Lamayuru หมู่บ้านเล็กๆที่ไม่มีอะไร แต่คนต้องไปเพราะมีอะไรระหว่างทาง รีวิวโดย Where We Go

................................................... :: ฝากติดตามเพจไผ่ด้วยนะคะ :: https://www.facebook.com/wherewegopage/ ................................................... Day 4: วันนี้เรานัดกันทานข้าวเช้าตอน 7 โมงครึ่ง เพราะหลังจากทานเสร็จวันนี้เราต้องกลับมาเตรียมกระเป๋าที่แพคไว้แล้วเม

Lamayuru หมู่บ้านเล็กๆที่ไม่มีอะไร แต่คนต้องไปเพราะมีอะไรระหว่างทาง

Lamayuru หมู่บ้านเล็กๆที่ไม่มีอะไร แต่คนต้องไปเพราะมีอะไรระหว่างทาง

 วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 16.46 น.

 วันที่เดินทาง 23 พ.ย. 2561

...................................................



:: ฝากติดตามเพจไผ่ด้วยนะคะ ::

https://www.facebook.com/wherewegopage/

...................................................



Day 4:

วันนี้เรานัดกันทานข้าวเช้าตอน 7 โมงครึ่ง เพราะหลังจากทานเสร็จวันนี้เราต้องกลับมาเตรียมกระเป๋าที่แพคไว้แล้วเมื่อคืนให้ทางโรงแรมขนไปเก็บที่ห้องเก็บของ ส่วนตัวเราวันนี้ก็มีกระเป๋าเป้คนละใบที่แพ็คของพอใช้สำหรับไปนอนต่างเมือง 1 คืน ใช่แล้วค่ะวันนี้เราจะไปค้างที่ Lamayuru กัน เมื่อเราทานไข่เจียว, ไข่ต้มกับข้าวต้มเป็นข้าวเช้าเสร็จแล้วก็ก็เตรียมของและออกเดินทางกัน

วันนี้วิวข้างทางออกจะตื่นตาซักนิด เพราะวันนี้เป็นวันแรกที่เราได้ออกนอกเมือง เราผ่านค่ายทหารหลายจุดและโรงผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ ใช่ค่ะ ที่เลห์ใช้ไฟฟ้าจากแผ่นโซลาร์เซลล์ เพราะฉะนั้นคนที่นี่จะรู้คุณค่าและใช้พลังงานกันอย่างประหยัดมาก อย่างที่ไผ่บอกไปใน EP แรกว่า อย่าง Heater ที่โรงแรมก็จะมีเวลาเปิดปิด ไม่สามารถเปิดได้ตลอดค่ะ เรานั่งในรถกันซักพัก โนบุ คนขับของเราก็จอดรถที่จุดชมวิวแรกให้เราลงไปถ่ายรูปกัน โอ้โห...วิวอลังการอีกแล้ว

ลงไปถ่ายกันจนพอใจเราก็กระโดดขึ้นรถกัน จากตรงนี้นั่งกันไปพักใหญ่ และแล้วไผ่ผู้นั่งอยู่เบาะหลังสุดของรถ

ลูกไผ่: “เอ้...ภูเขาข้างหน้านั่นเหมือน Magnetic Hill ที่เคยเห็นในรีวิวเลยค่ะ”

พี่มล: “อ้าว เหรอ หรือจะใช่”

Magnetic Hill คือจุดที่มองภูเขาสีดำขนาดใหญ่ด้านหน้ารถ ถ้าเราจอดรถกลางถนนเราจะรู้สึกเหมือนรถสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้เอง แต่จริงๆมันเป็นแค่ภาพลวงตาค่ะ

ระหว่างที่เรานั่งคุยกันในรถว่ามันใช่หรือไม่ใช่ Magnetic Hill โนบุก็เลี้ยวรถเข้าไปจอดข้างทางที่เหมือนเป็นจุดจอดให้ทุกคนลงไปถ่ายรูป ตรงนี้รถของกรุ๊ปทัวร์กรุ๊ปอื่นจอดอยู่หลายคันเลย ซึ่งเกือบจะทั้งหมดนั่นคือ ‘คนไทย’ 555

