ญี่ปุ่น โตเกียว ถึง โอซาก้า ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี (ด้วยตนเอง) ในงบ 30,000 บาท รีวิวโดย Mint Mint

แบกเป้เที่ยวญี่ปุ่น โตเกียว - ฟุจิโนะมิยะ - ชิซุโอะกะ - เกียวโต - โอซาก้า ในช่วงเดือน พฤศจิกายน อากาศอยู่ที่ 10 - 16 องศา ยกเว้นเมืองฟูจิ อยู่ที่ 2 - 6 องศา ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของแต่ละเมือง มีเสน่ห์แตกต่างกันอย่างไรเราจะพาเพื่อนๆไปชม ทริปนี้เดินทางทั้งหมด 6 คน ใช้วิธีการเดินทางโดยรถสาธรณะทั้งหมด

ญี่ปุ่น โตเกียว ถึง โอซาก้า ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี (ด้วยตนเอง) ในงบ 30,000 บาท

ญี่ปุ่น โตเกียว ถึง โอซาก้า ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี (ด้วยตนเอง) ในงบ 30,000 บาท

 วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561 เวลา 12.41 น.

 วันที่เดินทาง 22 พ.ย. 2561

แบกเป้เที่ยวญี่ปุ่น โตเกียว - ฟุจิโนะมิยะ - ชิซุโอะกะ - เกียวโต - โอซาก้า

ในช่วงเดือน พฤศจิกายน อากาศอยู่ที่ 10 - 16 องศา ยกเว้นเมืองฟูจิ อยู่ที่ 2 - 6 องศา

ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของแต่ละเมือง มีเสน่ห์แตกต่างกันอย่างไรเราจะพาเพื่อนๆไปชม

ทริปนี้เดินทางทั้งหมด 6 คน ใช้วิธีการเดินทางโดยรถสาธรณะทั้งหมด ในงบ 30,000 บาท

การเดินทาง

ขาไป ดอนเมือง - ต่อเครื่องกัวลาลัมเปอร์ - สนามบินโตเกียว ราคา 4,487 บาท

ขากลับ สนามบินคันไซ - ดอนเมือง ราคา 7,560 บาท


จากดอนเมือง ลงสนามบินโตเกียว นอนค้างสนามบิน 1 คืน

ร้าน LAWON มินิมาสเล็กๆในสนามบินของกินเยอะอร่อย ราคาประหยัด (อยู่ชั้น 1)

อาหารเด็ดที่อยากให้เพื่อนได้ลอง หน้าตาเหมือนซาลาเปา แต่เนื้อสัมผัสบางเบากว่า อร่อยมาก แนะนำๆ

จุดซื้อตั๋วรถไฟเข้าเมืองโตเกียว ลงป้าย KANDA STATION ราคา 490 JPY เดินต่อไปที่พัก 1 กิโลเมตร

วิธีซื้อตั๋วผ่านตู้

1. เลือกภาษาอังกฤษ

2. เลือกสถานีปลายทาง ดูราคาจากตารางด้านบนของตู้

3. หยอดเงิน

4. หยิบตั๋ว เป็นอันเสร็จ ง่ายๆ


ออกจากสถานีมาเดินต่อ 1 กิโลเมตร เป็น 1 กิโลเมตรที่ไม่น่าเบื่อเลย ตื่นตาตื่นใจตลอดเส้นทาง อากาศวันนี้ 12 องศา



ที่พักชื่อ Kikka ราคาคนละ 3,150 JPY หรือ 918 บาท ที่พักก็สะอาดดีเป็นห้องแบบแคปซูน ห้องน้ำรวม


เก็บของเสร็จแล้วก็เดินไปต่อรถไฟ จากสถานี KANDA STATION ไปลง Aoyama-itchome Sta. 170 JPY แล้วเดินต่อไปอีก ประมาณ 700 เมตรถึง สวนเมจิจิงกูไกเอ็น (Meiji Jingu Gaien) เดินไปเรื่อยๆจะเจอถนนต้นแปะก๊วยสีเหลืองทองเต็มสองข้างทาง ต้นแปะก๊วยจะเหลืองอร่ามเต็มที่ช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ของทุกปี






จากนั้นเดินย้อนมามาทางสถานีรถไฟเดิม จะเจอร้านราเมนอยู่ร้านนึงคนเยอะมาก อร่อย น้ำซุ๊ปคือดี กลมกล่อม แนะนำให้แวะ ราคาต่อจานตกอยุ่จานละร้อยกว่าบาทไทย

