..."ปิตุ๊โกร"...ทริปเดินป่า ตามหาหัวใจ แล้วไปพิชิตยอดดอยมะม่วงสามหมื่น(ถ้วน) รีวิวโดย เที่ยวหัวหกก้นขวิด

พึ่งไปตามหาหัวใจมาค่ะ ว่างมาจะ 2 ปีแล้ว แอร้ยยยยย .... ไม่ช่ายยยย หัวใจดวงนี้อยู่ในป่า ไกลๆ ไกลลลลลลลลลลลลลมั่ก คือก็เคยไปแล้ว แต่ก็ยังคิดว่าไกลอยู่ กว่าจะถึงอุ้มผางนี่ หลับแล้วก็หลับอีก เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่า ไปไงมาไง เพื่อแบ่งปันเรื่องราวการผจญภัย บรรยากาศที่หาไม่ได้แถวๆบ้าน และมิตรภาพแห่งก

..."ปิตุ๊โกร"...ทริปเดินป่า ตามหาหัวใจ แล้วไปพิชิตยอดดอยมะม่วงสามหมื่น(ถ้วน)

..."ปิตุ๊โกร"...ทริปเดินป่า ตามหาหัวใจ แล้วไปพิชิตยอดดอยมะม่วงสามหมื่น(ถ้วน)

 วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 12.46 น.

 วันที่เดินทาง 10 ก.ค. 2562

พึ่งไปตามหาหัวใจมาค่ะ ว่างมาจะ 2 ปีแล้ว แอร้ยยยยย .... ไม่ช่ายยยย

หัวใจดวงนี้อยู่ในป่า ไกลๆ

ไกลลลลลลลลลลลลลมั่ก คือก็เคยไปแล้ว แต่ก็ยังคิดว่าไกลอยู่

กว่าจะถึงอุ้มผางนี่ หลับแล้วก็หลับอีก เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่า ไปไงมาไง



เพื่อแบ่งปันเรื่องราวการผจญภัย บรรยากาศที่หาไม่ได้แถวๆบ้าน และมิตรภาพแห่งการเดินทางที่ไปมา

ขอเล่าเป็นภาษาตัวเองนะคะ แต่ก็มียิ้ม(จิ๊กดีกว่า)รูปพี่ๆในกลุ่มเค้ามา นอกจากกล้องเรา (3 ตัว dslr, sjcam และiphone) ก็ยังมีกล้องอีกเป็น 10

ยังก่ะนัดกันไปทำข่าว เรื่องเล่าเช้านี้ถึงอุ้มผาง

แต่ว่าเอาจริงๆ แทบจะรวมพลคนขาเหล็กมาเจอกันดีดีนี่เอง ประกอบกับคาแร็คเตอร์อันสุดโต่งของแต่ละคนที่ทำดิชั้นอึ้งมาก

เห้ยยยยย แกรรร มาเดินป่าจิงดิ 55555555555555



ขอบอกว่า ไอตอนไตหาหัวจามอะ เบๆ (จะบอกว่า ไม่ได้ยินคำนี้มานานแล้วสินะ)

แต่ตอนขึ้นยอด"ดอยมะม่วงสามหมื่น"อะ เดินโหดมากกกกกกกกกกกกก



แต่ก็เป็น 3วัน2คืนที่ มีความสุขและประทับใจมากค่ะ

พร้อมแล้ว เดี่ยวพาดิ่งไปอุ้มผาง จังหวัดตากกันเล้ยยยย





ทริปสุดโต่งอื่นๆ เอาไว้อ่านคั่นเวลาตอนเรากำลังพิมพ์

" แบกเป้ 2 ใบ 60 วัน ไกลบ้าน สุดประเทศที่โขงเจียม ต่อด้วยสุดปลายด้ามขวานแวะเที่ยว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ "

http://pantip.com/topic/33434667

" เมื่อฉันตาม MV เพลง "ไม่ต่างกัน" ออกเรือไปตามหา ห้องเรียนเรือนแพของหนัง "คิดถึงวิทยา "

http://pantip.com/topic/33572626

19:15 น.

