Autumn in Korea : ตกหลุมรักใบไม้เปลี่ยนสี..จากโซลถึงเกาะนามิ รีวิวโดย we journey

อันยองฮาเชโยว.. ☆ (≧▽≦)☆.. เกาหลีประเทศที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์และความหลากหลายของวัฒนธรรมสมัยใหม่ แต่ยังคงรักษาวัฒนธรรมอันเก่าแก่ได้อย่างอย่างดี ทีสำคัญมีแหล่งช้อปปิ้งและของกินอร่อยๆเพียบ ครั้งนี้เรามีโอกาสได้ขึ้นรถไฟชิลๆจากโซลไปเที่ยวเกาะนามิด้วยน้าาขอบอกว่าฟินมากๆกับทริป 4 วัน 3 คืน อันนี้จะเป็นแพ

Autumn in Korea : ตกหลุมรักใบไม้เปลี่ยนสี..จากโซลถึงเกาะนามิ

Autumn in Korea : ตกหลุมรักใบไม้เปลี่ยนสี..จากโซลถึงเกาะนามิ

 วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 14.28 น.

 วันที่เดินทาง 21 พ.ย. 2561

อันยองฮาเชโยว.. ☆ (≧▽≦)☆.. เกาหลีประเทศที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์และความหลากหลายของวัฒนธรรมสมัยใหม่ แต่ยังคงรักษาวัฒนธรรมอันเก่าแก่ได้อย่างอย่างดี ทีสำคัญมีแหล่งช้อปปิ้งและของกินอร่อยๆเพียบ ครั้งนี้เรามีโอกาสได้ขึ้นรถไฟชิลๆจากโซลไปเที่ยวเกาะนามิด้วยน้าาขอบอกว่าฟินมากๆกับทริป 4 วัน 3 คืน

อันนี้จะเป็นแพลนสถานที่หลักๆที่เราไปกันในทริปนี้ค่ะ

Ewha Womans University (มหาวิทยาลัยอีฮวา),Style Nanda Pink Pool Cafe (สไตล์นันดาพิ้งค์พูล คาเฟ่),Line friend store (ไลน์เฟรนส์ สโตร์),Myeong- Dong Market (ตลาดมยองดงหรือเมียงดง),N Seoul Tower (นัมซานทาวเวอร์หรือโซลทาวเวอร์),Bukchon Hanok Village (หมู่บ้านบุกชอนฮันอก),Gyeongbokgung Palace (ย่านพระราชวังคยองบก),Insadong Geu Restaurant (ร้านอาหารบ้านอินซาดง),Insadong Street (ถนนอินซาดง),Cheonggyecheon (คลองชองเกชอน),Dongdaemun Design Plaza & LED Rose Garden

(ทงแดมุนดีไซน์พลาซ่า&กุหลาบเรืองแสง), Hongdae Shopping Street (ถนนช้อปปิ้งฮงแด),ร้าน James Cheese & Back Ribs, Nami Island (เกาะนามิ)

Garosu-gil Road(ถนนกาโรซูกิล),Cafe Kitsune,Itaewon street

ติดตามภาพถ่ายอื่นๆได้ที่^^

เพจ>>https://www.facebook.com/wejourneys

Instagram>> https://www.instagram.com/ou.wejourney

DAY 1

เราขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมืองเวลา 2.40น. ถึงสนามบินอินชอน(Incheon International Airport)ประมาณ10.00น. (เวลาเกาหลีเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง)

หลังจากผ่านตม.แล้ว เดินไปซื้อบัตร T-Money ที่ร้าน CU บัตรราคา 2,500 วอน เติมเพิ่ม 10,000วอน เอาไว้จ่ายค่ารถไฟ รถเมล์ แท็กซี่ ซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ได้บัตร T Moneyแล้ว เดินไปตามป้าย Airport Railroad เพื่อขึ้นรถไฟไปที่พักกัน

