Road to EBC (Everest Base Camp) รีวิวโดย whereveego

EBC (Everest Base Camp) trip ปฐมบท การเดินทางไปสู่จุดเริ่มต้นของการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรส ใช่ครับเรากำลังจะพาทุกคนไปฟังประสบการณ์การเดินทางไปยังจุดเริ่มต้น แค่จุดเริ่มต้นของผู้ที่ต้องการไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรส ถ้าใครที่เคยดูหนังเรื่อง Everest หรือ ได้อ่านหนังสือเรื่อง Into The Thin Air นี่คือสิ่ง

Road to EBC (Everest Base Camp)

Road to EBC (Everest Base Camp)


EBC (Everest Base Camp) trip ปฐมบท การเดินทางไปสู่จุดเริ่มต้นของการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรส ใช่ครับเรากำลังจะพาทุกคนไปฟังประสบการณ์การเดินทางไปยังจุดเริ่มต้น แค่จุดเริ่มต้นของผู้ที่ต้องการไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรส ถ้าใครที่เคยดูหนังเรื่อง Everest หรือ ได้อ่านหนังสือเรื่อง Into The Thin Air นี่คือสิ่งที่หนังไม่ได้เล่า

ตั้งแต่ผมได้ทราบเรื่องจากพี่สาวผมว่าเค้าจะชวนไปทริปนี้ บอกก่อนเลยผมไม่เคยมีไอเดียนี้ในหัวมาก่อน พอเริ่มรู้ว่าจะต้องไปจริงๆ ก็เลยเริ่มหาข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งทริปนี้ต้องเตรียมตัวมากพอสมควรทั้งอุปกรณ์ ค่าใช้จ่าย แล้วก็ร่างกาย ผมเริ่มเข้ายิมตั้งแต่ 6 เดือนก่อนจะถึงทริปนี้โดยเพิ่มน้ำหนักตัวเองขึ้นมา 10 กิโล จาก 69 ไป เป็น 79 แล้วค่อยลดมาเป็น 75 กิโล ประกอบกับช่วงนั้นเรียนปโท อยู่เลยว่างพอที่จะไปเข้ายิมทุกวันเฉลี่ยวัน 3-6 ชม ต่อวัน แต่ระหว่างที่เข้ายิมไปนั้นก็อ่านข้อมูลมาเจอว่ามันมีโรคอยู่โรคหนึ่งที่ถ้าเป็นอาจจะทำให้เดินไปได้ไม่จบทริป นั้นคือ AMS (Acute Mountain sickness)

โรค AMS (Acute Mountain sickness) คือ เกิดจาการที่เราขึ้นไปบนที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากๆ โดยระดับพื้นที่ที่จัดว่าสูงนั้น

แบ่งออกเป็น 3 ระดับ

1.ความสูง1,500-3,500 เมตร

2.ความสูงมาก 3,500-5,500 เมตร

3.ความสูงสุดขีด 5,500 เมตรขึ้นไป

ซึ่งโรคนี้อาการความรุนแรงจะรุนแรงขึ้นตามระดับความสูง เกิดจากการที่ออกซิเจนไม่เพียงพอ และอากาศหนาวเย็นร่างกายจึงต้องการออกซิเจนมากขึ้น ซึ่งโรคนี้ไม่ได้รับประกันว่าร่างกายแข็งแรงแล้วจะรอด เพราะมันเกิดได้จาก ยีนส์หรือ ดีเอ็นเอในตัวเราซึ่งเกิดเป็นข้อสันนิษฐานได้ง่ายๆโดยดูจากบรรพบุรุษหรือพ่อแม่ของเราถ้าท่านเคยไปเที่ยวที่สูงๆ แล้วมีอาการไหมให้ทำใจได้เลยว่าเป็นแน่ ซึ่งกรณีของผมเคยมีญาติๆทางแม่เคยไปเที่ยวภูฐานแล้วมีอาการจนต้องนอนพร้อมให้ออกซิเจน ผมเลยรู้ตั้งแต่ก่อนไปแล้วว่า ตัวผมนั้นมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็น 90 เปอร์เซ็นต์แน่นอน ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.thaitravelclinic.com/blog/th/other-travel-tips/altitude-sickness2-symptoms-and-preventio.html ซึ่งวิธีป้องกันเบื้องต้นนั้นคือกินยา Diamox โดยกินวันละเม็ดความจริงควรกินตั้งแต่ถึงเลยแต่ด้วยความที่ไกด์เราบอกว่าถ้ากินแล้วยิ่งอยากกินน้ำมากขึ้นเลยตัดสินใจยังไม่กิน แล้วก็ถ้าระหว่างทางมีอาการก็ให้กินน้ำขิงกับซุปกระเทียม หรือกินกระเทียมสดเลยจะช่วยได้

เส้นทางที่เดิน

นี่คือทุกสิ่งที่เราจะเอาไปทริปนี้คงหนีไม่พ้นอุปกรณ์เดินเขา กันหนาว ของกิน และยารักษาโรค ถุงนอน กล้องและอื่นๆ เราต้องยัดทุกอย่างเข้าไปในกระเป๋าซึ่งมันแน่นซะเหลือเกินอุปกรณ์ทั้งหมดผมส่วนใหญ่ยี่ห้อ Trespass รองเท้า Northface #Trespass #Northface

ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิไปที่กาตมันดุจ้า อันนี้ไม่ได้ทำวีซ่าจากไทยไปนะไปทำขาเข้าประเทศเลยเน้นสะดวก โดนไป 450 บาท เห็นเค้าบอกว่าจริงๆต้องแค่ 300 บาท ตอนแรกจะจ่ายเป็นเงินดอลล่า แต่เค้าบอกให้จ่ายเป็นเงินไทยเราคนซื่อเลยจ่ายไปกลัวเค้าไม่ให้เข้าประเทศ

ไปถึงก็เจอไกด์ที่สนามบินแล้วพามาขึ้นรถ อันนี้ต้องเตือนก่อนเลยว่าจะมีอาชีพช่วยขนของแถวหน้าสนามบินจะพยายามมาช่วยเรายกโน้นนี่แล้วเราจะต้องจ่ายให้ซึ่งตรงนี้ไกด์เราก็ไม่เกี่ยวนะคือถ้าเราให้เค้าช่วยเราต้องจ่ายควรเตรียมเงินไปให้พร้อมเลย ไม่งั้นอาจจะต้องจ่ายเยอะเพราะหยิบได้แบงใหญ่ นี่ก็หยิบแบงเล็กสุดได้ 5 ดอลล่า เสียใจมาก ไปที่พักรถติดระดับนึงแต่น้อยกว่าบ้านเราเยอะถ้าคุณผ่านรถติดกรุงเทพได้ก็ไม่มีที่ใดในโลกให้กลัวรถติดอีกแล้ว

ความจริงเราจะเดินเส้นที่ยากแต่คนไทยอีกกลุ่มที่มาก่อนบอกทางนั้นโหดมากลัวไปไม่ถึงเลยเอาทางง่ายสุดก่อน เพราะกลุ่มนั้นก็ต้องกลับก่อนไปถึง EBC เลยบอกไกด์ว่าเอาทางง่ายก่อนละกัน ไกด์เราใช้ของเจ้านี้บริการดีมากไกด์เก่งมากจริงๆhttp://www.clearskytreks.com/

