เขาล้อมหมวก ทริปแห่งความทรงจำ รีวิวโดย การเดินทางของ Simmiee

สวัสดีค่ะทุกคน ทริปเขาล้อมหมวก เป็นทริปที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรากล้าออกเดินทางคนเดียว และทำให้รักการเดินทางมากขึ้น อยู่ๆ วันนึงก้ออยากไปปีนเขา ซึ่งก้อไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน เพราะไม่ได้ชอบปีนเขามาก ก้อเข้ามาในห้องบูลพันทิพย์ เพื่อหาทริปปีนเขา และหาที่ใกล้ๆ บ้าน ซึ่งบ้านเรา

เขาล้อมหมวก ทริปแห่งความทรงจำ

เขาล้อมหมวก ทริปแห่งความทรงจำ


สวัสดีค่ะทุกคน

ทริปเขาล้อมหมวก เป็นทริปที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรากล้าออกเดินทางคนเดียว และทำให้รักการเดินทางมากขึ้น



อยู่ๆ วันนึงก้ออยากไปปีนเขา ซึ่งก้อไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน เพราะไม่ได้ชอบปีนเขามาก ก้อเข้ามาในห้องบูลพันทิพย์

เพื่อหาทริปปีนเขา และหาที่ใกล้ๆ บ้าน ซึ่งบ้านเราอยู่ประจวบฯ อำเภอหัวหิน เพราะไม่สามารถลางานได้หลายวัน

จึงไปเจอทริปเขาล้อมหมวก เอาหล่ะ เป็นที่นี่หล่ะกัน



พอดีมีเพื่อนอยู่ที่อำเภอเมืองประจวบฯ ก้อลองติดต่อไป จะได้มีที่พักฟรี และไปหาเพื่อนด้วย ติดต่อเพื่อนได้ก้อลองชวน

ซึ่งเพื่อนก้อกำลังจะแต่งงาน เลยไม่กล้าทำอะไรเสี่ยงๆ อ่ะ ไม่เป็นไร หลังจากนั้นก้อหาเพื่อนไป แต่ไม่มีใครว่างและ

ไม่อยากไปปีนเขา จึงตัดสินใจ ลองไปคนเดียว



การเดินทางก้อจะเดินทางโดยรถตู้โดยสาร คนละ 80 บาท ขึ้นบริเวณหอนาฬิกาหน้าวัดหัวหิน ราคา 80 บาท

ใช้เวลาในการเดินทางหนึ่งชั่วโมงครึ่ง พอถึงอำเภอเมืองประจวบฯ ก้อหาเช่าจักรยาน มอเตอร์ไซด์

หรือนั่งวินมอเตอร์ไซด์ เข้าไปในกองบิน 53



แต่วันที่เราไปพอดีเพื่อนไปทำธุระที่อำเภอเมืองพอดี เลยติดรถเพื่อนไปด้วย จึงเป็นวันเดย์ทริป ไปเช้าเย็นกลับ

เพื่อนก้อไปส่งที่บริเวณทางขึ้นเขาล้อมหมวก



พอถึงก้อตื่นเต้น และก้อกังวลนะ มาปีนเขาคนเดียว เกิดอันตรายขึ้นมาจะทำยังไง ระหว่างทางจะเหงามั้ย



พอถึงเราก้อไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก เพื่อเป็นสิริมงคล และถามทหารที่อยู่แถวนั้นว่าจะไปปีนเข้าล้อมหมวกไปทางไหน

ทหารบอกว่าเดินไปจะเห็นบรรได และมีเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนอยู่ ลงทะเบียนและแลกเบอร์โทรไว้ เผื่อเกิดอันตราย

แต่พอเราเดินไปไม่เจอนะ เลยตัดสินใจเดินขึ้นไปเลย เพราะนัดเพื่อนไว้ช่วงเที่ยงต้องลงมา

เขาลูกนี้ที่เราจะต้องปีนขึ้นไป


ช่วงแรก จะเป็นบันได แต่แค่บันไดก้อเหนื่อยพอตัว ก่อนมาก้อไม่ได้เตรียมพร้อมออกกำลังกายมาซะด้วย