ที่พักเราจองไว้คือ Kimchi Sinchon GuestHouse จองผ่านแอพ Agoda เราจอง3คืน 2,853บาท ที่เราเลือกที่นี่เพราะเดินทางสะดวกใกล้ MRT สถานี Hongik University ราคาไม่แพงมาก เรานั่งรถไฟมาประมาณ 1ชั่วโมง ก็ถึงสถานี Hongik University ออกExit7 เราโหลดแอพที่ชื่อว่า Never Map เพื่อใช้เป็นGPS ในการเดินทางในทริปนี้ค่ะ

จากสถานีเดินมาประมาณ10นาทีก็ถึงที่พัก เรามาถึงที่พักประมาณเที่ยง แต่ยังเช็คอินไม่ได้เพราะที่นี่เค้าจะเปิดให้เราเช็คอินได้ตอน 3โมงเย็น เราเลยฝากกระเป๋าไว้ก่อนแล้วค่อยกลับมาเช็คอินทีหลัง

ที่แรกที่เราจะไปกันคือ Ewha Womans University (มหาวิทยาลัยอีฮวา)[การเดินทาง: นั่งรถไฟไปลงสถานี Ewha Womans University ออกExit3] ก่อนถึงมหาลัยจะมีส่วนสาธารณะเล็กๆมีคนมานั่งเล่นชิลๆเราแวะถ่ายรูปกันนิดนึงเพราะวิวสวยจัง หลังจากนั้นก็แวะซื้อของกินกันตลอดทาง^^

เข้าไปในมหาลัยบรรยากาศดีมากเพราะใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีไปทั่วบริเวณ

มหาวิทยาลัยอีฮวา เป็นมหาลัยเอกชนชื่อดังที่อยู่ในย่านซอแดมุน ที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยหญิงที่ใหญ่ที่สุดเลยนะ เลยทำให้เราเห็นสาวๆน่ารักๆเพียบเลย

คนเกาหลีนิยมเรียกมหาวิทยาลัยนี้ว่า อีแด มาจาก อีฮวา ด้านในมหาวิทยาลัยและอาคารเรียนต่างๆจะมีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ทำให้คนชื่นชอบที่จะมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

เราเดินเล่นถ่ายรูปรอบๆ หลังจากนั้นก็ไปต่อกันที่ร้าน Style Nanda Pink Pool Cafe (สไตล์นันดาพิ้งค์พูล คาเฟ่) [การเดินทาง:นั่งรถไฟไปลงสถานี Myeong-dong ออกExit6เดินเข้าซอยแล้วเลี้ยวขวาแยกที่สองประมาณ 100เมตรร้านจะอยู่ซ้ายมือ] พอไปถึงจะเจอกับร้านสีชมพูมุ้งมิ้ง^^

ชั้นล่างจะมีขายเครื่องสำอางค์ 3CE แต่เราไม่ได้แวะช้อปเลย เพราะตั้งใจมาหาของกินโดยเฉพาะ ในส่วนของคาเฟ่ Pink pool จะอยู่ชั้น6F ค่ะ

ไปถึงคาเฟ่เราตั้งใจจะสั่งเมนูซิเนเจอร์ของทางร้านคือ Cotton Candy Ice Cream แต่หมดทุกอย่างเลยฮืออ เราเลยสั่งเป็นกาแฟแทน และขึ้นไปนั่งบนชั้นดาดฟ้ากัน บนนี้จะมีที่นั่งเป็นหมอนใบใหญ่สีชมพูหวานแหววถ้าใครชอบแนวนี้ต้องไม่พลาด

กินเสร็จแล้วก็มาเดินเล่นแถว Myeong- Dong Market (ตลาดเมียงดง) กัน ที่นี่ถือเป็นแหล่งช้อปปิ้งอันดับต้นๆเลยเพราะเป็นศูนย์รวมแฟชั่นของหนุ่มสาวเกาหลี

และอีกหนึ่งอย่างที่พลาดไม่ได้คือของกินตามรถเข็นที่มีให้เราแวะซื้อชิมกันเพลินเลย

Egg Bun!หรือขนมไข่

ระหว่างทางเราแวะที่ Line friend store ซื้อไอศรีมกินและต่อแถวเพื่อถ่ายรูปกันน้องบราวน์กัน