หลังจากวางแผนกับไกด์ว่าเราจะเดินทางเส้นไหนยังไงเเล้วก็ทานข้าวก่อนจะไม่ได้ทานอะไรดีๆอีก กลับมาห้องเอานำ้หนักกระเป๋าออกอีก 5 กิโลเพราะสายการบินที่จะไปให้โหลดได้แค่ 15 กิโล และเชอปาเราจะแบกของแค่ใบละ 10 กิโลเลยต้องจัดการทิ้งของไว้ที่โรงแรมบางส่วน

ตื่นแต่เช้าตี 5 มาสนามบินขาเข้าเจอซอมบี้มาจะขอตังค่าขนเราเลยยกเองทั้งหมดกลัวต้องจ่ายตังอีก ระบบตรวจของที่นี่คืออินดี้มากจัดการเองเกือบทุกอย่าง ไกด์ก็เข้าไปติดต่อเรื่องตั๋วเครื่องบินให้

นี่คือกระเป๋าที่ทุกคนใช้เวลาปีนเพราะมันจุได้เยอะ กันน้ำเหมาะแกการฝากเชอปาแบก (เชอปาคือลูกหาบ)

ได้ตํ๋วมาแล้วจ้านั่งรอเครื่องไป ไม่มีเวลาบินแน่นอน เพราะก็ไม่รู้จะบินเมื่อไหร่เหมือนกัน 555+ (เพราะมันขึ้นอยู่กับสภาพอากาศที่เมือง ลุคลา สนามบินนี้มันอันตรายมากจึงต้องเชคสภาพอากาศก่อนขึ้นบิน)

อันนี้คือของอาหารเช้าโรงแรมเอามากินที่สนามบินเพราะกินไม่ทัน(ปกติเค้ากินกัน 6 โมง) ก็สภาพอย่างที่เห็น กินเพื่ออยู่ เอาว่าขอให้มีอะไรกินก็พอแล้ว

มาตั้งแต่ตี 5 นั่งรอจน 10 โมง ก็ยังไม่ได้ขึ้นเครื่อง รอนานโคตรคืออากาศมันไม่ดีสายการบินเลยไม่เอาเครื่องขึ้น จนเค้าเรียกไปขึ้นรถเพื่อไปขึ้นเครื่อง แต่ยังไม่ได้ขึ้น มีรถบัสจอดรอกันอยู่ตั้งสามคัน เรารถได้แต่นั่งรอนั่งหลับ คือตื่นเต้นจนหายตื่นเต้นละ

รอต่อไปแบบไม่รู้เมื่อไรจะได้ขึ้นเครื่อง จนคนเริ่มหิว ข้างหน้านี่ล่อเอาขนมปังมา-กันเลยจ้า

รอจนบ่าย เกือบบ่ายสอง ไกด์เราไปช่วยคุยจนเค้ายอมเอาเครื่องขึ้น

ทุกคนดีใจเวอร์ที่จะได้ไปสักที ตอนขึ้นเครื่องแอร์จะเอาลูกอมกับสำลีมาให้ ไอ้เราก็ไม่รู้ว่าจะเอาสำลีมาทำไม พึ่งมาเห็นว่า ออ เค้าให้มาอุดหู

พอเครื่องเริ่มขึ้นเท่านั้นละเมฆหนาตลอดทางเรียกว่านั่งไปก็ใจคอไม่ดีไปเพราะเราก็รู้ว่ามันอาจจะจบทริปตั้งแต่ตอนนี้ เครื่องก็สั่นใจคอเริ่มกังวล สักพักฝนเริ่มตกหนัก มีตกหลุมอากาศเป็นพักๆ มีลูกใหญ่บ้างเล็กบ้างพยายามหลับก็แล้ว สักพักตกหลุมอากาศลูกใหญ่เรียกว่าฝรั่งที่นั่งหน้านี่กรี้ดออกมาเลย(ผู้ชายกรี้ดอะคิดดู) ตอนนั้นก็ใจหายเหมือนกันนึกว่าเครื่องตก นั่งเกร๊งกันไปจนมาเข้าบริเวณที่จะลง เห็นหมู่บ้านอยู่ข้างรันเวย์ แล้วเครื่องก็ลงจอดเลย เฮ้ยบ้านอยู่ข้างรันเวย์ แล้วบ้านและรันเวย์อยู่ติดเหว แบบพอเห็นของจริงแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมถึงเป็นหนึ่งในสนามบินที่อันตรายที่สุดในโลก เครื่องมาถึงลงแล้วเลย แบบมันแปลกมากจริงๆ หันมามองฝรั่งที่นั่งข้างๆแบบอารมณ์ว่าทึ่งในความเป็นสนามบินที่นี่เลย แบบลงแบบนี้เลยจริงดิ เรียกว่าฝรั่งคงร้อง เชดดดดด อยู่ในใจ แล้วเครื่องก็เบรคเรียกว่าผ่านด่านหินไปได้

นี่ละครับสายพานของสนามบินลุคลา

ดูจากกระดาษที่ติดเอาว่าเบอร์ตรงไหม ปลอดภัยมาก

มาถึงที่ร้านอาหารแรกไกด์ก็บอกว่าเราต้องรีบออกเดินเเล้วนะเพราะเครื่องเรามาช้าเดี๋ยวจะถึงั้พักมืดให้รีบจัดของที่ต้องใช้ระหว่างทางเข้าเป้บนหลัง สั่งอาหารที่กินง่ายมา รีบกินละรีบไป

อันนี้ของผมเน้นง่ายไว้ก่อนกินเสร็จรีบเข้าห้องน้ำ สั่งน้ำมา 3 ขวด ตอนผมเริ่มกินข้าที่นี่คือมีอาการปวดหัวหน่อยๆ ไกด์บอกไม่น่าจะเป็นอะไร อาการเหมือนไม่สบายผมพกน้ำใส่หลังไปสองลิตรเพราะปกติกินน้ำเยอะ ไกด์บอกว่ายังไม่ต้องกิน Diamox เพราะจะทำให้กินน้ำเยอะกว่าเดิมเลยยังไม่กินยา

มาถึงที่ร้านอาหารแรกไกด์ก็บอกว่าเราต้องรีบออกเดินเเล้วนะเพราะเครื่องเรามาช้าเด่ยวจะถึงมืดให้รีบจัดของที่ต้องใช้ระหว่างทางเข้าเป้บนหลัง สั่งอาหารที่กินง่ายมารีบกินละรีบไป

หลังจากกินอาหารเสร็จก็เริ่มออกเดินประมาณ 4 ชม. เพื่อไปถึงที่พักแรก Phakdingที่ความสูง 2,640 เมตร

ทางวันแรกก็จะสบายๆมีลื่นบ้างเพราะฝนตกตลอดทาง ล้มไปสองสามรอบเลอะไปหมด

เดินมาจะถึงที่พักคือเริ่มมีอาการล้าเมื่อย แล้วทางเข้าโรงแรมก็แบบเหมือนแกล้งกันมาก คือบันไดชันและสูงมากแต่ละขั้นคือจะไกลไปไหน ขานี่แทบจะตายอยู่เเล้ว ทำร้ายขามาก ห้องนอนก็ประมาณนี้เหมือนเอาแค่กันลมกันฝนอะเป็นไม่อัดมากั้นๆ มีช่องระหว่างประตูคืออากาศเย็นก็ยังเข้ามาอยู่ดี