ตรงจุดจอดนี้จะมีรถ ATV ให้เช่าขับด้วยนะคะ ซึ่งตอนที่ไผ่ไปก็เห็นคนเช่าขับกันอยู่บ้าง แต่สำหรับแก๊งค์น่าจะไม่ไหว ถ้าต้องไปขี่รถให้ลมประทะหน้าอีก อาจตายได้ 555 ขอไปถ่ายรูปกันดีกว่า จากที่ยืนเล็งๆกันแล้ว

พี่มล: “ตรงนี้มันดูถ่ายไม่ค่อยเวิร์กป่ะ”

พี่เจี๊ยบ: “นั่นสิ พี่ว่ามันต้องไปถ่ายตรงเนินถนนก่อนหน้าที่เราจะมาถึงตรงนี้มากกว่า”


ไผ่ก็ว่าเล็งกล้องจากตรงนี้มันดูไม่ค่อยอลังการเท่าไหร่ บวกกับตรงนี้คนเยอะมาก วิ่งสลับกันเข้าออกกลางถนน ท่าจะไม่ได้ถ่ายง่ายๆ เราเลยเดินกลับไปหาโนบุ “เราขอย้อนกลับไปทางที่เราผ่านมาได้มั้ย”

โนบุ: “ได้สิ จริงๆแล้วถ้ามีจุดไหนที่คุณสนใจ และอยากลงไปถ่ายรูป บอกผมได้เลยนะ”

ว่าแล้วคนขับรถใจดีของเราก็ขับพาเรากลับไปเนินแรก พอกระโดดลงรถมา “มันไม่ได้แฮะ”

เลยให้โนบุช่วยขับไปข้างหน้าอีกนิดแล้วก็กระโดดลงจากรถกันมาใหม่ อ๊ะ ตรงนี้แหละ!

แต่ตามความรู้สึกไผ่ทำไมก็ยังรู้สึกว่ามันถ่ายได้ไม่อลัง ไม่เหมือนในรีวิวหว่า รึไผ่คิดไปเอง 555

ตรงนี้เราก็วิ่งเข้า วิ่งออกกลางถนน โดยมีโนบุคอยดูต้นทางรถ และมองพวกเราอย่างเป็นห่วงว่า มันจะโดนรถชนกันมั้ยเนี่ย 555

เอาวะ มันก็คงได้ประมาณนี้แหละ เราปิดท้ายด้วยรูปหมู่ ที่คราวนี้พวกเราต้องคอยช่วยดูรถด้านหลังให้โนบุแทน

จาก Magnetic Hill วิวข้างทางยังคงสวยอย่างต่อเนื่อง พอมาถึงหุบเขาที่มองลงไปเห็นแม่น้ำสีสวยมาก เราก็เริ่มถกกันอีกครั้ง

พี่เจี๊ยบ: “นี่เหมือนจะเป็นจุดที่แม่น้ำสองสีไหลมาบรรจบกันเลย”

พี่มล: “เออ เหมือนเนอะ แต่ไม่น่านะ เพราะตรงนั้นเหมือนจะอีกไกลนะ และตามกำหนดการเราต้องไปพรุ่งนี้นี่”

ว่าแล้ววิวแม่น้ำสองสีไหลมาบรรจบกันก็เลื่อนผ่านมาตรงกระจกข้างรถ

พี่มล: “อ้าว นี่ไง!”

และโนบุก็ขับรถเข้าไปจอดข้างทางเช่นเดิม 5555


จุดนี้เป็นจุดที่แม่น้ำ Indus (สินธุ) แม่น้ำซันสการ์ ไหลมาบรรจบกันแล้วเห็นสีแยกกันอย่างชัดเจน ซึ่งถือว่าวันนี้เราโชคดีมากกก เพราะฟ้าเปิดและแม่น้ำเป็นสีฟ้าและสีเขียวสดใสชัดเลย พี่มลเคยเปิดรูปที่เพื่อนถ่ายตอนช่วงหน้าร้อน แม่น้ำเป็นสีน้ำตาลขุ่นๆ สีแยกกันไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ใครอยากได้สีแบบนี้ก็เลือกช่วงมากันดีๆนะคะ

จุดนี้ถือว่าเป็นที่สุดของวิวอีกจุดหนึ่ง ในรูปเป็นแค่เศษเสี้ยวของของจริง การได้ยืนอยู่ตรงนั้นรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก

“ทำยังไงถึงจะเก็บวิวพวกนี้กลับด้วยได้นะ” เป็นคำพูดที่ได้ยินพี่เจี๊ยบพูดบ่อยมากในทริปนี้ ไผ่เชื่อว่าถ้าใครลองมาที่นี่ซักครั้งก็จะเข้าใจ


จากแม่น้ำสองสีตรงนี้จะเป็นระยะทางอันยาวไกล ไผ่ก็หลับๆตื่นๆ ตื่นมาทีไรก็เห็นวิวข้างทางแบบสวยตื่นตาทุกครั้ง หลังจากขับรถวนขึ้นเขามาเรื่อยๆ โนบุก็จอดรถให้เราอีกครั้ง และนี่ก็คืออีกหนึ่งจุดชมวิวระหว่างทางไป Lamayuru สวยมากอีกแล้ว!

จากจุดนี้อยากจะหลับก็หลับไม่ได้แล้วจ้า ถนนแบบเป็นทางตัดข้ามเขาคดเคี้ยวมากจ้า ถึงขนาดที่ว่าพอถึง Likir Monastery ซึ่งเป็นอีกจุดเที่ยวของเราวันนี้ ไผ่ลงรถมาต้องขอนั่งยองๆซักพักเลยจ้า ไม่ไหวแล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมในคลิปวีดีโอ ‘รีวิวการจัดกระเป๋าไปเลห์ลาดักซ์’ ของไผ่เลยต้องให้พกยาแก้เมารถมาด้วยเคอะ

Likir Monastery วันนี้ ดูเหมือนจะมีแต่พวกเราเท่านั้น ตอนเห็นทางเข้าแรกๆแอบคิดว่า วัดเค้าปิดป่าวหว่า....จุดเด่นของวัดนี้คงเป็นวิวด้านหลังวัด ซึ่งสวยมาก และพระองค์ใหญ่ที่เห็นมาแก่ไกลด้านบนวัดค่ะ

หลังจากที่เราเดินขึ้นด้านบนวัดวนลงมาด้านล่าง เราก็เจอแก๊งค์เด็กน้อยวิ่งเล่นกันอยู่ ซึ่งเราเห็นพี่ปุ่นยืนถ่ายรูปน้องอยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่เด็กคนอื่นไปวิ่งเล่นกัน ก็มีพ่อหนุ่มน้อยที่ดูจะเด็กสุดในกลุ่มนี่ล่ะ ที่หยุดเก๊กให้เราถ่ายรูปกัน

นี่ดูท่าเค้าซะก่อน มีพ๊อยเท้าด้วยนะ 5555 น่าร๊ากกกก

ออกจากวัดมานิดนึง เราก็ได้แวะจอดอีกจุดนึงแล้วจ้า ตรงนี้ก็สวยอีกแล้ว ตรงนี้เป็นวิวริมแม่น้ำสีเขียวใส่ไหลเชี่ยว สวยมากๆ!

ต่อจากตรงนี้ จุดหมายถัดไปของเราคือ Alchi เราจะได้ทานข้าวกลางวันกันแล้วววว แต่เหมือนเพราะเรามาถึงตอนบ่ายสองกว่าๆ และเป็นช่วงใกล้เข้าฤดูหนาว แทบจะทุกร้านใน Alchi เลยปิดหมดแล้วจ้า โนบุเลยต้องนำเราไปที่ร้านอาหารร้านนึงตรงซอยเล็กๆบอกว่าทานที่ร้านนี้ได้

พอเดินเข้าไปในร้าน เอร้ยยย ร้านดี ข้างในร้านมีโต๊ะตัวนึงที่ตั้งอยู่กลางแจ้งใต้ต้นไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี โหย คลาสสิคมาก แต่เสียดายที่มีคนนั่งอยู่แล้ว เราเลยอดไป ต้องนั่งโต๊ะในร่มไปค่ะ แต่จุดนี้อะไรก็ได้ เพราะหิวโซมากกก

ดูสภาพแต่ละคน เรียกให้ถ่ายรูปยังไม่อยากขยับตัวเลย 555

นอกจากร้านดีแล้ว ห้องน้ำที่นี่ก็สะอาดมากกก (หายากนะคะในเลห์ โดยเฉพาะนอกเมืองอย่างนี้ นี่เรียกว่า Rare item มากค่ะ) และมี WIFI ด้วย! เราเลยยกหน้าที่การสั่งอาหารให้พี่เจี๊ยบแล้วนั่งอัพโหลดรูปกันอย่างบ้าคลั่ง 555

และอาหารที่พี่เจี๊ยบสั่งมาให้เราก็ไม่ผิดหวัง อร่อยทุกอย่างเลย!