ช่วงเย็นไปต่อที่ชินจุกุ ลงสถานีชินจุกุ 140 JPY

แนะนำที่ถ่ายรูปฮิปๆ ย่านตรอก Omoide Yokocho ตั้งอยุู่ในย่านชินจูกุ ซอยสุดฮิต อยู่ใกล้ทางออกสถานีชินจูกุฝั่งwest เป็นแหล่งขายอาหารประเภทปิ้งย่างเสียบไม้ จานเล็กๆ ทานคู่กับ เบียร์ สาเก และเหล้า ตัวร้านจะเป็นร้านเล็กๆ แต่ละร้านสามารถนั่งได้ไม่เกิน 20 คน

5 แยก ชินจุกุ Shinjuku เป็นย่านที่คนพลุกพล่านมากที่สุดในโตเกียว อาทิ ห้างสรรพสินค้ามากมาย

Big Camera, ร้านรองเท้ากีฬา, โทรศัพท์มือถือ ร้านเกมส์ คอมพิวเตอร์ หรือร้านขายยา ที่จะมีเครื่องสำอางค์ ยี่ห้อญี่ปุ่น วางขายมากมาย เช่น Shiseido, Kose เป็นต้น แต่ร้านเหล่านี้ประมาณ 1-2 ทุ่มก็จะเริ่มปิดแล้ว

หมดแรงเดินลากสังขารกลับที่พัก...นอน

เช้าวันใหม่ ลากกระเป๋าย้ายเมืองไปฟูจิ.....มีเพื่อนอีก 2 คนมาร่วามทริปด้วยนัดเจอกันที่สถานีชิบุยะ ราคา 240 JPY

ถึงชิบุยะแล้ว ทำให้เราได้แวะกินข้าว เดินเล่นในเมืองแปปนึง

อีก 1 จุดที่ไม่ควรพลาด คือ อนุสาวรีย์รูปปั้นสุนัข “ฮาจิโกะ” สุนัขจอมซื่อสัตย์ ใกล้กับสถานีรถไฟ JR Shibuya ประตูทางออก Hachiko exit

มีเรื่องเล่ากันว่าสมัยที่เจ้าฮาจิโกะยังมีชีวิต เจ้าฮาจิโกะ รัก ศจ.ฮิเดสะบุโระ อุเอโนะ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโตเกียว เจ้านายของมันมาก ทุกวันมันจะต้องมารอรับเจ้านายของมันที่หน้าสถานีรถไฟ Shibuya เพื่อกลับบ้านพร้อมกับเจ้านาย จนกระทั่งวันหนึ่งศจ.อุเอโนะ เกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกเสียชีวิตขณะสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย วันนั้นจึงเป็นวันแรกที่มันมานั่งรอแต่ไม่พบเจ้านายของมัน วันแล้ววันเล่ามันได้แต่รอคอยการกลับมาของเจ้านายมันอย่างใจจดใจจ่อด้วยความหวังที่ว่าเขาจะต้องกลับมาในสักวันหนึ่ง เป็นเวลาถึง 10 ปี จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนพบฮาจิโกะเสียชีวิตใกล้บริเวณที่มันรอคอยเจ้านายของมันในทุกวัน เรื่องราวของฮาจิโกะได้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะชน จนภายหลังได้รับการยกย่องว่าเป็น .”สุนัขยอดกตัญญู” และถูกสร้างเป็นอนุสาวรีย์หน้าสถานีรถไฟชิบูย่า