เราออกเดินทางคนเดียวตอนทุ่มกว่าๆ จากคอนโด เดินไปขนส่งอาเขตที่เชียงใหม่

เดินค่ะ เดิน รถเยอะมว้ากกกก จัดเต็มหัวจรดเท้า พร้อมเป้ใหญ่ 1 ใบและถุงกันน้ำ เดินไม่นานก็ถึง

ไปถึงปุ๊บ รถมารอละ รถรอบดึกมีรอบเดียวจากเชียงใหม่ไปขนส่งตาก คือรอบ 2 ทุ่ม

รถนี่ปลายทางคือ กาญนะจ๊ะบุรี



บนรถเปิดเพลงสบายๆ ต่อด้วยหนังเรื่องฝรั่งชื่อไรจำไม่ได้ รู้แต่สนุกมากก

เป็นการเริ่มต้นที่ฟินและรู้สึกดี ++++++ มาก



00:15 น.

รถก็มาถึงขนส่งตาก

มีเราลงอยู่คนเดียว สถานีเงียบเหงา แต่ก็ไม่น่ากลัว มีผดส สัก 2-3 คนนอนหลับรอรถอยู่

เราเตรียมขนมปังมาบางส่วน ที่กะเอาไว้ทานตอนเช้า แต่ที่แน่ๆ มันเสร็จตั้งก่ะคืนนี้แล้วค่ะ

เพราะออกที่ทำงานก็รีบอาบน้ำแต่งตัวเดินออกไปขนส่งเลย

แล้วก็นึกได้ว่าลืมเอาแก้วส่วนตัวมา ก็เดินไปซื้อโยเกิร์ตทานเพื่อจะใช้เป็นแก้วกินกาแฟตอนเช้า

กินเสร็จพึ่งนึกได้ แก้วพลาสติกไม่ทนความร้อนนี่หว่า

.... แต่ตอนนี้รู้สึกว่า เออ อิ่มแล้วว่ะ ช่างมันเหอะ ไปหาเอาใหม่ข้างหน้าละกัน

02:00 น.

รถตู้จากกทม ก็มารับที่ขนส่งตาก

มีรถไปอุ้มผางจากที่นี่เหมือนกัน ออกตี 3 ค่ะ



หลังจากนั้นก็หลับยาวๆ ยังไม่รู้จักว่าใครเป็นใครหรอก แต่เวลานั้น ง่วงมากกกกก

ผ่านมากี่โค้งแล้วก็ไม่มึน เพราะหลับลูกเดียว



ตื่นอีกทีรถแวะจอดพักเข้าห้องน้ำ

เปิดประตูรถมา ตกใจในความหนาว

เฮ้ยยยยยย ถ้าจะหนาวขนาดนี้ ซื้อผ้าห่มที่นี่ไปเหอะ .....เอามาแต่ถุงนอนก่ะเสื้อกันลมตัวเดียวเอง

คืนนี้จะนอนได้ไหมเนี่ยยยยยยย ไหนพี่เค้าบอกว่า 20 องศาไง

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่อชิได้มาเยือนอุ้มผาง

ครั้งแรกคือ มาทีลอซูและดอยหัวหมด นานมากแล้วหล่ะ



รถตู้คณะเราขับมาถึงอุ้มผาง และแวะทานข้าวข้าวหน้าวัดพานิชนิรมล (ไม่รู้เขียนถูกป่าว)

พวกเรา แวะทานข้าว เปลี่ยนเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย พร้อม !

ส่วนอชิจัดเต็มมาตั้งก่ะมะวานเย็นแล้ว ล้างหน้าแปรงฟัน ชิลๆไป

ทานข้าวเสร็จ เดินหาพร้อบเสริม ไปหาซื้อถุงเท้าเพิ่มอีกคู่และแก้วน้ำ เอาไว้เข้าสภากาแฟยามเช้ากับเค้า ฮี่ๆ