เจ้าของร้านเดินมาคุยกับเราบอกว่าต้นไม้ที่เห็นที่นี่คือต้นแอ๊ปเปิ้ลและแอพลิคอต ช่วงหน้าร้อนก็จะออกลูกกันดกเลย เวลาแขกมาทานก็จะเด็ดจากต้นมาทานได้เลย โห....พูดซะอยากให้มาอีกรอบเลย!

ก่อนที่จะมาถึง Alchi โนบุบอกเราว่าที่ Alchi มีร้านขายเครื่องประดับและของระลึกขาย พี่เจี๊ยบเลยตื่นเลยจ้า 5555 แต่พอมาถึง ลงรถรถจริงๆ ให้นึกถึงตัวการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีใบไม้ปลิวผ่าน ฟิ้ว........5555 เราเลยถามเจ้าของร้านว่ายังมีร้านพวกนี้เปิดอยู่บ้างมั้ย เจ้าของร้านบอกว่า มีๆ อยู่ตรงทางเดินไปวัด พี่เจี๊ยบเลยได้กลับมา alert อีกครั้ง

ทานเสร็จเราก็เดินตามซอยเล็กๆที่จะนำทางไปสู่ Alchi Monastery และเราก็เจอแผงขายเครื่องประดับและของที่ระลึกจริงๆ แต่ไม่กระจุกกระจิกอย่างที่คิดแฮะ เราเลยไม่ได้อะไรจากตรงนี้แล้วก็เดินผ่านไป


และเราก็มาเจอทางแยก เราเลยเลือกเดินไปทางซ้ายมือ ซึ่งเป็นทางเล็กๆ มีต้นไม้เปลี่ยนสีปลูกอยู่ตลอดทาง แถมบางจุดยังสามารถมองออกไปเห็นวิวกว้างๆด้านข้าง ซึ่งสวยมาก

และแล้วเราก็มาโผล่ตรงทางที่ด้านล่างเป็นแม่น้ำไหลผ่าน โดยมีภูเขาหินขนาดใหญ่เป็น background อยู่ด้านหลัง มันยิ่งใหญ่มาก จนทำให้รู้สึกว่าพวกเราตัวกระจิ๊ดริด

ส่วนทางเดินต่อไปเป็นดงใบไม้เหลือง บางทีก็จะงงกันเป็นพักๆว่านี่เราอยู่ประเทศอะไรกันแน่ 555

แล้วพี่มลก็ถามเรา “จะลงไปข้างล่างกันมั้ย”

ไผ่กับพี่ปุ่นก็ตอบไปแบบไม่ได้คิด “ลงๆ”

แต่พอไปดูทางลงแล้ว เฮ้ย ไม่ไหวแฮะ ชันมาก ปีนลงไปนี่เสี่ยงกล้องไปชนหิน เลยขอบายดีกว่า แต่มองลงไปอีกที พี่มล พี่เจี๊ยบ อยู่ข้างล่างเดินกันเหมือนเป็นคณะเดินทางแห่งแหวน ใน The Lord of The Ring ไปแล้วจ้า แล้วก็บอกโบกไม้โบกมือ ลงมาสิๆ แล้วเราก็ตะโกนลงไปบอกว่า “ไม่ไหวๆ ไม่ลงแล้ว” ไอพวกทรยศ! 5555

ระหว่างนั้นก็เดินถ่ายใบไม้เหลืองกับแสงแดดที่ลอดลงมาไป สลับกับนั่งดูพี่มลกับพี่เจี๊ยบเดินไปถ่ายรูปริมแม่น้ำอย่างสนุกสนาน คิดว่าด้านล่างต้องหนาวมากแน่ๆ

และแล้วพี่มล พี่เจี๊ยบก็กลับขึ้นมา และนี่คือทางที่เราต้องใช้ปีนขึ้น-ลง ไป มันยากนะเฟ้ย!

