+++ Japan Autumn : ทริปฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ Kamikochi +++ รีวิวโดย JoinMe2TheWorld : )

ทริปนี้เราจะพาไปชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีที่ Kamikochi ประเทศญี่ปุ่น ... ตามแพลนเที่ยวของทริปนี้ จะออกแนวเที่ยวแบบเดินป่า ตามเส้นทางง่าย ๆ มือใหม่ก็ไปเดินเที่ยวได้สบาย ๆ ไม่ต้องการสกิลปีนเขา ไต่หน้าผาแต่อย่างไร ... แต่วิวที่ได้เจอที่ Kamikochi ต้องบอกว่า “อลังการงานสร้างอย่างแน่นอน” ถ้าพร้อมแล้วก็ตามมา K

+++ Japan Autumn : ทริปฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ Kamikochi +++

+++ Japan Autumn : ทริปฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ Kamikochi +++

 วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เวลา 07.31 น.

 วันที่เดินทาง 26 ต.ค. 2560

ทริปนี้เราจะพาไปชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีที่ Kamikochi ประเทศญี่ปุ่น ... ตามแพลนเที่ยวของทริปนี้ จะออกแนวเที่ยวแบบเดินป่า ตามเส้นทางง่าย ๆ มือใหม่ก็ไปเดินเที่ยวได้สบาย ๆ ไม่ต้องการสกิลปีนเขา ไต่หน้าผาแต่อย่างไร ... แต่วิวที่ได้เจอที่ Kamikochi ต้องบอกว่า “อลังการงานสร้างอย่างแน่นอน” ถ้าพร้อมแล้วก็ตามมา Kamikochi กับเราได้เลย



1.) เกี่ยวกับ Kamikochi

Kamikochi เป็นอุทยานฯ แห่งชาติของญี่ปุ่น ที่ตั้งอยุ่ทางทิศตะวันตกของจังหวัด Nagano โดยเป็นหนึ่งในเทือกเขา Japan Alps ที่มีชื่อเสียงมากของญี่ปุ่น ซึ่ง Kamikochi จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีลักษณะ เป็นที่ราบสูงที่ยาวขนานประมาณ 15 กิโลเมตรไปตามสายแม่น้ำ Azusa River

เนื่องด้วยบริเวณ Kamikochi มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 1,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และล้อมไปด้วยเทือกเขาสูงมากมายในหมู่ Japan Alps จึงทำให้ที่ Kamikochi มีอุณหภูมิเฉลี่ย อยู่ในระดับต่ำตลอดปี และยังมีทัศนียภาพวิวที่สวยงามเป็นอย่างยิ่ง Kamikochi จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่มีผู้นิยมมาเยี่ยมชมเป็นอย่างมาก

โดย Kamikochi จะเปิดให้บริการต้อนรับนักท่องเที่ยว เฉพาะช่วงกลางเดือน เม.ย. - กลางเดือน พ.ย. เท่านั้น และจะปิดให้บริการในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ซึ่งเราสามารถเข้าไปเช็คปฎิทิน ช่วงเปิดให้บริการในแต่ละปี ได้ที่เวบไซด์ของอุทยานตามลิงค์นี้ http://www.kamikochi.org/




2.) การเดินทางไป Kamikochi ... จะขอแบ่งเป็นสองช่วง Tokyo - Matsumoto และ Matsumoto - Kamikochi


ช่วงแรก : Tokyo - Matsumoto

เราเดินทางเริ่มต้นมาจาก Tokyo ตามแพลนที่วางไว้ นอกจากจะไป Kamikochi แล้ว เราจะไปแวะเที่ยวที่เมือง Matsumoto และที่ราบสูง Norikura ด้วย (ซื้อเป็นตั๋ว 2 days free passport ราคา 6,000 ของบริษัท Alpico เพื่อใช้เดินทางระหว่าง Matsumoto ไป Kamikochi และ Norikura )

ดังนั้นแล้วเราจึงออกเดินทางจาก Tokyo แล้วไปตั้งหลักที่เมือง Matsumoto ก่อน (จริง ๆ Kamikochi สามารถเดินทางไปได้ทั้งจากเมือง Matsumoto และเมือง Takayama)


โดยถ้าเลือกวิธีเดินทางตามที่เราไปมา เราจะเดินทางจาก Tokyo มาที่ Matsumoto โดยใช้บริการรถบัส ที่ขึ้นจากสถานี Shinjuku จะมีตารางรถบัสออกถี่เกือบทุกชั่วโมง ราคาต่อเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 3,500 เยน ไปกลับก็ราคา 7,000 เยน

ถ้าเรารู้วันกลับแล้ว ตอนออกตั๋วเราก็ซื้อทั้งวันไปวันกลับพร้อมกันเลย เพราะเค้าจะมีส่วนลดให้อีกหน่อย ถ้าซื้อและออกตั๋วไปกลับพร้อมกัน (จองล่วงหน้าหน่อยก็ดี แม้จะมีรถออกทุกวัน วันละหลายรอบ แต่เราจองล่วงหน้าประมาณ 2-3 วัน รถรอบที่เราเลือกก็เกือบเต็มแล้ว)

