เวียดนาม...ตามข้าพเจ้ามา นั่งเรือรถทัวร์ รถไฟ ไปเวียดนาม รีวิวโดย มือลั่นตั๋วโปร

If you miss the train I'm on You will know that I am gone You can hear the whistle blow A hundred miles… 500 miles หลังจากฟังเพลงนี้แล้ว ก็รู้สึกว่าอยากเที่ยวไหนสักที่ ที่นั่งรถไปได้ เห็นวิวข้างทาง เลยตั้งใจจะไปเที่ยวลาว ที่ใกล้บ้าน แล้วดูเส้นทางแล้ว เห้ยยย มันไปได้ถึงเวียดนามเลยนี่เลยตัดสินใจว่าก

เวียดนาม...ตามข้าพเจ้ามา นั่งเรือรถทัวร์ รถไฟ ไปเวียดนาม

เวียดนาม...ตามข้าพเจ้ามา นั่งเรือรถทัวร์ รถไฟ ไปเวียดนาม

 วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 23.13 น.

 วันที่เดินทาง 13 ก.ค. 2562

If you miss the train I'm on
You will know that I am gone
You can hear the whistle blow
A hundred miles…

500 miles

หลังจากฟังเพลงนี้แล้ว ก็รู้สึกว่าอยากเที่ยวไหนสักที่ ที่นั่งรถไปได้ เห็นวิวข้างทาง เลยตั้งใจจะไปเที่ยวลาว ที่ใกล้บ้าน แล้วดูเส้นทางแล้ว เห้ยยย มันไปได้ถึงเวียดนามเลยนี่เลยตัดสินใจว่าการเดินทางครั้งนี้จะเดินทางจากไทย ไปเวียดนามด้วยรถ Let's go!!!

การเดินทางครั้งนี้ เดินทางทั้ง เรือ รถ รถไฟ เครื่องบิน ทุกๆรสชาติจริงๆ ใช้เวลา 6 วัน 5 คืน ยาวไปจ้า

การเตรียมตัวก่อนการเดินทาง

1.เตรียมสภาพร่างกาย

2.การแลกเงิน ถ้าจะเดินทางวิธีนี้แลกมาทุกสกุลเงินนะ ที่ลาวใช้เงินบาทได้ หาที่แลก US ยากมาก และแลกเป็นเงินดอง เวียดนามไว้นิดหน่อยไว้จ่ายที่ด่าน

3.ซิมโทรศัพท์ แนะนำซื้อ sim2fly ของ ais เลยค่ะง่ายสะดวก เล่นเน็ตได้ตลอดการเดินทาง

Day 1

การเริ่มต้นจากสุดแดนสยาม จ.มุกดาหาร ราชอาณาจักรไทย เราจะข้ามไปยังเมืองสะหวันนะเขต สปป.ลาว โดยเรือ ข้ามฟาก จริงๆสามารถข้ามได้ทั้งเรือและรถ ขึ้นที่ บขส. มุกดาหารได้เลย แต่ที่เราเลือกทางเรือเพื่อความเร็ว และลดความยุ่งยากตอนข้ามด่าน

ตั๋วค่าเรือคนละ 50 บาท

เรือที่เราจะไปข้ามไปนอกจาก ขนคนแล้วก็ยังขนของอีกด้วย คนลาวนิยมข้ามมาซื้อของฝั่งไทย เพราะใกล้และมีของให้เลือกมากมาย

เข้ามาในเรือ ต้องแทรกหา ที่นั่งตามใจชอบ เลยจ้า

แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีอาคารเก่าไตล์ เวียดนามอยู่ทั่วเมือง การเที่ยวที่นี่สามารถเที่ยวได้ทั้งวันเลยจ้า จะปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นได้เลย

พอข้ามมาถึงฝั่ง สปป.ลาวจะเสียค่าเข้าเมืองคนละ 100 บาท และก็จะเจอกับตุ๊กๆ มากมายต่อรองราคาดีๆ เพราะเป็นทุกที่คือ โก่งราคา

คืนนี้เราจะนอนพักกันที่ ศาลาทองยน Sala thongyon ที่นี่จะได้ฟิล ป่าๆหน่อย ที่พักน่ารัก เจ้าของบ้านน่ารักมากกก แกแทนตัวเองว่าแม่ ให้ความรู้สึกคุ้นเคยมากๆ

