หนีร้อนไปพึ่งเย็น ที่ " ช่องเย็น " | กำแพงเพชร รีวิวโดย เที่ยวแบบเรา : Once-a-month

กลับมาเจอกันอีกแล้ว หลังจากที่เราได้ย้ายถิ่นฐานจากอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ มาที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เราจะพาขึ้นไปนอนที่ช่องเย็นกัน สามารถย้อนกลับไปอ่านรีวิวขุนพะวอ ได้ที่ ขี่มอเตอร์ไซค์ แบกเต็นท์ไปนอน " อุทยานแห่งชาติขุนพะวอ " | ตาก FOLLOW MEFacebook page : Once-a-monthInstagram: onceamon

หนีร้อนไปพึ่งเย็น ที่ " ช่องเย็น " | กำแพงเพชร

หนีร้อนไปพึ่งเย็น ที่ " ช่องเย็น " | กำแพงเพชร

 วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2562 เวลา 17.15 น.

 วันที่เดินทาง 2 มิ.ย. 2562

กลับมาเจอกันอีกแล้ว หลังจากที่เราได้ย้ายถิ่นฐานจากอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ

มาที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เราจะพาขึ้นไปนอนที่ช่องเย็นกัน สามารถย้อนกลับไปอ่านรีวิวขุนพะวอ

ได้ที่ ขี่มอเตอร์ไซค์ แบกเต็นท์ไปนอน " อุทยานแห่งชาติขุนพะวอ " | ตาก


FOLLOW ME
Facebook page : Once-a-month
Instagram:
onceamonth.travel
YouTube : Once-a-month

ที่นี่ " ช่องเย็น "

ช่องเย็น ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.กำแพงเพชร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 28 กิโลเมตร เป็นจุดกางเต็นท์ที่เรียกได้ว่ามีอากาศหนาวเย็นตลอดปีแม้ในช่วงหน้าร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยก็ประมาณ 20 องศา เนื่องจากตรงนี้เป็นช่องเขาที่มีลมพัดผ่านตลอดเวลา เลยเป็นที่มาของชื่อ “ ช่องเย็น “

หลังจากที่ออกจากอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ เราก็ขี่ย้อนกลับมาทางเดิม ผ่านบ้านตาก เราออกจากอุทยานกันประมาณ 10.00 น. ลงมาถึงบ้านตากก็เที่ยงกว่าๆ เราเลยแวะหาอะไรกินกันก่อน พอดีเจอร้านระหว่างทางเลยแวะเข้าไป ชื่อร้านครัวบ้านสวน แล้วก็จัดกันไปชุดใหญ่ อาหารอร่อย ราคาไม่แพง ใครผ่านไปก็แวะไปลองชิมกันได้

อิ่มแล้วก็ออกเดินทางกันต่อ เดี๋ยวจะเข้าอุทยานไม่ทัน สภาพอากาศสำหรับวันนี้ร้อนมาก แดดแรงมาก ไม่ค่อยมีเมฆเลยผิดกับวันที่เรามาเยอะเลย แต่พอเข้ากำแพงเพชรเท่านั้นแหละ เมฆก็เริ่มเยอะขึ้น หลังจากนั้นไม่นานเราก็เจอฝนไปก้อนใหญ่ๆ เที่ยวหน้าฝนแบบนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเสื้อกันฝน เราแวะใส่เสื้อกันฝนแล้วก็ขี่ฝ่าฝนมาเลย สักพักฝนก็หยุดแต่อากาศก็ยังครึ้มๆ อยู่ จนถึงทางที่จะมุ่งหน้าไปยังอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เราก็เหมือนจะเจออีกก้อนใหญ่ๆ แวะใส่เสื้อกันฝนอีกรอบ

