มุลาอิ ขุนเขาแห่งศรัทธา (ฉบับไปกันเองแบบหารเฉลี่ย) รีวิวโดย Pattanachai Gigs

มุลาอิหรือมอลาอิหรือเมาะเลาะอิ แล้วแต่ใครจะเรียกแต่ทั้งสามชื่อก็คือสถานที่เดียวกัน สถานที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของเจดย์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นดั่งศูนย์รวมใจของชาวพุทธในรัฐกะเหรียงDKBAและชาวพม่า มุลาอิตั้งอยู่ในรัฐกระเหรี่ยงDKBA อยู่ในจังหวัดเมียวดี ประเทศพม่า การจะเดินทางข้ามไปท่องเที่ยวที่นี่ต้องติดต่อผ่

มุลาอิ ขุนเขาแห่งศรัทธา (ฉบับไปกันเองแบบหารเฉลี่ย)

มุลาอิ ขุนเขาแห่งศรัทธา (ฉบับไปกันเองแบบหารเฉลี่ย)

 วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 เวลา 22.45 น.

 วันที่เดินทาง 27 ม.ค. 2562

มุลาอิหรือมอลาอิหรือเมาะเลาะอิ แล้วแต่ใครจะเรียกแต่ทั้งสามชื่อก็คือสถานที่เดียวกัน สถานที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของเจดย์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นดั่งศูนย์รวมใจของชาวพุทธในรัฐกะเหรียงDKBAและชาวพม่า มุลาอิตั้งอยู่ในรัฐกระเหรี่ยงDKBA อยู่ในจังหวัดเมียวดี ประเทศพม่า

การจะเดินทางข้ามไปท่องเที่ยวที่นี่ต้องติดต่อผ่าน ลุงจ่า ที่เบอร์083-6281898และ087-4160792 การไปท่องเที่ยวที่นี่มีข้อห้ามอยู่หลายอย่างที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพราะที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และนี่คือข้อห้ามหลักๆที่ผมเอามาฝากครับ

1.ห้ามผู้หญิงขึ้นเจดีย์ด้านบนขึ้นได้แค่เจดีย์ล่างเท่านั้น

2.ห้ามผู้หญิงตักน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

3.ห้ามผู้หญิงทำกับข้าวให้ผู้ชายเป็นฝ่ายทำให้กินเท่านั้น

4.ห้ามบริโภคเนื้อสัตว์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และให้ทานเจเท่านั้น

5.ห้ามชายหญิงจับไม้จับมือกัน

6.ห้ามใช้หญิงถ่ายรูปคู่กัน

7. ห้ามชายหญิงนอนเต้นท์เดียวกัน

8. ที่นี่อากาศหนาวมากควรเตรียมถุงนอนและเสื้อกันหนาวมาให้เพียงพอ

9. ระหว่างทางนั่งรถโฟวิลไปยังจุดกางเต็นท์ฝุ่นเยอะมากควรเตรียมผ้าซับและผ้าปิดจมูกมาให้ดี

พวกผมเดินทางไปกันเองโดยต่างคนต่างนั่งรถทัวร์ไปลงที่ขนส่งแม่สอดและเหมารถสองแถวเพื่อไปยังจุดรวมตัวเพื่อขึ้นรถโฟวิลไปยังวัดบนดอย โดยเราต้องทำเวลาให้ไปถึงจุดขึ้นรถภายในแปดโมงเพื่อไม่ให้คนอื่นๆต้องรอ โดยค่ารถโฟวิลที่จะรับ-ส่งเราคิดเป็นหัวหัวละ900บาทขากลับลงมามีอาหารและเครื่องดื่มไว้ให้เรากินด้วยนะครับและขาไปเราเหมาสองแถวของ พี่กร ราคาเหมา9คน1400บาทสามารถติดต่อพี่กรได้ที่เบอร์085-6061764 ส่วนขากลับเราเหมาสองแถวของพี่แสงจันทร์กลับในราาเหมา9คนราคาคนละ100 บาท โดยเราสามารถเหมาไปเที่ยวต่อก็ได้นะครับราคาแล้วแต่ตกลงกัน ผมมีสรุปค่าใช่จ่ายไว้ให้หลังรีวิวนะครับแต่บอกก่อนเลยว่าค่าใช้จ่ายจำนวนนั้นเราต้องโทรติดต่อทุกอย่างเองทั้งหมดนะครับ

เราไปเสพความน่าสนใจของมุลาอิกันเลยครับ

วิว360องศาเหนือทุ่งหญ้าสีทองของที่ต้องบอกว่าสวยสุดเลยๆครับ

ติดต่อไปท่องเที่ยวข้อมูลตามเลยครับผม


หน้าตาของรถโฟวิลที่พาเราไปส่งครับ

ระหว่างทางจะมีร้านค้าของชาวกระเหรี่ยงที่ขายข้างทางสามารถแวะอุดหนุนด้วยเงินไทยได้เลยครับ