ที่เราใช้บริการรถบัส ไม่เลือกใช้บริการรถไฟ เพราะเราไม่ได้ซื้อตั๋ว JR pass ไว้ ถ้าจะให้ซื้อตั๋วรถไฟจาก Tokyo มา Matsumoto เอง ก็ต้องจ่ายประมาณ 7,000 เยน /เที่ยว ไปกลับด้วยรถไฟ ต้องมี 14,000 เยน อัพแน่ ๆ ... โดยเราเทียบดูเวลาเดินทางแล้ว รถบัสจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า ก็ใช้เวลาพอ ๆ กับเดินทางด้วยรถไฟที่อยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงปลาย ๆ (เกือบจะสามชั่วโมงแล้ว)

คือเทียบเวลาแล้วรถไฟอาจเร็วกว่านิดหน่อย ซึ่งไม่ได้มาก เมื่อเทียบกับค่าตั๋วที่รถบัสไปกลับ 7,000 เยน แต่รถไฟไปกลับ 14,000 เยน ... ดังนั้นก็ตัดสินใจได้ไม่ยาก ไปรถบัสเลยดีกว่า ฮ่าฮ่าฮ่า

เพราะนอกจากประหยัดกว่าเยอะ แล้วยังไม่ต้องแบกกระเป๋าขึ้น ๆ ลง ๆ รถไฟหลายรอบด้วย (คือรถไฟ ถ้าเลือกแบบถูก ก็ต้องเปลี่ยนหลายขบวน) คือ ขึ้นรถบัสแล้ว เอากระเป๋าไว้ใต้รถบัส แล้วก็ยิงยาวตรงจาก Tokyo ไปถึงเมือง Matsumoto ได้เลยต่อเดียว


- รูปสถานีรถบัสที่ Shinjuku หาไม่ยากอยู่ที่เดียวกับสถานีรถไฟ JR หล่ะ แต่สถานีรถบัสจะอยู่ชั้นบน -

- มุมถ่ายจากบนสถานีรถบัสที่ Shinjuku ช่วงที่ไป Tokyo ฝนตกตลอดเลย -


- ค่าตั๋วรถบัส Tokyo - Matsumoto เที่ยวละประมาณ 3000 - 3500 เยน -


ก็นั่งรถมาประมาณสามชั่วโมงกว่า ก็มาถึง Matsumoto แล้วเรามีเลือกจองที่พักไว้ที่โรงแรม M Hotel Matsumoto เป็นโรงแรมเปิดใหม่ ราคาไม่แพง มีห้องให้เลือกหลายแบบ ทั้งแบบห้องเดี่ยว หรือห้องพักรวม

โดยเราเลือกเป็นห้องรวมแบบแคปซูล ตกคืนละ 600 กว่าบาท ก็คิดไม่ผิดที่เลือกโรงแรมนี้ เพราะทำเลที่ตั้งโรงแรมดีมาก ติดกับสถานีรถบัส และรถสถานีรถไฟ ด้านล่างหน้าโรงแรม ก็มี Mini Mart ให้เลือกหลายร้านเลย โดยรวมแล้วสะดวกสบายมาก ๆ (สถานีรถบัส กับสถานีรถไฟที่ Matsumoto อยู่ตรงข้ามกัน แค่มีถนนกั้น)


- เปิดแผนที่จาก Google map โรงแรม สถานีรถบัส และสถานีรถไฟ อยู่ใกล้กันมาก -


- บรรยากาศที่เคาน์เตอร์ของโรงแรม M Hotel Matsumoto -


แต่ถ้าใครไม่แผนเที่ยวที่อื่น แล้วอยากเดินทางตรงจาก Tokyo ไปที่ Kamikochi เลย ก็มีรถบัสให้บริการ ออกจากสถานี Shinjuku ทั้งรอบตอนเช้าและตอนกลางคืน ... เที่ยวเสร็จแล้ว ก็ขึ้นรถบัสกลับจาก Kamikochi รอบประมาณบ่ายสามโมง - บ่ายสี่โมง เพื่อกลับถึงโตเกียวประมาณสามทุ่ม โดยราคาค่ารถไปกลับ ประมาณ 15,000 เยน

แต่เราว่าเดินทางแบบนี้เหนื่อยไปนิด ถ้ามีเวลาแนะนำให้แวะพักที่ Matsumota ก่อนดีกว่า เพราะส่วนต่างค่ารถบัสวิ่งตรง เอามาจ่ายค่าโรงแรมค้างคืน รวมถึงซื้อตั๋วจาก Matsumoto - Kamikochi ก็ไม่ต่างกันเท่าไร แถมยังมีเวลาเที่ยวได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

ช่วงสอง : Matsumoto - Kamikochi

เราซื้อเป็นตั๋ว 2 days free passport ราคา 6,000 เยน ของบริษัท Alpico เพื่อใช้เดินทางระหว่าง Matsumoto และแยกวันไปเที่ยว Kamikochi และ Norikura อย่างละวัน (ไว้จะมาทำรีวิว Norikura ให้ทีหลังนะ)