จากนั้นซื้อตั๋วบัส อยู่ฝั่งตรงข้างสถานีชิบุยะ ขึ้นไปที่ชั้น 4 บอกไปลงฟูจิ

ตอนนั้นบ่ายกว่าแล้ว แต่มีบัสไปลงฟูจิตอนบ่าย 4 โมงเย็นซึ่งกว่าจะไปถึงมันจะเย็นมาก (ที่ญี่ปุ่นมืดเร็ว) และเราไม่สามารถค้างคืนที่ชิบุยะได้เพราะแผนทั้งหมดจะเลื่อนออกไปอีก ทำให้เราใช้วิธีต่อบัส 2 ต่อ บัสต่อแรกซื้อที่สถานีชิบุยะ ราคา 460 JPY เป็นแบบไปต่อกลางทาง-แล้วต่อบัสอีกคันคุยกับคนขายตั๋วเรียบร้อย....รถออกบ่าย 2 โมง....ผ่านไปได้ 1 ชม. รถบัสจอดกลางทาง ที่ป้ายรอรถแห่ง อารมณ์เหมือนทางด่วน ไม่มีสถานีไม่มีคนขายตั๋ว แข้วงขว้างมาก เค้าบอกให้ลงตรงนี้เพราะซื้อตั๋วมาแค่นี้ แต่เรายืนยันว่าซื้อตั๋วไปลงฟูจิ..คุยกันอยู่พักใหญ่ไม่เข้าใจกัน คนขับพูดญี่ปุ่นใส่รัวๆ แต่เค้าก็พยายามติดต่อไปยังคนขายตั๋วให้
แต่รถพี่แกไม่ได้ฟูจิ ผ่านไป 10 นาที ยังไม่รู้จะทำยังงัย....สักพักมีรถบัสอีกคันมาจอดที่ป้ายนี้พอดี...บัสคันนั้นมีรูปน้ำตกที่เราจะไปพรุ่งนี้ เราคิดว่าคันนี้ยังงัยก็ผ่านไปลงฟูจิแน่ๆ...พี่คนขับก็รัวญี่ปุ่นใส่รัวๆอีกคน..พี่แกได้แต่ทำมือกากะบาทว่าไม่ได้ไปฟูจิ ทำไงล่ะทีนี้
ใจคอไม่ดีเย็นมากแล้วด้วยฟ้าก็จะมืด......เลยขอพี่แกติดรถไปลงสถานีสักแห่งเพื่อหารถต่อไป..พี่แกก็ไม่เข้าใจเรา เราก็ไม่เข้าใจที่แกพูด.....สุดท้ายบอกไปว่าเรามีเงิน....ไปส่งเราหน่อย..พี่แกก็ออกตั๋วให้ แล้วไปรถพี่แกไปถึง Fujinomiya Station คือ งงมาก แล้วบอกไม่ผ่าน ไปไม่ถึง ต่อที่สองบัสราคา 2,210 JPY/คน

ระหว่างเส้นทางสามารถชมฟูจิได้ตลอดเส้นทาง วิวไม่มีเบื่อเลย

มีจุดพักรถบัสระหว่างทาง พัก 15 นาที

ลงสุดสายที่ป้าย Fujinomiya Station ตอนนี้มึดมาก เลยต้องเหมาแท็กซี่ 2 คัน ราคาคันละ 4000 JPY หาร 6 เท่ากับ 1,333 JPY/คน คุณพี่เสื้อน้ำเงินพยายามส่องที่พัก แว่นก็แล้ว แว่นขยายก็แล้ว ไปถูกใช่มั้ยค่ะคุณพี่


และสุดท้ายเราก็มาถึงโรงแรม วันนี้เหนื่อยมากขอพักก่อน

ชื่อที่พัก FWA Guest House ราคาคืนละ 7,502 JPY/คน/คืน หรือ 1,251 บาทไทย (วันนี่ราคาจะแพงหน่อยเพราะตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์ ที่พักน่ารักมาก เห็นวิวฟูจิได้จากริมหน้าต่างเลย มีครัว ห้องน้ำทั้งแบบรวมและแบบส่วนตัว ที่พักนี้เป็นเหมือนฟาร์มเลี้ยงวัว แพะ หมา ไก่ หมู และปลูกพืช

อากาศดีมากๆ วันนี้ 2 องศา


แม่คนิ้งขึ้นเต็มสวนเลยจ้า

ที่นี่ยังเอาใจคนรักการกางเต้นท์แบบสุดๆเลยค่ะ

วันนี้เราจะออกเที่ยวรอบๆ ฟูจิ

ที่แรก คือ น้ำตก ชะระอิโตะ โนะ ทะคิ(Shiraito no Taki) ถือเป็นสมบัติทางธรรมชาติและเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของภูเขาไฟฟูจิ(Fuji) ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

(ขึ้นทะเบียนเมื่อเดือนมิถุนายน ปีเฮเซที่ 25)


การเดินทางจากที่พักมายังน้ำตกไม่มีรถอะไรผ่านเลยเราจึงเหมาแท็กซี่ออกมา คันละ 1460 JPY / คัน หารคันละ 3 คนตกคนละ 487 JPY