สุดท้ายก็หนีไม่พ้น เจอตลอดทาง ตกๆ หยุดๆ ตั้งแต่ยังไม่เข้าอุทยาน พอเราเข้าด่านก็ชำระค่าผ่านให้เรียบร้อย หลังจากนั้นก็ขี่เข้าไปลงทะเบียนที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้านใน

** ขออนุญาตเอารูปวันกลับมาลงนะ วันไปไม่ได้ถ่ายรูปเลย

เข้าไปถึงเจ้าหน้าที่จะนำเอกสารมาให้เรากรอก เป็นการลงทะเบียนเข้าพักแรม กรอกเรียบร้อยก็นำไปยื่นชำระเงิน การพักที่นี่ถ้ากางเต็นท์เสียคนละ 30 บาท ( อันนี้ต่อ 1 คืน )

ส่วนใครที่ไม่ได้นำเต็นท์มาเองก็สามารถติดต่อเช่ากับเจ้าหน้าที่ได้ หลังจากที่ชำระเงินเสร็จเรียบร้อยก็จะได้บัตร เราก็นำบัตรและเอกสารไปยื่นตรงด่านทางขึ้นอีกที


ปล. ที่นี่มี " โครงการขยะคืนถิ่น " เป็นโครงการดีๆ ที่รณรงค์ให้นักท่องเที่ยว เก็บ และนำขยะลงมาทิ้ง เราสามาถมารับถุงขยะที่นี่ได้ และตอนกลับก็นำมาขยะมาทิ้งด้านล่าง และยังสามารถยืมถุงผ้าเพื่อใส่ของขึ้นไปแทนการใช้ถุงพลาสติก ถ้าเราร่วมด้วยช่วยกันคนละไม้คนละมือ ปริมาณขยะพลาสติกก็จะลดลง แถมยังรักษาความสะอาดให้กับแหล่งท่องเที่ยวของเราอีกด้วย


หลังจากที่ยื่นเอกสารกับเจ้าหน้าที่ตรงด่านแล้ว เราก็ขี่รถขึ้นไปอีก ประมาณ 28 กิโลเมตร ระหว่างทางก็เจอฝนตลอดทาง มากน้อยปนๆ กันไป สภาพถนนก็จะขรุขระเป็นช่วงๆ นะ ขับขี่ระมัดระวังด้วยนะ พอเกือบจะถึงยอดฝนก็ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนถึงที่กางเต็นท์เลย รอบนี้กางเต็นท์กลางสายฝนกันทีเดียว


เรามาถึงจุดกางเต็นท์กันประมาณเกือบ 5 โมง ถึงก็หาที่หลบฝนกันก่อนเลย กะว่าจะรอให้ฝนหยุดตกแล้วออกไปกางเต็นท์ แต่รอไปสักพักก็ไม่มีวี่แววว่าฝนจะหยุด เราเลยกางกันในศาลาก่อนแล้วค่อยยกเต็นท์ออกไปปักสมอข้างนอก ได้ที่ปักสมอเรียบร้อยก็ไปอาบน้ำ แล้วก็กลับมาทำกับข้าวกินกัน แต่ฝนก็ยังไม่หยุดตก ยังดีที่เต็นท์ของเรามีตัวที่ยื่นออกไป ยังพอมีพื้นที่ไว้ทำกับข้าวได้บ้าง

มื้อเย็นก็ง่ายๆ เป็นมาม่าที่เหลือจากขุนพะวอ กินเสร็จไม่รู้จะทำอะไร ออกไปข้างนอกฝนก็ตก อากาศก็หนาว ลมก็แรง เก็บของปิดเต็นท์นอนอย่างเดียว ดึกๆ มาฝนก็หยุด แต่กลับเป็นลมที่แรงมากแทน นอนกันเถอะ พรุ่งนี้เช้าเจอกันใหม่


อรุณสวัสดิ์เช้าวันใหม่บนช่องเย็น อากาศตอนเช้าเย็นสบาย มีลมพัดเอื่อยๆ มีใครเป็นมั้ยตอนไปเที่ยวมันจะตื่นเช้ามาก ผิดกับวันทำงานเลย