ห้องอาหารมีที่ชาร์จให้บริการ แต่คิดเงินนะ ที่นี่ไม่มีอะไรฟรี มื้อแรกก็กินง่ายๆพิซซ่า เช็ดตัวด้วยทิชชู่เปียกเอาแทนการอาบน้ำ ดีที่ห้องน้ำที่นี่ยังเป็นชักโครกอยู่ แต่น้ำเย็นโคตร ที่ฉีดตูดนี่เลิกคิดไปได้เลย ก่อนนอนก็ทายาแก้เมื่อยยืดเส้นเตรียมชุดเพราะพรุ่งนี้ออกเดินทางแต่เช้า

มื้อเช้ามาแบบเต็มที่ คือไกด์เราจะให้เราสั่งได้มื้อนึงอาหารหนึ่งอย่างกับชาหรือกาแฟฟรี 1 แก้ว ต่อ 1 มื้อนอกนั้นต้องจ่ายเอง

ไม่ลืมทีเด็ดช่วยชีวิตเพื่อให้อาหารมีรสชาติมากขึ้น นั้นคือแม็คกี้

วันที่ 2 ของการเดินทาง : ก่อนออกเดินทางก็แพ็คกระเป๋าให้เชอปาไปแบก แล้วเริ่มเดินกันเลย วันนี้ก็จะเดินประมาณ 6-8 ชม.

มีสะพานเป็นระยะๆ

เส้นทางก็จะออกธรรมชาติมากๆ อากาศดี ทางก็จะมีตั้งแต่ขึ้นชันมากชันน้อยแล้วแต่จุด

วิวดี อากาศเริ่มร้อนจนต้องขอเข้าไปถอดลองจอน ตอนเเรกนึกว่าจะหนาวแบบในที่ห้องพัก

เวลาเจอที่เป็นเจดีย์อันนี้เค้าบอกให้เดินวนซ้าย

เวลาเจอสะพานยาวๆแบบนี้ ต้องรีบข้ามนะถ้าช้ามีฝูง Yak (เหมือนวัวกับควายขนยาวๆแต่ที่นี่เรียกว่า ยัก) มาจะโดนอัดแบบนี้

เดินจนถึงเที่ยงแวะทานข้าวเที่ยง

หยิบอาวุธลับออกมาอีกอย่างเนื้อหมูทอดกับน้ำพริก

นี่คือเชอปาแบกของขึ้นไปขายที่เมืองไกลๆ เรียกว่าส้นเท้านี่แตกแบบน่ากลัวมากเพราะเค้าแบกหนักมากน่าจะไม่ต่ำกว่า 30 กิโล อาจจะถึง 40 หรือ 50 กิโลเลย

สะพานนี้ทุกคนที่ดูหนังมาคงชินตาเพราะเป็นสะพานชื่อดังของที่นี่สวยจริง ที่มีสองสะพานเพราะเส้นล่างคือสะพานเก่าส่วนเส้นบนคืออันใหม่เค้าใช้เส้นใหม่เดินข้ามกัน

เวลามองละมันก็ท้อหน่อยๆอะนะ เพราะตรงนี้จะเริ่มชันแบบต่อเนื่องละ

แวะพัก ทุกคนจะถ่ายตรงนี้เยอะมาก

แล้วก็เริ่มเดินต่อหลังจากสะพานนี้คือจัดว่าโหดเลยละ ไม่มีรูปอีกเลยเพราะชันมากจริงๆ ต่อเนื่องแบบจะตายให้ได้เลย

พอพ้นจุดที่ชันมากๆมาก็มีห้องน้ำให้เข้าแล้วก็เดินต่อ ชันอีกเเล้วแต่น้อยกว่าหน่อยมีขึ้นลงสลับกัน

จุดแวะพักมีห้องน้ำอีกที่นึงไกลกันอยู่นะ

เชอปาเรามีชื่ออ่านออกเสียงคล้ายคำว่า ลัคกี้ เราเลยตกลงกันว่าจะเรียกชื่อเค้าว่าลัคกี้ โคตรแข็งแกร่งอะ แบกหนักมากอย่างต่ำก็25กิโล

เริ่มเจอสิ่งมีชีวิตละแสดงว่าใกล้ถึงเมืองแล้ว

เริ่มเจอผู้คน เด็กเล่นยิงธนู

นี่คือโค้งสุดท้ายก่อนจะถึง Namche Bazar ทุกคนแบบจะตายให้ได้ อาจเป็นลมได้ด้วยต้องระวัง เค้าบอกว่าอย่าเดินริมผาเพราะถ้าเป็นลมจะตกเขาถ้าให้ไม่ไหวให้ล้มตัวลงฝั่งเขาไว้ก่อน เชอปาแบกเหมือนของเบามากเลย ไม่เหน็ดไม่เหนื่อยถึงก่อนตลอด

แล้วก็มาถึงที่นอนของวันนี้ซึ่งเราจะอยู่ที่นี่ 2 คืนเพื่อปรับร่างกาย Acclimatization day เพื่อที่เราจะได้ขึ้นไปต่อได้ เรียกว่าเมืองนี้คือด่านหน้าให้ทดสอบว่าเราจะป่วยไหม ที่นี่ห้องน้ำจะเริ่มเป็นส้วมหลุมละ

มาถึงก็นอนพักแต่ไกด์บอกอย่าหลับเลยเดี๋ยวกลางคืนจะไม่หลับ

หลังจากเข้าที่พักก็เดินดูรอบๆเมือง ที่นี่มีนักท่องเที่ยวคึกเล่นเดาะลูกขนไก่ด้วย บอกตามตรงว่าไม่ควรเสี่ยงเล่นกีฬาบนที่มีความสูงขนาดนี้เพราะร่างกายอาจจะไม่ไหว เพราะที่เมืองนี้สูง 3,440 เมตรจากระดับน้ำทะเล

หลังจากเข้าที่พัก อาการเริ่มมาพี่สาว เหนื่อยมากแต่นอนไม่ได้ หัวใจเต้นเร็วมาก ไกด์เลยให้ทานเมนูนี้ ซุปกระเทียมกับน้ำขิง อาหารสำหรับคนป่วยเป็น AMS ผมเองก็กลัวเป็นเหมือนกันเพราะปวดหัวมากขึ้นกว่าเมื่อวาน เลยทานด้วย

ไกด์เริ่มเอาอุปกรณ์วัดออคซิเจนในเส้นเลือดมาตรวจ จริงๆเราก็เตรียมไปชุดนึง ผมตรวจเเล้วมันบอกว่ามีปริมาณออคซิเจน 64% (ตัวเครื่องจะเป็นตัวหนีบหนีบที่ปลายนิ้ว) โดยปกติจะต้องมี 90%+ ขึ้นไป วันนี้ก็ตัดสินใจกินยา Diamox เพราะกลัวจะไปต่อไม่ไหว

มื้อเย็นก็กิน Momo คือเกี๊ยวนั่นละ ต่อด้วยผลไม้ ไกด์เราแถมผลไม้ให้ทานทุกมื้อ

วันที่ 3 ตื่นเช้ามาวันนี้ไม่รีบเพราะเป็นวันพัก เมืองนี้เป็นเมืองสุดท้ายที่จะซื้อของได้ ถ้าเลยที่นี่ไปจะไม่มีอะไรขายแล้ว เลยวางแผนว่าบ่ายวันนี้จะออกไปซื้อของที่ขาด วันนี้ก็ให้เดินขึ้นเขาใกล้ๆ

