มาเลเซียใครว่าไปยาก 6,000 บาท เที่ยวอย่างหรู กินอยู่อย่างสบาย ^^ รีวิวโดย Porjaipai : พอใจไป

ปะโยคที่ว่า ตั๋วโปรมาแล้วใจมันสั่นเป็นกันบ้างไหมคะ?? ไม่รู้ว่าประโยคนี้มีอิทธิพลกับใครบ้าง แต่สำหรับพวกเรามันมีอิทธิพลม๊ากมากกก ก ไก่ล้านตัว หรือพวกเราจะเสพติดการเที่ยวไปแล้วก็ไม่รู้ เพราะพอเห็นตั๋วโปรมาทีไรใจมันสั่นไหวทุกที แหละครั้งนี้ก็เช่นเคยจัดไปตั๋วไปกลับ DMK - KUL ไปกลับอยู่ที่สองพันต้นๆจ้า

มาเลเซียใครว่าไปยาก 6,000 บาท เที่ยวอย่างหรู กินอยู่อย่างสบาย ^^

มาเลเซียใครว่าไปยาก 6,000 บาท เที่ยวอย่างหรู กินอยู่อย่างสบาย ^^

 วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เวลา 13.13 น.

 วันที่เดินทาง 29 มี.ค. 2562

ปะโยคที่ว่า ตั๋วโปรมาแล้วใจมันสั่นเป็นกันบ้างไหมคะ?? ไม่รู้ว่าประโยคนี้มีอิทธิพลกับใครบ้าง แต่สำหรับพวกเรามันมีอิทธิพลม๊ากมากกก ก ไก่ล้านตัว หรือพวกเราจะเสพติดการเที่ยวไปแล้วก็ไม่รู้ เพราะพอเห็นตั๋วโปรมาทีไรใจมันสั่นไหวทุกที แหละครั้งนี้ก็เช่นเคยจัดไปตั๋วไปกลับ DMK - KUL ไปกลับอยู่ที่สองพันต้นๆจ้า

แพลนคร่าวๆ แบบคร่าวๆจริงๆ 4 วัน 3 เมืองจ้า

Day 1 - DMK ➡ Kuala Lumpur ➡Melaka

Day 2 - Melaka ➡ Kuala Lumpur

Day 3 - Kuala Lumpur ➡Putrajaya

Day 4 - Kuala Lumpur DMK


ออกตัวก่อนว่าเคยอ่านตามรีวิวต่างๆแบบงบไม่เกิน5พัน สามารถทำได้นะคะ แต่เพราะเราเลือกที่พักแบบไม่ค่อยประหยัดค่าใช้จ่ายสักเท่าไหร่ เน้นสบาย ใกล้แหล่งขนส่งแหละของกินมากๆๆ รวมถึงการเดินทางระหว่างทริป เนื่องจากเราไปกับเพื่อนอีกหลายคนบางจุดสามารถเรียก Grab ไปได้ เฉลี่ยนแล้วอาจจะแพงกว่าเล็กน้อย หรือบางจุดถูกกว่าแต่สะดวกสบายกว่าพวกเราก็เลือกGrabจ้า55 เกริ่นมานานไปเที่ยวกันดีกว่าจ้า


🛫 Day 1 🛫


เที่ยวบินของเราในวันนี้คือ FD311 ออกจากดอนเมืองเวลา 07:05 น. ใช้เวลา 2 ชั่วโมงนิดๆก็ถึง KLIA2 ประเทศมาเลเซีย โดยเวลาท้องถิ่นจะเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง ซึ่งถ้าใครมาด้วยสายการบิน low cost จะมาลงจอดที่นี่ แต่ถ้าfull service จะไปที่ KLIA1 โดยทั้งสองสนามบินมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่อย่าเดินเลยค่ะ มีรถไฟบริการระหว่างสองสนามบิน


ผ่านพิธีการ ตม.เรียบร้อย เมืองแรกที่เราไปกันคือ "มะละกา" ค่ะ การเดินทางจากสนามบินไปมะละกามีได้ 2 วิธีนะคะ คือ

1. นั่งรถบัสจากสนามบินไปมะละกาเลยซึ่งค่ารถจะแพงกว่า

2. นั่งรถไฟจากสนามบินเข้าเมืองไปที่ KL Setral แล้วนั่งรถบัสจาก KL Sentral เข้าเมือง

ซึ่งสายชิวอย่างเราไม่ต้องบอกก็รู้ค่ะ ว่าเราจะเลือกวิธีแรก ถ้าเปรียบเทียบค่าจริงๆแทบไม่ต่างกันเลย วิธีที่ 2 จะเหมาะสำหรับคนที่พักในตัวเมือง KUL ก่อนแล้วค่อยไปเที่ยวที่มะละกา แต่ถ้าคนที่จะไปมะละกาก่อนแล้วค่อยกลับมาเที่ยวที่ KUL แนะนำวิธีแรกค่ะ ไม่ต้องต่อรถ2ต่อค่ะ นั่งสบายๆ 2 ชั่วโมงถึงค่ะ



จากสนามบินเดินออกมาที่ท่ารถ ให้มองหาป้าย Busบอกทาง L.1 นะคะ ซึ่งระหว่างทางจะเดินทะลุห้าง ถ้าใครหิวหรืออยากเติมเสบียงจัดได้เลยจ้า เยอะมากกก เลือกสรรได้ตามต้องการ นอกจากอาหารแล้วยังมีร้านเสื้อผ้ายอดฮิตอย่าง H&M ด้วยน้า






เดินมาจนสุดทางไม่ต้องกลัวหลงค่ะ เจอfamily mart บันไดเลื่อนอยู่ด้านหน้าลงไปชั้น L.1 ค่ะ






ลงมาก็จะเจอแถวซื้อตั๋วมากมายค่ะ มองหาช่องซื้อตั่วไปมะละกา ไม่แนะนำซื้อตั๋วนี้ล่วงหน้านะ เพราะรอบรถที่ไปเยอะมากก และการที่เราซื้อล่วงหน้าถ้าไปถึงเร็วกว่ากำหนดก็ต้องรอ วันนั้นที่เราซื้อคือ อีก 5 นาทีรถออกไปได้เลยจ้า ค่ารถบัสอยู่ที่ 24.1 RM รวมค่าธรมมเนียม 25 RM พอดีจ้า