เดินช่วงแรกๆ ไม่เจอนักท่องเที่ยวเลย สักพักเริ่มมีเพื่อน ทุกคนจะถามเรา ประโยคเดียวกันเลยว่า มาคนเดียวหรือค่ะ/ครับ



ก้อมีทักทายพูดคุยกัน จนเดินเลยช่วงบันไดมา ก้อจะเป็นทางชัน ต้องขออภัยด้วยที่ไม่มีรูปให้ชมเหมือนรีวิวอื่นๆนะ

เพราะช่วงนั้นเหนื่อยมาก กล้องอยู่ในกระเป๋า เลยไม่ได้ภาพมาสักภาพ หลังจากนั้นเราก้อเดินทางของเราไปเรื่อยๆ

และมีคนลงมาแล้วประมาณ 9 โมงเช้า เขามาตั้งแต่ 6 โมงเช้า



เรา : อีกไกลไหมค่ะพี่

พี่ : ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งเลยน้อง ต้องผ่านหน้าผาไป พี่ยังได้แผลมาเลย แต่ข้างบนสวยมากจริงๆ สู้ๆ นะ

พร้อมกับโชว์บาดแผลให้เราดู และเราก้อเดินทางต่อไป



ขึ้นมาสักพักก้อถึงจุดนี้ คือสวยมาก แต่ยังไม่ถึงปลายทาง

ตอนแรกก้อว่าจะลงเลย เพราะวิวแค่นี้ก้อคุ้มที่ปีนขึ้นมาแล้ว แต่ได้ยินเสียงข้างบน กรี๊ดกันสนุกสนานคิดว่าคงอีกไม่ไกลก้อถึง


เอาว่ะ มาถึงขนาดนี้แล้ว เดินทางต่อไป จนมาถึงทางขึ้นหน้าผา เรามองหน้าผา และคิดว่าตอนปีนขึ้นหน่ะปีนได้

ตอนลงนี่ คงกลิ้งลงมา คงได้บาดแผลอย่างพี่เขาแน่ และอีกอย่างรองเท้าเราไม่ใช้รองเท้าปีนเขา เป็นรองเท้าผ้าใบธรรมดา ลื่นมาก

ขนาดไม่ใช่หน้าฝน



ตัดสินใจขอนั่งพักก่อนหล่ะกัน เพราะรู้สึกเหนื่อย จะเป็นลม เพราะตอนมามาแต่เช้า ไม่ได้ทานอาหารมา

จนมีพี่ผู้ชายกะเพื่อนผู้หญิงเขากะลังปีนขึ้นมา คงเห็นเราหน้าซีดๆ เลยกล่าวทักทาย



พี่ : น้องโอเคไหม

เรา : โอเคค่ะ



แต่จริงๆ แล้วเราจะเป็นลมนะ กะว่านั่งพักแล้วเดินลงเลย เดี๋ยวไม่ทันเวลาเที่ยง เอาไว้ค่อยมาใหม่



แต่แล้วพี่ที่ทักทายเมื่อสักครู่ ก้อเรียกเรา น้องๆ ปีนตามพี่มาเร็วพี่รอ และพี่ทั้งสองคนนี้คือน่ารักมาก คอยบอกจุดที่เราต้องปีน

ช่วยกันดึงมือ จนในที่สุดพวกเราก้อถึงจุดหมายปลายทาง

ต่างชาติคนใส่เสื้อเขียวคนนี้ ใส่รองเท้าแตะมา แต่รองเท้าขาดระหว่างทาง เลยเดินเท้าเปล่าขึ้นมา สุดยอดเลย !!!