วิวหน้ามินิมาร์ทดีเหลือเกิน

ตรงนี้จะเป็นจุดจอดรถ และจุดฝากของ มีล็อคเกอร์เช่า ราคา เริ่มตั้งแต่ 300 JPY - 800 JPY

ขึ้นกับขนาดของล็อคเกอร์

ฝากของเรียนร้อยก็เดินไปยังน้ำตก ต้องบอกได้คำเดียวว่า Amazing มาก น้ำตกที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยใบไม้สีแดง น้ำตกลงมาเป็นแอ่งน้ำสีฟ้าอมเขียว มีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิ งดงามดังภาพวาด

หลังจากถ่ายรูปลั้นลา..ความซวยก็มาเยือนอีกครั้ง เพราะต่อจากนี้ไม่มีรถเที่ยวรอบฟูจิเลย แล้วกลุ่มเราก็เหมือนติดเหง็กอยู่ที่นี่...ทางเดียวที่เราหาได้คือหาแท็กซี่นั่งย้อนไปสถานี Fujinomiya โดนค่าแท็กซี่ไปอีก คันละ 3,780 หารแล้วเฉลี่ยคนละ 1,260 JPY

มาถึงสถานีด้วยความถอดใจ ไม่มีรถเที่ยวรอบฟูจิจริงๆหรอ เราเปลี่ยนแผนกันอยู๋ 3 - 4 แผน คือลังเลว่าจะย้ายเมืองเลยหรือ หาเช่าปั่นจักยารปั่นรอบเมืองเท่าที่ไหวดี หรือ นั่งรถไฟไปทางใต้สุดของฟูจิดี จนได้ตัดสินใจเดินเล่นรอบเมืองอย่างเหงาๆ แล้วเหมือนโชคเข้าข้างมี information เค้าแนะนำให้เราไปซื้อตั๋วบัสแบบ 2 Day ราคา 2,500 JPY ทำให้เราได้นั่งรถเล่นยาวๆเที่ยวครึ่งฟูจิ



ระหว่างรอเวลารถบัสออกรอบบ่าย 2 เราก็เดินเล่นในเมืองกัน เมืองนี้ค่อนข้างสงบ ไม่ค่อยมีผู็คนออกมาเดินเล่นกันไม่รู้ว่าเพราะอากาศหนาวรึเปล่าผู้คนถึงได้อยู่แต่ในบ้าน


ได้เวลารถออกแล้ว......


บรรยากาศภายในรถบัสนั่ง


เมืองนี้สามารถชมฟูจิได้ทุกทิศเลย วิเศษมาก


เป็นสองข้างทางที่หลับไม่ลงจริงๆ วิวฉากหน้าถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มุมองศาของภูเขาฟูจิก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ


บางช่วงรถบัสวิ่งผ่านทะเลสาบ สวยไปอีกแบบ แต่เสียดายที่เราไม่ได้ใช้รถส่วนตัวมาไม่อย่างนั้นเราคงได้ลงไปเซฟฟี่กับเจ้าฟูจิซัง.....ถ้าเพื่อนๆมาเที่ยวฟูจิเราแนะนำให้เช่ารถเที่ยวที่นี่จะคุ้มกว่า


เผลอแปปเดียวฟ้าจะมึดแล้วทำให้เราต้องเปลี่ยนแผนอีกครั้งเพราะตอนนี้ยังไม่ถึงปลายทาง รถก็ติด ทั้งๆที่ประเทศไม่เคยรถติดเลยตั้งแต่มา.....อ๋อวันนี้มีกิจกรรม Mt. Fuji Marathon

เราเลยลงที่สถานี Kawaguchiko สถานีนี้เป็นสถานีจอดรถบัสรถไฟที่สวยที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาเลย

ร้านของเดินป่าทั้งหมด ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามสถานีรถบัสและรถไปเลย พุ่งตัวไปเลยจ้าถูกกว่าไทยแน่นอน ชอตนี้อิฉันตายค่ะ

จากนั้นเราหาราเมงกินให้สบายใจแล้วเดินเล่น สำหรับวันนี้เราว่าคุ้มมากพอแล้วกับวิวสองข้างทาง

ในขณะที่รอรถบัส คุณลุงคนนี้ เข้ามาทักทาย พี่แกไปวิ่ง “ฟูจิซังมาราธอน” ในวันนี้มา คือ การวิ่งรอบฟูจิใน 1 วัน ระยะทาง 42 กิโลเมตร สุดยอดจริงๆอายุ 60 กว่าแล้วแต่ยังแข็งแรงอยู่เลย คุยเก่ง น่ารัก ช่วยเราดูรถบัสด้วย แกกลัวเราจะขึ้นผิดคัน