เริ่มมืดแล้วยังพอมีเวลาเหลือเราเดินต่อไปที่ N Seoul Tower (นัมซานทาวเวอร์)[การเดินทาง :จากสถานีMyeong-Dong ทางออก4 จะเจอสี่แยกเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Sogong-ro ประมาณ600เมตร จากนั้นจะมีทางขึ้นไปยังลิฟแก้ว(Namsan Oreumi) เพื่อไปยังสถานีกระเช้า(Namsan Cable Car)อีกทอดหนึ่ง หรือถ้าใครไหวจะเดินขึ้นเนินไปสถานีรถกระเช้าเลยก็ได้ค่ะ แต่เราไม่ไหว55เพราะเดินมาทั้งวันแล้ว เลยมาต่อแถวเพื่อขึ้นลิฟแก้วกัน ยืนรอไม่นานค่ะประมาณ10นาที


หลังจากขึ้นลิฟแก้วมาแล้วก็มาขึ้น Cable Car อีกที ค่าบริการ Cable Car ไป-กลับคนละ 8000วอน

ขึ้นมาด้านบนอากาศหนาวมากประมาณ 8องศาได้ โซลทาวเวอร์เป็นจุดชมวิวของกรุงโซล ที่ถือว่าเป็นแลนมาร์คที่สำคัญที่ใครมาเที่ยวที่นี่ต้องแวะมาชมวิวสวยๆ

และยังมีจุดไฮไลท์ที่ให้คู่รักได้มาคล้องกุญแจเพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้ความรักยืนยาวไปตลอดกาล..โรแมนติกมากๆ

เรานั่งเล่นกันจนถึงประมาณ1ทุ่ม ก็ได้เวลากลับที่พักเพื่อไปเช็คอินค่ะ

Day 2

วันนี้เราออกจากที่พักกันตั้งแต่เช้าเลย เพราะวันนี้เรามีแพลนไปเดินสำรวจ Bukchon Hanok Village (หมู่บ้านบุกชอนฮันอก) [การเดินทาง: นั่งรถไฟไปลงสถานี Anguk ออกExit2 แล้วเดินไปตามถนน Bukchon-ro เลี้ยวซ้ายเข้าถนน Bukchon-ro 11-gil ระยะทางรวมประมาณ 700เมตร]

จากสถานี Anguk ระหว่างทางมีใบไม้เปลี่ยนสองข้างทางสวยมากจริงๆ

ก่อนถึงหมู่บ้านมีร้านให้เช่าชุดฮันอกหลายร้านเลย ตอนแรกว่าจะไม่เช่าแล้ว อดใจไม่ไหวเลยต้องแวะเช่าสักหน่อย

เราเช่าชุดจากร้าน Bukchon Hunok ค่าเช่า 2ชั่วโมง อยู่ที่ 22,000วอน ราคานี้จะรวมทำผม เครื่องประดับ และกระเป๋าถือเล็กๆ

แต่งตัวเสร็จแล้วก็ลุยกันเลย! ในอดีตหมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่พักอาศัยของเหล่าขุนนางชั้นสูงในสมัยราชวงศ์โชชอน และยังคงมีการรักษาอาคารบ้านเรือนในสมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบันทำให้ยังมีกลิ่นอายของเกาหลีในยุคเก่า

ถนนในบุกชอนคดเคี้ยวและมีมุมสวยๆแอบซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ

จากหมู่บ้านเราสามารถเดินไปที่ Gyeongbokgung Palace (พระราชวังคยองบก) ได้ไม่ไกลมากประมาณ 800เมตร ระหว่างทางก็ยังมีบ้านเรือนและกำแพงสวยๆให้นักท่องเที่ยวแวะถ่ายรูปกันได้เรื่อยๆค่ะ^^


ที่พระราชวังมีค่าเข้าคนละ 3000วอน แต่ถ้าใครใส่ชุดฮันบกมาจะได้เข้าฟรีเลยนะ^^

พระราชวังคยองบกเป็นวังหลวงที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้สร้างมาตั้งแต่ในยุคโชซ็อน