โดยวิธีเดินทางจากเมือง Matsumoto ไป Kamikochi ก็ไม่ยาก ให้ไปขึ้นรถบัสที่สถานี Matsumoto จะมีรอบ "รถวิ่งตรง" จาก Matsumoto ไป Kamikochi วันละสองรอบ คือ 05.30 กับ 10.15

แต่ถ้าไม่ไปสองรอบนี้ ก็มีรอบให้เลือกอีกเยอะ ทั้งเดินทางโดยรถบัส หรือรถไฟที่ออกจาก Matsumoto ไป Kamikochi … ซึ่งถ้าไปรอบอื่น ทั้งรถบัสหรือรถไฟ เราจะต้องลงไปเปลี่ยนขึ้นรถบัสอีกต่อ ที่สถานี Shinshimashima ก่อน เพื่อไป Kamikochi อีกที (แต่เวลาไม่ต่างกันมากระหว่างเที่ยวตรง หรือเที่ยวต่อ)

ลองไปเช็คเวลาอัพเดทตารางรถในแต่ละช่วงได้ที่ เวบไซด์ของบริษัท Alpico ที่ให้บริการรถบัส วิ่งจาก Matsumoto ไป Kamkikochi อีกทีที่เวบไซด์ ซึ่งมีทำมีภาษาไทยไว้ให้ด้วย

http://www.alpico.co.jp/th/transportation/detail.php?id=20


- ตัวอย่างตารางรถขาไป Matsumoto - Kamikochi ในรอบเช้า -


- ตัวอย่างตารางรถกลับจาก Kamikochi - Matsumoto ในรอบบ่าย -


ส่วนสภาพอากาศที่ Kamikochi จะมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยต่ำ และอากาศเย็นสบายทั้งปี ช่วงที่เราไปเป็นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ประมาณกลางเดือนตุลาคม ... ตอนเช้าอากาศ ต้องเรียกว่าหนาวเลยทีเดียว ลงมาจากรถบัสมานี่ พูดทีเป็นควันขาวเลย คิดว่าอุณหภูมิช่วงนั้น ต้องมีตัวเลขหลักเดียว (ก่อนออกจากเมือง Matsumoto มาเห็นอุณหภูมิอยู่ที่ 10 องศาเซลเซียส พอมาอยู่บน Kamikochi ซึ่งเป็นบนเขา น่าจะหนาวกว่าในเมืองอยู่แล้ว)

ก็เรียกว่าตอนเช้าต้องใส่เสื้อ down กับสวมถุงมือด้วยถึงเอาอยู่ ไม่งั๊นหนาวจนมือชา แต่พอช่วงสายแดดออก และได้เริ่มเดินเที่ยววนรอบ ก็มีเหงื่อเริ่มซึม ต้องถอดเสื้อ down พับเก็บใส่ในกระเป๋า เหลือแค่เสื้อแขนยาวตัวเดียวก็ได้ เดินได้เรื่อย ๆ อากาศกำลังดี ไม่เย็น ไม่ร้อนเกินไป อุณหภฺมิช่วงสายน่าจะอยู่ประมาณ 15 - 20 องศาเซลเซียส


- ตอนเช้าที่แดดยังไม่ออก นี่อากาศหนาวเอาเรื่องไร ต้องสวมเสื้อ down ถึงจะเอาอยู่ -


- ทางเดินวนรอบอุทยาน เราจะต้องเดินเลียบแม่น้ำ Azusa River เป็นส่วนใหญ่ -



- ทางเดินตามเส้นทางหลัก เป็นทางราบ ๆ เดินง่าย ... คนสูงอายุก็เดินได้สบาย -



- เห็นพวกคนสูงอายุที่ญี่ปุ่น มาเดินเที่ยวคนเดียวเยอะเหมือนกันนะ -



อ้อ แล้วระหว่างทางจะเจอป้ายของอุทยานฯ เตือน ให้เราระวังหมีป่าเป็นระยะ ๆ ... เห็นคนญี่ปุ่นบางคนเค้าจะแขวนกระดิ่งไว้ที่กระเป็า เวลาเดินไปจะมีเสียงกรุ้งกริ้ง ๆ เป็นการส่งเสียงบอกพี่หมีไปในตัว ว่ามีคนมานะ พี่หมีอย่าพึ่งออกมาโชว์ตัวให้นักท่องเที่ยวแตกตื่น ฮ่าฮ่าฮ่า ... แต่ยังไงก็อย่าเดินเพลิน บางช่วงที่เดินเฉียดเข้าไปในใกล้ ๆ ป่าสน ก็ให้มองซ้ายมองขวาไว้หน่อยแล้วกัน


-บางช่วงเราจะต้องตัดเข้าไปในทางเดินในป่าสน ... แต่ไม่ได้บุกป่าผ่าดงอะไรมากมาย -



3.) Kamikochi มีอะไรให้เที่ยว ให้ถ่ายรูปบ้าง

อุทยาน Kamikoch จะมีทางเดินศึกษาธรรมชาติ ให้เดินวนรอบได้ ระยะทางตามเส้นท่องเที่ยวของคนส่วนใหญ่ คือจะเลือกเดินจาก Taisho Pond ไปยัง Kappa bridge ก็ประมาณ 3 Km. เป็นทางเดินง่าย ๆ ไม่ได้ลำบาก ทุกคนเดินได้สบาย ๆ ไม่ต้องกังวล

