่งวันนี้ที่พักของเราก็คือ "The Bridge Residence Hotel" เราจองห้อง Superior Room กันไว้ ซึ่งขนาดห้องก็กว้างขวางดีเลย แถมส่วนกลางของที่นี่ ก็มีทั้งฟิตเนส และสระว่ายน้ำไว้บริการ แถมอาหารเช้าเรียกได้ว่า...ดีงาม วัตถุดิบดี และไลน์อาหารก็จะมีเปลี่ยนมาเสริฟด้วย เรากิน 2 วัน มีการเปลี่ยนอาหารเพิ่มเข้ามาทั้ง 2 วันเลย จัดว่าดี...แต่แอบติดอยู่นิดๆ ตรงฝักบัวห้องน้ำ จะไหลเฉื่อยๆหน่อย กับ ผ้าปู ผ้าขนหนูแอบมีกลิ่นอับนิดๆ...แต่นอกจากนี้ดีหมดจ้าาา (ค่าห้อง เราได้โปรจาก Booking คืนละ 1800 บาท)


ที่ตั้งโรงแรมก็ถือว่า เดินทางสะดวก อยู่ใกล้ร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ และติดถนน...ไม่ไกลตัวเมือง และแลนด์มาร์คต่างๆมากนัก


- รูปห้องพัก และ วิวภูเขา บริเวณสระว่ายน้ำชั้น 2


- รูปภาพอาหารเช้าของเราบางส่วน

จบในส่วนของวันแรกของเราแล้ววว...วันนี้ก็เข้าพักผ่อนก่อน เพราะเดินเยอะมาก ฮ่าๆๆ


Day 2 (วันที่ 2)

เริ่มต้นวันที่ 2 ของเรา ด้วยการรีบตื่นขึ้นมาตั้งแต่ 6 โมงเช้า แล้วลงไปยืมจักรยานของทางที่พัก (มีไว้บริการ...ฟรี!!) เพื่อปั่นไปเที่ยวและเก็บภาพ บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแควกันหน่อย...อันนี้แนะนำเลย ไปเช้าๆดีที่สุดนะ เพราะถ้าวันหยุดเทศกาลแบบนี้เนี่ย หลังจาก 8 โมงเช้าไป คนก็จะเยอะมากๆ และเยอะสม่ำเสมอทั้งวันเลยล่ะ อยากได้รูปสวยๆ เชื่อแม่จำเริญเถอะ ตื่นเช้าๆ อิอิอิ

เป็นไงล่าาาา...ต้องเช้าๆแบบนี้นะ ถึงจะคนเบาบางอย่างที่เห็น และเราก็โชคดีที่มีรถไฟผ่านมาในเวลาที่เรามาถ่ายพอดี (ไม่ได้เช็คเวลามาก่อนเลย...ดวงเพียวๆ) สะพานนี้ถูกสร้างโดยเชลยศึกที่ถูกทหารญี่ปุ่นจับตัวไว้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งประวัติของสะพานนี้มันน่าเศร้าและหดหู่จริงๆ ใครที่สนใจประวัติศาสตร์ของสะพานนี้ก็ลองศึกษากันดูนะ รับรองว่าตอนมาเที่ยวจะอินขึ้นไปอีกแน่นอนค่ะ

- ภาพบรรยากาศบนสะพานช่วงเช้าๆ

หลังจากที่เราเดินดูสะพานเสร็จแล้ว ก็กลับไปกินข้าวเช้ากันที่โรงแรมกันเต็มที่ แล้วก็ออกมาเรียกรถซาเล้ง (เหมือนวินแถว กทม. นี่แหละจ้า...ค่าโดยสารก็ไม่แพงมาก ถ้าระยะไม่เกิน 1-2 กิโลเมตร ก็ตกคนละไม่เกิน 30 บาท) ให้ไปส่งที่ "สุสานสัมพันธมิตรดอนรัก" ใครที่เคยดูภาพยนต์เรื่อง "The Railway Man" จะอินกับที่นี่มาก เพราะเป็นหนึ่งในฉากที่เค้ามาถ่ายทำ (จริงๆ สะพานก็ด้วยแหละ)


บริเวณสุสานเค้าดูแลได้ดีมากๆ ภาพรวมคือสวยงามและสงบมากๆ แต่พออ่านข้อความไว้อาลัยต่างๆที่เขียนบนป้ายหลุมศพ แล้วจินตนาการถึงความรู้สึกของญาติๆ ผู้เสียชีวิตแล้วก็รู้สึกเศร้าเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน


เสร็จจากเดินชมสุสาน เราก็เดินมาอีกนิด ก็จะมาถึง "พิพิธพัณฑ์ทางรถไฟ ไทย-พม่า" ซึ่งภายในจัดแสดงประวัติของเส้นทางรถไฟจาก ไทย - พม่า ที่ถูกสั่งให้สร้างโดยประเทศญี่ปุ่นในยุคของสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงคราม และผลลัพธ์ของมันเป็นอย่างดี (ค่าเข้าคนละ 100 บาท...เดินจนจบจะมีจุดบริการ ชา,กาแฟ ฟรี...อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ แต่งดถ่ายวิดีโอ)



- ตู้รถไฟที่จำลอง ตู้ขบวนที่ใช้ขนส่งเชลยศึก (ซ้าย)


- ข้าวของและเครื่องใช้ของเชลยศึก บางส่วนมีการสลักบันทึกเรื่องราวที่พวกเค้าพบเจอลงไปด้วย