ที่นี่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยอะมากอาจจะหามุมถ่ายรูปกันยากสักหน่อย คือเรียกได้ว่าถ้าไม่ได้มาเยี่ยมชมก็เหมือนมาไม่ถึงกรุงโซล^^ อาจะจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ในการเดินชมพระราชวังให้ทั่วค่ะ

เดินเล่นถ่ายรูปกันสักพักได้เวลาอาหารเที่ยงแล้วเรากลับไปคืนชุดที่ร้าน Bukchon Hunok แล้วเดินไปหาอะไรกินแถว Insadong Street (ถนนอินซาดง)กัน

จากร้านเช่าชุดเดินมาประมาณ 15นาทีก็ถึง Insadong Street (ถนนอินซาดง)

สำหรับเราเสน่ห์ของถนนเส้นนี้คือยังคงกลิ่นอายของวัฒนธรรมเกาหลีโบราณ เพราะตามตรอกซอกซอยเราสามารถพบเห็นร้านขายของโบราณ อาหารพื้นบ้าน สินค้าพื้นเมือง และชาเกาหลี


เราแวะทานข้าวที่ร้าน Insadong Geu Restaurant ตั้งอยู่บนถนนอินซาดง เราเลือกร้านนี้เพราะเห็นมีคนต่อคิวกันเยอะท่าทางจะอร่อย และก็อร่อยจริงๆแนะนำเลย

ด้านในร้านตกแต่งแบบบ้านเกาหลีโบราณ ในส่วนอาหารก็มีให้เลือกหลายหลายเลย เมนูที่เราสั่งคือ Doengjang-jjigae และ Chulpan dakbulgogi

หลังจากอิ่มแล้วก็มาเดินหาขนมกินกันต่อที่ ตึก Ssamziegil

อันนี้คือขนม ‘อุนจิ’ ถึงหน้าตาขนมจะแปลกไปสักหน่อยแต่รสชาติใช้ได้

นอกจากนี้ในตึก Ssamziegil ยังมีร้านอาหาร ร้านขายของทีระลึก ร้านเครื่องเขียน ร้านเสื้อผ้า และอีกหลายๆร้านให้เราเลือกช้อปกันได้ค่ะ แต่เรามีเวลาไม่มากกินขนมเสร็จซื้อของที่ระลึกกันนิดหน่อย

จากนั้นก็ไปต่อกันที่ Cheonggyecheon (คลองชองเกชอน)[การเดินทาง: นั่งรถไฟไปลงสถานี Gwanghwamun ออกExit5]

คลองแห่งนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 600 ปี เมื่อก่อนมีคนอาศัยอยู่หนาแน่นเลยทำให้น้ำเน่าเสีย ต่อมาได้มีนโยบายฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทั้งสองฝั่งคลองชองเกชอน พัฒนาจนน้ำใสกลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่บรรยากาศดีและยังโรแมนติกมากๆอีกด้วย

เราเดินเล่นตามคลองไปเรื่อยๆจนไปถึงห้างชองกเยชอน วันนี้ที่คลองมีการจัดงาน Seoul Lantern Festival 2018 พอดี ที่งานมีการประดับโคมไฟสวยๆตั้งแต่ห้างชองกเยชอนยาวไปจนถึงสะพานซับเพียวกโยเลย

จากคลองชองเกชอนเรานั่งรถไฟต่อไปที่ Dongdaemun Design Plaza & LED Rose Garden[การเดินทาง: นั่งรถไฟฟ้าไปลงสถานี Dongdaemun History & Culture Park ออกExit1]

Dongdaemun Design Plaza เป็นที่สำหรับจัดแสดงงานศิลปะ คอนเสิร์ต งานแสดงสินค้า นิทรรศการ อีเว้นท์ต่างๆ และยังเคยเป็นที่จัดงาน Seoul Fashion Week อีกด้วยนะ

จุดไฮไลท์ของที่นี่คือทุ่งดอกกุหลาบเรืองแสง LED Rose Garden สีขาวอยู่ด้านหลังตึก สวยงามมากๆมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาถ่ายรูปสวยๆกันเพียบเลย