อากาศตอนนี้เย็นสบาย ลืมที่บ้านไปเลย เหมือนหลงมาหยุดเวลาที่นี่ 2-3 วัน

รถสองแถวที่ผ่านกุยเลอตอด้วย ปลายทางอยู่ที่บ้านเปิงเคลิ่ง

ผดส ส่วนใหญ่จะเป็นชาวพม่า กระเหรี่ยง ปากะญอ ซึ่งนั่งเข้าเมืองมาทำงานค่ะ



ทานข้าวกันอิ่มเรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินทางต่อ

ปลายทางอยู่ที่หมู่บ้าน กุยเลอตอ ใช้เวลาเดินทางสัก 2 ชั่วโมงกว่าๆ ค่ะ

เลี้ยวซ้ายเข้าไปในหมู่บ้านเลย เราใกล้จะถึงกันแล้ว

สภาพบ้านเรือน ของชาวปกากะญอละแวกนี้

บ้างบ้านมีอาชีพ รับจ้าง ทอผ้า เลี้ยงสัตว์ และก็รับเป็นลูกหาบให้พวกเราด้วย

ที่นี่เป็นจุดสุดท้ายที่พวกเราจะแวะ และรับลูกหาบเดินทางไปพร้อมๆกันค่ะ

เป็นร้านสะดวกซื้อ มีห้องน้ำให้เข้า (เป็นบ้านของชาวบ้านธรรมดา) มีของขายเกือบครบนะ ยกเว้น น้ำเปล่า

เพราะฉะนั้นอย่าลืมเตรียมกันมาเองด้วย

เมื่อพร้อมแล้ว ก็ออกเดินทางกันอีกต่อ เพื่อไปยังปากทางที่เราจะเดินเข้าไปยังแคมป์ ที่เราจะพักกันคืนนี้



พอเริ่มเดินปุ๊บ ก็รู้สึกได้ถึงความแฉะเลย

ก่อนมาก็กังวลอยู่ว่า ฝนจะตกไหมว้าาาาา คืออยากให้ฝนตกบ้าง

เพราะอาทิตย์ก่อนที่จะมาอุ้มผาง อชิไปเดินป่าเขาสนามเพรียงที่กำแพงเพชรมา คือ แห้งแล้งประหนึ่งฝนลืมตกมาชาตินึงได้

แต่ข้างบนวิวดี และลมโกรกตลอดคืนเลย



สรุปทริปนี้ อยากเปียก ได้เปียกสมใจ 555555555

แรกๆ น้ำระดับเบสิคค่ะ รองเท้ากันน้ำได้ดีเยี่ยมจริงๆ

เริ่มใส่เสื้อกันฝนครั้งแรก

แล้วก็มีครั้งที่ 4 5 6 7 8 ไปเรื่อยๆ

จนตอนนี้ รองเท้าที่ว่ากันน้ำได้

มันกันน้ำออกได้แล้วค้าาาา

บรรยากาศช่วงแรก ก็จะมีทางเรียบบ้าง ชั้นบ้าง ป่าโปร่ง เป็นไร่นาชาวบ้าน อากาศสบายๆ ฝนตก ตกๆ หายๆ

ตอนใกล้ๆจะถึงแคมป์ ป่าจะออกแอดเวนเชร่อ หน่อย ดิบๆ ทึบๆ ใกล้ถึงแย้วว ลุ้นว่าจะได้นอนแบบไหน

เดินไปไม่นานก็ถึง

กระท่อมไม้ไผ่ จุคนได้ราวๆ 20 กว่าชีวิต

มาถึงก็รีบตากเสื้อกันฝน เวลานั้นน่าจะสัก บ่าย 3-4 โมงแล้ว

เวลาเหลือพอแค่ เดินไปน้ำตกใกล้ๆ ล้างรองเท้า อาบน้ำ และก็มากินข้าว

โอ้ว พี่ๆมาแอบอาบน้ำกันตรงนี้ด้วย

หารู้ไม้ว่า เราล้างเกือกอยู่ต้นน้ำตรงนี้

โฮะ ๆ

มื้อแรก อร่อยมากค่ะ ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้มาทานอาหารทะเลกลางป่ากลางดงอย่างนี้

ฟิน น้ำตาไหล



การใช้น้ำของแคมป์ที่นี่ จะเป็นรางไม้ไผ่ต่อมาจากน้ำตก ยาวมาก

ใช้ล้างหน้า แปรงฟัน อึ อาบน้ำ

ส่วนห้องน้ำ มีอยู่ 2 ห้อง

จะมีอิฐก่อปูนทำเป็นอ่าง ไว้ใส่น้ำอาบ ซึ่งก็มาจากรางไม้ไผ่เนี่ยแหล่ะ อยู่ตรงกลาง แชร์กัน 2 ห้อง