เมื่อชมสุสานและพิพิธภัณฑ์เสร็จเรียบร้อย พวกเราก็เดินทางไปอีกนิดบริเวณใกล้ๆกัน เพื่อไปชิมกาแฟดริปของร้าน "Gravité drip coffee" ที่เพื่อนแฟนเราเค้าแนะนำมา ย้ำมาเลยว่าอย่าพลาด...และเราก็จะย้ำทุกคนที่มาอ่านตรงนี้เหมือนกันว่า "อย่าพลาด!!" ฮ่าๆๆ แค่ดูการชงของเจ้าของร้านก็เพลินแล้ว แถมเมล็ดกาแฟก็มีหลากหลาย (สอบถามได้เลย...เจ้าของร้านน่ารัก)



- โฉมหน้ากาแฟที่พวกเราสั่ง

หลังจากจิบกาแฟกัน เราก็เดินทางกลับที่พัก เพื่อพักผ่อน...จบทริปของวันนี้แล้วววว


Day 3 (วันที่ 3...วันกลับแล้วจ้า)

วันนี้เราก็ตื่นแต่เช้าเหมือนเดิม เพื่อจะเช็คเอาท์ และทานอาหารเช้า ทำทุกอย่างให้ทันกับเวลาของขบวนรถไฟขากลับ ซึ่งเราเลือกจะนั่งที่สถานีสะพานแควใหญ่ในช่วงเช้า เพื่อที่จะไปเที่ยว "น้ำตกไทรโยคน้อย" กันก่อน แล้วค่อยยิงยาวกลับ กรุงเทพฯ กันเลย

รถไฟมาถึงแล้ว!! ข้อดีของการนั่งขบวนพิเศษนำเที่ยวนี้ก็คือ เค้าจะไม่จอดตามสถานีย่อยเหมือนสายปกติ คือ จะจอดแค่สถานีที่เป็นจุดที่จะนำเที่ยวเท่านั้น แถมคุณลุงไกด์ประจำขบวนก็มีความฮา ระดับเดี่ยวไมโครโฟนด้วยนะ เรียกว่าลุงออกมาพูดเมื่อไหร่ ลูกขบวนก็ได้กันคนละฮาสองฮาแน่นอน

- ระหว่างรอรถไฟออก ก็มาเก็บภาพหัวรถไฟเก่าแถวๆสถานี

พอขบวนรถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีสะพานแควใหญ่ ลุงไกด์ก็ออกมาแจ้งว่า จุดที่รถไฟจะชะลอให้พวกเราได้ชมวิวในจุดถัดไปก็คือ บริเวณ "ถ้ำกระแซ" ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญเหมือนกัน (แต่ไม่หยุดรถให้ชมนะ ใครอยากลงไปดูจุดนี้แจ้งพนักงานได้ แต่ลงไปแล้วจะอดไปน้ำตก...ต้องรอรถกลับจากน้ำตกมารับอีกที...ต้องเลือกนะจ๊ะ) แล้วลุงยังบอกอีกว่า "ฝั่งหน้าผาน่ะ เอามือไปแตะหน้าผา แล้วมาแตะหน้าผาก แล้วสิ่งที่ขอจะสมหวัง...อย่าเอาหน้าผากไปแตะหน้าผาล่ะ" ก็เป็นประโยคตามสไตล์ลุงไกด์

- ภาพคนเตรียมจะเอามือไปแตะหน้าผา (ขวา)

- เหล่าผู้คนที่เดินทางมา "ถ้ำกระแซ"

- วิวอีกฝั่งของบริเวณ "ถ้ำกระแซ" ป่าทึบสวยมากๆ

พอผ่านจากช่วงของ "ถ้ำกระแซ" มาแล้ว สักพักเราก็จะมาถึง "สถานีน้ำตก" ซึ่งจุดนี้...รถไฟจะถอยหลังไปตั้งหลักนิดนึง (ไม่ต้องตกใจว่าเค้าจะกลับกรุงเทพฯ ตั้งแต่ตรงนี้) เพราะการจะขึ้นไปที่ "สถานีน้ำตกไทรโยคน้อย" ต้องอาศัยแรงส่งเยอะหน่อยเพราะมันเป็นเนินขึ้นไปค่อนข้างชัน

- ภาพวิวช่วงทางขึ้นเนินไป "สถานีน้ำตกไทรโยคน้อย"

แล้วเราก็มาถึงจุดหมายสุดท้ายของทริปนี้กันแล้ว "น้ำตกไทรโยคน้อย" ตอนเราไปถึงฝนก็ลงเม็ดหนาพอประมาณเลย เลยเก็บรูปมาฝากไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เพราะกล้องเราไม่กันน้ำ ฮ่าๆๆ ส่วนบริเวณที่เป็นจุดที่น้ำไหลลงมา ก็มีปริมาณน้ำที่กำลังดีเลย เพราะเห็นเด็กๆกระโดดน้ำกันใหญ่ (เจ้าหน้าที่น้ำตกต้องคอยตะโกนห้ามอยู่ตลอด ฮ่าๆๆ)


- ภาพน้ำตกไทรโยคน้อย


- ขอบคุณเสื้อสวยๆในภาพนี้ จาก "The Choco Mint" ด้วย

จบแล้วจ้าทริปนั่งรถไฟเที่ยวกาญจนบุรีของเรา ใครที่สนใจจะนั่งรถไฟเที่ยวแบบพวกเรา ก็ลองไปสอบถาม "ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย" เกี่ยวกับเส้นทางรถไฟนี้ได้นะจ๊ะ...แม่จำเริญ ขอลาทุกคนไปก่อนจ้า ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้า...ขอให้ จำเริญ จำเริญ ทุกคน!!


ติดตามเราได้ที่

Facebook: จำเริญ จำเริญ

Instagram: จำเริญ จำเริญ


ความคิดเห็น