ได้เวลากลับไปที่ สถานี Fujinomiya ซื้อตั๋วรถไฟ ไปลง Shimada ราคา 1,320 JPY

แล้วเดินต่ออีก 350 เมตรไปที่พัก

ที่พักชื่อ Select Inn Shimada Ekimae เราจะพักที่เมืองนี้กัน 2 คืนเพื่อนพักร่างกาย

ราคา 6,084 JPY สองคืน ตกคืนละ 863 บาทไทย ที่พักดี สะอาด มีของใช้ให้ครบ เตียงนุ่ม


เช้าวันใหม่เราออกแต่เช้า เพื่อนไปอุทยาน ไปชมสะพานแขวนแห่งความฝัน Yume no Tsuribashi หรือ สะพานสุมาตะเคียว (Sumatakyou) และได้รับคะแนนโหวตติดอันดับ Top 100 สิ่งในธรรมชาติที่จะสงวนรักษาไว้ในศตวรรษที่ 21 ยังไม่พอๆยังติดอันดับ1 ใน 100 สุดยอดจุดท่องเที่ยวใหม่ที่น่าสนใจในญี่ปุ่น และที่สุดๆเลยก็ตรงได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 10 สะพานแขวนที่ดีที่สุดในโลกของปี 2012 ด้วยนะเออ


บรรยากาศตอน 7 โมงเช้า จากสถานี Shimada Station ไปลง Senzu Station (ราคา 2,000 JPY)


รถไฟที่นั่งครั้งนี้เป็นรถไฟโบราณ หรือรถไฟหวานเย็น นั่งยาวไป 2 ชม.

เมื่อถึงสถานีแล้วทุกคนญี่ปุ่นในขบวนต่างตื่นตาตื่นใจไปกับหัวรถไฟรูปหน้าโทมัสกันใหญ่เลย เมืองนี้ทุกอย่างเป็นโทมัสทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหัวรถไฟ ของฝาก ขนม กาชาปอง ป้ายรถ ลายรถบัส

จากนั้นซื้อบัสต่อเข้าอุทยาน 880 JPY

นั่งบัสต่อไปอีกประมาณอีก 25 นาที


หลังจากซื้อตั๋วจะได้แผนที่นี้มา รถบัสจะไปจอดตรงหมู่บ้านแล้วเดินต่อไป ราวๆ 1 ชม.


หมู่บ้านแถวๆ นี้เค้ามีร้านค้าและร้านขายอาหารท้องถิ่นให้ได้แวะชิมแวะช็อปปิ้งกันเบาๆพอกรุบกริบ

ร้านนี้เราแนะนำนะ คนขายดูมีสไตย์ อาหารอร่อย



ปรุงเองกับมื้อทุกชามไม่อร่อยได้ไง (แป้งทอดรูปซ้ายบนอร่อยมาก ให้เนื้อสัมผัสแบบไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน)


ท้องอิ่มแล้วก็ต้องเดินย่อยกันหน่อย......


ตรงนี้มีจุดปั้มตราอุทยานด้วยนะ



ขากลับลงมาก็มีบ่อน้ำแร่ออนเซนให้แช่ด้วยนะ


ระหว่างทางเดินไปยังสะพานสุมาตะเคียว



เดินมาได้ 20 นาที มีจุดบริการห้องน้ำ


เดินลอดอุโมงนี้ไป


น้ำตรงนี้กินได้ เป็นน้ำจากภูเขา กรอกใส่ขวดเลยค่ะ


เมื่อถึงทางแยก ถ้าไปทางขวาเดินลงไปนิดเดียวเจอสะพานแขวนเลยแต่ต้องเดินย้อนขึ้นเขาไปจะเหนื่อยกว่า

แต่ถ้าไปทางแยกซ้ายมือจะค่อยๆ ไต่ระดับเขาขึ้นไปเรื่อยๆ แล้ววนลงมาลงจะสะพานสุมาตะเคียว ทางทั้งหมดเป็นวงกลมไปทางไหนก็ได้