ห้องนึงที่รางไม้ไผ่ต่อเข้าไป จึงปิดประตูไม่ได้

ก็หวาดๆอยู่ ใครจะเผลอเดินเข้ามาตอนอึ๊ รึเปล่า 555555



ส่วนน้ำ นี่ เย็นสดชื่นได้ใจมากๆค่ะ

เห็นป่าว อยู่บ้านไม่ได้ทำอะไรแบบนี้เลย ต้องเข้าป่าเท่านั้น ถึงจะได้ฟีลการใช้ชีวิตที่แตกต่างออกไปจากปกติทุกวัน

"แบบไม่มี แต่เพียงพอ"

มันมีสเน่ห์ที่น่าหลงไหลแบบนี้แหล่ะ

คืนนี้เข้านอนกันเร็ว ไฟฟ้าไม่มี ฝนก็ตกตั้งแต่ 6 โมงกว่า

ทุ่มกว่าๆ ถุงนอนคนละใบ ก็นอนหลับปุ๋ยกันไปหมดแล้ว

ถือได้ว่า นอนเร็วที่สุด และเยอะที่สุดในรอบปีเลยหล่ะมั้งเนี่ย รู้สึกดีมากๆเลย เพราะช่วงวันทำงาน เรารู้สึกเหนื่อยสะสมมาก

ได้มาอยู่ในจุดๆนี้ มันรู้สึกว่าได้พักผ่อน มีแรงจะไปเดินดูน้ำตกรูปหัวใจแล้ว



ปิตุ๊โกร Day 2

ตื่นมา 7 โมงกว่าๆ หลับสบายมากๆ จับๆกางเกงที่ใส่มามะวานที่เปียกซ่ก ตอนนี้แห้งแย้ว เย้

ส่วนถุงเท้าและรองเท้านั้น แฉะ และ ฉ่ำน้ำมากกก

นี่ไง๊ ได้แก้วอุ้มผางมาด้วย ซื้อร้านหน้าเซเว่นอุ้มผาง อิอิ



โปรแกรมวันนี้รู้แต่ว่า จะเดินไปน้ำตกรูปหัวใจที่ชื่อ ปิตุ๊โกร หรือ เปรโต๊ะลอซูนั่นเอง

ทานข้าว เตรียมตัวอะไรกันเสร็จก็ออกเดินทางกัน

ตอนแรกว่าจะใส่ถุงเท้าคู่เมื่อวาน แต่ใส่ไม่ลง เพราะมันเปียกมากๆๆๆ มีใครอยากจะใส่ถุงเท้าเปียกมั่งอะ

เลยเปลี่ยนใส่คู่ใหม่ที่เตรียมมา

ที่ไหนได้ หลังจากยัดทีนเข้าไปในเกือกก็เปียกกันไปหมดเลยจ้าาาาา

ทริปนี้ถึงจะมีลูกหาบแบกของ แต่เราก็นิยมแบกของน้อยเหมือนเดิม

ไม่มีแม้แต่ผ้าเช็ดตัว ครีมทาผิว และเสื้อกันหนาว ((( ต้องการแบกน้อยหรือลืมหล่ะเนี่ย )))

เดินไปปิตุ๊โกรจากแคมป์ ไม่ไกลค่ะ น่าจะสัก ชม. กว่าๆ มั้ง หรือ สองชม. เนี่ยแหล่ะ แต่รู้สึกว่ามันใกล้นะ

เนื่องจากเมื่อคืนฝนตกหนักทั้งคืน น้ำจึงเยอะและเชี่ยวมาก



และฝนก็ลงมาอีกเป็นพักๆ ทำให้ต้องใส่ ถอด เสื้อกันเป็นยกๆ

ไม่นานก็เดินมาถึงแบบทุลักทุเล เพราะต้องคอยเก็บกล้องอยู่ตลอดเวลายามฝนตก

และเสื้อกันฝนเซเว่นตั้งแต่รุ่นภูสอยดาวปี 57 เป็นไอเท่มที่ต้องทะนุถนอมเป็นอย่างมากเพราะต้องใช้มันไปตลอดจนกว่าจะจบทริป

สุดท้าย เราก็ตามหาหัวใจจนเจอ

หัวใจแห่งอุ้มผาง

" ปิตุ๊โกร "

มิสชั่นสำเร็จแล้วววววววว เย้

พวกเรายืนถ่ายรูปกันอยู่สักพักก็ต้องไปต่อ เมื่อทุกคนตัดสินใจว่าจะไปปีนให้ถึงยอด "ดอยมะม่วงสามหมื่น" กัน