บรรยากาศบนรถนะคะ แนะนำให้เลือกที่นั่งหลังๆนะคะ เพราะการสูบบุหรี่สำหรับที่นี่เป็นเรื่องปกติมาก คนขับแกเปิดกระจกสูบเลยจ้า และระยะเวลาเดินทางที่เราต้องนั่งอยู่บนรถคือ 2 ชั่วโมง เลือกที่นั่งเซฟๆเนาะ




บรรยากาศภายใน Melaka sentral จะเป็นท่ารถบัสขนาดย่อม ภายในจะมีทั้งร้านขายของทั้วไป ร้านอาหาร มีโต๊ะหมากรุกไว้ให้นั่งเล่นรอด้วยเอาดิ!! แสดงว่ารถต้องรอนานมากก เดินมาตามทางที่เขียนว่า Bus ออกมาด้านนอกจะเจอป้ายรถเยอะมาก





สายที่จะพาเราไที่ Dutch Square คือ สาย 17 จ้า ค่ารถ 2 RM ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4o นาที แต่ถ้าเรียก grab ประมาณ 8RM ซึ่งรถเมล์คือรอนานมากกก ใครที่มา3-4คนแนะนำให้เรียก grab เลยดีกว่า ค่ารถต่างกันไม่มาก ไม่ต้องรอรถแถมใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาทีเอง




บรรยากาศในรถ..ใครที่เอากระเป่าเดินทางใบเล็กมาก็จะนั่งลำบากนิดนึง ถึงแม้ที่สถานีจะมีที่นั่งข้างในแอร์เย็นๆ แต่แนะนำให้มายืนรอต่อคิวดีกว่านะ เพราะคนเยอะมากกกก เราต่อคิวรอเลยได้ขึ้นเป็นคนแรกๆมีที่นั่ง รถเมล์มาเลยเซียจะเเหมือนกับรถพวก ปอพ.ในสมัยก่อนบ้านเราคือจ่ายเงินด้านหน้ารถ ทางลงคือด้านหลัง บอกว่าลงที่ " Dutch square"นะ


เห็นวิวสตรีทอาร์ตและโบสถ์ให้เตรียมตัวลงนะคะ แต่ถ้าใครใช้บริการ grab ปักให้เขาไปส่งที่พักเลยง่ายกว่าเยอะ ในรูปด้านขวาจะเป็นสตรีทอาร์ตแลนด์มาร์คของที่นี่ แต่ตอนที่เราไปเขามีก่อสร้างบริเวณด้านหน้า ด้านซ้ายป็น "Church of St Francis Xavier" ก็เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของที่นี่จ้า

(รูปด้านหน้าลืมถ่ายมา ยืมมาจาก agodaนะคะ)

ที่พักที่พวกเราเลือกที่มะละกาคือ "The Rucksack Caratel - Jonker Wing" ห้อง Standard Twin จองผ่าน agoda ไปตอนนั้นตกคืนประมาณ 1,430 บาท ตกคนละ 715 บาท ราคานี้รวมอาหารเช้า มีน้ำดื่มบริการฟรีตลอดตรงเคาท์เตอร์ ในห้องพักมีน้ำดื่มให้ 2 ขวด มีตู้เย็นในห้องนอน ราคาที่พักค่อนข้างสูงแต่ทำเลดีมากเลย ลงรถเมล์ตรง Dutch square ปุ๊บหันหลังกลับมาทางโบสถ์ที่ผ่านมา โรงแรมอยู่บล็อคแรกของตึกสีแดงอิฐเลยค่ะ


บรรยากาศในห้องพัก แนะนำที่นี่จริงๆเดินทางง่าย ใกล้ทุกแหล่งท่องเที่ยว ที่พักดูปลอดภัย มีพนักงานอยู่ด้านล่างตลอด ถ้าหลังสี่ทุ่มทางเข้าด้านหน้าตรงประตูกระจกจะล็อก ต้องใช้คีย์การ์ดห้องพักเข้า - ออกค่ะ เก็บกระเป๋าเรียบร้อยแว้ว ไปเดินเลินเติมพลังที่ Jonker street ค่ะ ถนนเส้นนี้กลางคืนเป็นเหมือน night market ครึกครื้นพอสมควรเลย

เมนูที่เพื่อนๆห้ามพลาดเลยถ้ามาที่มะละกาคือ ข้าวมันไก่บอล ซึ่งทางเราก็เป็นคนชอบอ่านรีวิว สรุปร้านยอดฮิตน่าโดนมาได้ 3 ร้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Chung Wah , Hoe Kee Chicken Rice และ Famosa Chicken Rice Ball



แต่วันที่เราไปคือคนเยอะทั้ง 3 ร้าน บวกกับความหิวโซ เลยไม่ได้ไปต่อคิวรอ จัดร้านแรกตรงต้นถนน Jonker street เลยจ้า ชื่อร้านจำไม่ได้เพราะมัวแต่หิวและกินๆ รสชาติไก่ผ่าน แต่ข้าวบอลเนี่ย รู้สึกว่ากินแบบธรรมดาดีกว่านะ แต่ถ้าเพื่อนๆคนไหนได้ไปลองชิม 3 ร้านข้างต้นแวะมาบอกด้วยน้้าว่่าอร่อยรึป่าว ไปรอบหน้าจะไปต่อคิวลองด้วย55




อิ่มแล้วเราก็มาเดินย่อยใน Jonker street ดีกว่า บรรยากาศกลางวันของถนนเส้นนี้ก็ไม่ควรพลาดเหมือนกันนะจ้า ในซอยก็จะเป็นร้านขายของหลากหลายแนว คาเฟ่ สตรีทอาร์ต เวลาที่ควรเผื่อไว้ที่นี้คือประมาณชั่วโมงครึ่งค่ะ เพื่อที่จะได้เดินชิวๆได้ค่ะ



บรรยากาศใน Jonker street น้า ถ้ามาเฉพาะตอนกลางคืน ก็อาจจะพลาดไม่ได้บรรยากาศสีสรรของถนนเส้นนี้ไปได้ แล้วยิ่งมะละกาเป็นเมืองที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO ให้เป็นเมืองมรดกโลก เนื่องจากมีภูมิสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่ไม่ซ้ำใครในเอเชียเมื่อ ค.ศ. 2008 มีตำแหน่งมาการันตีแบบนี้ ไม่ควรพลาดเลยจริงๆ