ตื่นแล้วก็ลุกออกมาจากเต็นท์รีบออกไปลุ้นว่าจะมีทะเลหมอกมั้ย ปรากฏว่ามีหมอกนิดหน่อยตรงช่องเขา แล้วก็เดินเก็บบรรยากาศตอนเช้ามาฝากด้วย


แล้วก็ไม่ลืมแวะไปดูอุณหภูมิ เช้านี้อุณหภูมิก็อยู่ที่ประมาณ 15-17 องศา ( ไปดู 2 อันไม่เท่ากันเลย เอามาหารเฉลี่ยมันซะเลย 555 )

และนี่ก็คือเพื่อนร่วมชะตากรรม ในการลุยฝนและลมพร้อมกับเราเมื่อคืน บางเต็นท์ก็ยืนหยัดอยู่ แต่บางเต็นท์ก็ต้องย้ายตัวเองเข้าไปในศาลาบ้าง ไม่อย่างนั้นได้นอนเต็นท์น้ำกันแน่นอน

นี่ก็เต็นท์ของเรา ยังอยู่ดีฝนและลมยังทำให้เรานอนหลับสบาย 555 แอบขายของ

และสภาพรถของเรา ด้วยความที่เสื้อการ์ดและหมวกของเราชื้นเลยไม่อยากเอาเข้าไปไว้ในเต็นท์ เลยวางทุกอย่างไว้ที่รถแล้วเอาผ้ากันน้ำคลุมไว้อีกที

เดินเล่นชมบรรยากาศเสร็จ แดดก็เริ่มออก พวกเราก็ทยอยกันเก็บของ เก็บเต็นท์ เตรียมตัวลงไปข้างล่าง เช้านี้เรากะว่าจะลงไปฝากท้องที่อุทยาน

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ระหว่างที่กำลังจะสตาร์ทรถก็เหลือบไปเห็นยางรถมันดูอ่อนๆ พอจับดูก็นิ่มเลย แย่แล้วล่ะ ของก็หนัก ตัวคนก็หนักจะฝืนขี่ลงไปไม่ไหวแน่ๆ พอดีมีพี่กลุ่มมอเตอร์ไซค์อยู่ตรงนั้นด้วย เลยถามขอยืมสเปรย์กันยางรั่วดูเผื่อพี่ๆ เค้าพกมาด้วย แล้วพี่เค้าก็มีเราเลยต้องขอความช่วยเหลือจากพี่ๆ ถ้าไม่ได้พวกพี่ๆ เราคงแย่ ขอบคุณมากๆ ครับ

ซ่อมรถเสร็จก็เดินทางกันต่อ เริ่มหิวข้าวแล้ว 555

ขี่ลงมาแปปเดียวก็ขอแวะถ่ายรูปหน่อยละกันที่ " จุดชมวิวขุนน้ำเย็น "

จริงๆ แล้วเราต้องเดินขึ้นไปข้างบนนะ แต่วันนี้ขอบายก่อนละกัน ถ่ายกันข้างล่างพอเนาะ 555

ตรงนี้สามารถกางเต็นท์ได้ด้วยนะ ถ้าข้างบนเต็มสามารถลงมากางที่นี่ได้ มีศาลาพอให้กางได้หลายเต็นท์อยู่

ไปกันต่อดีกว่า ยังมีอีกหลายจุดที่ให้แวะ

ที่ต่อไปเป็นจุดชมวิวน้องใหม่ เพราะตอนนั้นที่เรามายังไม่มีเลย แต่มันก็นานมากแล้ว ชื่อ " โมโกจูน้อย " สวยเชียว สามารถมองวิวได้ 360 องศาเลย

เดินขึ้นไปดูวิวข้างบนกันดีกว่า

ถ่ายรูปเสร็จก็ไปกันต่อ จุดสุดท้ายแล้ว " จุดชมวิวกิ่วกระทิง "

