รีวิว เที่ยวเกาหลี ด้วยตัวเองแบบจัดเต็มอลังการยาวนาน 10 วัน รีวิวโดย ZIAstyle

พวกเราจากZIAstyle เว็บไซต์ที่หลายคนอาจจะรู้จักหรือเคยอ่านบทความของเรามาบ้างแล้ว จะเห็นว่าบทความส่วนใหญ่ของเราค่อนข้างที่จะละเอียด และมักตอบข้อสงสัยของเพื่อนๆที่เข้ามาตั้งใจอ่านหรือแม้แต่เลื่อนผ่านๆได้ไม่มากก็น้อย วันนี้ ZIAstyle ขอใช้พื้นที่นี้มารีวิวทริป เที่ยวเกาหลี ตลอด 10 วันเต็มๆด้วยตัวเอง โดยง

รีวิว เที่ยวเกาหลี ด้วยตัวเองแบบจัดเต็มอลังการยาวนาน 10 วัน

รีวิว เที่ยวเกาหลี ด้วยตัวเองแบบจัดเต็มอลังการยาวนาน 10 วัน

 วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 22.17 น.

 วันที่เดินทาง 29 มี.ค. 2562

พวกเราจากZIAstyle เว็บไซต์ที่หลายคนอาจจะรู้จักหรือเคยอ่านบทความของเรามาบ้างแล้ว จะเห็นว่าบทความส่วนใหญ่ของเราค่อนข้างที่จะละเอียด และมักตอบข้อสงสัยของเพื่อนๆที่เข้ามาตั้งใจอ่านหรือแม้แต่เลื่อนผ่านๆได้ไม่มากก็น้อย วันนี้ ZIAstyle ขอใช้พื้นที่นี้มารีวิวทริป เที่ยวเกาหลี ตลอด 10 วันเต็มๆด้วยตัวเอง โดยงบแบบรวมทุกอย่างแล้วทั้งเที่ยวกินช้อปตกคนละประมาณ 35,000 บาทเท่านั้น ถ้าอยากรู้ว่างบประมาณกับระยะเวลาเท่านี้เราได้ไปเที่ยวอะไรมาบ้าง ติดตามกันต่อได้เลยค่ะ (รายละเอียดค่าใช้จ่ายคร่าวๆอยู่ในตอนท้ายนะคะ)

ใครที่อยากไปเที่ยวเกาหลีด้วยตัวเองแต่ก็แอบกังวลว่าจะไปรอดไหมนะ ขอแนะนำบทความนี้เลย อ่านเสร็จก็กดจองตั๋วเกียมกระเป๋าไปเที่ยวได้เลยค่ะ เที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง กับ 12 เรื่องที่ควรรู้ก่อนออกเดินทาง โดยบทความนี้จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทาง ที่พัก และอีกหลายๆเรื่องที่เพื่อนๆอาจจะกำลังกังวลอยู่ โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมตัวเพื่อไปเจอกับ ตม.เกาหลี

การเดินทาง เที่ยวเกาหลี ในเมืองโซลจะค่อนข้างคล้ายกับการเดินทางในประเทศไทย เราสามารถนำชื่อของสถานที่ที่ต้องการจะไปค้นหาในแอพเดินทางได้เลย ไม่ว่าจะเป็น Google Map หรือ Naver Map และในบทความนี้แต่ละสถานที่ที่น่าสนใจที่เราได้ไปมานั้น ก็ได้ใส่ลิ้งค์โลเคชั่นมาให้เพื่อนๆได้ลองไปเที่ยวตามกันได้ด้วย และอีกหนึ่งเรื่องที่สายวางแผนเที่ยวไม่ควรพลาดนั่นก็คือ แอพท่องเที่ยว แอพดีๆโหลดได้ฟรีไว้ติดมือถือ รับรองว่าเพื่อนๆจะไม่พลาดแอพดีแอพฟรีของคนชอบเที่ยวแน่นอนค่ะ

- ออกเดินทางวันที่ 29 มี.ค. 2562 - 9 เม.ย. 2562 (เดินทางไปวันที่ 29 และเดินทางกลับวันที่ 9)

- อากาศในช่วงนั้นอยู่ที่ -2 องศา ไปจนถึง 22 องศา แล้วแต่วันและช่วงเวลา

- เรทค่าเงินวอน 0.0284 (แลกเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2562 ที่ Super Rich)