บรรยากาศของถนนมีความคล้ายๆ little india ที่สิงค์โปร์ ผสมกับ china town ที่ปีนัง



ตรงเข้ามาใน Jalan Hang Jebat จะเจอกับ Jonker Walk World Heritage Park อยู่ด้านซ้าย เป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ภายในมีประวัติความเป็นมาของถนน Jonker และมีรูปปั้นผู้ริเริ่มการเพาะกายของมาเลเซีย Mr.Gan Boon Leong หรือ Mr. Universe อยู่




อีกจุดที่ไม่ควรพลาดคคือ "Cheng Hoon Teng Temple" ให้เดินย้อนกลับมาทางออก แล้วเลี้ยวซ้ายมาที่ Jalan Hang Lekiu เราจะเจอกับ "Masjid Kampung Kling" อยู่ทางขวามือ เดินมาจนถึงแยก และเลี้ยวซ้ายไปที่ Jalan Tokong เดินไปอีกประมาณ 100 เมตร Cheng Hoon จะอยู่ด้านซ้ายค่ะ





"Cheng Hoon Teng Temple" เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่คนมะละกาแวะเวียนมาไม่ขาดสาย ภายในมีประวัติความเป็นมาให้อ่านค่ะ เป็นวัดที่ไม่ควรพลาดจริงๆ ถ้ามาที่มะละกา






เดินย้อนกลับมา ตรงหาแม่น้ำมะละกา ก็จะเจอกับสตรีทอาร์ต และบ้านเมืองฮิบๆ ให้ได้แชะภาพตลอดทาง






สามล้อประจำเมือง หรือ ริกชอว์ "Rickshaw" ใครมามะละกาไม่ควรพลาด เก็บรูปด้วยสักรูปสองรูป ค่าเช่ารถแล้วแต่ตกลง แต่ต่อวันอยู่ที่ 30-50 RM ค่ะ ทางเราเจอเขาจอดรถไว้ เลยขอถ่ายเป็นที่ระทึกสักใบ ^^




แม่น้ำมะละกา เป็นอีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรลืมมาเช็คอิน เป็นแม่น้ำสำคัญสายนึงของมาเลย์เซีย คั่นกลางระหว่าง Dutch square และ Jonker street ในอดีตแม่น้ำสายนี้เป็นเมืองท่าที่สำคัญในการนำเข้า – ส่งออก เราน่าจะคุ้นหูกันกับคำว่า “ช่องแคบมะละกา”






แม้ปัจจุบันท่าเทียบเรือนี้จะไม่มีแล้ว แต่บริเวณ 2 ฝั่งแม่น้ำ ก็ยังมีเสน่ห์ มีร้านอาหาร คาเฟ่ชิคๆให้นั่งเล่นมากมาย หรือจะเลือกเดินเล่นชิวๆก็ไม่ควรพลาดเลย


สู้แดดไม่ไหว หนีกลับไปงีบเอาแรงมาแพร๊บนึง ออกมาอีกทีแสงก็สวยแบบนี้แล้วค่ะ


เป้าหมายต่อไปของเราคือ "Masjid Selat Melaka" การเดินทางมาที่นี่ไม่ยากเลยค่ะคือใช้บริการ grab หรือโบกเรียก taxi จาก Ducth square มาไม่มีรถเมล์ผ่านที่นี่นะค่ะ ค่ารถเรียกจาก grab อยู่ที่ 5RM ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็มาถึงแล้วแหละ




มัสยิดนี้ตั้งอยู่บนเกาะปุเลย์ เป็นเกาะที่รัฐบาลสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว วัสดุที่ใช้คือสร้างหินอ่อนสีขาว ตอนที่เราไปมีละหมาด และเย็นมากแล้วเลยไม่ได้เข้าไปข้างใน ใครจะมาที่นี้แนะนำให้มาเร็วหน่อย เพราะที่นี่คือจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่ไม่ควรพลาดจริงๆค่ะ ซึ่งเราพลาดค่ะ TT



ขนาดได้เก็บภาพแค่นี้ยังสวยมากเลย ดื่มด่ำบรรยากาศชิวๅสักพักก็เรียก grab กลับเข้าไปเดินชมมะละกายามค่ำคืนบ้างดีกว่า โดยเราเลือกลงที่ "Maritime Museum of Malacca" ค่ารถ 7RM อาจจะเพราะ รถเริ่มติดค่ารถเลยขึ้นราคา ที่ลงที่นี่เพราะ จะเก็บภาพพิพิธภัณฑ์ตอนกลางคืน และเดินเล่นชิวๆริมน้ำ




ลงปุ๊บ ภาพแรกที่เห็นคือเรือสำเภาขนาดใหญ่มากก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมะละกา ภายในจัดแสดงประวัติความเป็นมาของมะละกาไว้ค่ะ แต่ทางเราไม่ได้เข้าชมนะ เก็บแต่บรรยากาศอยู่บริเวณรอบนอก






ฝั่งตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์จะเป็น "Menara taming sari tower " หอคอยที่ขยับขึ้นลง และสามารถชมวิวมะละกาได้ทั้งหมดค่ะ ซึ่งเราไปเลือกขึ้นไป skybox ที่ KL tower เลยไม่ได้ขึ้นที่นี่เช่นกัน






รถสามล้อเปิดไฟตอนกลางคืนก็สวยไปอีกแบบค่ะ ไฮไลท์ของที่นี่จริงๆ ยิ่งกลางคืนมีทั้งแสงไฟสวยๆ และเปิดเพลงสนุกๆไปอีก







วิวยามค่ำคืนค่ะ ฝั่งตรงข้ามเป็นร้านอาหารริมแม่น้ำให้นั่งชิวๆฝั่ง Joker walk street ค่ะ







Joker walk street กับบรรยากาศยามค่ำคืน สตรีทฟู๊ตเยอะมากค่ะ และก็ร้านขายของฝากก็เยอะเช่นกัน






โบสถ์คริสต์กับแสงไฟตอนกลางคืน จริงๆชอบตอนกลางคืนมากกว่ากลางวัน เพราะคนไม่เยอะ และแสงไฟที่เปิดทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นมากกก