ถ่ายรูปกันเสร็จก็เริ่มหิวแล้วเรากลับไปหาอะไรกินแถวฮงแดกันค่ะใกล้ที่พักง่ายต่อการเดินกลับกลางคืน จะได้กินเรื่อยๆไม่ต้องรีบมาก ก่อนจะถึงร้านอาหารเราแวะเดินเล่นแถว Hongdae shopping Street กันก่อน

เดินมาเรื่อยก็มาจบที่นี่ค่ะ James Cheese & Back Ribs ไปถึงเราสั่งซี่โครงซีส normal สำหรับ2คนแบบเผ็ดกลาง ส่วนเครื่องเคียงก็จะมีมันบด สลัด ซุปข้าวโพด ไข่ พอเดือดจะมี พนักงานมาบริการตัดซี่โครงให้แล้วม้วนๆชีสแจกทีละคน รสชาติอร่อยใช้ได้เลย

Day3

วันนี้เราตื่นกันตั้งแต่ 7 โมงเช้าเพราะมีแพลนนั่งรถไฟไปเกาะนามิกัน การเดินทาง เรานั่งรถไฟจากสถานี Hongik University ไปลงที่สถานี Cheongnyangni พอไปถึงให้เดินตามป้าย ITX เพื่อเปลี่ยนสายไปรถไฟความเร็จสูง ITX

จากนั้นซื้อตั๋ว ITX จากตู้ขายตั๋ว ไปลงสถานี Gapyeong (คาเพยอง) ค่าตั๋วคนละ 5000วอน เราได้แบบตั๋วยืนเพราะว่าตั๋วนั่งเต็มค่ะ

ได้ตั๋วออกมาแล้ว ให้เอา T-money ไปแตะที่เครื่อง Transit Card Reader ด้วยนะคะ ขาออกจากโซลให้เลือกแตะที่ Unboarding เวลากลับจากเกาะนามิก็ไปแตะช่อง boarding

หลังจากซื้อตั๋วเสร็จก็ไปรอขึ้นรถไฟ ที่จริงเราแทบไม่ได้รอเลยพอไปถึงจุดรอรถ รถไฟก็มาพอดี

ใช้เวลาประมาณ1ชั่วโมงเราก็มาถึงสถานีคาเพยอง

ออกจากสถานีรถไฟด้านหน้าจะพบกับจุดจอดรถ Taxi ข้อดีของการขึ้นแท็กซี่ที่นี่คือผู้โดยสารจะต่อแถวรอเรียกรถกันอย่างเป็นระเบียบทำให้เราไม่ต้องเสียอารมณ์แย่งขึ้นแท็กซี่กัน บอกคนขับว่าไปลงเกาะนามิค่ะ ค่ารถ3000วอน

นั่งไปไม่นานประมาณ10นาที ก็ถึงท่าเรือ บริเวณใกล้กับท่าเรือ จะมีร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารหลายร้านถ้าหิวก็สามารถแวะทานข้าวกันก่อนได้นะ

เดินไปซื้อตั๋วที่ Nami Island Wharf ค่าตั๋วขึ้นเรือ ไป-กลับ คนละ13,000 วอน

นั่งเรือไปประมาณ 15 นาที ก็ถึงเกาะนามิแล้วค่ะ

พอถึงก็ดิ่งเข้าร้านกาแฟกันก่อนเลยเพราะง่วงมากเนื่องจากตื่นเช้า

ทางเดินตามทิวสนบางช่วงมีการประดับโคมไฟน่ารักๆด้วย ^^

บรรยากาศที่นี่ดีมากจริงๆโดยเฉพาะรอบๆที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีโรแมนติกสุดๆเลย

มุมมหาชน

เดินเล่น กินลม ชมวิวกันจนถึงบ่าย 3 ก็ได้เวลากลับโซล เพราะเราต้องไปเที่ยวที่ถนนกาโรซูกิลกันต่อ เรานั่งแท็กซี่กลับมาสถานีคาเพยองและซื้อตั๋วกลับจากตู้ ITX ไปลงสถานี Cheongnyangni ค่ะ ขากลับยังคงเป็นตั๋วยืนเหมือนเดิมแต่คราวนี้คนไม่เยอะมากและได้ยืนติดหน้าต่าง สามารถมองเห็นวิวทิวเขาสลับซับซ้อนสวยงามมากๆตลอดทาง ทำให้เพลินจนลืมเมื่อยเลย55