ข้างบนเขามีรูปปั้นคนเนปาลคนแรกที่พิชิตยอดเขาได้

แล้วก็มีห้องศึกษาหรือพิพิธภัณฑ์

เห็นรูปแล้วฮึกเหิมขึ้นมาเลย

วิวข้างบนคือดีมากจริงๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นยอดเขา Everest จริงๆ ลูกไกลนะไม่ใช่อันใกล้

สนามบอลคือไม่มีคนเล่นแน่นอนเพราะไม่กล้าออกกำลังกายเยอะกลัวเป็นโรคละต้องกลับก่อน

วิวจากบนทางแยก

ลงมาก็กินข้าวเที่ยง

เมนูไก่นี่คือเด็ดสุดละของเมนูตั้งแต่เริ่มเดินมา นี่กะว่าขาลงต้องมาเมืองนี้จะสั่งเมนูนี้อีก เพราะมีขายแค่ตอนเที่ยง

อากาศเริ่มแย่ลง

ช่วงบ่ายไม่มีไรทำเลยเล่นกลให้น้อง,ไกด์กับคนในที่พักดู เรียกว่าจัดโชว์ไปแก้เบื่อ น้องเป็นลูกครึ่งไทยด้วยอยู่ภูเก็ตกับพ่อมาเจอกันที่นี่ เล่นจนเด็กติดจนถามว่าจะไปเมืองไหนจะไปด้วยเลย แล้วจู่ๆเย็นวันนี้ไฟก็ดับทั้งเมือง ก็นอนกันไปทั้งที่ไฟดับนี่ละ

วันที่ 4 ตื่นเช้ามาอากาศยังดูเย็นๆอยู่หิมะนี่ตกเยอะมากบนยอดเขา

เมนูเดิม ชามาซาล่า

นักท่องเที่ยวบล๊อคเกอร์ เที่ยวเองนอนเต้นไปทางยากกว่าด้วยหวังว่าจะไปเจอกันข้างบน

ออกเดินทาง bye bye Namche Bazar มุ่งหน้าสู่ Tyengboche

อากาศวันนี้ออกแนวร้อนมาก เดินไปถอดชุดไป นี่คือข้อดีของชุดที่เป็นชั้นๆ เพราะเราจะเลือกใส่หรือถอดง่าย

ทางเดินก็ยาวๆไปนี่คือทางข้างหน้า

หันหลังมา

แล้วเพลง "กลับตัวก็ไม่ได้ จะเดินต่อไปก็ไปไม่ถึง"คือดังขึ้นมาเลย เดินบนทางอย่างนี้นานมากเลาะขอบภูเขาไปเรื่อยๆ

เมื่อเดินผ่านคนที่นั่งพักอยู่ ก็จะให้กำลังใจกัน เพราะทุกคนเข้าใจว่ามันเหนื่อย

เดินจนมาเจอลุงคนนี้ คือคนที่ ทำทางที่ให้เราเดินขึ้นมากันนี่แหละ

เริ่มเดินลงเห็นเมืองไกลๆนั้นไหมนั้นละที่ต้องเดินผ่าน

สาวๆที่นี่เดินชิวเหมือนมาเก็บพริกที่สวนหลังบ้านเลย

เดินมาจนทะลุโซนป่า ออกมาเจอสะพานอีกครั้ง ข้ามสะพานนี้ก็ได้พักเที่ยงแล้ว

มื้อกับอาหารรสชาติที่คุ้นเคย

สำหรับคนขี้เกียจแต่มีเงินก็จ้างม้าได้นะ แต่คนรวยๆอย่างเรานั้นเดินต่อไปจ้า

หลังจากเดินขึ้นกันอย่างทรหดก็มาจนเจอเมือง Tyengboche 3,867 เมตร อันที่จริงต้องนอนพักที่เมืองนี้แต่เพราะอาการปวดหัวผมยังไม่ดีขึ้นเค้าเลยให้เราลงไปอีกเมืองนึงข้างล่างเขา เดินเลยไปอีกหน่อย ที่นี่ก็ยศใหญ่กว่าสารวัตรอีกนะ มันคือ บริเวณวัดไงละ เล่นมุขแก้เหนื่อยไปงั้นละ

เฮลิคอปเตอร์ที่นี่คือบินกันเป็นรถเลย บินบ่อยมากมีคนเรียกใช้เยอะเวอร์ ไม่แปลกที่ห้ามบินโดรนที่นี่เพราะอาจจะฆ่าคนตายได้

ถึงหน้าทางเข้ามาละก็เข้าไปซักหน่อย แต่ภายในมีพระสวดมนต์มนต์อยู่ ห้ามถ่ายรูปนะ

บนนี้จะมีวัดที่เค้าบอกกันว่ามีการสวดมนต์ที่นี่และสมัยก่อนคนก็มารวมที่นี่กันเองโดยที่ตามเสียงสวดมนมา เอาจริงๆปะทางมายากมากคือต้องตามมายังไงให้เจอเรียกว่าช๊อคกันไปเลยที่ฟัง

ร้านเบเกอรี่ร้านนี้ดังมากแต่เสียดายไม่มีโอกาสได้ลอง

ถึงที่พัก Deboche เดินลงมาอีกหน่อยที่นี่มีที่ให้อาบน้ำด้วยนะเลยจัดซักหน่อยเพราะเลยที่นี่ไปไม่มีที่ให้อาบน้ำละ มีน้ำร้อนซึ่งเสียเงินค่าใช้น้ำเป็นเวลา แล้วก็น้ำร้อนเหมือนจะลวกกันให้ตายไปข้างเลย อาศัยจังหวะนี้ซักผ้าไปด้วยเลยทีเดียว สดชื่น ที่นี่ก็มีที่ให้ชาร์จไฟแล้วก็มีเนทให้ซื้อด้วยนะแต่ 600 รูปีได้ 200 mb คือเล่นแบบระมัดระวังเนตหมดมาก ห้องเริ่มเล็กลงจนประตูเปิดมาชนเตียงละ

มื้อเย็นนี่ทูน่าน้อยจริงๆ แต่ก็เข้าใจละเนื้อมันแพงละเพราะออกมาไกล

ที่ห้องอาหารที่นี่มีเตาผิงให้ไปนั่งล้อมวงด้วยนะ จะได้หายหนาว

วันที่ 5 มื้อเช้าไม่อยากกินก็ต้องกินเดี๋ยวไม่มีแรงเดินต่อ

ซึ่งก็เป็นไปตามคาดผมซักถุงเท้ากับเสื้อแล้วไม่แห้ง ไกด์เลยบอกทำแบบเค้าสิตากบนหลังนี่ละวิธีตากผ้าของที่นี่

นี่น่าจะเป็นการซ้อม Yak วัวขนของ ให้ขนของได้

แดดร้อนจนผ้าเริ่มแห้ง

บางคนก็พกตะกร้อมาด้วย มันใช่ที่เล่นไหมเนี่ย

[img]https://f.