แผนที่ทั้งหมด


เส้นทางนี้สวยมาก


ช่วงเดือน พ.ย. เป็นช่วงน้ำน้อยทำให้น้ำไม่เอ่อเต็มสะพาน








สวยสมคำล่ำลือสมแล้วที่เป็นสะพานแห่งความฝัน


จบไป 1 วันเต็มๆ ได้เวลากลับแล้วต่อรถไฟที่เดิมเลยค่ะ

บรรยากาศช่วงเย็นเด็กๆ เลิกเรียนพอดี เมืองนี้ถึงแม้จะเป็นเมืองที่เล็กมากๆ แต่กลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก มีเสน่ห์ในตัวเอง ใครมาแล้วจะหลงรัก


หน้าสถานีรถไฟ มีร้านราเมง ไม่แพงแล้วให้เยอะมากชามใหญ่ที่สุดเท่าที่กินมาตลอด 6 วัน

ได้เวลากลับห้องพักวันนี้เป็นอันสลบ........


เช้าวันใหม่เรายังคงออกแต่เช้าเช่นเดิม แต่วันนี้ตื่นเต้นกว่าทุกวันเพราะวันนี้เราจะได้ขึ้นรถไฟชินคันเซ็น รถไฟหัวกระสุน ที่เร็วที่สุดในโลก

จาก Shimada ถึง Kyoto นั่ง 2 ต่อ

ต่อที่ 1. ราคา 5,400 JPY หรือ 1562 บาท

ต่อที่ 2. ราคา 3,340 JPY หรือ 967 บาท

แต่ก่อนเดินไปขึ้นรถไฟแวะไหว้พระวัดใกล้ๆที่พักกันก่อน




** รถไฟชิงกันเซ็งให้บริการแก่ผู้โดยสารด้วยความเร็วสูงสุด 320 กม./ชั่วโมง แม้ว่าจะสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 443 กม./ชั่วโมงในการทดสอบเมื่อปี ค.ศ. 1996 และรถไฟชิงกันเซ็งยังทำลายสถิติรถไฟที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็วถึง 603 กม./ชั่วโมง ในการทดสอบขบวนแม็กเลฟ เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2015**

นี่คือขนมที่ซื้อก่อนขึ้นรถไฟมา....ทำไมมันอร่อยขนาดนี้

เมื่อถึงเกียวโต...เหมือนหลุดมาอีกโลกหนึ่งเลย ผู้คนขวักไข่ว ทุกอย่างดูวุ่นวาย มีความทันสมัย ผู้คนหน้าตาดีเยอะกว่าเมืองอื่นๆ

และเราก็ตกหลุมพลางของร้านข้าวเบนโตะ ราคามีตั้งแต่ 800 - 1500 JPY

วิธีเที่ยวในเกียวโตที่ง่ายที่สุดคือ เดินทางโดยรถบัส ซื้อบัสแบบ 1 Day สามารถใช้ได้ทั้งเมืองเกียวโตกี่รอบก็ได้ สายไหนก็ได้ใน 1 วัน ราคา 600 JPY

เข้าที่พักก่อนเลย ที่พักคืนนี้ชื่อ Hostel Sui Kyoto ราคา 2,927 JPY หรือ 848 บาทไทย

ที่พักสะอาดมากกกก ห้องออกแบบสวยมาก ดูมีสไตย์ น่ารัก แนะนำอีกแล้ว 555+



ใน 1 กล่อง สามารถนอนได้ 4 คน อารมรณ์เหมือนบ้านต้นไม้


ฝาท่อระบายน้ำ สมเป็นเมืองนินจาจริงๆ


ที่แรกที่เราแวะ คือ พระราชวังหลวงเกียวโต – The Kyoto Imperial Palace

แต่เดินเล่นแค่รอบๆพระราชวัง ไม่ไดเข้าไปด้านในเนื่องจากเวลาของวันนี้มีจำกัด

สถานีต่อไป วัดคิโยะมิซุ หรือวัดน้ำใส วัดคิโยะมิซุเดระเป็นวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดในโตเกียว ผู้ที่มาเยี่ยมชมวัดมักจะดื่มน้ำจากน้ำตก ถ้าคุณจิบน้ำ2ครั้ง พรที่ขอจะลดลงครึ่งหนึ่ง ถ้าจิบน้ำ3ครั้งจะลดลงสามส่วน ถ้าคุณดื่มมากกว่าหนึ่งลำธาร คุณจะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ

ตอนที่เรามาวัดซ่อมแซมพอดีเลยไม่ได้เข้าไปด้านใน โชคดีจัง - -! เลยได้แค่เก็บบรรยากาศรอบๆมาฝาก