หมดไปแล้วหนึ่งวันเบาๆค่ะ พักผ่อนเอาแรงและมาต่อกะวันที่ 2 นะจ้า


🛫Day 2 🛫


อาหารเช้าเป็นสิ่งสำคัญ บอกเลยว่าโรงแรมนี้อาหารเช้าเยอะพอสมควร แต่ที่เราลองวันนี้คือ Nasi lemak หรือ นาซิ เลอมัก อาหารท้องถิ่นของที่นี่ โดยจะเป็นข้าวหุงกับกะทิและใบเตยพร้อมเครื่องเคียง 4 อย่าง ได้แก่ ปลากะตักทอดกรอบ แตงกวาหั่น ไข่ต้มสุกและถั่วอบ






ห้องอาหารและล็อบบี้ของที่พักค่ะ








บรรยากาศในที่พัก คือถ่ายรูปได้ทุกมุมเลยจริงๆ พวกเราเก็บกระเป๋ามาฝากที่ล็อบบี้เลย เพราะเดี๋ยวจะไปเดินเที่ยวรอรอบรถตอนบ่าย จะได้ไม่ต้องรีบมาเช็คเอ้าท์






เรากลับมาที่ Ducth square กันอีกครั้ง ที่นี่ไม่ว่าจะเป็นวันไหนเวลาไหนนักท่องเที่ยวก็ล้นหลามจริงๆ อาคารบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆบริเวณนี้จะเป็นสีแดงอิฐ และสร้างตามแบบชาวดัตช์ที่เคยเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนท์ทั้งหมดเลย





ทำให้จัตุรัสใจกลางเมืองแห่งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของเมืองมะละกาที่ห้ามพลาดจริงๆนะเออ มีแลนด์มาร์คที่อยู่รอบจัตุรัสนี้มากมายไม่ว่าจะเป็นโบสถ์คริสต์ , หอนาฬิกา , กังหันลมฮอลันดา , ลานน้ำพุ , พิพิธภัณฑ์เยาวชน และ ศาลาว่าการค่ะ





ภายในของโบสถ์คริสต์ ทางเข้าอยู่บริเวณด้านข้างโบสถ์ที่เป็นร้านขายของที่ระลึกเข้ามาข้างในจะเจอประตูเข้ามาไม่เสียค่าเข้าชมค่ะ







ถัดจากโบสถ์คริสต์เราจะไปกันที่ "St. Paul’s Church" ให้เลี้ยวทางซ้ายข้างหน้าถัดจากป้ายในรูปนะคะ







ริมแม่น้ำก็จะยังมีป้อมเก่าที่ยังคงรักษาไว้อยู่เป็นระยะๆ และนักท่องเที่ยวก็เยอะเช่นกันค่ะ







St. Paul’s Church มีอายุยาวนานเกือบ 500 ปี ตั้งแต่สมัยนักบุญฟรานซิส เซเวียร์ ท่านได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์(นิกายคาทอลิค) ก่อนที่มะละกาจะถูกยึดอำนาจโดยนักบุญชาวดัชต์ (นิกายโปรเตสแตนท์)







ทำให้โบสถ์แห่งนี้ไม่ได้ใช้ประกอบศาสนพิธีและถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่ฝังศพบุคคลสำคัญแทน บริเวณด้านในก็จะเป็นอย่างในภาพนะคะ มีความขลังมากๆ






วิวเมืองมะละกาที่มองจากบริเวณโบสถ์ลงไป







ก่อนกลับเข้า KUL เรามาเติมพลังที่ Jonker Street กันอีกครั้ง ร้านนี้เราเล็งไว้ตัั้งแต่เมื่อวานตอนเดินผ่านคือกลิ่นกาแฟหอมมาก ชื่อร้านว่า "The Stolen cup" เมนูราคาไม่แพงมาก เบเกอรี่อร่อยค่ะ



เมนูที่เราได้เสียหายไป ^^


ถึงเวลาโบกมือลา มะละกา กันแล้วค่ะ เราจะกลับไป KULกัน การเดินทางจากมะละกาไป KUL วิธีที่ง่ายที่สุดคือนั่งรถบัสที่ Melaka sentral ไปลงที่ท่ารถบัสใน KULค่ะ โดยจะต้องนั่งรถเมล์ย้อนกลับไป แต่ถ้าใครเลือกวิธีนี้แนะนำว่า Grab ไปที่ Melaka sentral เถอะค่ะ ราคาอยู่ที่ 8-10 RM แต่วิธีที่เราเลือกอาจจะดูอ้อมไปนิดๆ แต่ด้วยความที่เราเคยมาปีนังและนั่งรถไฟไปอิโปห์ และชอบรถไฟของที่นี่เลยเลือกนั่งจาก ฺBatang Melaka ไปลงที่ KL Sentral โดยจองตั๋วจากเว็บ https://www.easybook.com/th-th ราคารวมค่าธรรมเนียมไม่เกิน 250 บาทค่ะ


อย่างที่บอกว่าวิธีนี้อาจจะดูอ้อมๆ เนื่องจาก จากตัวเมืองมะละกาไปที่ Batang Melaka เราจะต้องนั่งรถไปประมาณ 1 ชั่วโมงจาก Ducth square โดยจะต้องใช้บริการ Grab ค่ารถอยู่ที่ประมาณ 50 RM ถ้ารวมกับค่ารถไฟแล้วคือราคาแพงกว่าเท่านึงเลยค่ะ แต่ถ้าใครอยากสัมผัสบรรยากาศนี้ต้องลองดูจ้า




บรรยากาศบริเวณสถานีรถไฟนะ ไม่มีอะไรขายเลยยยย ซึ่งแตกต่างจากสถานีรถไฟที่อิโปห์ กับ ปีนังที่เราเคยไป อาจจะด้วยการเดินทางมาที่นี่ไม่ได้ง่ายเลย คนเลยนิยมเดินทางด้วยรถบัสมากกว่าอารมณ์คือเงียบสงบรอเวลารถอย่างเดียวเลยจริงๆ