เน้นให้พลังงานไว้ก่อน น้ำบนนี้เริ่มราคาแพงแบบเห็นได้ชัด ขวดละ 300 รูปี จาก 100 รูปี ข้างล่างเรียกว่าจะจนเพราะน้ำนี่ละกินกัน 5 ลิตรต่อวันเฉพาะเวลาเดิน

กินข้าวเสร็จค่อยมีพลังงานขึ้นมาหน่อย

ถ้าจะถ่ายรูปแนะนำว่าถ่ายเลยเพราะไปแล้วอาจจะไม่ได้กลับมาเจอทางเดิม

ทางเดินช่วงนี้เหมือนเดินผ่านทางที่เป็นทะเลทรายหิน อากาศเริ่มรู้สึกละว่าน้อยกว่าปกติเยอะ เหนื่อยง่ายขึ้น

บริเวณนี้เริ่มที่จะแดดสะท้อนแรงมากควรมีแว่นกันแดดดีดีใส่มาด้วยจะดีมาก UV 400 และทางก็เริ่มชันสุดๆ

บริเวณนี้เริ่มที่จะแดดสะท้อนแรงมากควรมีแว่นกันแดดดีดีใส่มาด้วยจะดีมาก UV 400 และทางก็เริ่มชันสุดๆ

เริ่มเห็นคนเดินสวนออกมาละแสดงว่าใกล้เมืองละ

แล้วเราก็มาถึงเมืองถัดมาคือ Dingboche 4,260 เมตร

นี่ละครับ เมือง Dingboche ที่เราจะมาพักปรับร่างกายครั้งที่ 2 ที่นี่เราจะนอน 2 คืนนะคือบอกเลยนี่ถ่ายตอนนั่งพักอยู่เพราะเหนื่อยมาก แดดร้อน แต่ลมเย็น หิวน้ำมากเพราะกินจนหมดแล้ว พอเริ่มเดินเข้าไปในเมืองคือเจอเด็กที่นั้น 3 คนไล่เอาก้อนหินขว้างใส่ เจ็บหน่อยๆ แต่บอกเลยว่าไม่มีแรงจะสู้แล้ว ไอ้พวกเด็กเปรต

เดินเข้ามาแบบไกลมากกว่าจะมาถึงโรงแรมของเราก็เจอกับสิ่งๆนี้ มันคือเครื่องต้มน้ำแบบรักโลกนั้นเอง

ห้องนอนวันนี้สีสันขั้นสุดมาถึงก็อยากนอนแต่ไกด์เราก็บอกว่าอย่านอนนะเดี๋ยวกลางคืนไม่หลับเลยขอนอนไปสัก 20นาที ที่นี่ห้องน้ำเริ่มเป็นส้วมหลุมนะ ส่วนน้ำนี่ก็เรียกว่าเริ่มขาดแคลน ต้องรอเค้าเอามาเติมในถัง

ตื่นมาอ่าวทำไมหมอกลงขนาดนี้ละเนี่ย อาการเริ่มแปรปรวณขั้นสุดจริงๆ

ขี้นมาห้องอาหารที่นี่เป็นชั้นสอง นี่คือข้าวเกรียบที่แพงที่สุดในชีวิต หมดนี่ 150-200 บาท กินแกล้มกับน้ำพริกเข้ากันจริงๆ ที่ห้องอาหารนี้จะมีเตาผิงซึ่งเชื้อเพลิงก็คือพวกมูลสัตว์นั้นละ จะเริ่มจุดไฟแค่ตอนเย็นเท่านั้นไม่ได้จุดทั้งวัน เริ่มกันดารเข้าไปอีกขั้น

ถึงเวลามื้อค่ำ ก็ลองกิน Momo แบบนิ่งอันนี้โอเคกว่าแบบทอดเยอะเลย ได้เจอคนที่มาเที่ยวหลายแบบมีทั้งเที่ยวแบบทุกส่วนเป็นนักข่าวเยอรมันอยู่แถบนี้มาเดือนกว่าแล้ว มีทั้งแบบเรามาเพื่อไปพิชิต EBC ซึ่งแบบนี้มีเยอะมากวันนี้ได้เจอครูชาวอังกฤษ แต่มาสอนภาษาอยู่ไทยมาเป็น 10 กว่าปีแล้วพูดไทยด้วยคุยกันสนุกมาก พวกเค้าบอกเมื่อวานไม่มีคนเลยที่โรงแรมนี้ เลยไม่มีคนคุยวันนี้คนมาเยอะเลยสนุกแต่พรุ่งนี้จะออกเดินทางต่อละ ตอนกลางคืนวันนี้ฟ้าเปิดเห็นดาวเพียบเลยแต่ยืมกล้องพี่สาวมาถ่ายใช้ไม่เป็นเลยอดได้ภาพเลย เวลาจะแปรงฟันก็ต้องแล้วแต่จังหวะว่าถังน้ำมีน้ำพอรึเปล่าด้วยนะไม่งั้นต้องเอาน้ำเรามาใช้เอง

เช้าวันที่ 6 ตื่นมาแบบสบายๆ 7 โมง Acclimatization day ครั้งสุดท้ายก่อนขึ้นถึง EBC วันนี้อาการโอเคมึนๆ ดีขึ้นหน่อย ไม่ปวดหัวมาก ลืมบอกว่าน้ำที่นี่จะเริ่มแพงขึ้นมาอีก 100 รูปี เรียกว่าราคาขึ้นทุกเมือง สั่งเป็นน้ำร้อนมาขวดใหญ่ 1000 รูปี ราคาแพงกว่าแต่ปริมานน้ำเยอะกว่า เลยรู้สึกคุ้มกว่า(เหมาะกับการทานมื้อเที่ยงหรือเย็น)

แอบรอถ่ายช๊อตนี้นานมากว่าคนกับ Yak จะหันมาพร้อมกันโคตรแนว

ก่อนออกเดินถ่ายรูปคู่กับลูก Yak หน่อยไม่กล้าเข้าใกล้เดี๋ยวโดนมันถีบเอา

วันนี้ก็จะเป็นการเดินไม่เยอะแต่เน้นขึ้นเขา ไม่เยอะกะผีอะไรละเนี่ย ไกด์หลอกกูอีกแล้ว บ้านข้างล่างอะที่เราอยู่ให้ขึ้นมาซะสูงเลย

วิวข้างบนคือดี

ที่เราเดินๆกันมาก็จะมีผ้าสีผูกตลอดทาง เลยถามไกด์ซอลซี่สุดหล่อของเราว่ามันคืออะไรหมายความว่ายังไง เค้าบอกว่า อืม มันคือผ้าที่แทนสิ่งต่างๆของธรรมชาติน่ะแต่ละสีก็มีความหมายเฉพาะไป น้ำเงินก็ฟ้า เขียวก็ต้องไม้ แดงก็ไฟ เหลืองก็พระอาทิตย์ ส่วนขาวก็วิญญาณ

เมือง Dingboche จากมุมบนใหญ่อยู่นะ วันนี้ก็มีเฮลิคอปเตอร์มารับคนป่วยกลับที่เมืองระหว่างที่เรายืนชมวิวอยู่ด้านบน

นี่คือทางที่เราจะเดินออกจากเมืองพรุ่งนี้คือต้องขึ้นมานี้ก่อนละออกเดิน พอพูดจบแกก็บอกวันนี้ไม่จบแค่นี้ ขึ้นต่อ

แกก็ชี้ไปบนโน้น เราต้องขึ้นบนนั้นก่อนละค่อยลงไปกินข้าวเที่ยง

ข้างบนจะมีคนเอาหินมาเรียงเต็มไปหมด

ถ่ายรูปจนเต็มที่แล้วก็ถึงเวลาลง ขากลับบอกเลยมีหลงเพราะทางที่เดินผ่านบ้านมันซับซ้อนอยู่