คนเยอะมากกกกกกก นี่ขนาดมาตรงกับวันธรรมดานะ


แล้วก็เจอ ดอกซากุระ หลงฤดูโดยบังเอิญในวัดคิโยะมิซุ

หมดวันไปอย่างรวดเร็ว หาอะไรกินที่แถว Gion ตั้งใจมาดูเกอิชา แต่หาดูยากมาก ดันไปเจองานวัดแทนขำมาก

แล้วก็นั่งบัสสีเขียวเบอร์ 201 กลับที่พัก

เช้าวันใหม่ที่สดใสแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าอีกตามเคย

วันนี้ไป สวนป่าไผ่(Bamboo Groves)ที่ตั้งอยู่ที่อาราชิยาม่าในเกียวโต

(วันนี้ก็ซื้อบัตร 1 Day เที่ยวรอบเกียวโต ราคา 600 JPY ) บัตรสามรถซื้อได้บนรถบัสเลยคันไหนก็ได้

สวนป่าไผ่ เปิดทุกวัน เข้าฟรี

ทางเข้าสวนป่าไผ่อยู่ด้านบนของวัดเทนริว-จิ (Tenryu-ji Temple)


ลงป้าย Arashiyama Station จะเห็นวิวริมน้ำอากาศดี คนมาวิ่งออกกำลังกายกันเยอะที่นี่

เดินไปประมาณ 1 กิโลเมตรจะถึงสวนไผ่ ใครเดินไม่ไหวก็มีบริการรถลาก (คนลากหน้าตาดีมากทุกคน ย้ำว่าทุกคน ทั้งหุ่นและหน้าตา คัดมาแล้ว)

ช่องซุ้มไผ่นี้สวยมาก แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ เข้าได้เฉพาะคนนั่งรถลาก คือ อยากจะได้มุมสวยๆถ่ายรูป ต้องเสียเงินค่ะ ถ้าไม่มีเงินก็ถ่ายริมๆก่อไผ่ไป อย่าบ่นเยอะเพราะเข้าฟรีแล้ว

เฝ้าอย่างโหด ไม่ถ่ายก็ได้หรอกช่องนี้ ชิ

ความเกรียนของแก้งเรา...

ที่ภาพไม่ชัดเพราะแอบถ่ายทางเข้าที่ห้ามเข้าต้องรีบกดชัดเตอร์เดี๋ยวเค้าเห็น 555+


ระแวกนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนเยอะมาก ของกินเยอะ ของช๊อปปิ้งกรุบกริบก็เยอะ

ส่วนอันนี้หน้าตารสชาติเหมือนเกาลัดยักษ์

หมดไปอีกวัน ต้องรีบไปเอากระเป๋า แล้วย้ายเมืองไปโอซาก้า ที่ญี่ปุ่ณมึดไวมาก 5 โมงเย็นคือมึดแล้ว ทำให้เวลาเที่ยวของเราลดลง

จากสถานีเกียวโต ลงไป Tennoji Station (โอซาก้า) 470 JPY

ที่พักคืนนี้ Peace House Suzunami ราคา 1500 JPY/คน หรือ 435 บาท เป็นห้องนอนรวม 6 คน/ห้อง เตียง 2 ชั้น ห้องน้ำรวม


คืนนี้เราไปเที่ยวต่อในย่าน Dotonbori นั่งรถไฟไปลง Namba Station 270 JPY และแล้วฝนก็ตก

จากสถานีNamba Station เดินต่ออีก 450 เมตร

Dotombori เป็นอาเขตการค้าที่สำคัญของย่าน Minami ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองโอซาก้าทางด้านทิศใต้ โรงละคร Shochiku-za ร้านปู Kanidoraku ซึ่งมีปูยักษ์จำลองเป็นเครื่องหมายร้าน ป้ายกูลิโกะที่มีแสงไฟกระพริบหยิบยับยามค่ำคืน ล้วนเป็นสัญญลักษณ์ของ Dotombori

แน่นขนัดไปด้วยโรงละครและร้านอาหาร ตั้งแต่ยุคเอโดะถึงปัจจุบัน ร้านค้ายังคงปิดที่ตอน 2 ทุ่มเหมือนฝั่งโตเกียว