- รูปแผนที่จากเวบไซด์ทางการของอุทยาน Kamikochi -



- ระยะเวลาเดินโดยประมาณ ของจุดท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ Kamikochi -


โดยช่วงที่เราเดินทางเป็นช่วงกลางเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นฤดูใบไม้เปลี่ยนสีพอดี เพราะต้องการไปถ่ายรูปตอนเช้าที่บึงไทโช (Taisho pond) เราเลยเลือกเดินทางขึ้นรถบัสออกจาก Matsumoto ในรอบเช้าตรู่ 05.30 ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง ก็ถึงที่ Kamikochi ประมาณ 07.00 คือต้องยอมตื่นเช้าหน่อย แต่รับรองสวยตะลึง คุ้มที่ต้องตื่นเช้าแน่นอน

- สภาพวิวระหว่างทางที่นั่งรถบัสจาก Matsumoto ไป Kamikochi -


โดยรถบัสถึง Kamikochi คนขับจะจอดให้ลงป้ายแรก ที่ป้าย Taisho pond ถ้าใครจะถ่ายรูปที่นี่ก่อน ก็ให้ลงที่นี่ได้เลย เพราะถ้าไม่ลงป้ายนี้ รถบัสจะพาวิ่งไปส่งลงป้ายสุดท้ายที่ Kamikochi Bus Terminal ก็ต้องเสียเวลาเดินย้อนกลับมาอีก ... แต่ไม่ต้องกลัวงง ไม่รู้ว่าป้ายไหน คือป้าย Taisho pond ก็ดูว่าป้ายไหนพวกตากล้องลงจากรถบัสเยอะ ๆ อ่ะใช่แน่นอน ฮ่าฮ่าฮ่า

เพราะช่วงเช้าตรู่ที่ Kamikochi ตรงจุด Taisho pond จะมีตากล้องมากมาย ยืนจับจองมุมถ่ายรูปภาพภูเขาสะท้อนเงาน้ำ โดยน้ำที่บึง Taisho pond นี่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สะท้อนได้ทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็น ท้องฟ้า ภูเขา ต้นไม้ หรือแม้แต่ช่างกล้อง ก็ยังสะท้อนได้ ฮ่าฮ่าฮ่า ... ก็ถ้าวันไหนฟ้าใส และน้ำนิ่งเป็นใจ เตรียมตัวรัวชัตเตอร์กันแบบไม่ยั้งได้เลย


- รูปมุมมหาชนที่ Taisho pond ... ใครไม่มาถ่าย ถือว่ามาไม่ถึง ฮ่าฮ่าฮ่า -


- ต้องขอยอมใจกับเงาสะท้อนน้ำที่นี่จริง ๆ ... เงาตากล้อง ยังสะท้อนได้อีก ดูเอาเหอะ -


- อันนี้คือเงาสะท้อนน้ำของจริง ๆ เลย ไม่ได้เข้าไปเติมเพิ่มเองใน photoshop นะ -


- ว่าแล้วก็เอาภาพที่ Taisho pond ไปดูกันแบบรัว ๆ -



จาก Taisho pond หลังจากเราถ่ายรูปกันพักใหญ่แล้ว ก็เริ่มออกเดินไปจุดต่อไป ระหว่างทางก็เป็นป่าโปร่ง มีทางเดินข้ามสะพานไม้ที่ทอดตามบึง หรือหนองน้ำตื้น ๆ ในป่าโปร่งบ้าง ... เดินมาไม่ไกลนัก เราก็ถึงก็จุดชมยอดเขา Yakedake ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ


- จุดชมวิวยอดเขา Yakedake Mountain-



หลังจากนั้นก็เดินกันต่อไป เพราะชีวิตวันนี้มีแต่เดินเท้ากันอย่างเดียว ก็ถือว่าได้ออกกำลังกายไปในตัว ฮ่าฮ่าฮ่า เดินไปอีกสักพัก ก็ถึงจุดชมวิวเทือกเขาโฮทะกะ (Hotaka Mountain) อีกจุด

- จุดชมวิวยอดเขา Hotaka Mountain -


จากจุดชมวิวเทือกเขาโฮทะกะ จะเป็นทางแยก ถ้าเราเดินเลี้ยวขวา ไปเรื่อย ๆ จุดต่อไปที่จะถึงก็คือ บึง Tashiro Poud ที่บึงนี้ระดับน้ำจะตื้นกว่าบึงไทโซ และน้ำในบึงนี้เกิดจากน้ำซับใต้ดิน ทำให้แม้ในหน้าร้อนถ้าลองเอามือสัมผัสน้ำที่บึงนี้ จะมีอุณหภูมิเย็นตลอดปี

- จุดชมวิวที่บึง Tashiro Poud -






เสร็จจากบึง Tashiro Poud ก็เดินกลับมาทางหลักทางเดิม ที่ตรงทางแยกจุดชมวิวเทือกเขาโฮทะกะ ทีนี้ให้เราเลี้ยวไปแยกทางซ้ายบ้าง เดินไปตามทางเรื่อย ๆ พอผ่านป่าสนมา เราก็จะเดินเลียบแม่น้ำ Asuza River