พอถึงข้างบน ความเหนื่อยเหล่านั้นหายไปเลย กลับตื่นเต้นกับวิวด้านบน คือสวยเกินคำบรรยาย ตอนมาก้อไม่ได้คาดหวังว่า

จะต้องสวยมาก แค่อยากมาปีนเขาเท่านั้น

เราก้อมานั่งพักกับพี่ๆ ตรงศาลา เพราะเป็นจุดเดียวที่ร่ม และคนอื่นๆ ที่มาถึงแล้ว และกำลังมาถึง ทุกคนต่างชื่นชมวิวว่าวิวที่นี่สวยมาก


และเล่าประสบการณ์ที่ปีนขึ้นมา และทุกคนต่างยิงคำถามมาที่เราว่า ทำไมมาปีนเขาคนเดียว เราก้อตอบไปว่าเพื่อนๆ ไม่ว่าง

และไม่ชอบแนวนี้ เลยลองมาคนเดียว เพราะเป็นครั้งแรกที่มาเที่ยวคนเดียว



น้ำที่เราเอามา จะหมดแล้ว หิวน้ำมากๆ พี่นิออนก้อแบ่งให้ โดยที่เขาก้อเหลือแค่ครึ่งขวด



หลังจากนั้นเราก้อหามุมถ่ายรูป ซึ่งแต่ละมุมที่หานั้น ถ้าพลาดก้อคงตกไปเลย แต่แปลกนะ จากที่เคยกลัวความสูง

กับรู้สึกว่าถึงสูงยังไง ก้ออยู่ใต้ฝ่าเท้าเรา



หลังจากชื่นชมวิวถ่ายรูปกันสนุกสนานกับมิตรภาพที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กลับรู้สึกเหมือนสนิทกันมาก ขอบคุณพี่ๆ


และมิตรภาพระหว่างทางของทุกคน ทำให้เรารุ้สึกว่าการเดินทางคนเดียว ไม่ได้เหงาอย่างที่เราคิด



หลังจากนั้นพวกเราก้อต้องลงเขาลูกนี้ แต่เหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นก้อเกิด คือพี่คนผู้ชาย(พี่โอ๋) พลาดตกลง ตรงจุดหน้าผา

เราได้ยินเสียง เลยรีบเดินมาดู พี่นิออน กำลังติดต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งพี่โอ๋ ได้รับบาดเจ็บ ตรงจมูกและหน้าผาก เลือดออกเต็มไปหมด

ซึ่งเราเองก้อกลัวเลือด แต่ก้อมีน้องๆ มาปฐมพยาบาลเบื้องต้น เวลาตอนนั้นก้อเกือบเที่ยงแล้ว พี่นิออนก้อเลยบอกว่า

น้องลงไปก่อนก้อได้ นัดเพื่อนไว้ไม่ใช่หรอ เดี๋ยวพี่ต้องรอเจ้าหน้าที่ พี่เค้าคงไม่เป็นอะไรมาก ไม่ต้องเป็นห่วง

เราก้อเลยบอกไปว่างั้นไปเจอกันข้างล่างนะ เราก้อจะขอเบอร์จากพี่นิออน แต่พี่เขากำลังยุ่งๆ ในการติดต่อเพื่อนและเจ้าหน้าที่



ระหว่างทางก้อสวนกับเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นทหาร ที่จะมาพาพี่เขาลง ก้อถามเราว่าจุดไหนที่เกิดเหตุ และรีบวิ่งขึ้นไป



เดินลงก้อเดินไปพักไป สวนทางกะนักท่องเที่ยว ทักทายกันบ้าง จนลงบันไดมาจนถึงด้านล่าง เป็นเวลา 12.30 น.

เพื่อนยังไม่มารับ เลยนั่งพักและนั่งรอพี่โอ๋ เป็นห่วงว่าพี่เขาเป็นยังไงบ้าง พอเพื่อนมารับพี่โอ๋ก้อลงมาพอดี

เลยไม่ได้ไปหาพี่เขาเลย เพราะรถทางโรงพยาบาลมารับ ภาวนาอย่าให้พี่เขาเป็นอะไรมากเลย



หลังจากดูรูปเหล่านี้ นึกขำตัวเราเอง ว่าปีนขึ้นไปได้ยังไง ทริปนี้สนุก มัน ฮา คิดถึงพี่ๆ ทริปนี้มาก


อยากไปเที่ยวด้วยกันอีก

ความคิดเห็น