ว่าแล้วเราก็เดินเข้าไปในวัด ซึ่งไม่ได้เป็นวัดที่ใหญ่มากนัก เดินแปปเดียว อ้าวออกวัดแล้ว อารมณ์เหมือนเป็นทางผ่าน แต่

ลูกไผ่: “เอ๊ะ ตรงนี้มันคือทางที่เราเลือกเดินเลี้ยวซ้ายไปตอนแรกนี่นา”

พี่มล: “เออ จริงด้วย 555”

คือจะเดินอ้อมกันทำม๊ายยย เดินตัดวัดแบบนิดเดียวก็ถึงแม่น้ำข้างหลังแล้ว 555 เอาน่า ถือว่าไปเดินดูวิว

เดินออกมา อ๊ะ เจอน้องลา ที่เราพยายามจะถ่ายรูปตอนที่นั่งอยู่ในรถระหว่างทางไปโน้นนี่มาหลายวัน แต่ถ่ายไม่ทัน

และเราก็กลับมานั่งรถกันต่อ รอบนี้เป็นการวนขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ยิ่งนั่ง ยิ่งรู้สึกว่าสูงขึ้นเรื่อยๆ รู้ตัวอีกที เฮ้ย! นี่เราขึ้นมาสูงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย! คือมันสูงมาก! และมองไปเหมือนทางที่เรากำลังจะไปคือยอดเขาข้างบนนู้น ไผ่ถึงขั้นหันไปถามโนบุ

ลูกไผ่: “คืนนี้จะนอนบนยอดเขานู้นเหรอ”

โนบุ: “ใช่”

และก่อนที่จะขึ้นไปข้างบนนู้น โนบุจะพาเราแวะที่ ‘Moon Land’ ก่อน ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เราแวะถ่ายรูปนี้นิดเดียว

ห่างกันนิดเดียวจริงๆ เราถึง ‘Moon Land’ แล้ว พอเห็นก็จะ อ๋อออ ทันทีว่าทำไมถึงชื่อว่า Moon Land

จากตรงนี้เราก็หลับค่ะ ตื่นขึ้นอีกที อ้าวถึงตรงที่เป็นหมู่บ้านของ Lamayuru แล้ว และเรากำลังถึงที่พักของเราแล้วด้วย ที่พักของเราคืนนี้ชื่อว่า ‘Moon Land Resort’ พอลงจากรถความหนาวก็ประทะเราเข้ามาทันที คือที่นี่มันหนาวมากกก หนาวกว่าวันก่อนหน้านี้มากๆ คงเพราะมันอยู่บนยอดเขา ซึ่งมองไปก็จะเห็นว่ามียอดเขาหิมะติดๆกันเลยจ้า แล้วพนักงานที่พักก็มาพาเราเดินขึ้นไปที่ห้องพักซึ่งอยู่ชั้น 2 ระหว่างเดินขึ้น สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ฟลุ่บ!

ไผ่ก้าวพลาด ล้มลงไป หน้าแข้งฟาดกับสันบันไดจ้า หืม...มันแบบเจ็บจนพูดอะไรไม่ออกเลย ลุกก็ลุกไม่ได้ ในมือก็ประคองกล้องอยู่ สุดมาก ทำไมมันต้องมาเกิดที่นี่!!!!!!

พอพอจะลุกขึ้นพาตัวเองเข้าไปในห้องได้ พี่มลก็ไปเอากล่องปฐมพยาบาลมา มันก็จะดูเหมือนภาพข่าวอาชญากรรมเล็กๆ สรุปคือหน้าแข้งถลอก เลือดออกนิดหน่อย แต่ความช้ำในนั้นเขียวปั๊ด

พี่มล: “ต้องเอาน้ำแข็งมาประคบนะไผ่ ไม่งั้นพรุ่งนี้เดินไม่ได้แน่ๆ”

ประเด็นคือที่นี่มันไม่มีน้ำแข็ง!!!!!