แล้วจะเจอทางข้ามสะพาน Tashiro Bridge ทีนี้ เราจะต้องเลือกแล้ว ว่าจะเดินเลียบแม่น้ำฝั่งไหน คือทางเดินสองฟาก ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาจะขนานกันไป โดยมีแม่น้ำ Asuza River คั่นอยู่ตรงกลาง ... แล้วเราจะมีสะพานให้ข้ามฝั่งอีกที ก็คือต้องเดินไปจนถึง สะพาน Kappa Bridge

- จุดชมวิวที่สะพาน Tashiro Bridge -





คือตามตรงเลือกไม่ถูก ว่าจะเดินจากฝั่งไหนดี แต่ดูจากเวลาแล้ว ก็เหลือ ๆ เราก็เลยเดินวนมันสองรอบ เพื่อเก็บวิวให้ครบทั้งฝั่งซ้าย และฝั่งขวาเลย ฮ่าฮ่าฮ่า ... ถามว่าฝั่งไหนวิวสวยกว่ากัน ก็ตอบไม่ได้ คือมันสวยทั้งสองฝั่งจริง ๆ ถ้าใครฟิตแรงเหลือ เวลาเหลือ จะเดินตามก็ได้นะ (เดินวนเป็นวนกลมจาก Tashiro Bridge ไปกลับ Kappa Bridge นึงรอบ)

แต่ก็แปลว่าปกติจะใช้เวลา จาก Tashiro Bridge ไป Kappa Bridge ประมาณ 20-30 นาที ถ้าเดินวนสองฝั่งก็ต้องเดินชั่วโมงกว่า ๆ ขึ้นไปแน่นอน เผื่อเวลากันด้วยนะ

แต่ถ้าใครอยากเลือกเดินแค่ฝั่งเดียว เราแนะนำจากสะพาน Tashiro Bridge ไปสะพาน Kappa Bridge ให้เดินเลียบฝั่งขวามือของแม่น้ำแล้วกัน เพราะฝั่งนี้ก่อนถึง Kappa Bridge เราจะเจอท่ารถบัสฯ ก่อน ... ให้เราไปแวะแจ้งรอบรถบัสขากลับได้ก่อนเลย (แล้วพอเดินต่อถึงสะพาน Kappa Bridge ถ้าเวลาเหลือ แรงยังดีอยู่ จะเดินวนเพิ่มอีกฝั่งนึงรอบก็ได้)

อ่ะพอเลือกฝั่งได้แล้ว ก็ไปลุยกันต่อ กับเส้นทางเลียบแม่น้ำ Asuza River ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านกลาง Kamikochi สีของน้ำในแม่น้ำ Asuza จะเขียวใสเวอร์ เมื่อสะท้อนแสงแดดจะประกายวิบวับมาก เรียกว่า เส้นทางเดินเลียบแม่น้ำทั้งสองฝั่ง จะมีมุมถ่ายรูปสวย ๆ อยู่หลายจุดจริง ๆ ... โดยเฉพาะตรงโค้งน้ำใหญ่แถวหน้าโรงแรมที่พัก อันนี้วิวอลังการเหมือนอยู่ในสวรรค์จริง ๆ

- อีกมุมของ Kamikochi ที่ชอบมาก ตรงโค้งใหญ่ของ แม่น้ำ Asuza River -



- แนวทางเดินเลียบ Asuza River ทางฝั่งขวาของแม่น้ำ -




- ภาพนี้ถ่ายจากมุมโค้งแม่น้ำ แต่มองย้อนกลับไปทางที่เราเดินมาตอนแรก -



จากมุมโค้งแม่น้ำ เราก็เดินตามทางเลียบ Asuza River กันต่อ ระหว่างนั้นก็ชมธรรมชาติสองข้างทางไปเรื่อย รับรองเดินยังไงไม่มีเบื่อ เพราะวิวสวยตลอดทาง

แล้วเราจะเห็นบรรดานักท่องเที่ยวมานั่งปิคนิค หยิบข้าวกล่องมานั่งทาน แบบวิวแนบชิดติดธรรมชาติมาก ถ้าใครได้ลองมื้อกลางวันแบบนี้ที่ Kamikochi คงเป็นมื้อที่ฟินกันสุด ๆ ไปเลย






และอย่างที่บอกจากสะพาน Tashiro Bridge ถ้าเราเดินเลียบฝั่งขวาของแม่น้ำอะซุสะ สักพักเราจะถึงท่ารถสถานี Kamikochi ให้เราไปติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ เพื่อแจ้งรอบรถขากลับไป Matsumoto ที่ต้องการก่อนเลย


เจ้าหน้าที่จะให้บัตรคิวที่ใช้กับรอบนั้นมา เสร็จแล้วค่อยไปเดินเที่ยวต่อได้ ... หลังจากเดินเที่ยวเสร็จ พอใกล้เวลารถออก ก็ให้มายืนรอขึ้นรถที่บริเวณนี้ โดยพอถึงรอบรถ เจ้าหน้าที่จะเรียกขึ้นรถตามคิว ใครได้คิวเบอร์ต้น ๆ จะได้ขึ้นรถตามรอบที่แล้วแจ้งไว้ก่อน แต่ถ้าคิวท้าย แล้วรถเต็มเราก็ต้องไปรอบถัดไปแทน