จุดนี้อยู่แปปเดียว ทนไม่ไหวแล้ว หิวข้าวมากแล้ว


เย้ ถึงสักทีจะได้กินข้าวแล้ว แต่เข้าไปที่ร้านข้าวเจ้าหน้าที่บอกไฟดับหุงข้าวยังไม่สุกเลย น้ำตาจะไหลสรุปก็ยังไม่ได้กินข้าวสักที แต่ก็เริ่มเลยจุดหิวไปแล้วแหละ ไปกินทีเดียวที่ตลาดเลยก็ได้

ก่อนไปก็ไปเก็บบรรยากาศในอุทยานกันก่อน

แล้วเราก็ออกจากอุทยานเข้าเมืองเพื่อหาข้าวกลางเช้า + กลางวันกินกัน แล้วก็กลับกรุงเทพ เป็นอันจบทริป 3 วัน 2 คืนในการนอนอุทยานของเรา


แต่ก่อนไป จะมาสรุปให้ฟังว่าการมากางเต็นท์ที่นี่ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง

  • ก่อนขึ้นไปกางเต็นท์ต้องไปลงทะเบียนที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวก่อน
  • สภาพถนนเป็นทางราดยาง 2 เลน ช่วงรกๆทางยังดีอยู่ บางจุดทางพัง มีกรวดและทรายอยู่บนถนน บางช่วงทางแคบ ต้องระมัดระวังในการขับขี่กันด้วย
  • สำหรับใครที่ไม่มีเต็นท์มาเอง สามารถมาเช่าเต็นท์ที่อุทยานได้
  • ด้านบนมีบ้านพักไว้บริการ สำหรับใครที่ไม่อยากนอนเต็นท์ แต่ต้องจองผ่านเว็ปไซต์ของกรมอุทยานก่อน
  • ไม่มีร้านค้า ร้านอาหารไว้บริการ ต้องเตรียมอาหารไปเองทั้งหมด สามารถใช้แก๊สกระป๋องในการทำอาหารได้
  • ห้องน้ำมี 2 จุด คือด้านด้านข้างบ้านพักเจ้าหน้าที่ก่อนถึงทางขึ้นภูผาสวรรค์ และด้านข้างศาลาอเนกประสงค์ ห้องส้วมกับห้องอาบน้ำอยู่ในห้องเดียวกัน ส้วมเป็นชักโครก ส่วนอาบน้ำเป็นฝักบัว น้ำที่นี่เย็นมาก
  • จุดล้างจานจะมี 2 จุดเช่นกัน อยู่ใกล้ๆ กับห้องน้ำทั้ง 2 จุด
  • ด้านบนไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ทุกเครือข่าย
  • ไฟฟ้าส่วนกลางมีการเปิด - ปิดเป็นเวลา คือตั้งแต่ 17.00 - 21.00 น. แนะนำให้เตรียมไฟฉายมาเองด้วย
  • สภาพอากาศอาจมีฝนและลมแรง ทำให้อากาศหนาว พกเสื้อกันหนาวติดมาจะดีมาก
  • ที่สำคัญที่ขึ้นชื่อไม่แพ้อากาศที่หนาวคือ คุ่น แนะนำให้พกซอฟเฟลกันยุง หรือใส่เสื้อแขนยาว ขายาว จะช่วยได้ ไม่อย่างนั้นจะคันไปหลายวันเลย
  • ขยะต่างๆ เก็บให้เรียบร้อย แล้วนำลงไปทิ้งด้านล่าง ช่วยกันรักษาความสะอาดกันด้วยน้า


สรุปค่าใช้จ่าย

  • ค่าเข้าอุทยานทั้งหมดพร้อมประกัน รวม 120 บาท
  • ค่ากางเต็นท์ คนละ 30 บาท

แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้านะ บาย .....


ความคิดเห็น