5 นาทีโดยประมาณก่อนรถไฟมา เจ้าหน้าที่ก็จะปล่อยให้เราเข้ามารอบริเวณชานชะลาค่ะ






บรรยากาศบนรถไฟ คือดีงามมาก ถ้าเทียบกับนั่งรถบัสนะคะ มีห้องน้ำ ตู้อาหารขาย ที่นั่งสะดวดสบาย แต่อย่างที่บอกข้างต้นคือค่าใช้จ่ายต่างกันเท่านึงเลย ระยะเวลาในการนั่งรถไฟ 2 ชั่วโมงค่ะ หลับสบายๆยาวๆไป





อาหารมีทั้งอาหารเวฟเหมือนใน 7-11 ขนม และอาหารกระป๋อง ทางเราจัดโค๊กแบบเย็นนนๆ กับมาม่าไปสดชื่นมากจ้า




2 ชั่วโมงผ่านไปก็มาถึง KL Sentral แล้วคือใหญ่มากกกก ทางเราแอบ งง ในตอนแรกแนะนำเพื่อนๆโหลดแอพนี้ไว้ค่ะ "Kuala Lumpur City Rail Map" เป็นแอพที่ไว้ดูสายรถไฟทั้งหมดใน KUL และอีกเว็บที่แนะนำสำหรับตอนวางแพลนคือ https://www.myrapid.com.my/fares-and-payments/rail-fare-calculator ไว้สำหรับคำนวนดูราคาค่ารถไฟทุกสายค่ะ ในส่วนของที่พักที่เราเลือกคือ Nu Hotel @ KL Sentral อยู่ข้างหลังห้าง NU เดินตามมาสายรถ monorail

บรรยากาศหน้าที่พักนะคะ อันนี้ยืมรูปมาจาก trip.com ค่ะ ลืมถ่ายรูปหน้าที่พักจริงๆ ราคาที่พักต่อคืนตกที่คนละ 590 บาทค่ะ แพงเพราะทำเล และบรรยากาสรอบข้างค่ะ ด้านข้างที่พักติดกับ minimart จ้า





บรรยากาศในห้องพักนะคะ มีน้ำให้วันละ2ขวดต่อห้อง






พักผ่อนสักนิดเราจะไปเก็บบรรยากาศ KUL ยามค่ำคืนดีกว่า การเดินทางในตัวเมืองจะง่ายกว่าที่มะละกามากๆเพราะมีรถไฟฟ้าแทบจะทุกที่ที่เราจะไป ที่แรกที่เราจะไปในวันนี้คือ "Merdeka Square" โดยนั่งรถไฟสาย Kelana Jaya Line เพียง 2 สถานีลงที่ Masjid Jamek ราคาอยู่ที่ 1.6 RM






ข้ามมาฝั่งตรงข้ามข้างในจะเจอลานกว้างๆข้างหลังจะเป็น Masjid Jamek พอเริ่มเย็นแถวนี้จะเริ่มเปิดไฟค่ะสวยไปอีกแบบ






มัสยิดนี้สร้างเมื่อปี 2452 โดยอยู่ตรงจุดบรรจบของ แม่น้ำ Gombak และ Klang ถือว่าเป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างอิทธิพลศิลปะอินเดียและสเปน





เดินตรงมาเรื่อยๆก็จะเจอ Merdeka Square บริเวณนี้อาคารจะเป็นทรงโคโลเนียสนามจตุรัสหน้าอาคารแห่งนี้เป็นสถานที่ประกาศอิสระภาพจากการตกเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร ปัจจุบันใช้เป็นที่ใช้สำหรับเฉลิมฉลองวันแห่งอิสรภาพ





เป็นที่ที่คนท้องถิ่นมาผ่อนคลายจริงๆ เหมือนสวนสาธารณะใจกลางเมืองเบาๆใกล้ได้เวลาตึกแฝดเปิดไฟแล้วรีบไปต่อจ้า






เดินย้อนกลับมาเพื่อนั่งรถไฟไปที่ KLCC บริเวณแม่น้ำที่ผ่านมาเมื่อกี้เปิดหมอกน้ำคือสวยมากกกกค่ะ เราต้องนั่งสาย Kelana Jaya เพียง 3 สถานี ลงที่ KLCCค่ารถ 1.9 RM






และเราก็มาถึง Petronas Twin Towers หรือตึกแฝดที่เรียกๆกัน โดยตึกนี้ถือเป็นตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก และยังเป็นตกที่สูงอันดับที่ 12 ของโลก (อ้างอิงข้อมูลปี 2562 : wikipedia) ตึกนี้ความสูง 452 เมตร จำนวน88 ชั้น มีสะพานเชื่อมตึกที่ชั้น 41 ออกแบบโดย เซซาร์ เปลลี


โดยไฟที่ตึกกับน้ำพุหน้าตึกจะเริ่มเปิดไฟประมาณสองทุ่มจ้า ใครไม่มีเลนส์วายหน้าตึกมีขาย fish eye พร้อมบริการถ่ายให้ด้วยจ้า







นั่งรอสักพักกกกกเลยกว่าบริเวณด้านหน้าคนจะเริ่มซาและได้ภาพแบบไม่ค่อยมีคนด้านหน้ามาสักภาพนึง 55

และยังไม่หมดวัน!! เราจะไปดับความหิวกันที่ Bukit Bintang จ้า การเดินทางก็มีทั้งนั่งรถไฟ นั่งรถเมล์ และเดิน ทางเราเลือกเดินจ้ามันมีทางเดินเชื่อมไม่ยากเลย เริ่มจากเดินกลับมาที่รถไฟฟ้าที่เดิม เดินทะลุห้างไปเลยจ้ามันจะมีป้ายทางเดินไป Bukit Bintang ถ้าเดินแหละ งง ถามพี่ๆเจ้าหน้าที่ในห้างเลย

เดินค่อนข้างไกลนะคะ ถ้าใครที่ไม่ชอบเดินจริงๆ แนะนำให้นั่งรถไฟฟ้า เปิดจากแอพที่แนะนำไปเลือกสถานีต้นทางและปลายทางจะบอกสถานีที่ต้องไปต่อรถใกล้ที่สุดโดยที่ไม่ต้องย้อนไปถึง KL Sentral ค่ะ





ถ้าเดินไปเรื่อยๆแหละเจอทางแบบนี้คือทุกคนมาถูกแล้วค่ะ ทางเดินจะสลับไปมาระหว่างในอาคารมีแอร์และนอกอาคารแอร์กี่จ้า ทางเดินจะมาทะลุที่ห้าง Pavilion จ้า