DAY 1

Ewha Womans University > 171plus bread&tea Café

Ewha Womans University (이화여자대학교) มหาวิทยาลัยหญิงล้วนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความสวยงามจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมไปถ่ายรูปบริเวณโดยรอบของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะตรงจุดที่เป็นบันไดทางเดิน Ewha Campus Complex มุมยอดฮิตของนักท่องเที่ยว แนะนำว่าให้ไปช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ คนจะไม่ค่อยเยอะเท่าวันธรรมดาเพราะเป็นวันเปิดเรียนของนักศึกษา และด้วยความที่มหาวิทยาลัยอยู่ใกล้กับย่านช้อปปิ้ง Edae (이대) เลยทำให้เป็นอีกหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปนั่นเอง

เราขอแนะนำร้านเสื้อผ้าย่าน Edae (이대) ร้านที่ทำให้เราเกือบจะหมดตัวตั้งแต่วันแรกของทริป ทั้งเสื้อผ้าผู้ชายและเสื้อผ้าผู้หญิงที่ถูกและดี ใส่แล้วดูเกาหลี้เกาหลีกับร้าน 101Star ใน elcube ชั้นล่างสุด ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 won เท่านั้น วันแรกของเราส่วนใหญ่จึงหมดไปกับการตื่นเต้นกับสินค้าในย่าน Edae (이대) และช้อปปิ้งกันอย่างเพลิดเพลินแบบไม่สนเงินในกระเป๋าเลยแม้แต่น้อย

การเดินทางมา Ewha Womans University : โดย Subway สาย 2 สีเขียว ลงสถานี Ewha Womans University

Location : 52 Ewhayeodae-gil, Bukahyeon-dong, Seodaemun-gu, Seoul






ก่อนกลับที่พักเราเดินจากย่าน Edae (이대) มาแวะจิบกาแฟร้อนๆคลายหนาวกันที่ 171plus bread&tea Café (일칠일 플러스 브레드앤티) ร้านกาแฟสไตล์มินิมอลในย่าน Sinchon (신촌) บรรยากาศภายในร้านเน้นโทนสีขาวดูกว้างขวางสบายตา โดยที่นี่จะมีบริการทั้งเครื่องดื่มและเบเกอรี่ให้ได้เลือกมากมาย แต่เมนูที่โดดเด่นของร้านจะเป็นเครื่องดื่มประเภทชาต่างๆ กินคู่กับเมนูเบเกอรี่ร้อนๆที่รับรองงได้เลยว่าไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอนค่ะ



DAY 2

Jingwansa Temple > Eunpyeong Hanok Village > 11 Café >

Gyeongbokgung Palace

Jingwansa Temple (진관사) วัดเกาหลีที่ตั้งอยู่บนภูเขา Bukhansan (북한산) ทางตะวันตกของกรุงโซล เป็นอีกหนึ่งภูเขายอดนิยมของคนรักการปีนเขา ความตั้งใจของเราคือมาเที่ยวหมู่บ้าน Eunpyeong (은평) แต่เห็นว่าสามารถเดินขึ้นเขาไปชมความสวยงามของวัดได้ไม่ไกลมากนักและไม่ได้เดินขึ้นเขาโหดอะไรขนาดนั้น เราเลยตัดสินใจเดินไปชมบรรยากาศของวัดเกาหลีสักหน่อยว่ามีความแตกต่างจากวัดในบ้านเราอย่างไรบ้าง







ถึงแม้วันที่เราไปจะเป็นวันอาทิตย์แต่ก็ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวสักเท่าไหร่ Eunpyeong Hanok Village (은평한옥마을) เป็นหมู่บ้านที่สร้างจำลองหมู่บ้านเกาหลีโบราณมาได้ประมาณ 4 ปีเท่านั้น ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและภูเขา Bukhansan (북한산) ในกรุงโซล ทำให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด






1인1잔 Café (il-in il-jan) ร้านกาแฟในหมู่บ้าน Eunpyeong (은평) เป็นร้านกาแฟที่เราชอบมากที่สุดในการมา เที่ยวเกาหลี ครั้งนี้เลยก็ว่าได้ เป็นร้านกาแฟยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและคนเกาหลีเพราะวิวสวยมากกกกกก ร้านจะมีทั้งหมด 5 ชั้นและชั้นดาดฟ้า โดยเราสามารถเข้าไปนั่งบริเวณชั้น 1 2 3 5 และบริเวณดาดฟ้าได้ แต่ชั้น 3 จะไม่อนุญาตให้นำเครื่องดื่มเข้าไปนะคะ สามารถเข้าไปถ่ายรูปเล่นชมวิวได้อย่างเดียว เราเลยเลือกขึ้นไปนั่งจิบกาแฟอุ่นๆชมวิวจากชั้น 5 ที่บอกได้เลยว่าวิวสวยมากจริงๆ