พี่มล: “ปะ ไผ่กลั้นใจ ไปเปิดน้ำในห้องน้ำราดแปะ”

ว่าแล้วไผ่ก็เดินไปเปิดน้ำราด พูดเลย! “ไม่เห็นจะเย็นเลย” ก็แน่ล่ะสิเพราะน้ำมันเย็นมาก เย็นกว่าน้ำแข็งอี๊ก ขามันเลยชาหมดความรู้สึกไปแล้วจ้า

วันนี้ที่พักนัดให้ลงไปทานข้าวที่ห้องอาหารตอน 1 ทุ่ม ตอนนี้ยังเหลือเวลาทุกคนก็เลยจะไปเดินเล่นในหมู่บ้านกัน โดยที่คนขาเดี้ยงก็อยู่เฝ้าห้องไป ก็เลยได้ถ่ายรูปห้องของที่นี่มาให้ดูค่ะ

ตัดเรื่องที่เกือบตกบันไดไป ที่นี่เป็นที่แรกที่ทำให้พวกเรารู้สึกอยากร้องไห้กลับบ้าน เพราะมันหนาวมากกก แถมที่พักไม่มี Heater ไม่มีนำ้อุ่น ไดร์เป่าผมก็เบามาก เพราะว่าที่นี่เค้าใช้เครื่องปั่นไฟ ใช้ไฟมากๆก็ตกไปเฉยๆ สุดท้ายวันนี้ทุกคนซักแห้งจ้า แถมใส่ชุดกันหนาวที่มีมาทั้งหมดนอนเป็นลูกขนุนกันเลยทีเดียว 555


Day 5:

ด้วยความหนาวมากของที่นี่ วันนี้พวกเราตกลงกันว่าเราจะออกแต่เช้า ดิ่งตรงกลับเข้าเมืองเลห์กันไม่แวะไหนแล้ว! เราเลยนัดกันลงมาทานข้าวเช้าที่ห้องอาหารของที่พัก นั่งๆทานอยู่ หันไปทางหน้าต่าง “หิมะตก!” นั่นแงะ ดูความหนาวของที่นี่!

แต่โนบุบอกเราว่า Lamayuru Monastery อยู่ใกล้ๆนี่เองนะ สรุปอ่ะแวะก็แวะ พอถึงวัด เราเห็นรถตู้อีกคนไทยที่พักที่เดียวกับเราเมื่อคืน มาจอดเหมือนกัน แต่เค้าไม่ลงแฮะ แล้วก็ไปเลย ส่วนไอ 4 คนที่บอกว่าจะดิ่งตรงกลับตัวเลห์ โน้น เดินลิ่วๆๆไปถ่ายรูปแล้วจ้า 5555

ดูความคดเคี้ยวของถนนที่นี่ซะก่อน อิชั้นนั่งมาเมื่อวานทั้งวัน และวันนี้ก็กำลังจะต้องนั่งกลับอีก โอ้ แม่เจ้า ขอยาดมด้วยเคอะ!

ด้านหลังวัดเราเจอวิวหลักล้านอีกแล้ว เห็น Moon Land อยู่ลิบๆตรงนู้นมั้ย

พร้อมด้วยซากปรักหักพัง แถมมีนกสีดำตัวเบ้อเริ่มบินผ่านไปผ่านมาอยู่บนฟ้า เหมือนฉากในเรื่อง Game of Thrones เลย นี่เดินๆอยู่นึกว่าตัวเองเป็นจอน สโนว์ 555

เห็นผุๆอย่างนี้ มีคนอยู่นะค้า แถมเลี้ยงลาไว้บนนั้นอีกเอ้า

ที่วัดนี้มีหลายจุดที่กำลังก่อสร้างอยู่ เราจะเห็นคนงานขนหินจากหน้าวัดมาที่หลังวัดนี้ แต่ภาพที่ประหลาดใจคือ เราเห็นเด็กน้อยอายุน่าจะไม่ถึง 10 ขวบ ก็ช่วยขนหินเหมือนกัน เฮ้ย หนู เก่งมาก ยกไหวได้ไงเนี่ย ตัวกะเปี๊ยก

พอเริ่มได้เดินถ่ายรูป ได้นั่งอุ่นๆในรถ ป่ะ ไปที่ต่อไปตามโปรแกรมกัน! 555 (อ้าว ไม่ตรงกลับเลห์กันแล้วเหรอ?)