มาจุดจอดแรกเป็นจุดที่เป็นชุมชนของชาวกระเหรี่ยงตรงนี้จะมีร้านค้าขายของและตรงนี้จะเป็นจุดที่เรากินข้าวเที่ยงที่มีเนื้อเป็นส่วนประกอบได้เพราะถ้าไปถึงวัดบนเขาจะต้องกินเจ

ส่วนตัวผมคิดว่าการที่เราไปเที่ยวที่นี่แล้วมีขนมหรือหนังสือนิทานหรือหนังสือวาดภาพระบายสีไปฝากเด็กๆบนดอยมันเป็นความสุชที่ทำให้หัวใจของเราพองโตได้อย่างไม่มีข้อแม้ เพราะรอยยิ้มของเด็กๆที่ส่งมาให้เราเวลาที่เขาได้ของเป็นแววตาแห่งความสุขอย่างแท้จริง

เดินทางกันต่อและแล้วเราก็มาถึงวัดบนเขาที่เป็นที่ตั้งของเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ และที่เห็นในภาพคือบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามผู้หญิงตักน้ำเด็ดขาดหากจะใช้น้ำต้องให้ผู้ชายมาตักให้ครับ

ทางขึ้นไปกราบเจดีย์จะเป็นบันใดให้เราไดออกกำลังกันนิดหน่อย โดยเจดีย์จะมีสององค์องค์ล่างขึ้นได้ทั้งหญิงและชายแต่เจดีย์องค์บนจะขึ้นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น


วิวที่ถ่ายจากมุมบนจากเจดีย์ เสียดายก่อนเราไปมีไฟไหม้หญ้าไปบางส่วน


มุมเท่หลังเจดีย์ต้องบอกว่า วิว เว่อร์ วัง มากครับ

และนี่คือโฉมหน้าของผู้ที่รอดชีวิตจากพายุฝุ่น ไปครับเดินไปจุดกางเต็นท์กันโดยระยะทางจากวัดไปยังจุดกางเต็นท์เพียง1.2กิโลเมตรเองครับเดินสบายๆครับ

โดยทางเดินจะมีช่วงที่มีป่าอยู่นิดนึงครับที่เหลือจะเป็นทุ่งหญ้าซะส่วนใหญ่

กางเต็นท์เสร็จก็ไปหามุมสวยๆถ่ายรูปกันครับ



ที่นี่สวยทุกมุมจริงๆครับ

การยืนดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปตรงหน้าคงจะเป็นอะไรที่สบายใจมากสำหรับใครหลายคนรวมถึงตัวผมด้วย


สิ้นสุดแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ที่ลับลาจากขอบฟ้าไปก็ได้เวลาของการเตรียมอาหารเย็นโดยเราทำกินกันง่ายๆมีเพียงข้าวและอาหารกระป๋องที่เป็นอาหารเจและบางคนก็กินอาหารเจ เพราะที่นี่เราทุกคนต้องกินเจ

จบจากมื้อเย็นที่แสนอร่อยบางคนออกมาถ่ายดาวบางคนก็นั่งสนทนาแลกเปลี่ยนเรื่องราวซึ่งกันและกันก่อนจะพากันแยกย้ายเข้านอนในเต็นท์ใต้แสงดาวและอากาศที่หนาวเหน็บ

ตะวันลืมตาท้องฟ้าก็ทาสีทอง พวกเราตื่นเช้ามาพร้อมฟ้าที่สดใสบวกกับแสงสีทองจากพระอาทิตย์ขึ้น มันเป็นความสวยงามที่เมืองหลวงไม่สามารถให้เราได้อย่างแน่นอน

จบทริปอย่างสวยงามพร้อมความประทับใจและเพื่อนใหม่ อยากบอกกับคนที่กำลังอยากจะมาที่นี่ผมอยากให้เคารพสถานที่ เคารพวิถีชีวิต เคารพคนในชุมชน เพราะเราต้องไปแบบนักท่องเที่ยวไม่ใช่นักทำลาย

สรุปค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ผมหมดไปในทริปนี้นะครับ

ค่ารถทัวร์ไป-กลับ พิษณุโลก-แม่สอด 422 บาท(กรณีที่ไม่ตกรถนะครับ)

ค่ารถโฟวิลไป-กลับ 900 บาท

ค่ารถสองแถวขาไป 155 บาท

ค่ารถสองแถวขากลับ 100 บาท

ค่าอาหารเจ2มือบนเขา 100 บาท

ค่าอาหารมื้ออื่นๆที่ไม่ใช่เจ 100 บาท

รวมทั้งหมด 1777 บาท

ถ้าใครมาจาก กทม.ก็ลองบวกค่ารถเพิ่มไปนะครับ

ขอบคุณรูปบางส่วนจาก https://www.facebook.com/profile.php?id=100005042295810

https://www.facebook.com/aonindy14542



ความคิดเห็น