Location : Eunpyeong Hanok Village 127-25 Jingwan-dong, Eunpyeong-gu, Seoul






Gyeongbokgung Palace (경복궁) พระราชวังเก่าแก่ตั้งแต่ยุคโชซอนอายุประมาณ 600 กว่าปี เป็นหนึ่งในห้าพระราชวังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี พระราชวังตั้งอยู่ใจกลางเมืองโซลจึงทำให้นักท่องเที่ยวนิยมมาเยี่ยมชมความสวยงามอลังการของพระราชวังแห่งนี้ บางช่วงเวลาจะมีการแสดงเกี่ยวกับประเพณีเกาหลีแบบโบราณให้ได้ดูอีกด้วย โชคดีวันที่เราไปมีการแสดงพิเศษโชว์อยู่พอดี ซึ่งบรรยากาศการแสดงของจริงดูตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าใน ซีรี่ย์เกาหลี ย้อนยุคที่เราเคยดูมา

ค่าเข้าชมคนละ 3,000 won (หากใส่ชุดฮันบกสามารถเข้าชมได้ฟรี)

Location : Gyeongbokgung Palace (경복궁) 161 Sajik-ro, Sejongno, Jongno-gu, Seoul





DAY 3

Jeonju Hanok Village

Jeonju Hanok Village (전주한옥마을) วันนี้เราขอออกไปต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยมชมหมู่บ้านเกาหลีโบราณอย่างแท้จริงที่เมืองชอนจู จริงๆแล้วประเทศเกาหลีมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆอีกเยอะมากๆนอกจากในโซล อยากรู้ว่ามีเมืองไหน จังหวัดไหนอีกบ้าง ไว้ ZIAstyle จะรวบรวมมาให้เพื่อนๆได้ติดตามกันต่อไปนะคะ ชอนจู (전주) เมืองที่เคยเป็นเมืองหลวงในยุคโชซอน ปัจจุบันได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทริปวันนี้เราได้คนเกาหลีนำเที่ยวเลยรู้สึกตื่นเต้นและสนุกมากๆ ที่สำคัญเรายังได้ไปชิมอาหารเกาหลีร้านที่คนเกาหลีเองก็บอกว่าเด็ดสุดในย่านนี้กับร้านพุงนัมจอง (풍남정) โดยร้านนี้จะเน้นที่เมนูบิบิมบับหรือข้าวยำเกาหลีในรูปแบบต่างๆ ที่บอกได้เลยว่าอร่อยและเข้มข้นสไตล์เกาหลีอย่างแท้จริง


ขอบอกว่าที่นี่เค้ามีร้านให้เช่าชุดฮันบกหรือชุดประจำชาติของเกาหลีหลายร้านมากๆ หรือจะเป็นชุดแฟชั่นย้อนยุคหลากหลายสไตล์ หลายยุคสมัย ก็น่าสนใจและหาเช่าได้ไม่บ่อยนักให้นักท่องเที่ยวได้เลือกใส่กันตามใจชอบ คือต้องบอกว่ามีร้านให้เลือกเช่าเยอะมากจริงๆ เยอะแบบที่เรียกได้ว่ามีตลอดทางเดินกันเลยทีเดียว




บรรยากาศโดยรวมภายใน Jeonju Hanok Village (전주한옥마을) จะให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในยุคโชซอนจริงๆ หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่มากมาย อาคารแต่ละหลังก็ดูเก่าแก่ บางจุดยังสามารถเข้าไปชมบรรยากาศภายในตัวอาคารแบบใกล้ชิดได้อีกด้วย ยิ่งถ้าใครได้เช่าชุดฮันบกหรือชุดประจำชาติของเกาหลีใส่ด้วยละก็ จะยิ่งอินกับการเดินชมหมู่บ้านและได้บรรยากาศสุดๆไปเลย

ค่าเข้าชมคนละ 3,000 won (หากใส่ชุดฮันบกสามารถเข้าชมได้ฟรี)







แวะพักผ่อนก่อนเดินทางกลับโซลที่ร้านกาแฟ Café DAL (카페달) ร้านอาจจะดูเล็กๆแต่ภายในร้านมีที่นั่งถึงสองชั้น โดยชั้นสองจะเป็นพื้นที่บริเวณใต้หลังคาแบบนั่งพื้น บรรยากาศดูคลาสสิคสุดๆ (ก่อนขึ้นไปชั้นสองต้องถอดรองเท้าด้วยนะคะ) บรรยากาศภายในร้านดูอบอุ่น น่ารัก และมีความโมเดิร์นผสมกับความคลาสสิคสไตล์เกาหลีได้อย่างลงตัว




อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงเมืองชอนจูนั่นก็คือ Jeondong Catholic Cathedral (전주 전동성당) โบสถ์คาทอลิกเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ออกแบบผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมโรมันกับไบแซนไทน์โดย Victor Louis Poisnel คนเดียวกับที่ออกแบบโบสถ์ชื่อดังในย่านมยองดง Myeongdong Cathedral (명동성당) สามารถเข้าไปเยี่ยมชมบรรยากาศและความสวยงามภายในโบสถ์แห่งนี้ โบสถ์ที่ได้รับการชื่นชมว่าเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่สวยงามที่สุดของประเทศเกาหลี

การเดินทางมา Jeonju Hanok Village : สามารถมาโดยรถไฟความเร็วสูง (KTX) ใช้เวลาเดินทางไปกลับเพียง 2 ชั่วโมง ราคาไปกลับประมาณ 3,000 บาท หรือนั่งรถบัสแต่จะใช้เวลาเดินทางไปกลับ 6 ชั่วโมง ราคาไปกลับประมาณ 800 บาทเท่านั้น

Location : Jeonju Hanok Village 99 Girin-daero, Pungnamdong 3(sam)-ga, Wansan-gu, Jeonju, Jeollabuk-do

อ่านเพิ่มเติมเรื่องการเดินทางออกต่างจังหวัดได้ที่ เที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง กับ 11 เรื่องที่ควรรู้ก่อนออกเดินทาง11 เรื่องที่ควรรู้ก่อนออกเดินทาง (ข้อ 6)



DAY 4

Changdeokgung Palace

และวันนี้เราก็ไม่พลาดที่จะเช่าชุดฮันบกใส่เดินให้เข้ากับบรรยากาศของพระราชวังเกาหลีสักหน่อย ราคาชุดแบบที่พวกเราใส่สำหรับผู้หญิงจะอยู่ที่ 19,000 won และสำหรับผู้ชาย 15,000 won ระยะเวลาเช่าชุด 2 ชั่วโมง ร้านที่เราไปเจ้าของร้านบริการดีมาก น่ารัก ให้คำแนะนำและใส่ใจลูกค้าทุกคน โซนนี้จะมีร้านให้เช่าชุดฮันบกไม่ค่อยเยอะมากนัก(หรือเราหากันไม่เจอเองก็ไม่รู้) แนะนำว่าเจอร้านไหนก็ให้แวะร้านนั้นเลยก็ได้ค่ะ



Changdeokgung Palace (창덕궁) อีกหนึ่งในห้าของพระราชวังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี เป็นพระราชวังที่สร้างต่อจากพระราชวัง Gyeongbokgung Palace (경복궁) บรรยากาศของที่นี่ดูเงียบสงบร่มรื่นไปด้วยต้นไม้มากมาย แต่ละอาคารถูกสร้างให้เดินเชื่อมต่อหากันได้อย่างสะดวก ทำให้ง่ายสำหรับนักท่องเที่ยวในการเดินเยี่ยมชมและไม่พลาดความสวยงามตามจุดต่างๆของพระราชวัง และ Changdeokgung Palace (창덕궁) ถูกจัดให้เป็นมรดกโลกโดยองค์กร UNESCO เมื่อปีค.ศ. 1997 อีกด้วย

ค่าเข้าชมคนละ 3,000 won (หากใส่ชุดฮันบกสามารถเข้าชมได้ฟรี)











พระราชวังแห่งนี้ปัจจุบันรายล้อมไปด้วยออฟฟิศ ร้านอาหาร และร้านกาแฟมากมาย อย่างเช่นร้าน onion ร้านกาแฟชื่อดังที่เพิ่งมาเปิดสาขาใหม่ที่หมู่บ้านบุกชอน (Bukchon) แห่งนี้ ด้วยความแตกต่างระหว่างความย้อนยุคกับความทันสมัย ทำให้ย่านนี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่มีเอกลักษณ์ ดูมีเสน่ห์ และเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด

Location : Changdeokgung Palace 99 Yulgok-ro, Jongno 1(il).2(i).3(sam).4(sa), Jongno-gu, Seoul




DAY 5

Deoksugung Stone-wall Road > N Seoul Tower > Dondaemun Design Plaza > Cheonggyecheon Stream

Deoksugung Stone-wall Road (덕수궁 돌담길) หรือถนนสายโรแมนติก ถนนที่มีความยาวกว่า 900 เมตรเรียบกำแพงหินของพระราชวังท็อกซูกุง (Deoksugung Palace) ถนนเส้นที่กงยูมาเดินหล่อๆในซีรี่ส์เกาหลีเรื่อง Goblin ถนนเส้นนี้จะโรแมนติกและสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือประมาณเดือนพฤศจิกายน บรรยากาศจะดูอบอุ่นไปด้วยใบไม้สีเหลืองสีน้ำตาลตลอดทางเดิน เมื่อเราเดินตามทางไปเรื่อยๆจะมีประตูเชื่อมเข้าไปในส่วนของพระราชวังท็อกซูกุง ให้เราได้ดูความสวยงามบางส่วนของตัวพระราชวังแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย และใครที่อยากมาเที่ยวตามรอยซีรี่ส์เกาหลีแบบนี้ต้องไม่พลาดบทความ สถานที่ท่องเที่ยวเกาหลี ตามรอยซีรี่ส์ยอดนิยมที่ต้องไป