ทางมา Basgo Monastery เรียกได้ว่าโคตรโหด พี่มีกี่โค้งพูด! ถึงขั้นลงรถมานี่เราของนั่งยองๆสูดอากาศยาวๆไปเลย

พี่มลยื่นยาดมมาให้: “อ่ะ พี่ยกให้ เอาไปเลย”

เรียกได้ว่าต้องขอกินยาแก้เมารถกันไว้ก่อนตอนขากลับกันเลยทีเดียว

ที่ Lamayuru Monastery เหมือนกับอยู่ในเรื่อง Game of Thrones ใช่มั้ย ส่วนที่ Basgo Monastery นี่เหมือนกับอยู่ในเรื่อง Star War ภาคที่มี young Anakin เลย

ตัววัดที่นี่ส่วนใหญ่เป็นสีขาว เราเดินขึ้นซอกนั้น เดินลงลัดเลาะมาซอกนี้กันเพลินเลย ไงล่ะ ลืมตัวเมืองเลห์ไปเลย 555

จากวัดนี้ก็เป็นเวลาอาหารเที่ยงของเรา ระหว่างทางเราผ่านหมู่บ้านเล็กๆที่มีร้านอาหารและร้านของชำขายข้างทางอยู่หลายร้าน ว่าแล้วก็ใช้วิธีเดิมสุ่มร้านจ้า ก็ดูจากรายการอาหารที่ติดอยู่หน้าร้านประกอบการตัดสินใจ (ซึ่งก็ไม่ได้จะรู้จักหรอกนะว่ามันคืออะไร 555) สรุปก็คือ “ร้านนี้ละกัน มี Mok Mok”

เราเข้าไปนั่งแล้วก็รอให้คุณป้าเจ้าของร้านเอาเมนูอาหารมาให้ แต่นั่งไปๆ เอ๊ะ ทำไมคุณป้าไม่เห็นมาซักที จนพี่เจี๊ยบต้องหันไปขอเมนู คุณป้าแกก็โบกไม้โบกมือบอกไม่มีเมนู แล้วก็ชี้ไปที่หน้าร้าน ประมาณว่าเมนูตามที่ติดหน้าร้านเลยจ้า สำหรับเรื่องกินเรายกหน้าที่ให้พี่เจี๊ยบสั่งไปเลย ปรากฏว่ามื้อนี้อร่อยมากกก และที่สำคัญราคาถูกจนใจหาย!


จากที่นี่ก็นั่งรถกลับเมืองกันยาวๆไป วันนี้เราถึงโรงแรมกันค่อนข้างเร็ว ไปถึงพนักงานก็ยกกระเป๋ากลับมาคืนให้ ได้นอนที่ห้องเดิมแฮะ แล้วเราก็แยกย้ายกันไปพักซักแพพ 5 โมงเย็นก็พากันออกมาหาอะไรทาน แปลกที่วันนี้ร้านอาหารหลายร้านปิดแฮะ ร้านที่เคยทานอย่าง Gesmo ก็ปิด ตอนแรกเราก็คิดว่า หรือว่ามันใกล้จะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแล้วหว่า เดินๆไปพี่ปุ่นก็เจอป้ายที่ตั้งอยู่หน้าร้านร้านนึง “ร้านนี้มีไก่ด้วย!”

ต้องบอกว่าการทานไข่และแป้ง ไข่และแป้งติดกันมาหลายวัน และหลายมื้อ ทำให้ตอนนี้พวกเราเริ่มมีอาการโหยหาเนื้อสัตว์กันแล้ว 555

เราเดินเข้าไปในร้าน LehChen เพื่อจะถามเค้าว่า “ร้านปิดกี่โมงคะ” “มีแกะมั้ยคะ”

สรุปคือร้านเค้าปิดตั้ง 5 ทุ่มแน่ะ แถมมีแกะด้วยยยย!!!!!

เราก็เลยพากันไปเดินตลาดก่อน แล้วซักทุ่มนึงเราก็เดินกลับมาทานข้าวที่ร้านนี้กัน เราสั่งอาหารไปทั้งหมด 4 อย่าง ปรากฎว่า รอนานมาก! คือเรารอกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าจะได้ทานอาหาร แถมแต่ละจานมาแบบกระจุ๋มกระจิ๋ม ไม่สมกับความหิวโหยเลย โอเค บัยจ่ะร้านนี้


อ่าน EP.1: Leh City ใน 3 วันแรกได้ที่ Link นี้นะคะ => https://goo.gl/7HNGqB


ติดตาม EP ถัดไปเร็วๆนี้ ขอไปเลือกรูปกับปั่นรีวิวแพพค่ะ 555


ความคิดเห็น