ลงมาก็ซักผ้า น้ำยังคงเย็นเหมือนเดิม

มื้อเที่ยงข้าวผัดใส่กากหมูที่เตรียมมาคือดีมากอร่อย

แต่สภาพมือตอนนี้คือเริ่มไม่ไหวละขนาดคอยตัดเล็บตลอดละนะ

ที่นี่มี่ขนมขายด้วยแต่ รู้สึกรสชาติเหมือนหมดอายุยังไงไม่รู้เลยกินนิดเดียวพอ แพงมากด้วยจำไม่ได้ว่า200เท่าไรหรือมากกว่านั้น

นี่คือเอามาจากไทย ตอนนี้คือความสูงมันเยอะแล้วมันเลยเป็นสภาพแบบนี้พองจนจะระเบิด ทุกอย่างที่เป็นซีลจะพองหมด

อากาศเมืองนี้พอเริ่มเย็นหมอกจะมาหนาทันที

มื้อเย็นเลยเอามากินกับข้าวผัดซะเลย แล้ววันนี้คนมาเยอะมาไกด์เลยบอให้โชว์มายากลเลยจัดชุดใหญ่ได้เพื่อนขึ้นเยอะมากมีทั้งอินเดีย ออสเตเรีย โดยเฉพาะครอบครัวออสเตเรียนี่สุดมากลูกสองคนคือเด็กมากแต่เดินมาถึงเมืองนี้ได้แบบดูสบายๆมาก

เช้าวันที่ 7 อากาศสดใสต้อนรับการเดินทางจริงๆ บอกลาเมือง Dingboche เพราะขากลับเราจะไปนอนที่อีกเมืองนึงไม่กลับมาเมืองนี้แล้ว

ออกเดินทาง

ตรงบริเวณนี้จะเหมือนทะเลทรายที่ล้อมไปด้วยภูเขา อยากเข้าห้องน้ำตรงไหนเลือกกันได้ตามสบาย

เลยตรงหลังนี้ไปเป็นทางต่างระดับ ผู้ชายจะลงไปทำธุระแถวนี้กัน

ทางก็จะขึ้นลงเป็นคลื่นๆเลยเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง

เดินมาจนข้ามลำธารมากินข้าวเที่ยง ตอนนี้ละอาการผมมาแบบสุดจริงๆ ปวดหัวแบบเหมือนไมเกรนขึ้น แบบจะอ้วก แต่อ้วกไม่ออก ไกด์บอกว่าให้ดื่มน้ำไปเยอะๆ เลยอัด เกือบสองลิตร คือตอนนั้นคิดเลยว่าใช่ละมาชัวๆ

พอกินข้าวเสร็จก็เจอทางขึ้นเขาไม่ชันมากแต่ลมแรงมาก บวกกับอาการปวดหัวเหนื่อยง่ายเริ่มมาโจมตี บอกเลยว่าไม่เคยรู้สึกอ่อนแอขนาดนี้มาก่อนเพราะตลอดทางผมเดินนำไกด์สบายๆมาตลอดทาง (ส่วนนึงคิดว่าเป็นเพราะผมเดินเร็วไปด้วย) มาตอนนี้คือเดิน 5 ก้าวต้องพักหายใจ

นี่คือมุมเวลาหันหลังกลับมาคือรู้สึกว่าเดินขึ้นไปเยอะแล้วมันไม่เลยไม่ถึง ครึ่งทางของเนินนี้เลย ทุกคนจะดูเหนื่อยมากตรงเนินแบบมองไปแต่ละคนคือล้ากันหมด ยิ่งตอนฝูง Yak เดินผ่านนี่แบบเอาเลยไปก่อนเลยพี่ไม่รีบละ

แล้วก็เดินตรงๆไม่ได้นะต้องเลี้ยวอ้อมหินไปมาใครอยากเข้าห้องน้ำแถวนี้ก็หามุมกันเอาเองเลย พอเดินขึ้นพ้นเนินนี้มาคือแบบว่าจะตายไม่ไหวแบบสุดๆ แล้วไกด์ก็บอกนี่มีหลุมฝั่งศพเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่หิมะถล่ม มีสลักชื่อคนตายไว้ตรงนี้ ฟังแล้วก็ชื่นใจ กูจะตายไหมเนี่ย

แถวนี้ละที่มีแท่นหินสลักชื่อ แล้วเราก็ต้องเดินต่อไปทางนี้เห้นสีขาวไปหมดบอกเลยตอนนั้นผมเดินเหมือนซอมบี้ไม่พูดไม่จากับใครทั้งนั้นขอแค่ให้ถึงที่พักที่ต่อไปเท่านั้นพอแบบเดินเหมือนคนตายเลย

เดินไปก็จะตายไป จนนั่งพักเจอเพื่อนคนอินเดียกับเนปาลที่เคยดูมายากลที่เมืองที่แล้วที่เราคอยทักเค้าตลอด เค้าก็เขามาถามว่าเป็นอะไรรึเปล่า เลยตอบไปแบบมั่นใจเลยว่า "I feel like almost die" เค้าเลยหยิบเอากระเทียมสดออกมาให้สองกลีบ บอกให้เคี้ยวเลยสดๆ มันจะช่วย (ปกติบอกเลยไม่กินกระเทียม) แต่เวลานั้นเพื่อรอดตายก็ต้องกินแล้วละ ซึ่งมันช่วยได้ระดับนึงเลย บรรเทาไปได้ช่วงนึง ตอนนั้นคือเหวี่ยง ขั้นสุดขนาดพูดเลยกับเพื่อนสองคนนั้นว่าทำไม นกไม่ป่วย ทำไม Yak ที่นอนข้างทางไม่ป่วยเป็น AMS บ้างมันไม่ยุติธรรมเอาซะเลย นอนกินหญ้าสบายใจอยูุ่ข้างทาง ผมตั้งชื่อทางบริเวณนี้ว่า นรกสีขาว เพราะตอนนั้นแบบรู้สึกจะตายจริงๆ ถ้าไม่ได้กระเทียมช่วยไว้

แล้วก็ลากสังขารมาจนถึง Loboche 4,910 เมตร เอาตัวรอดมาจนถึงที่พัก พอรู้ห้องนี่คือไม่เอาอะไรละเอาของวางละลงไปห้องทานข้าวเลย คือนั้นบอกไกด์ ไกด์นี่สั่งซุปกระเทียมมาให้แล้วก็นวดหัวชุดใหญ่ให้เลย ตอนนั้นคือนอนบนโต๊ะเลยไม่ไหวจริงๆ ไกด์อุตส่าห์คุยกับเพื่อนว่าจะให้เราโชว์มายากลแต่ตอนนั้นไม่มีแรจะทำอะไรจริงแค่จะเอาตัวอยู่ยังลำบาก



ถึงก็ช่วงเย็นๆพอดีอาการเย็นมากที่นี่ทุกคนมารวมที่ห้องอาหารเพื่อจะได้อบอุ่น ที่นี่จะมีพวกที่เตรียมไปขึ้นยอดเขาด้วยเลยคนเยอะ บางคนมาช้าแม้ว่าจะจองห้องไว้ถ้าห้องเต็มก็คือไม่มีที่นอน ซึ่งเรามาช้าเลยได้ห้องนอนชั้นสอง พอกลางคืนหลัง 3 ทุ่ม ที่นี่จะปิดไฟทั้งหมด คือคืนนั้นป่วยแบบเข้าห้องน้ำบ่อยมากเกือบ 10 รอบได้แบบแรงก็ไม่มีจะเดินปวดหัวแต่ก็ต้องเดินออกมาพร้อมไฟติดหัว