เส้นทางที่จะไปนั้น ลูกหาบจะเป็นผู้นำทางไป คือเดินกลับทางเดิมไปเกือบครึ่งทาง แล้วก็ไต่อย่างเดียวเลยจ้า

จุดๆ นั้น หิวมากๆ



ลูกหาบบอก จะขึ้นไปกินข้าวด้านบนนู่นนนนนนนนนนนน

หืมมมมม



โอเค เดินต่อ

ปีนขึ้นมากันอย่างเหน็ดเหนื่อย มองเห็นวิวน้ำตกรูปหัวใจไกลๆ

เปรโต๊ะลอซู ถ้าจำไม่ผิดจะสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500 กว่าเมตร

แต่ยอดดอยมะม่วงที่เราจะไป สูงถึง 1,600 กว่าเมตรแน่ะ



ด้านหลังคือน้ำตกรูปหัวใจ ที่พวกเราไปกันมา แต่ตอนนี้เราอยู่เหนือเค้าไปแล้วสัก 1,000 กว่าเมตรแล้วหล่ะ

(นี่ไง จิ๊กภาพของพี่ๆเค้ามา 5555 )

ผลุบๆ โผล่ๆกันอยู่รอบๆเขา ก็ถึงจุดแวะทานข้าว

พอมาถึงตรงนี้ เหมือนพี่ลูกหาบจะไม่อยากพาไป แต่พี่ในกลุ่มก็คะยั้นคะยอให้พาไปถึงยอด

พี่ลูกหาบบอกว่า ไปอีกไกลมาก พวกเราก็บอกว่า พวกเราเดินไว กลับมาทันแน่ๆ (ตอนนั้น เที่ยงกว่าๆ)

เค้าจึงยอมพาไป ซึ่ง จากจุดนี้ไป การเดินทางตรงนี้เป็นอะไรที่น่าจดจำมากเลยค่ะ ทั้งลม ทั้งฝน ทางเดินที่ชัน และเพื่อนร่วมทาง

เราขอ ให้พวกพี่ๆเค้าเดินไปก่อน เราบอกพี่เค้าว่า จะขอเข้าห้องน้ำแป๊บนึง

รอพวกพี่ขึ้นไปกันได้สัก 20 นาที

จากนั้นก็จัดการหามุมเงียบๆ หลังต้นไม้ จัดเลยค่ะ

นี่เรามาไกลจนถึงขั้น เปลี่ยนผ้าอนามัยกลางป่าได้แบบไม่อายได้ยังไง

แต่ไม่รู้หล่ะ รู้สึกพลังอัพ

ซึ่งก่อนหน้านั้นมีแอบคิดว่า ไม่ขึ้นตามไปดีไหม ไม่ไหวเลย วันมามากเชรี่ยๆวันแรกด้วย

มีอีก 2 คนที่ตัดสินใจไม่ไปต่อ ถ้าเราไม่ไป ก็จะได้นั่งเป็นเพื่อนเค้า รอพวกพี่ๆอยู่ที่นี่



สุดท้าย พลังอัพแล้ว ก็ไปสิคะ จะรออะไร

ลูกหาบลงมาทานข้าว พร้อมประกบหน้าหลังดั่งบอดี้การ์ดพาเราขึ้นไป โหะๆ

พอขึ้นไปถึง ก็เห็นพี่ๆ เค้าถ่ายรูปรอกันสนุกสนานเลย

เลยตะโกนทักจะได้วงแตก บอกว่า "มาถึงแล้ววว"

พูดยังไม่ทันจบ หน้าคะมำเพราะสะดุดรากไม้ พวกพี่เค้าหันมา ฮากันใหญ่ นี่เจ็บนะเห้ยย... เออ ยังดี ขอบคุณที่รอ

เห็นวิวสวยๆ เลยรีบคลานไปถ่ายเลย



เดินขึ้นมาเหนื่อยๆ พักถ่ายรูปได้ไม่ถึง 5 นาที ฝนตกแล้ว และก็เดินทางต่อ ไปให้ถึงจุดหมาย

สมาชิกครบแล้ว รออะไรล่ะ เฮ

ทั้งที่ชัน + ฝนที่ตกอย่างหนัก ทำให้การเดินเท้าขึ้นยอดดอยมะม่วงสามหมื่น(ถ้วน)ของเราล่าช้า และ ลำบากมากมาย

ทั้งที่ลูกหาบบอกว่า เดินไปกลับ 2 ชั่วโมง กลับกลายเป็นว่า พวกเราใช้เวลาเดินเท้าขึ้นไปอีก 2 ชม.