พอถึงสถานี Cheongnyangni แล้ว อย่าลืมเอาบัตร T-money ไปแตะที่เครื่อง Transit Card Reader อีกทีด้วยนะ จากนั้นเราเดินทางต่อไปที่ถนน ถนนกาโรซูกิล [การเดินทาง: นั่งรถไฟไปลงสถานี Sinsa ออกExit8]

ถนน Garosu-gil Road(ถนนกาโรซูกิล)เป็นถนนที่เต็มไปด้วยต้นแปะก๊วยสองข้างทาง

และที่นี่ยังมีร้านขายของแบบครบทุกสไตล์ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ และที่สำคัญเต็มไปด้วยคาเฟ่บรรยากาศดีๆตกแต่งเก๋ๆอีกด้วย

เราเดินผ่านมาเจอร้านนี้ Cafe Kitsune มองเข้าไปด้านในมีต้นไม้เป็นอุโมงค์และรอบๆประดับด้วยโคมไฟแลดูบรรยากาศดีเลยเข้าไปแวะชิมกาแฟกันสักหน่อย

นั่งพักหายเหนื่อยแล้วก็เดินเล่นกันต่อ รู้สึกว่าร้านรอบๆจะปิดไปบางส่วนแล้ว มีเวลาเหลืออีกนิดหน่อยเลยตัดสินใจไป Itaewon Street กัน [การเดินทาง: นั่งรถไฟไปลงสถานี Itaewon ออกExit4] ที่นี่ไม่ได้อยู่ในแพลนเราแต่ก็ดีใจที่ได้มา

ถนนอิแทวอน(Itaewon Street)เป็นแหล่งรวมสินค้านานาชนิดร้านอาหานานาชาติให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองกัน ร้านขายสินค้าทั่วไปจะเปิดถึงแค่ 1ทุ่ม ส่วนโซนกลางคืนคือพวกร้านอาหาร ผับ บาร์ จะเริ่มคึกคักตั้งแต่ 2ทุ่มขึ้นไป

เราเดินเลือกร้านอาหารเกาหลีกันอยู่สักพักเลยเพราะร้านส่วนใหญ่เมนูอาหารจะเป็นภาษาเกาหลี ก็เลยเดินวนกันอยู่หลายรอบจนมาเจอร้านนี้ชื่อว่า Magic Pocha บรรยากาศในร้านดูเกาหลีมากๆแถมเปิดเพลงเพราะด้วย

พอเดินเข้าไปตอนแรกเอ๊ะไม่มีคนเลย เริ่มกลัวว่าจะโอเคมั้ยน้าจะอร่อยรึป่าว แต่ไม่เป็นไรคิดว่าประสบการณ์ เดินเข้าไปที่เคาร์เตอร์เจอคุณลุงเจ้าร้านทักทายเราเป็นภาษาอังกฤษคิดว่าโอเครอแระมื้อนี้ เราสั่ง Stir fried small pork with squid vege มากิน ขอบอกว่าอร่อยมากกก

นั่งฟังเพลง คุยกันเพลินๆ จนถึง4ทุ่มก็รีบกลับเพราะกลัวรถไฟหมด

Day 4

วันนี้สุดท้ายไม่มีอะไรมากค่ะ เพราะต้องขึ้นเครื่องตอน 11โมง ช่วงเช้าเดินเล่นอยู่แถวที่พักหาอะไรกินง่าย ๆ จากนั้นเช็คเอาท์นั่งรถไฟกลับไปสนามบินอินชอนเพื่อบินกลับไทยค่ะ

::::ขอบคุณทุกคนที่ติดตามการเดินทางและภาพถ่ายของเรานะคะ◡̈แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้าค่ะ:::

ความคิดเห็น