ดังนั้นแนะนำให้มาติดต่อแจ้งรอบกลับก่อน พอเราได้คิวรถขากลับ แล้วค่อยไปเดินเที่ยวจุดอื่นต่อได้ (ถ้าเราเดินมาจากทางเลียบฝั่งซ้ายของแม่น้ำ ต้องไปข้ามฝั่งตรงสะพาน Kappa แล้วเดินย้อนลงมานิดนึงจะเจอท่ารถ)

- Kamikochi Bus Terminal เป็นท่ารถบัส ที่วิวนี่กินขาดจริง ๆ -



จากท่ารถบัสเราเดินต่อไปอีกนิด ก็จะถึงสะพาน Kappa ซึ่งเป็นจุดนึงที่เชื่อมทางเดินระหว่างสองฟากฝั่งเข้าไว้ด้วยกัน วิวตรงสะพานจะสวยมาก เป็นอีกนึงไฮไลท์ของที่ Kamikochi เลยก็ว่าได้ ทำให้บริเวณนี้มีนักท่องเที่ยวมายืนถ่ายรูปกันเต็มไปหมด

- จุดชมวิวที่สะพาน Kappa Bridge -




หากเราไปยืนชมวิวจากบนสะพาน Kappa เราจะมองวิวที่สวยงามได้สองฝั่ง มุมนึงเป็นเทือกเขาโฮทะกะ (Hotaka Mountain) ที่มีหิมะปกคลุม ดูยิ่งใหญ่อลังการมาก



และจากบนสะพาน Kappa เช่นกัน หากเรามองย้อนไปอีกทาง ก็สวยงามไม่แพ้กัน เพราะเป็นวิวยอดเขา Yakedake Mountain พร้อมสายน้ำ Asuza River ที่เราเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ผ่านมา



บริเวณแถวสะพาน Kappa จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว โรงแรม ร้านค้าขายอาหาร เครื่องดื่ม และร้านขายของที่ระลึก เปิดให้บริการนักท่องเที่ยว คนบริเวณนี้ก็จะเยอะหน่อยนึง



นักท่องเที่ยวสามารถเลือกพักได้ทั้งแบบโรงแรม ซึ่งราคาก็สูงนิดนึง หรือถ้าเป็นสาย Backpack อาจเลือกขอกางเต็นท์นอนชมวิวธรรมชาติเอาก็ได้ ไม่แน่ใจราคาค่าธรรมเนียมเป็นอย่างไร เผื่อใครสนใจคงต้องติดต่อสอบถามทางอุทยานฯ โดยตรงดูอีกที



และจากบริเวณสะพาน Kappa ถ้าใครมีแรงเหลือ อยากเดินชมวิวต่อไปยังจุดถัดไปที่ สะพาน Myojin ก็ได้นะ ... แต่จากสะพาน Kappa ไปยัง สะพาน Myojin ระยะทางไปกลับรวมประมาณ 6 Km.

หรือคำนวนคร่าว ๆ ก็ต้องใช้เวลาเดินไปกลับ ประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าเราจะไปต่อต้องเผื่อเวลาดี ๆ ให้มาทันรอบรถขากลับนะ ไม่งั๊นอาจงานงอก เพราะตกรถบัสได้

ซึ่งเรามาถึง Kamikochi แต่เช้า เพราะต้องการทำเวลา เพื่อเดินให้ไปถึงสะพาน Myojin อยู่แล้ว พอเสร็จจากสะพาน Kappa ดูเวลาแล้ว ก็ได้ตามที่คำนวนไว้ ก็เดินลุยไปกันต่อถึงสะพาน Myojin เลย

จาก Kappa bridge จะมีทางให้เลือกไป Myojin bridge ทางฝั่งซ้าย หรือขวาเช่นเคย โดยตามเส้นทางที่เราเดินจะเป็นวงกลม

ซึ่งเราจะเริ่มเดินขาจากไปทางฝั่งขวาเรื่อย ๆ จนถึงสะพาน Myojin bridge ก็ข้ามกลับมาฝั่งซ้าย เพื่อไปชม Myojin Pond (อยู่ไม่ไกลจากสะพาน Myojin bridge) แล้วก็เดินวกกลับ จากทางฝั่งซ้ายมายัง Kappa bridge

โดยพอเริ่มออกเดินไปต่อ ด้วยการวนด้านขวา จากสะพาน Kappa bridge พอเดินต่อไปเล็กน้อย ก็จะเห็นโซนบ้านที่พักในอุทยาน และลานกางเต็นท์