กว่าจะถึง ก็บ่าย 2 แก่ๆ แล้ว

ในที่สุดก็ถึงแล้วววว

ไม่ได้คิดเลย ว่าธงชาติไทยของยอดมะม่วง จะอยู่บนเขาลูกนี้

เพราะเดินๆๆ ข้ามมาตั้งหลายม่อน กว่าจะถึง

ปล. บนนี้เค้าบอกว่า มีสัญญาณ AIS ด้วยนะ

ไม่ได้เช็คอินกับเขาหรอก เพราะเก็บมือถือตั้งกะมะวานละ เพราะไม่มีสัญญาณทั้ง3 ค่ายเมื่อตอนอยู่แคมป์

ขึ้นไปได้สักแป๊บ รอจนคนสุดท้ายเดินขึ้นมาจนครบ

ถ่ายรูปเสร็จสรรพก็ต้องรีบเดินลง ไม่งั้นจะมืดเสียก่อน เพราะขาลงใช่ว่าจะทำเวลาได้ง่ายๆ

ทั้งลมแรง และก็ชั้นเหมือนขามาเลย พลาดนิดเดียวอาจปลิวตกเขาได้ค่ะ

ขากลับมา ผ่านธงเดิม

ขาไป ไอ่เราก็เห็นละมันเป็นธงขาว ก็ไม่ได้ตั้งใจดู

ขากลับมา เห้ยยยยย ธงหมี !!!

ใครเอามาปัก มีคนเอาผ้า ที่เป็นรูปหมี หอบขึ้นมาด้วยเหรอ !! 555

ใช้เวลาเดินลง พอๆ กับเวลาเดินขึ้นเลยคือ 2 ชั่วโมงกว่าๆ รวมหลงทางด้วย

55555 แบบว่า เอ ขามา มันก็จะมีทางเหมือนเหยียบๆ หญ้ามา พอตอนขาลง อชิก็เดินกับพี่อีกคนนึง ซึ่งฝีเท้าตามติดๆกันมาได้

ก็ทักพี่เค้า พี่ ไม่มีทางไปอะ หญ้าขึ้นพรึบ เอาไงดี เปิดทางใหม่เลยมั้ย

พี่เค้าบอกจัดเลย .....



สุดท้าย หลงทาง คลำทางไม่ได้เลยต้องย้อนขึ้นกลับมาหาจุดเดิมที่หลง

คือต้องเดินย้อนกลับจุดเดิมถึง 2 ครั้ง และครั้งที่ 3 ถึงจะเจอทางไป และเห็นว่าพี่ลูกหาบก็กำลังรออยู่เลย พร้อมกับพี่อีกคนที่หลงเหมือนกัน



เกาะกลุ่มกันเดินน่ะดีที่สุดนะ ชิว่า

พวกเราเดินเท้าถึงแคมป์อย่างปลอดภัย และลื่นสไลด์กันแทบทุกคน

เนื่องจากพื้นลื่นและชันมากๆ แต่อชิได้ไม้ค้ำช่วยพยุงไว้ เลยเดินง่ายทั้งขาขึ้นและลง มีพี่เค้าทำไว้ให้ โชคดีมั่กๆ ^^



ตอนเย็น ทานอาหารกันอย่างอิ่มหนำสำราญและก็เข้าที่นอน



คืนนี้พวกเราไม่ได้นอนเร็วเหมือนเมื่อวาน

กลับเอารูปจากกล้องถ่ายรูปมาแชร์กันดู



นี่ถ้าหากมีสัญญาณโทรศัพท์ ก็คงเล่นมือถือกันอยู่คนละมุม ไม่สนุก ไม่มีความทรงจำประทับใจ

หรือ ทัศนคติแลกเปลี่ยนกันกลับมา

รู้สึกว่า หลุดออกมาจากโลกแห่งความจริงและใช้ชีวิตแบบนี้แค่ชั่วขณะมันรู้สึกดีชะมัดเลย