Location : Deoksugung Stone-wall Road 99 Sejong-daero, Seosomun-dong, Jung-gu, Seoul






N Seoul Tower (N 서울타워) หรือ Namsan Tower (남산타워) ถ้าพูดถึงที่นี่แล้วหลายคนอาจจะนึกถึงการได้มาคล้องกุญแจกับคนที่เรารัก ส่วนเราขอแค่ได้มาถ่ายรูปชมวิวสวยๆของเมืองโซลก็เพียงพอแล้ว แต่ด้วยความที่เราเดินทางมากันแบบงงๆโดยรถเมล์ และลงรถกันในจุดที่ต้องเดินขึ้นเขาด้วยตัวเองเป็นระยะทาง 1,200 เมตร กับเสื้อผ้าที่เหมือนคนโดดงานมาเดินเขาแต่ก็ตัดสินใจเดินกันขึ้นไป กลับกลายเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และสนุกสุดๆ เดินไปพักไป ชมวิวไปตามจุดต่างๆ ถือว่าคุ้มค่ากับการมั่วมาถึงจุดนี้ และในที่สุดก็เราก็เดินไปถึงตัว N Seoul Tower กันได้อย่างปลอดภัย

Location : N Seoul Tower 105 Namsangongwon-gil, Yongsan 2(i)ga-dong, Yongsan-gu, Seoul







Dondaemun Design Plaza (동대문 디자인플라자) หรือ DDP ถ้าพูดให้นึกภาพออกง่ายๆคือ สถานที่ที่เรามักเห็นในช่วงที่จัดงาน Seoul Fashion Week ของแต่ละปี จนถูกเรียกให้เป็นศูนย์กลางแฟชั่นของประเทศเกาหลี ที่นี่ยังมี KAOKAO Friends Store สำหรับสาวกตัวการ์ตูนจากแอพ KAOKAO และด้วยการออกแบบตัวอาคารรูปทรงโค้งมนดูยิ่งใหญ่อลังการ ทำให้ที่นี่มีความโดดเด่นแปลกตาจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอีกหนึ่งแห่งในปัจจุบัน แถมยังเป็นสถานที่ถ่ายทำซีรี่ส์เกาหลีอีกหลายๆเรื่องอีกด้วย

Location : Dondaemun Design Plaza 281 Eulji-ro, Euljiro 7(chil)-ga, Jung-gu, Seoul






ใกล้ๆกันสามารถเดินมายัง Cheonggyecheon Stream (청계천) หรือคลองช็องกเยช็อน คลองทุกคลองที่ประเทศเกาหลีแตกต่างจากคำว่าคลองในอุดมคติของเรามากๆ คลองช็องกเยช็อน เป็นคลองตั้งแต่ยุคโชซอน มีความยาวมากกว่า 5 กิโลเมตร ทำให้วิวของคลองแห่งนี้ดูสวยงามโดยเฉพาะในเวลากลางคืนช่วงที่มีการเปิดไฟสีสันต่างๆพร้อมกับเปิดน้ำพุ ดูสวยงามโรแมนติคไปอีกแบบ (เราเล่าตามรูปที่ได้ดูก่อนเดินทางไป) แต่วันที่เราไปนั้นอากาศค่อนข้างหนาว ลมแรง ไม่มีน้ำพุและไม่มีไฟสีสันสวยงามมากนัก ภาพที่ได้ก็จะแย่งกันสั่นทั้งคนถ่ายและคนถูกถ่ายเอง แต่บรรยากาศโดยรวมถือว่าโอเคมากๆคุ้มค่ากับหน้าที่สั่นสู้สุดๆ





DAY 6

Seoul Forest Park > Haru & One Day > COEX Mall

Seoul Forest Park (서울숲) สวนสาธารณะขนาดใหญ่อันดับสามของกรุงโซลเปิดมาได้เพียง 14 ปีเท่านั้น ซึ่งในสมัยก่อนพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นพื้นที่ล่าสัตว์ของเหล่ากษัตริย์เกาหลี โดยพื้นที่ทั้งหมดกว่า 595,000 ตร.ม. ได้ถูกแบ่งออกเป็น 5 โซนคือ Culture and Arts Park, Eco Forest, Experiential Learning Park, Marsh Plants Garden และ Hangang Riverside Park ที่สวนสาธารณะของประเทศเกาหลีแทบทุกที่ เราจะเห็นคู่รักชาวเกาหลีมาออกเดทหรือปิคนิคกันเป็นเรื่องปกติ นอกจากที่นี่จะเป็นสวนสาธารณะแล้ว ยังมีศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่น่าสนใจอีกมากมาย สมกับความเป็นป่าในกรุงโซลอย่างแท้จริง ในวันที่เราไปคนไม่ค่อยเยอะมากเท่าไหร่ แถมเริ่มจะมี Cherry Blossom ผลิดอกออกมาบ้างแล้วด้วย