มาถึงหมดแรงพอดีเลย55 จากที่ตอนแรกตั้งใจจะเดินต่อไป night market ที่ bukit bintang บวกกับเวลาที่ห้างจะเริ่มปิดแล้ว เพราะเรามาถึงที่นี่เกือบๆ4ทุ่มได้แหนะ เราเลยขอฝากท้องที่ food court ฝั่งตรงข้าม pavilion แทน 🤪






อารมณ์เป็นเนื้อหมูตุ๋น ราคาตั้งแต่11-25 RM โดยรวมถือว่าราคาไม่แพงมาก มีน้ำชาร้อนให้แก้วนึงด้วยค่ะ







อันนี้เป็นร้านชานมที่เห็นทั่วมาเลเลย อยากจะบอกว่าอร่อยค่ะ ใครไปไม่ควรพลาด 😊





ขากลับพวกเราเรียก taxi แถวนั้นกลับค่ารถ 10RM ค่ะ ตอนนั้นดึกแล้วแหละค่ารถเลยขึ้น ก่อนเรียกเช็คราคากับ grab แล้วต่างกันไม่เยอะเลยขึ้นแถวนั้นกลับเลยค่ะ แต่โชคดีมากเลยที่พวกเราตัดสินใจขึ้นรถพี่เขา เพราะทำให้เราได้รถพาเที่ยวที่ Putrajaya ในวันต่อมาจ้า ^^


🛫Day 3 🛫

จากที่เกริ่นไปในวันที่แล้วว่าเราเหมารถพี่เขาเที่ยวต่อที่ Putrajaya จริงๆ จาก KUL ไป Putrajayaไม่ยากค่ะมี KLIA Transit ลง สถานี Putra ได้เลยค่ะ ค่ารถ 14 RM ใช้เวลาประมาณ 20 นาที สามารถเช็ครอบรถไฟได้ที่ https://www.kliaekspres.com/wp-content/uploads/2018/03/New-KT-Schedule-14MAR2018.pdf แต่จริงๆ KLIA transit มีรถทุก 15 นาทีเลยนะคะ หลังจากนั้นก็นั่งรถเมล์L15 ต่อ ซึ่งทางเราคำนวนค่าใช้จ่ายกันแล้วพี่เขาเหมาเราคันละ 250 RMค่ะ ฟังอาจแพงแต่เราไปกัน 5 คนคนละ 50 RM ถ้าค่ารถจาก KUL - Purta ไปกลับก็ (14*2) 28 RM ค่ารถในเมืองเพราะรถเมล์กับสถานที่ต่างในเมืองค่อนข้างที่จะไกลนิดนึง และรถเมล์จากที่อ่านมาหลายรีวิวคือรอนานมากกๆค่ะ เราเลยตกลงกับพี่เขาไปค่ะ ใครสนใจวิธีนี้ตกลงราคาเหมากับtaxi แถวหน้า pavilion เลยนะคะ สบายมากกก



เกริ่นมานานไป Putrajaya กันดีกว่า นั่งรถมาประมาณ 40 นาที เราก็มาถึงค่ะ Putrajaya หรือภาษาไทยคือ "ปูตราจายา" เป็นเมืองใหม่ที่รวบรวมศูนย์ราชการที่สำคัญของมาเลเซียไว้ รูปนี้พี่เขาจอดกลางสะพานให้ถ่ายค่ะ ในรูปเป็น Masjid Putra ที่จะไปกัน





ขวามือไกลๆก็จะเป็น Iron Mosque ที่เดี๋ยวเราจะไปอีกเหมือนกัน โชคดีมากค่ะตอนที่เราไปมีงานบอลลูนพอดี ภาพที่ได้ก็จะมีสีสรรขึ้นมาอีกนิดนึง






ถึงแล้วค่ะ Masjid Putra หรือมัสยิดสีชมพู ตั้งอยู่ริมทะเลสาบปุตราจายา โดยเปิดให้เข้าชมได้ทุกวันแต่มีกำหนดรอบเวลาดังนี้ค่ะ

  • วันเสาร์ - วันพฤหัสบดี เวลา 9:00 - 12:30 / 14:00 - 16:00 / 17:30 - 18:00
  • วันศุกร์ 15:00 - 16:00 / 17:30 - 18:00





ตัวมัสยิดเป็นสีชมพู สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1997 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของเมือง มีหอคอยสูง 116 เมตร ที่สร้างขึ้นโดยได้รับอิทธิพลมาจากมัสยิดชีคโอมาร์ (Sheikh Omar mosque) ในกรุงแบกแดด แทนสัญลักษณ์เสาหลักทั้งห้าของศาสนาอิสลาม


การแต่งกาย : ผู้ชายต้องสวมเสื้อแขนยาวกางเกงขายาว ผู้หญิงต้องใส่เสื้อคลุมของที่นู้นนะคะ โดยเสื้อคุมจะเป็นสีแแดงเลือดหมู เหมือนเดินอยู่ในแฮรี่ กริฟฟินดอร์ไปเลยจ้าา








ภายในประดับตกแต่งด้วยลวดลายที่สวยงามตามหลักศาสนาอิสลาม





ภาพบรรยากาศมัสยิดโดยรวมนะคะ



ออกมาข้างนอกด้านข้างจะมีทางลงเดินริมแม่น้ำ ไม่ควรพลาดเลยค่ะ บรรยากาศก็จะประมาณนี้ค่ะ

มองย้อนกลับไปที่ Putra bridge ค่ะ



ฝั่งตรงข้ามกับ Masjid Putra จะเป็น Perdana Putra หรือทำเนียบรัฐบาลของคณะรัฐมนตรี เป็นตึกสูง 6 ชั้น ส่วนยอดบนมีลักษณะคล้ายรูปโดมของมัสยิด







เราจะไปต่อกันที่ Iron Mosque แต่พอขับรถมาได้สักพัก เลยขอให้พี่เขาช่วยจอดรถให้ มองย้อนกลับไปคือสวยอะ เก็บภาพมาได้หลายรูปอยู่








ข้ามสะพาน สะพานสวยก็ขอให้พี่เขาช่วยจอดไปอีก 55








วิวจากสะพานก็สวยไม่แพ้สะพานเลยนะ แต่ขอบอกเลยว่าร้อนมากกกกก








ข้างหน้านี่พี่เขาบอกว่าเป็นสนามกีฬา และรถสีน้ำเงินคือพาหนะของเราในวันนี้จ้า






ถึงแล้วมัสยิดเหล็ก หรือ Iron Mosque ที่มาของชื่อมาจากการใช้เหล็กในการก่อสร้างถึง 6,000 ตัน หรือประมาณ 70% ของโครงสร้างทั้งหมด

การแต่งกาย เหมือนมัสยิดชมพูเลยค่ะ แค่เปลี่ยนสีเป็นสีม่วง Ravenclaw ไปอีก!!