- หลังเดินมาจากสะพาน Kappa bridge ทางขวามือ จะมีสะพานข้ามแม่น้ำเล็ก ๆ อีกสะพาน -


- เดินไปต่อจะเจอโซนบ้านพักริมลำธาร ภายในอุทยานฯ ... บรรยากาศน่ามาพักมาก ๆ -


เสร็จก็จะเป็นทางเดินต่อยาว ๆ เลาะริมแม่น้ำบ้าง เลาะริมป่าบ้าง ไปอีกประมาณ 3 Km. ทางจะขรุขระกว่า และมีต้องเดินขึ้นลงเนินนิดหน่อย ซึ่งนักท่องเที่ยวจะเดินน้อยกว่าช่วงแรกเยอะทีเดียว แต่ก็เจอคนเดินสวนกันไปมาอยู่เรื่อย ๆ นะ ไม่ได้เปลี่ยวอะไรมาก

ส่วนตัวเราว่าวิวจากทางเดิน Kappa bridge ไป Myojin bridge สองข้างทางก็โอเคอยู่ แม้จะไม่สวยเท่า วิวในช่วงแรกนะ เพราะป่าจะทึบกว่าเส้นทางเดินตอนแรก แล้วเราจะไม่ได้เดินเลียบแม่น้ำตลอด ... บางช่วงที่วิวสวย พอจะหยิบกล้องถ่ายรูป แต่ก็เจอต้นไม้บังเต็มเฟรมไปหมด ... เลยส่วนใหญ่ได้แต่เดินไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยได้หยุด ถ่ายรูปเท่าไรในช่วงนี้


- วิวระหว่างทางไป Myojin bridge จะมีมุมให้ถ่ายรูปได้เฉพาะช่วง ที่เดินออกมาจากแนวป่า -


- จุดแวะพักระหว่างทาง ตรงนี้เกือบถึงสะพาน Myojin bridge แล้ว -



จนในที่สุดก็มาถึงสะพาน Myojin bridge ขนาดตอนอยุ่ไทยนี่ เราก็ออกกำลังกายบ่อยแล้ว แต่พอเดินมาถึงสะพาน Myojin ทั้งเดินไกล ทั้งแบกกระเป๋ากล้องหนัก ๆ ขานี่เริ่มมีเป๋หมดแรงหล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า

แต่ต้องบอกว่าคนสูงอายุที่ญี่ปุ่น นี่เค้าเดินกันเก่งจริง ๆ ... อย่างคุณตา คุณยายคู่นี้ เราเห็นทั้งคุณตา คุณยาย จะเดินกันไปเรื่อย ๆ แบบช้า ๆ แล้วทั้งคู่จะคอยช่วงประคองกันไปมา



จนสุดท้ายทั้งคุณตา คุณยาย ก็เดินมาถึงสะพาน Myojin bridge กันจนได้ ... เก่งจนต้องขอยกนิ้วให้จริง ๆ เรียกว่าเราเห็นแล้ว ต้องแอบอมยิ้มในความน่ารัก และน่าประทับใจของทั้งคู่มาก ๆ ... ตอนเราแก่ไป อยากแข็งแรง มีสุขภาพดี ๆ แบบนี้บ้างจัง ^ ^//

- ประทับใจคุณตา คุณยายทั้งคู่นี้สุด ๆ จนต้องขอถ่ายรูปไว้หน่อย -


- รูปจุดชมวิวที่สะพาน Myojin Bridge -




พอข้ามฝั่งจากสะพาน Myojin เดินต่อไปอีกนิด ก็จะถึง Myojin Pond ซึ่งจะมีบรรยากาศค่อนข้างเงียบสงบ นักท่องเที่ยวจะไม่พลุกพล่านเท่าไร

อีกทั้งบริเวณบึง Myojin จะมีศาลเจ้าโฮทากะ (Hotaka Shrine) ซึ่งศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ด้วย ถ้าจะเข้าเข้าบริเวณภายในบึง Myojin จะมีค่าธรรมเนียม 300 เยน เดินมาตั้งไกล จนถึงที่นี่แล้ว จะไม่เข้าก็คงไม่ได้แล้วหล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า ... ก็จ่ายค่าธรรมเนียม แล้วเดินเข้าไปภายใน Myojin Pond กันต่อ

- หน้าทางเข้าบึง Myojin Poud จะมีร้านอาหารให้บริการนักท่องเที่ยว -


- ศาลเจ้าโฮทากะ (Hotaka Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ -


- ภาพวิวภายใน Myojin Pond ที่เป็นวิวใบไม้เปลี่ยนสี สะท้อนน้ำภายในบึง -






ขนาดของบึง Myojin Pond จะเล็กกว่า Taisho pond ค่อนข้างเยอะ แต่พอเล็กกว่า น้ำก็เลยตื้นจนน้ำใสเห็นพื้นบึง ถ่ายรูปมาก็เจอเป็นภาพวิวสะท้อนน้ำเหมีอนกัน เเต่ติดที่ว่าต้องเดินต่อมาอีกไกลไปหน่อย ถ้าเวลาน้อย หรือขี้เกียจเดิน ความเห็นส่วนตัวเราว่าก็เอาเเค่ Taisho pond กับสะพาน Kappa ก็พอ (แต่ใครแรงเหลือ จะจัดเต็มแบบเราก็ตามรอยแพลนนี้ได้เลย)