Locaion : Seoul Forest Park 273 Ttukseom-ro, Seongsu-dong 1(il)-ga, Seongdong-gu, Seoul













หลังจากเดินเพลิดเพลินจนน่องปูดที่สวนสาธารณะไปแล้ว เรามาพักผ่อนกันต่อที่ร้านกาแฟของทงเฮ Super Junior แวะเติมพลังกายพลังใจถึงแม้จะไม่ได้เจอทงเฮอปป้าตัวเป็นๆ ขอแค่ได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศร้านก็ยังดี ร้าน Haru & One Day (하루앤원데이) หากตัดเรื่องเจ้าของร้านออกไปก่อน บรรยากาศโดยรวมดูสบายตาด้วยโทนสีขาว ประดับด้วยต้นไม้สีเขียวตามมุมต่างๆได้อย่างลงตัว พื้นที่ภายในร้านเหมาะกับการนั่งพักผ่อน พูดคุย ใช้ทุกเวลาของเราให้เต็มที่ตาม Quote ประจำร้าน “Every Second, Minute, Hour” ที่สำคัญราคาขนมและเครื่องดื่มต่างๆไม่ได้แพงอย่างที่คิด รสชาติก็อร่อย เราไม่ได้อวยนะคะร้านพี่เค้าดีจริงๆ

ต้องขอบอกว่าร้านกาแฟในโซลคือมีเยอะมาก เดินไปทางไหนก็จะต้องเจอร้านกาแฟอยู่ตลอดทาง เยอะจนไม่รู้จะรีวิวร้านไหนอย่างไรดี แต่บทความหน้าเราจะพยายามรวบรวมร้านกาแฟที่น่าสนใจและน่าไปถ่ายรูปในเกาหลี มาให้เพื่อนๆได้ติดตามกันที่เว็บไซต์ของ ZIAstyle นะคะ






ก่อนกลับเราขอแวะ COEX Mall หรือ Starfield COEX Mall โดย COEX ย่อมาจาก COnvention centers และ EXhibition hall ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ใครๆก็ต้องแวะมาถ่ายรูปกับมุมห้องสมุดยอดฮิต ที่พอได้มาเห็นบรรยากาศจริงๆต้องบอกเลยว่ามันใหญ่และสวยงามอลังการมากจริงๆ คือเห็นแล้วอยากให้บ้านเรามีห้องสมุดบรรยากาศดีๆแบบนี้บ้าง เผื่อจะทำให้เราอยากอ่านหนังสือมากขึ้นกว่านี้ นอกจากห้องสมุดแล้วที่นี่ยังมีร้านค้าให้เดินช้อปปิ้งเยอะแยะมากมาย ถือเป็นแหล่งละลายทรัพย์อีกหนึ่งที่เลยก็ว่าได้





ส่วนใครที่เป็นแฟนคลับศิลปินจากค่าย SMTOWN ต้องไม่พลาดมาฟินกับบรรยากาศภายในอาคาร SMTOWN แห่งนี้ ซึ่งจะเป็นอาคารสำหรับแฟนคลับโดยเฉพาะตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 5 คือนอกจากจะมีของที่ระลึกและสินค้าที่ศิลปินในค่ายเป็นพรีเซ็นเตอร์ขายอยู่บริเวณชั้น 2 สิ่งที่น่าสนใจคือในส่วนของพิพิธภัณฑ์จะมีจัดโชว์เสื้อผ้าที่ศิลปินใส่จริงในการโปรโมทผลงานแต่ละครั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ถึงชั้น 4 เดินฟินจนหมดแรงก็ยังมีคาเฟ่ให้นั่งพักผ่อนอีกด้วย บอกได้คำเดียวว่าติ่งอย่างเราฟินจ้ะฟิน (ต้องขออภัยที่เราไม่ได้เข้าไปเก็บภาพบรรยากาศภายในตัวอาคาร SMTOWN มาให้เพื่อนๆได้ดู ไว้รอบหน้าไม่พลาดแน่นอนค่ะ)

แนะนำให้เดินทางมาตรงบริเวณทางเข้าชั้น 1 ฝั่งที่มาจาก Subway สถานี Samseong ก็จะเจอกับอาคาร SMTOWN และสามารถเข้า COEX Mall ได้เลย