พวกเราได้คุยเรื่องวิ่ง เรื่องพายเรือ ท่องเที่ยว และเรื่องกิจกรรมวันนี้

คิดถูกแล้ว ที่ปลีกวิเวกออกเมืองมาเดือนละ สักครั้งสองครั้ง ไม่แย่เลย



และสามทุ่มครึ่งพวกเราก็แยกย้ายกันนอน



เมื่อคืนฝนก็ตกอีกแล้ว วันนี้กางเกงมะวานที่ตากไว้ ไม่ค่อยแห้งเท่าไหร่

แต่ก็จำเป็นต้องใส่ลงขากลับ เพราะไม่มีกุงเกงใส่แล้ว อีกอย่าง ขากลับมันคงจะต้องเลอะอีก

จะใส่ตัวใหม่ไปทำไม

ถุงเท้าอีก วันนี้ไม่เปิดคู่ใหม่ละจ่ะ

ใส่คู่วันแรกเบยยยย ฉ่ำได้ใจมากกกก ถ้าทำแบบนี้ไปอีกสัก 2-3 วัน คาดว่าคงจะเป็นHongkong ฟุต ได้ ฟันธง!

เพราะถอดรองเท้ามาแต่ละที เท้าซีดมากกกกกก เปื่อยฝุดๆ



ล้างหน้าแปรงฟัน ทำอะไรเสร็จ ก็เดินไปกระท่อมโรงครัว

มื้อสุดท้ายในป่า วันนี้เป็นข้าวขาหมู นี่กินดีอยู่ดีกว่าอยู่บ้านอีกแน่ะ พูดจริงๆ

วันนี้พวกเราจะลงเขากันแล้วน้า



บ๊ายบาย ปิตุโกร และ ยอดมะม่วงสามหมื่น(ถ้วน)

คิดว่าคงจะกลับมาอีก เพราะยังไม่ได้ไปเช็คอินบนยอดมะม่วงเลย เย้ยยยยย

ระหว่างทางกลับเส้นทางเดิมที่ขามาน้ำไม่ได้เยอะและเชี่ยวขนาดนี้



จุดๆ นี้ทำให้รู้สึกกลัวเลย ว่า น้ำป่ามันอันตรายยังไง ((แค่แว้บเดียวเท่านั้นนะ ))

ตอนข้ามไป ต้องข้ามทีละ 3 แน่ะ ขาใหญ่ขนาดนี้ น้ำพัดได้เลยนะ ขอบอก

เดินออกมาใช้เวลา สัก 2 ชม. ได้ เดินออกมาถึงถนนใหญ่ ปรากฏว่าไม่มีรถมารอรับ

(ก็แหงหล่ะ น่าจะไม่มีสัญญาณให้เรียกคนขับรถน่ะ) เลยต้องเดินกลับเข้าหมู่บ้าน ระยะทางสัก 4 โลกว่าๆได้

แอบถ่ายก่ะพี่ลูกหาบเค้าหน่อย

เอาจริงๆ เราไม่ได้ฝากเค้าแบกอะไรเลย กลัวของพลัดหาย

เอาจริงๆ (อีกรอบ) มีคนทำของพลัดหายตอนฝากลงมาด้วย เป็นผ้าเปียก แต่โชคดีว่าได้คืนอยู่น่ะ

มาถึงทางเข้าหมู่บ้านแล้ว แบบสวยๆ จริงๆแล้วเปียกไปถึงแก้มก้น

เห็นไว้ผมสั้นแบบนี้ ไม่ได้เป็นทอมนะคะ ปู้หญิงค่ะ แค่ผมยังไม่ยาวเท่านั้นเอง บอกว่าลงมาแบบสวยๆน่ะ ถูกแล้ว 55555

จากนั้นก็ นั่งรถตู้กลับลงขนส่งตาก และต่อรถกลับเชียงใหม่

วันนั้นถึงบ้าน ตี 2 กว่า ๆ เดินกลับคอนโดอีก โอ้วววววววววว เป็นวันพักผ่อนที่ร่างกายไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่น้อย

แต่จิตใจได้พักผ่อนแล้วแบบนี้ สะใจสุดๆไปเลย



จบตอน

ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบค่ะ

ไปผจญภัยด้วยกันครั้งหน้าได้ที่

FB : เที่ยวหัวหกก้นขวิด http://www.facebook.com/gotravelgotri

หรือชอบคุยเรื่องวิ่ง เที่ยว จะแอดเฟรนก็ได้ค่ะ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://www.facebook.com/achiraya.mahakiattikhun


ความคิดเห็น