บรรยากาศบ้านแม่ก็จะร่มรื่น แม่มีจักรยานให้ด้วยนะ สำหรับใครที่อยากปั่น เราเลยปั่นจักรยานริมโขง ดูตึกเก่าที่เมืองสะหวันนะเขต

sooksavan Cafe คาเฟ่เก๋ๆ ที่สะหวันนะเขต

ตึกเก่า Colonial style

ศาลเจ้าชาวจีน มีความเป็นจีนกลิ่นอายเวียดนามผสมอยู่

นอกจากศาลเจ้า แล้วยังมีโบสถ์คริสต์ เล็กๆ น่ารัก อยู่ใจกลางเมืองด้วยนะ

โรงหนังเก่า คลาสสิคมาก

ที่เมืองนี้ ตอนกลางคืนตลาดกลางคืน ร้านเหล้าเล็กๆ แต่ครั้งนี้ไม่ได้ลองนั่งที่ร้านดูนะ เพราะเช้าวันต่อมาต้องตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งรถจากสะหวันนะเขตไปเมืองเว้ เวียดนาม

รถจากสะหวันนะเขต ไปเว้ มีรอบเดียว คันเดียว คือ 8.00 ถ้าพลาดคือพลาดเลย แนะนำให้ไปซื้อตั๋วเอาไว้ทันทีที่ข้ามมาถึงฝั่งลาว เพราะถ้าเต็มก็พลาดแล้วต้องรออีกหนึ่งวัน

Day 2 Road-trip to Hue, Vietnam

8.00 น. รถมารอเรียบร้อย ค่ารถ 110,000 kib หรือจ่ายเป็นเงินไทย 410 บาท ปล. ไม่รับ US นะ ใช้เวลา เดินทาง 8 ชั่วโมง ยาวไปจ้า

รถดีกว่าที่คิดไว้เด้อ ติดแอร์เย็นฉ่ำ

บรรยากาศข้างทางก็คล้ายๆ บ้านนอกบ้านเรา บรรยากาศเหมือนกันคุ้นเคย

บ้านหมายเลข9

Country roads, take me home
To the place I belong

ตลาดขายของข้างทาง ที่อยู่ดีๆ คนขับก็จอดรถ ลงช็อปปิ้งกันซะงั้น

คุณลงคนเวียดนามที่มาทำงานที่ลาว แกลงไปช็อปไก่ สดๆ ตัวเป็นๆ เลยจ้า เดียวไก่ตัวข้างหลังนั้นอาจโดนจับอีกตัว

บรรยากาศเหมือนบ้านตัวเองตอนเมื่อย้อนกลับไป 10 กว่าปีที่แล้ว


บขส.ของเมืองที่เขตรอยต่อระหว่างลาวกับเวียดนาม คนไทยหลายคนเอารถมาฝากไว้ที่นี่ก่อนจะข้ามไปฝั่งเวียดนาม และมีรถโดยสารไปยังเมืองต่างๆของ สปป.ลาว บนรถจะมีคนขึ้นมาแลกเงิน

*** สำหรับคนที่จะแลก ต่อรองราคาดีๆ เช็คราคาดีๆ ถ้าไม่มีทางเลือกจริงๆแลกพอแค่จ่ายค่าผ่านด่าน เพราะต้องใช้เป็นเงินดอง

เย้ๆๆ ถึงด่าน ลาวบาว ด่านรอยต่อ ลาวและเวียดนาม ถึงตรงนี้เราต้องลง เพื่อตรวจคนเข้าเมือง ถ้าไปช่วงวันหยุดจะมีค่าลวงเวลาวันหยุดเพิ่ม คนละ 40 บาท

ด่านแรก จ่าย คนละ 40 บาทสำหรับ ออกจากประเทศลาว

ด่านที่ 2 จ่ายคนละ 20,000 ดอง สำหรับค่าเข้าเมืองเวียดนาม ด่านเวียดนามไม่รับเงินไทยด้วย ทั้งที่ช่องออกและเข้าติดกันเลย

*** อ่านถึงตรงนี้เตือน ให้แลกเงินไปให้เรียบร้อย การผ่านด่านตรงนี้ไม่รับเป็นเงิน us นะ ***

ข้ามด่านมาได้แล้วรถจะจอดให้เรากินข้าว เหมือนร้านข้าวราดแกงบ้านเรา ราดแบบบุฟเฟ่ ราดกี่อย่างก็ได้ แถมอร่อยด้วย