การเข้าชมกำหนดเวลาเหมือนกัน แต่ลืมถ่ายรูปมาจริงๆค่ะ

ลวดลายที่นี่จะเน้นลวดตาข่ายเป็นส่วนใหญ่






วิวนี้ต้องให้พี่เขาขับรถอ้อมมานะคะ อยู่ตรง Perbadan Putrajaya Complex หรือ Putrajaya Corporation เป็นหน่วยงานท้องถิ่นที่บริหารจัดการอาณาเขตแห่งรัฐของปุตราจายา







ใช่ค่ะ นี่คือตัวอาคาร ตอนแรก งง มากว่านี่อาคารหรอนี่

ทึ่งในการสร้างสรรค์ ออกแบบของนักออกแบบจริงๆค่ะ






อันนี้เป็นฝั่งตรงข้ามที่มองผ่าน Perbadan Putrajaya Complex ที่เราเลือกเป็นรูปปกของรีวิวนี้ค่ะ








อาคารฝั่งตรงข้ามคือ place of justice หรือ กระทรวงยุติธรรมของที่นี่ค่ะ







ไม่ไหวแล้ววว บรรยากาศวันนั้นคือร้อนแหละเพลียแดดมากจริงๆ ถ้าไม่ได้เหมารถพี่เขามาน่าจะจบแค่มัสยิดสีชมพูแน่ๆเลย55

ก่อนบ๊ายบาย Putrajayaพี่เขาแวะสะพานสุดท้ายให้ก่อนกลับค่ะ




โดยรวมเมืองนี้ใช้เวลาประมาณครึ่งวันได้ค่ะ แต่การเดินทางในเมืองหลังจากนั่งรถเมล์มาที่ มัสยิดสีชมพูคือต้องเดินหรือเรียก Grab อย่างเดียวค่ะ บรรยากาศ สถาปัตยกรรมคนละแนวกับที่ KUL ค่ะ ถือว่าไม่ควรพลาดจริงๆถ้ามีเวลาเหลือจาก KUL

เราตกลงกับพี่เขาว่าให้พาเราไปแวะทานข้าวก่อนเพราะเวลานี้ก็บ่ายโมงได้แล้ว และให้ไปส่งพวกเราที่ Thean Hou Temple ก่อนแยกย้ายจ้า

ซึ่งร้านที่เขาพามาอาหารอร่อยมากกก หรือพวกเราหิวก็ไม่รู้ เสียหายไป3อย่าง ค่าบาดเจ็บ 20 RM ถ้วนจ้า




ถึงแล้วค่ะ Thean Hou Temple เป็นวัดจีนที่เขาว่ากันว่าสวยที่สุดใน KUL ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง เป็นหนึ่งในวัดจีนที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้







วัดเทียนหัวตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนตามความเชื่อแบบพุทธศาสนานิกายมหายาน มีรูปปั้นองค์เจ้าแม่เทียนหัวหรือเจ้าแม่ทับทิมประดิษฐานอยู่ภายใน





นอกจากนี้ ยังมีรูปปั้นเทพเจ้าตามความเชื่อของชาวจีนอีกหลายองค์ไม่ว่าจะเป็นเจ้าแม่กวนอิม เทพแห่งน้ำตก เทพเซียนต่างๆ








จาก Thean Hou Temple เราเรียก Grab กับมาที่โรงแรมค่ะ ค่ารถ 5 RM จ้า

พักให้หายเหนื่อยสักนิดเราก็กลับมารีรันแบบเมื่อวานอีกรอบเพราะอยากได้รูปตึกแฝดตอนยังไม่เปิดไฟ ซึ่งก็ได้สมใจ

จริงๆถ้าอยากมาถ่ายรูปแบบคนน้อยๆแนะนำตอนยังไม่เปิดไฟ คนน้อยกว่ามากๆๆค่ะ เหมือนคนส่วนใหญ่จะไปตอนเย็นๆและรอเปิดไฟเลย

อย่างที่บอกมารีรัน เราก็ยังติดใจกับ chinatown night market ที่มะวานยังไม่ได้เดิน วันนี้เดินไปอีกรอบจ้า






สุดท้ายฝนตกจบลงที่ KFC 🤣 ต้นซอยของตลาด พอมาถึงต้นซอยปุ๊บ ฝนตกปั๊บ55 สงสัยทางเราจะไม่ถูกชะตากับ night market จริงๆแหละ





ขากลับทางเราก็ใช้ Grab เช่นเดิม เนื่องจากฝนทำท่าจะตกอีกในไม่ช้า ไม่อยากฝันฝ่าจาก KL sentral ไปที่พัก ถึงแม้จะใกล้มากก็ตาม


🛫Day 4 🛫




วันสุดท้ายแล้วค่ะ วันนี้เราชิวๆแค่ 3 ที่เบาๆ เริ่มต้นที่ Batu caves ค่ะ เรานั่งจาก KL sentral สาย Seremban Line ลงที่ Batu Caves ทั้งหมด 8 สถานี อันนี้ลืมจดค่ารถจริงๆค่ะ รถไฟมาเป็นรอบๆนะคะ ถ้าพลาดรอบก็จะรอนานเลย







นั่งมาสักพักก็ถึงแล้ว Batu caves ค่ะ สถานีอยู่ข้างถ้ำเลยนะคะ เดินออกมาก็ถึงเลย

Batu caves เป็นสัญลักษณ์ของรัฐเซอลาโงร์ (Selangor) ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสามรัฐที่ประกอบขึ้นเป็นสหพันธ์มาเลเซีย

สถานที่แห่งนี้เป็นวัดและเป็นสถานที่ไว้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาฮินดูตั้งอยู่ทางทิศเหนือของKUL