ตื่นเช้ามาวันที่ 8 กับอาการที่แบบไม่ไหวสุด บอกตามตรงว่าเช้านี้รู้สึกว่าอาจจะไม่รอดกลับไปแล้ว เลยของสั่งอาหารที่คิดว่าจะเป็นมื้อสุดท้ายของชีวิต ละไม่เน้นพลังงาน เลยสั่งแพนเค้กมากิน ซึ่งอาการแบบหนักจนไกด์ต้องคอยถามตลอด ที่ห้องอาหารเช้านี้ทุกคนเตรียมพร้อมออกเดินมีทั้งคนเอาที่ฆ่าเชื้อในน้ำมากรองน้ำที่จะดื่มทั้งแบบหยอดแบบเเท่งไฟ หลากหลายแบบ แต่อารมณ์ตอนนั้นคือไม่เอาไรละจริงๆ ผมบอกกับพี่สาวผมก่อนเลยว่า ถ้าผมไม่เดินไปถึง Base Camp ห้ามเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับผมเด็ดขาด ถ้าเรียกก่อนถึงจะโกรธแบบจริงๆ วันนี้เราจะต้องเดินไปให้ถึง base camp

เอาละเริ่มออกเดินเนื่องกลุ่มเรามีแค่สี่คนเลยแยกกันเดินเป็น 2 - 2 ผมเดินกับไกด์ ไกด์เห็นอาการผมแบบไม่น่าไหวละ เพราะเดินช้าลงแบบเห็นได้ชัดมาก เลยช่วยแบกเป้ผมให้ผมถือแค่ของจำเป็นกับน้ำขวดนึง

ด่านแรกวันนี้คือ เนินนี้ชันกว่าที่เห็นมาก + กับต้องสู้กับอากาศที่มีแค่ 50 % (อธิบายง่ายๆคือหายใจเข้าครั้งนึงจากเราได้ออคซิเจนเต็มๆ แต่ตอนนี้มันเหลือครึ่งเดียว) นั้นทำให้เราเหนื่อยมาก ยิ่งตอนขึ้นทางชันนี้คือหนักมาก 3 ก้าวก็ต้องพักหายใจแล้ว

ทุกคนแบบดูเหนื่อยและโหยหาออคซิเจนมาก

มุมจากเกือบถึงยอดเราเดินมาไกลมากกว่าจะเริ่มขึ้นเนิน แล้วหลังจากนั้นก็เดินขึ้นลงไปตามทางเรียกว่าเอาให้รอดไปเรื่อยๆพอละตอนนี้จะตายเอาเหนื่อยต้องการน้ำมากจะดื่มเยอะก็กลัวหมดอีก

เดินกันมาพักใหญ่มากกกกกกกก จนมาเจอมุมชมวิว มุมนี้คือมุมแรกที่เราจะได้เห็น Everest Base Camp ของจริงไกลๆโน้นด้านซ้ายของธารน้ำแข็งข้างล่าง ตอนนั้นคือแบบเอาว่ะเกือบถึงละทนอีกหน่อย

ไอ้ที่สีส้มเหลืองๆนั้นละจุดหมายเรา

หลังจากลงมาจากจุดชมวิวสักพักจะเริ่มเป็นกองหินเดินลำบากหน่อย แล้วก็ได้เจอน้ำแข็งครั้งแรกของการเดินครั้งนี้

เดินมาสักพักใหญ่ก็มาเจอที่พักเรา ถึงแล้ว Gorek Shep 5,180 เมตร (จำภาพนี้ไว้ให้ดีนะครับ) ซึ่งตามแผนคือเราจะเอาของเข้าเก็บกินข้าวแล้วรีบออกไป EBC เลยในวันนี้

ซึ่งตอนนั้นอาการปวดหัวผมก็หนักขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยถามไกด์ว่าเดินไปต่ออีกประมาณกี่ชม. เค้าบอกประมาณ 2 ชม.เราก็เออชม.เดียวเอาน้ำไปขวดเดียวพอกับขนมนิดหน่อย แต่พอเดินจริงทางโหดมากและมั่นใจว่าไปอย่างเดียวก็ชม.กว่าแล้วไปกลับเกิน 2 ชม.แน่ๆ เดินไปทนหนาวไปหิมะเริ่มตกเรื่อยฟ้าเริ่มปิด น้ำก็เริ่มหมด ยังไปไม่ถึง EBC เลย ผมก็เดินแบบซอมบี้ไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเจอลุง ป้า แบบเดินแล้วก็ชื่นชมว่าเค้าแข็งแกร่งจริงเป็นฝรั่ง

ผมทนเดินไปจนเจอแท่นนี้อยู่ไกลๆ เห็นแล้วแบบเออนี่ละจะถึงจุดหมายเราละ ก็ทนเดินไปปวดหัวไป จนถึงแล้วถ่ายรูปนี้มา แบบเอาว่ะสำเร็จแล้ว Everest Base Camp 5,362 เมตร

ระหว่างนั้นผมเดินมาคนเดียวพอพี่สาวกับไกด์ผมตามมาถึงก็เช็คอาการผมว่ายังไหวไหมเพราะอากาศเริ่มหนาวมากแล้ว เลยลองเช็คตาปรากฏว่าตาบวมหน้าเริ่มบวม ไกด์เลยบอกอาการตอนนี้แย่แล้วนะ อยู่ต่อไม่ได้แล้วมันอันตรายมาก

ไกด์คุยกับผมและพี่สาวแล้วเลยตกลงกันว่างั้นเอาเฮลิคอปเตอร์มารับที่นี่เลยแล้วกัน เลยให้ลัคกี้ (เชอปา) กลับไปแพคของที่ห้องแล้วเอามาเจอกันที่นี่ เค้ารีบวิ่งกลับไปแพ็คของ ส่วนผมกำลังจะถ่ายรูปเซลฟี่ตัวเอง พอมองไปที่จอฟันผมมีเลือดออก ตอนนั้นผมรู้สึกเออว่ะคงจะถึงขีดสุดของร่างกายเราแล้วจริงๆละมั่ง

ระหว่างรอเฮลิคอปเตอร์มารับ ก็รอไปสักพักข่าวร้ายก็มา ว่าเฮลิคอปเตอร์มารับที่จุดนี้ไม่ได้ต้องเดินกลับไปที่พัก

ความซวยเริ่มมา อาการปวดหัวตอนนี้ของผมคือสุดจริงๆ ต้องเดินคู่กับเชอปา ส่วนพี่สาวผมเดินกับไกด์คือถ้าใครไม่ไหวต้องแบกกลับเลย นั้นคือแผนสอง แต่ผมยังพอเดินได้แม้จะช้ามากกกกก คือตอนนั้นทางเดินราบก็ปวดมากแล้วพอขึ้นทางชันคือหัวกับหัวใจเต้นเร้วและแรงเท่ากันเหมือนหัวจะระเบิดออกมากเลยแต่ก็คิด ทนไปให้ถึงที่สุด ฝั่งไกด์ก็คุยกับประกันให้ปล่อยเฮลิคอปเตอร์มารับเลย ประกันยังจะถามอีกว่าตอนนี้ผมเดินได้ไหม คือสองกลุ่มตอนนั้นมองไม่เห็นกันแล้ว ประกันก็เห็นว่ายังเดินไหว เลยยังไม่ส่งมารับ คือตอนนั้นอยากจะด่ามากว่าใช่เดินได้แต่เหมือนคนตายอะนะ เพราะจะตายแล้ว ผมทนเดินจนพ้นช่วงเนินมาแบบสภาพและอาการแบบนั้นตลอดทาง ด้วยความหวังว่าเฮลิคอปเตอร์คงจะมาในไม่ช้า ตอนนั้นคือเอามือถือออกมาถ่ายวีดีโอ คิดว่านี่คงเป็นภาพสุดท้ายที่จะเห็นเผื่อไม่รอดคนเจอจะได้เห็นว่าถ่ายไรไว้ สรุปว่านั่งรอสักพักไม่ไหวก็ไปนอนรอในห้อง พันผ้าห่มมันหลายชั้นมาก