Locaion : COEX Mall, Samseong-dong




DAY 7

Yeouido Park

Yeouido Park (여의도공원) สวนสาธารณะที่คนเกาหลีนิยมไปปิคนิคมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะตรงบริเวณทางเข้าจะมีทั้งเต็นท์ ทั้งผ้าใบสำหรับนั่งปิคนิคจำหน่าย และมีใบปลิวเมนูอาหารแจกกันเป็นปึกๆ ด้วยความที่สวนสาธารณะแห่งนี้มีขนาดใหญ่และอยู่ขนานริมฝั่งแม่น้ำฮัน ทำให้บรรยากาศเย็นสบายเหมาะมากๆสำหรับการมาปิคนิค ออกเดท หรือใครที่อยากปั่นจักรยานชมวิวริมแม่น้ำฮันก็มีให้บริการทั้งแบบปั่นคนเดียวหรือปั่นหวานๆคิ้วท์ๆเป็นคู่ ราคาทั้งสองแบบจะเท่ากันคือ 1 ชั่วโมง คนละ 3,000 won หรือ 2 ชั่วโมง คนละ 5,000 won พร้อมยื่น Passport ให้กับเจ้าหน้าที่และอย่าลืมนำจักรยานมาคืนให้ตรงเวลาด้วยนะคะ แนะนำว่าเช่าแบบ 2 ชั่วโมงคุ้มสุด เพราะสวนสาธารณะค่อนข้างใหญ่และมีจุดสวยๆให้ถ่ายรูปชมวิวมากมาย

Locaion : 68 Yeouigongwon-ro, Yeoeuido-dong, Yeongdeungpo-gu, Seoul












DAY 8

Seokchon Lake

Seokchon Lake (석촌호수) ทะเลสาบใจกลางเมืองที่เมื่อก่อนเคยเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำฮัน ด้วยโครงการการก่อสร้างตั้งแต่ปีค.ศ. 1971 ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ถูกแยกตัวออกมาจากแม่น้ำฮัน หลังจากนั้นได้มีการปลูกต้นไม้และทำทางเดินล้อมรอบทะเลสาบแห่งนี้ จนปัจจุบันได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลผลิดอกของ Cherry Blossom ที่ตลอดทางเดินรอบทะเลสาบจะเต็มไปด้วยดอกไม้สีชมพู และทางตะวันตกของทะเลสาบจะเป็นในส่วนของ Lotte World’s Magic Island สวนสนุกที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศเกาหลี

และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเนื่องจากวันที่เราไปท้องฟ้าครึ้มและดูบูดมากๆ จึงได้แค่เดินชมบรรยากาศมากกว่าและคิดว่าต้องมาถ่ายรูปสวยๆเก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกวันให้ได้ รอลุ้นกันต่อไปว่าเราจะได้ภาพสวยๆกลับไปบ้างไหม

Locaion : Seokchon Lake Seoul, Songpa-gu, Jamsil 6(yuk)-dong, Olympic-ro






DAY 9

D Museum > Myeongdong Cathedral

D Museum (디뮤지엄) พิพิธภัณฑ์สำหรับแสดงงานศิลปะของศิลปินชาวเกาหลีและศิลปินจากต่างประเทศที่มีผลงานโดดเด่น ต้องขอบอกว่างานอาร์ทของที่นี่คุ้มค่ากับการเดินทางมาและการเสียเงินเข้าไปดูมากๆ คือเป็นการเดินชมงานศิลปะที่ขนาดเป็นคนไม่ค่อยอินกับงานประเภทนี้เท่าไหร่ แต่กลับมีความรู้สึกสนุก เข้าใจ และเข้าถึงผลงานชิ้นต่างๆได้ไม่ยาก คือนอกจากที่นี่เค้าจะโชว์งานวาดแล้ว ยังมีงานประดิษฐ์และงานกราฟฟิคที่น่าสนใจอีกมากมาย ตัวพิพิธภัณฑ์จะมีทั้งหมด 2 ชั้น (M1, M2) สามารถเดินชมได้ครั้งเดียวแบบไม่จำกัดเวลา เชิญเสพงานศิลป์กันให้จุใจไปเลย และก่อนออกจากพิพิธภัณฑ์จะมีจุดขายของที่ระลึกเกี่ยวกับผลงานที่เราได้ดูไปอย่างเช่น กระเป๋าผ้า เคสโทรศัพท์ โปสการ์ด เป็นต้น