ผู้คนนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวที่ถ้ำแห่งนี้ในเทศกาลประจำปีไทปูซัม สิ่งที่ดึงดูดสายตาทันทีที่ไปถึงคือรูปปั้นเทพของศาสนาฮินดูอย่างพระขันธกุมารสีทองที่สูงถึง 42.7 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณปากทางเข้าถ้ำ









มีฉากหลังของถ้ำขนาดมหึมาจำนวน 3 ถ้ำด้วยกันของศาสนาฮินดูที่ตั้งอยู่ใกล้กับปากถ้ำ และเมื่อขึ้นบันไดกว่า 272 ขั้น จะสามารถมองเห็นวิวของเมืองได้อย่างชัดเจน

ตลอดทางที่เดินขึ้นจะมีลิงอยู่ตามบันไดจ้า และสิ่งที่สัมผัสได้คือ อากาศข้างในค่อนข้างอับค่ะ










เห็นทางเข้าแล้ว ถึงแล้วจ้าาา ไปเข้าถ้ำกันได้แล้ว










ภายในถ้ำจะมีวัดและศาลฮินดู ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชมค่ะ

เราแอบชอบมุมนี้มาก เหมือนรับพลังงานจากธรรมชาติ55










สมัยก่อนแถวนี้ยังไม่ได้สีสรรขนาดนี้ค่ะ ที่นี่เพิ่งทาสีใหม่ ใส่เสื้อผ้าสีไหนมาก็หามุมถ่ายรูปได้แน่นอน

ที่นี่ห้ามขาสั้นขึ้นนะคะ ทางขึ้นมีผ้าให้พันเสียค่าใช้จ่ายค่ะ






ตรงขามาไม่เห็นตารางรอบเวลานะคะ ขากลับเจอแปะไว้ที่ห้องซื้อตั๋ว แต่เป็นจาก batu caves กลับเข้า KL sentral นะคะ







ไปต่อจ้า เราไปต่อที่ skybox KL towerนะคะ ในความรู้สึกเราเราว่ามหานครหวาดเสียวกว่าจ้า

ทางเราจองบัตรจาก klook มาไม่ต้องเสียเวลามาถึงเอา qr code สแกนแลกบัตรเลยค่ะ



การเดินทางมาที่นี่แนะนำ grab ค่ะ เพราะที่นี่ห่างจากสถานีพอสมควรเลย ไม่แนะนำนั่งรถไฟฟ้ามาค่ะ



ขึ้นมาจะมี 2 box นะคะเราสามารถเลือกได้แค่ box เดียวโดยแจ้งเจ้าหน้าที่ตรงทางที่ออกมาจากลิฟต์ได้เลย เขาจะกดบัตรคิวให้

อันนี้วิวทาง box2 ไม่ค่อยมีคนเลือกbox นี้เลยค่ะ เราเลยอุปทานหมู่เลือก box1 ตามเขากัน55






พอได้มาฝั่ง box1 ชัดเจนเลยจ้า ตึกแฝดมันอยู่ทางbox1 นี่เอง






และก็ถึงเวลาเลขบัตรคิวของเราสักที 1 บัตรคิวมีเวลา 1.30 นาทีค่ะ อยากถ่ายอะไรถ่าย ฝากกล้องกะเจ้าหน้าที่ถ่ายเลย แนะนำให้บอกเขาใช้กล้องของเราด้วยนะเพราะเขาจะใช้แต่กล้องของเขาและขายไฟล์ให้แพงมากกกก ปล.ตามรูปที่เห็นมหานครสวยกว่าเนาะ






เสร็จจาก KL towerแล้วเราเลยกลับมาที่ Merdeka Squareเพื่อเก็บภาพบรรยากาศตอนกลางวันบ้าง




Merdeka Square ตอนกลางวันนะคะ





แช๊ะรูปสุดท้ายก่อนโบกมือบ๊ายบาย KUL 😁

วิธีการเดินทางไป KLIA2 มี 3 วิธีนะคะ

1. KLIA express จาก KL sentral ได้เลยค่ารถ 55 RM ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาทีถ้ามาคนเดียวแนะนำวิธีนี้ค่ะ เร็วสุด และชัวร์สุด

2.Grab ค่าถจากบริเวณ KL sentral อยู่ที่ 75 RM ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนั่งได้ 4 คนถ้ามาเกิน 1 คนไม่เกิน 4 คนแนะนำวิธีนี้นะคะ

3.รถบัสหรือรถเมล์ จุดขึ้นรถอยู่บริเวณรอยต่อระหว่าง Kl sentral กับห้าง Nu ค่ะ อันนี้ไม่ทราบราคาจริงๆแต่น่าจะหลักสิบ แต่เพื่อนๆคนไหนจะเลือกใช้วิธีนี้ต้องเผื่อเวลาพอสมควรนะจ้า





สรุปค่าใช้จ่ายของเราค่ะ ค่าเครื่องบิน 2,286 + ค่าที่พัก 3 คืน 1,895 + ค่าเดินทางทั้งหมด 1,8xx ที่เว้นข้างหลังไว้เพราะมันแล้วแต่เรทที่ทุกคนแรกไปนะจ้า ตอนนั้นที่เราไปเรทอยู่ที่ 7.74 ค่ะ รวมทั้งหมดค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 5,9xx ที่เหลืออยู่ที่การเลือกร้านอาหารของทุกคนแล้วค่ะ กินแบบดีทุกมื้ออย่างเรางบรวมออกมาไม่เกิน 7พันค่ะ

จบแล้วกับรีวิวนี้ อาจจะยาวนิดดดนึง เลือกตัดไม่ถูกเลยจะตัดตรงไหนดี เลยออกมายาวมากเลย หวังว่ารีวิวนี้จะช่วยเพื่อนๆที่กำลังจะเดินทางไปได้นะคะ ถ้าเพื่อนๆคนไหนๆจะสอบถามเรื่องไหนเพิ่มเติม ถามมาได้เลยนะค่ะ หรือถามที่เพจเราก็ได้ https://m.facebook.com/porjaipaii/ ฝากเพจด้วยนะค่ะ

(อันนี้แอบชอบเป็นพิเศษ หาซื้อได้ตามมินิมาร์ทค่ะ)

#porjaipai

#กัวลาลัมเปอร์

#มะละกา

#ปูตราจายา











ความคิดเห็น