ย่านนี้ของกินทั้งซอยก็เลือกแบบสุ่มมา 1 ร้าน บรรยากาศไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แต่อาหารก็ถือว่าใช้ได้

เช้าวันใหม่ วันนี้ตะลุย UNIVERSAL STUDIOS JAPAN

นั่งไฟ JR สาย Osaka Loop Line ลงสถานี Nishi-Kujo แล้วเปลี่ยนเป็นสาย Yumesaki line ลงสถานี Universal City (2 สถานีจาก Nishi-Kujo) และเดินอีกประมาณ 5 นาที ราคา 190 JPY


ใครที่คิดจะไป UNIVERSAL STUDIOS JAPAN โปรดแต่งกายให้เข้ากับสถานที่ด้วน เพราะทุกคนที่ไปที่นี่จัดเต็มมาก

คุณควรที่จะซื้อตั๋วมาจากบ้านเพราะคนเยอะมาก

เราซื้อตั๋วผ่านแอป Klook สามารถดาวโหลดได้ทั้ง ios และ android

ราคา 2,184 บาท เล่นได้ทุกเครื่องเล่น 1 วัน สวนสนุกเปิด 9.00 น.

เครื่องเล่นจะแบ่งเป็นโซนต่างๆ เช่น New York, Hollywood, San Francisco และ Jurassic Park

แผนที่ทั้งหมด

จะเล่นทุกอันเลย.....

รถไฟเหาะของ Jurassic Park คนเยอะมาก ถ้าไปเป็นกลุ่มจะได้โอกาสเล่นก่อน เครื่องเล่นส่วนใหญ่จะนั่งได้แถวละ 4 คน ถ้าไปคนเดียวรอนานมาก

ที่นี่เป็นที่เดียวที่ได้เห็นรอบยิ้มของคนญี่ปุ่นเยอะที่สุด พนักทุกคนยิ้มแย้มและต้อนรับทุกคนอย่างอบอุ่น

อีกเครื่องเล่นที่เราแนะนำคือ Spider Man ซึ่งเป็นแนว 4D

ข้างในไม่สามารถถ่ายภาพออกมาได้

เครื่องเล่นที่คุณไม่ควรพลาดมากๆ อีกที่หนึ่ง คือ เมือง Harry Potter

เมื่อเดินผ่านประตูนี้ไปเหมือนหลุดไปยังเมือง ฮอกวอตส์ สวยมาก มีของขายทุกอย่างที่เกียวกับ Harry Potter แต่แนะนำว่าให้เดินไปต่อคิวเล่นเครื่องเล่นก่อนแล้วค่อยออกมาถ่ายภาพ


เครือ่งเล่นตัวนี้ ก็จะเป็นการจำลองการขี่ไม้กวาด ฉวัดเฉวียน ผ่านไปตามส่วนต่างๆ ของปราสาท และ พื้นที่ต่างๆ ของโรงเรียน

และภายในอนุญาติให้ถ่ายรูปออกมาได้ กล้องกระเป๋าทุกอย่างถูกเก็บในล็อคเกอร์ ก่อนเข้า โรงเรียนฮอกวอตส์ แต่จะบอกว่ามันสนุกมาก ต้องไปลองเอง

หมดเวลาสนุกเดินทางออกจากสวนสนุก 4 โมงเย็น

นั่งรถไฟเอากระเป๋าที่พัก 190 JPY ต่อรถไฟไปแวะ Rinku Premium Outlets 530 JPY

และต่อไปลงสนามบินKansai-Airport Station 340 JPY

เอาท์เล็ท เซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นตะวันตก ฝั่งตรงข้ามท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ มีสินค้าเเบรนด์ดังทั้งในประเทศแและต่างประเทศ, ร้านกีฬายอดนิยมกว่า 210 ร้าน ทั้งเสื้อผ้า, รองเท้า, เครื่องประดับ, เสื้อผ้าชายไปจนถึงเสื้อผ้าเด็ก, ของใช้ประจำวัน บรรยากาศสบายๆ ช็อปปิ้งได้อย่างหรูหราในราคาย่อมเยา

และอีกหนึ่งของความประทับใจในญี่ปุ่น คือ ศิลปะบนฝาท่อระบายน้ำ

สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด

เที่ยวทั้งหมด 8 วัน 6คน ตั้งแต่โตเกียว - โอซาก้า

ตั๋วบิน รวมค่าโหลดน้ำหนักกระเป๋าแล้ว 20 กิโล






ความคิดเห็น