ค่าเข้าชมคนละ 12,000 won

Location : D Museum 5-6 Dokseodang-ro 29-gil, Hannam-dong, Yongsan-gu, Seoul

















Myeongdong Cathedral (명동성당) อีกหนึ่งโบสถ์คาทอลิกที่ออกแบบโดย Victor Louis Poisnel คนเดียวกับที่ออกแบบโบสถ์คาทอลิกที่ชอนจู หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าโบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตลาดมยองดงย่านช้อปปิ้งยอดนิยมที่ทำให้เราหมดตัวแบบไม่รู้ตัว (ใช่ค่ะ ประสบการณ์ตรงของเราเอง) โบสถ์แห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญและเป็นที่รวมตัวแห่งแรกของชาวเกาหลีที่นับถือศาสนาคริสต์คาทอลิกตั้งแต่ปีค.ศ. 1784 และเป็นโบสถ์ที่สร้างอุทิศให้แก่พระแม่มารีย์มารดาแห่งพระเยซูคริสต์อีกด้วย ใครที่จะไปช้อปปิ้งที่ตลาดมยองดงลองแวะไปชมความสวยงามของโบสถ์แห่งนี้ก่อนได้นะคะ

Location : Myeongdong Cathedral 74 Myeongdong-gil, Jeodong 1(il)-ga, Jung-gu, Seoul





DAY 10

Seokchon Lake > Olympic Park

และในที่สุดวันที่เรารอคอยก็มาถึง กับการเก็บภาพบรรยากาศความสวยงามรอบ Seokchon Lake ในวันที่ท้องฟ้าเป็นใจและเต็มไปด้วย Cherry Blossom สีชมพูบานสะพรั่งตัดกับสีของท้องฟ้าได้อย่างสวยงาม พร้อมกับอากาศกำลังเย็นสบายไม่หนาวจนเกินไป แถมนักท่องเที่ยวก็ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ด้วยเนื่องจากเป็นวันธรรมดานั่นเอง








วันสุดท้ายของการ เที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง อีกหนึ่งที่ที่ไม่ควรพลาดนั่นก็คือ Olympic Park (올림픽공원) สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเจ้าภาพในการจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกประจำปีค.ศ. 1988 หลังจากนั้นได้ถูกพัฒนาและปรับปรุงโดยกระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวของประเทศเกาหลี ให้โอลิมปิกฮอลล์กลายเป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ มีที่นั่งมากกว่า 2,400 ที่นั่ง และบริเวณสวนสาธารณะก็ยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการมาถ่ายรูปกับต้นไม้ยอดนิยมอย่าง Lonely Tree (나홀로 나무) ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำ Olympic Park ไปแล้ว

วันที่เราไปบริเวณ Lonely Tree มีการปรับปรุงเลยได้รูปไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นัก แต่บริเวณอื่นๆของสวนสาธารณะก็สวยไม่แพ้กัน แถมมีมุมให้ถ่ายรูป ชมวิว อีกเยอะแยะมากมายเลยค่ะ

Location : Olympic Park 424 Olympic-ro, Oryun-dong, Songpa-gu, Seoul












รีวิว เที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง ในครั้งนี้ เราพยายามจะให้เพื่อนๆได้เห็นว่า ประเทศเกาหลี เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าท่องเที่ยวสำหรับทุกคน และตลอด 10 วันที่เราได้เที่ยวได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศเกาหลีนั้น ยิ่งทำให้เราอยากกลับไปเที่ยวประเทศเกาหลีอีกครั้ง เพราะฉะนั้นใครที่อยากไปเที่ยวเกาหลี ไปเที่ยวเถอะค่ะ แต่ถ้าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร อาจจะดูรีวิวของเราเป็นแนวทางหรือจะเที่ยวตามๆกันมาเลยก็ยินดีมากๆ ที่สำคัญทริปเที่ยวเกาหลี 10 วันของเรา ค่าใช้จ่ายรวมๆอยู่ที่ประมาณ 35,000 บาทเท่านั้นจริงๆ

- ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ = 11,350 บาท

- ที่พัก 10 คืน = 7,000 บาท

- SIM2Fly = 399 บาท

- ค่าเดินทางในประเทศ = 2,100 บาท

- ค่าเช่าชุดฮันบกผู้หญิง = 540 บาท

- ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ต่างๆ = 500 บาท

- และส่วนที่เหลือจะเป็นค่ากิน ค่าช้อปปิ้งทั้งหมด

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายดังกล่าวข้างต้นเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้เลยค่ะ เที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง กับ 12 เรื่องที่ควรรู้ก่อนออกเดินทาง

สุดท้ายฝากติดตามเว็บไซต์ของเราด้วยนะคะ www.ziastyle.co มีบทความที่น่าสนใจหลากหลายหมวดหมู่ที่รับรองได้เลยว่า เพื่อนๆจะได้ทั้งความรู้และความสนุกไปพร้อมๆกับเรา :)


ความคิดเห็น