ผมนอนรอจน 6 โมงเย็นของวันนั้น ไกด์มาบอกว่าให้ทนหน่อยนะเพราะอากาศแย่มากเฮลิคอปเตอร์มาวันนี้ไม่ได้จะมาอีกทีพรุ่งนี้ให้ทนหน่อย ผมก็พยายามนอนให้หลับ แต่มันปวดจนเหมือนมีถึงน้ำบวมรองสมองอยู่ในหัว หลับๆตื่นๆมาเข้าห้องน้ำสลับกัน ทั้งโรงแรมเหมือนโรงพยาบาล ทุกห้องคือไอแบบเหมือนจะตายกันหมด ขนาดพี่สาวเอาถุงน้ำร้อนมาให้ผมยังหลอนแบบ ไม่อยากให้ใครมาโดนตัวเลยสักนิด คือตตอนนั้นนอนไปก็คิดไปถ้าเฮลิคอปเตอร์เลื่อนไม่มาพรุ่งนี้นี่ตายแน่ๆ ทนไม่ไหวแน่นอน

ตื่นเช้ามาวันที่ 9 จากภาพก่อนไม่มีหิมะเลยวันนี้หิมะเต็มไปหมด ลุกขึ้นมากินข้าว รอกลับ สักพักเค้าบอกมีคนมาช้าถ้าเราขึ้นไปก่อนจะขอกลับก่อนได้ เพราะวันนี้เมืองนี้มีคนขอเฮลิคอปเตอร์ 5 ลำ เราอยู่ลำสุดท้าย เลยรีบเอาของวิ่งขึ้นเนินไปเพื่อขึ้นเฮลิตอปเตอร์ แต่ก็ไม่มีคนสละ มีทั้งใส่ถังออคซิเจน ทั้งสายน้ำเกลือทั้งต่างชาติทั้งแขก มีคนป่วยทั้งนั้น ส่วนเราสัญญาณโทรศัพท์ไม่มี ประกันเลยติดต่อไม่ได้เลยไม่ส่งเฮลิคอปเตอร์มารับสักทีรอตั้งแต่ 6 โมง จน 11 โมง

นั่งรอทั้งทีปวดหัวมาก หนาวก็หนาว ตอนนั้นเราคิดกันว่าอาจจะเป็นสมองบวมน้ำเพราะอาการมันไปทางนั้น

ลำนี้ไม่ใช่ของเรานะ คือเค้าจะขนของมาส่งละขนคนกลับเพื่อไม่ให้เสียเที่ยว

สุดท้ายเฮลิคอปเตอร์ก้มารับเรากลับ ไกด์และเรากลับกันหมดเหลือเชอปาที่ไม่ได้ขึ้นมาด้วยเราเอาทั้งหมดขึ้นมาด้วยกลับลุคลา

คือบินลงมานี่ ไม่ถึง ชม.อะเร็วเวอร์ในใจก็คิดแล้วกูเดินอะไรนานจัง

ลงมาถึงลุคลา อาการดีขึ้นแบบเห็นได้ชัดคนขับเฮลิคอปเตอร์ลงตรวจเช็คด้วยเครื่องเพื่อตรวจระดับออคซิเจน และการเต้นของหัวใจ ละบอกว่าไม่ได้การต้องบินกลับกาตมันดุเลย เพราะที่นี่ไม่มีโรงพยาบาลใหญ่ๆ

เราเลยบินต่อไปอีก 1 ชม. กว่ากลับลุคลาคนขับก็เกรียนพอควรมีบินลีลาขึ้นลงเหมือนเด็กแว้นส์ยังไงอย่างนั้น เป็นคนออสซี่ บอกบินทั้งวันอะคนใช้เยอะ

พอกลับมาสนามบินก็ขึ้นรถพยาบาลเอาเครื่องตรวจออคซิเจนมาตรวจที่นิ้ว

ให้ออคซิเจนจนเข้าสู่ระดับปกติ

นอนพักที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าไม่น่าใช่สมองบวมเพราะถ้าเป็นตาจะพล่าเลย

มื้อแรกหลังจากลับมีไอติดมาด้วยกินของเผ็ดกับทอดไม่ได้สุดท้ายนี้ก็รอดมาได้ ขอขอบคุณทุกๆคน ใครจะไปก็ตรวจร่างกายเตรียมร่างกายกันให้ดีนะครับมีปัญหาอะไรพิมพ์มาถามได้ครับ ทัวร์ที่ใช้ชื่อ Clear Sky Ram Chandra Basnet, ไกด์ชื่อ Sashi Adhikari

ทริปนี้บอกเลยว่าเป็นทริปที่ทดสอบร่างกายตัวเองอย่างมาก สนุกมาก ขอบคุณพี่สาวที่ชวนมาเที่ยวทริปนี้ เราจองทริปกับไกด์ที่นี่ https://www.facebook.com/clearskytreks4you/ ไกด์ที่นี่ก็มีหลายเจ้าลองเลือกสรรกันดู บางเจ้าให้กินเนื้อแต่ของเราไม่ให้กินเพราะมันสูงมากจะไม่สด พวกเนื้อดีๆเค้าเอาไปขายพวกปีนยอดเขาเพราะได้ราคาแพงกว่า หลังจากผมเข้ามาพักที่โรงพยาบาลอาการก็ดีขึ้นเหลือแค่เจ็บคอกับไอ นอนอยู่ 2 คืนแล้วก็ออกไปเที่ยวต่อได้ อันที่จริงทริปนี้เวลาทั้งหมดทั้งขึ้นและลงจะ 1 เดือน เพราะจะเดินทางยาก แต่ก็ต้องเปลี่ยนแผน ส่วนเวลาที่เหลือก็เลยเอาไปเที่ยวที่อื่นต่อ ส่วนเรื่องค่ารักษาพยาบาลกับค่าเฮลิคอปเตอร์ก็ประกันจ่ายให้หมดค่ารักษาพยาบาลให้ออกก่อนแล้วเอาเอกสารกลับมาเครมทีหลังที่ไทยได้เงินคืนก็เดือนนึงหลังจากยื่นเรื่อง หวังว่ารีวิวนี้จะช่วยให้ใครที่อยากไปเตรียมตัวได้ดีขึ้นนะครับ ปล.บอกเลยว่าแนวความคิดที่ว่ามาเดินละจะผอมนี่คิดผิดนะครับน้ำหนักไม่ลดเลย คนที่เดินส่วนมากก็ลงพุงกันทั้งนั้น



ช่องทางติดต่อ ig: whereveego

https://www.facebook.com/Whereveego



จอง


ความคิดเห็น