จริง ๆ จาก Myojin Pond นี่ก็ยังไปต่อได้อีกนะ แต่จะเริ่มเป็นทาง Trekking แบบระดับ Advance Routing แล้ว คือจะต้องเดินทางราบกันจนสุดทาง แล้วเปลี่ยนเป็นทางไต่ขึ้นภูเขากันอีกหลายชั่วโมง ส่วนอุณหภูมิข้างบนนี่หนาวจัดเลยเพราะอยู่บนยอดเขา ... แต่วิวช่วงใบไม้เปลี่ยนสีข้างบนนี่ เท่าที่เคยอ่านเจอตามอินเตอร์เนท ก็ต้องบอกว่าสวยสุด ๆ จริง ๆ เรียกว่า สวยติดระดับท๊อป ๆ ของที่ญี่ปุ่นกันเลย

แต่รอบนี้คงไม่ไหวแล้ว เอาแค่เดินมาถึง Myojin Pond ก็ขาลากหล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า ... พอออกมาจากบึง Myojin Pond ก็เดินกลับไปที่จุดท่ารถ ยิ่งต้องเดินทำเวลา เพราะกลัวตกรถบัสไป Matsumoto ด้วย ขาก็เริ่มเป๋ไปเป๋มาหล่ะ เรียกว่า เที่ยวเดินกลับนี่ถ่ายรูปมาน้อยมาก

- บางช่วงตอนเดินกลับ ป่าสนมันก็จะออกแนวครึ้ม ๆ หน่อย -



- บางช่วงก็เป็นป่าโปร่ง เจอใบเมเปิ้ลกำลังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสวยเชียว -



เรียกว่าพอเดินมาถึง Kappa Bridge ได้นี่ ต้องบอกว่าหมดแรงข้าวต้มจริง ๆ เพราะเท่ากับวันนี้เดินไปชุดใหญ่ไฟกระพริบมาก เดินไปทั้งวันประมาณ 13 Km กว่า ๆ เลยอ่ะ - -"

พอถึงสะพาน Kappa ดูแล้วเวลายังพอมี ก่อนรอบรถที่จองไว้ตอน 16.45 Hr จะออก ก็เลยไปจัดไอติมโคนวนิลา เติมความหวาน เพิ่มพลังงานซะหน่อย แล้วต่อด้วยน้ำเปล่ารสโยเกริต์อีกสักขวด (เราเคยมีรีวิวรวมมิตรไอติม และเครื่องดื่มที่ญีุ่ปุ่นจากทริปนี้ https://th.readme.me/p/15267 ไว้ตามลิงค์นี้นะ เผื่อใครสนใจ)



พอเติมพักเติมพลังงานเสร็จ ก็เดินกลับมาสถานีรถบัสฯ ไปยื่นบัตรคิวตามรอบที่เราจองไว้แล้ว (ควรไปเผื่อก่อนถึงเวลารถออกด้วยนะ) เจ้าหน้าที่จะจัดให้ขึ้นรถตามคิว ซึ่งบางรอบมีคนล้นเกินที่นั่ง ถ้าใครไม่ได้จองคิวไว้แล้วรถเต็มแล้ว ก็ต้องรอขึ้นรถรอบต่อไปแทน


ต้องเรียกว่าวันที่เดินทางมา Kamikochi ถือว่าเราโชคดีใช้ได้ เพราะตลอดทริปเที่ยวญี่ปุ่น 10 วัน รอบนี้เจอพายุเข้าฝนตกไป 7 วันแล้ว ... แต่วันที่เดินทางมา Kamikochi เป็นวันที่แดดออกฟ้าใสพอดี

แล้วเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีด้วย ต้องบอกตามตรงเลย ว่าบรรยากาศที่ได้เจอมาที่ Kamikochi นี่วิวธรรมชาติสวยสุด ๆ ที่นึงเท่าที่เคยเที่ยวมาเลย ... เรียกว่าเป็น One Day Trip ที่เราประทับใจมาก ๆ กับ ก็เลยอยากให้ทุกคนมาลองเที่ยวที่นี่กันดู รับรองถ้าได้มาจะต้องตกหลุมรัก Kamikochi แบบเรา : )


- ปิดท้ายภาพของที่ Kamikochi ไว้ด้วยภาพนี้ -



แล้วเอาไว้ถ้าว่าง ๆ เราจะมารีวิวเล่าเกี่ยวกับ ... ทางเดินศึกษาธรรมชาติอีกเส้นทางที่ ชื่อ Norikura ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับ Kamikochi เราสามารถเที่ยวโดยใช้เมือง Matsumoto เป็นเบสที่พัก แล้วนั่งรถบัสเที่ยวไปมาได้ รับรองใบไม้เปลี่ยนสีที่ Norikura นั้นสวยไม่แพ้กันเลยทีเดียว ... แล้วไว้เจอกันใหม่ทริปหน้า : )


- ให้ดูภาพวิวใบไม้เปลี่ยนสีที่ Norikura ฝากเอาไว้เป็นมัดจำก่อนเล็กน้อย ฮ่าฮ่าฮ่า -


------------------------------------------------------------------------------------------------

ถ้าอ่านแล้วสงสัยอะไร อยากสอบถามเพิ่มเติม ก็แวะไปพูดคุยกันได้เลย : )

FB: https://www.facebook.com/JoinMe2TheWorld
------------------------------------------------------------------------------------------------


ความคิดเห็น