กินข้าวเรียบร้อยออกเดินทางกันต่อ หนทางอีกยาวไกล ฮ่าฮ่า

พอข้ามมาแล้ว บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป มีภูเขาสูงๆเป็นสันเขา เหมือนภาคเหนือของไทย

แม่น้ำสีเขียวมรกต ริมทางจ้า สวยมากกกกก

ทางสวยมากกกกกกก บรรยากาศระหว่างทาง ก็จะประมาณนี้แหละ มองเพลินๆ หลับบ้างตื่นบ้าง จนเวลา ประมาณ สี่โมงเย็น ก็เริ่มเข้าสู่เมือง บรรยากาศจะเป็นทุ่งนา สลับหมู่บ้าน บ้านเรือนทรงแบบจีน เริ่มละลานตา

ถนน และทางรถไฟคู่ขนาดกันไป ทุ่งนาสีเขียว สบายตา

สะพานข้ามแม่น้ำเยอะมากกก

และแล้วเวลาประมาณ 5 โมงเย็น เราก็เดินทางมาถึงเมืองเว้ เมืองหลวงเก่าของเวียดนาม เป็นการเดิททางที่ยาวนานมากก และจะเริ่มสำรวจเมืองเว้ กันวันพรุ่งนี้ค่ะ

Day 3

เว้ (เวียดนาม: Huế เฮฺว้; จื๋อโนม: 化) เป็นเมืองหลักของจังหวัดเถื่อเทียน-เว้ ประเทศเวียดนาม และเคยเป็นเมืองหลวงเก่าในสมัยราชวงศ์เหงียนช่วงปี พ.ศ. 2345–2488 มีชื่อเสียงจากโบราณสถานที่มีอยู่ทั่วเมือง แรกเริ่มนั้นเว้เป็นเมืองหลวงของราชวงศ์เหงียน ซึ่งปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเวียดนามตอนใต้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17-19

เว้มีฐานะเป็นเมืองหลวงของประเทศจนถึงปี พ.ศ. 2488 เมื่อจักรพรรดิบ๋าว ดั่ย แห่งเวียดนามทรงสละราชสมบัติ และมีการก่อตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้นที่ฮานอย ทางตอนเหนือของเวียดนาม ต่อมาในปี พ.ศ. 2492 จักรพรรดิบ๋าว ดั่ย ทรงได้รับการช่วยเหลือจากชาวฝรั่งเศสในอาณานิคม และทรงก่อตั้งเมืองหลวงใหม่ คือ ไซ่ง่อน ทางใต้ของประเทศ

ในช่วงสงครามเวียดนาม เว้อยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับอาณาเขตระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ โดยเว้อยู่ในอาณาเขตของเวียดนามใต้ ในปี พ.ศ. 2511 ตัวเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะโบราณสถานหลายแห่งที่ระดมยิงและถูกระเบิดจากกองทัพอเมริกัน แม้หลังสงครามสงบลงแล้ว เหล่าโบราณสถานก็ยังไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ เนื่องจากถูกกลุ่มผู้นำคอมมิวนิสต์และชาวเวียดนามบางส่วนมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของระบอบศักดินาในอดีต แต่หลังจากที่แนวคิดทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป ก็เริ่มมีการบูรณะโบราณสถานบางส่วนมาจนถึงปัจจุบัน

เราจะมาเริ่มสำรวจเมืองมรดกโลกอย่างเมืองเว้กันค่ะ

ถ้าเราอยากจะรู้จักคนแต่ละสถานที่ให้มากขึ้นต้องไปเดินตลาดชุมชนค่ะ ที่แรกที่เราจะไปคือตลาดดองบา ตลาดสดขนาดใหญ่ของเมืองเว้

ตลาดดองบา แบ่งโซนๆผัก ผลไม้ราคาถูกมากเด้อ

ร้านนี้ขายของแห้ง สมุนไพร บลา บลา บลา ใครจะหาอะไรกินแถวนี้ก็ได้นะ ของกินเยอะ

ต่อไปเราจะไปตระเวณเมืองเก่ากันจ้าแต่ละสถานที่จะมีค่าเข้าสถานที่ ที่ละ 100,000 ดอง ถ้าซื้อเป็นแพคเกจ 4ที่ 360,000 ดอง แต่เราไม่ได้เข้าไปที่บางที่ในแพคเกจเลยเลือกซื้อทีละอัน ที่แรกที่เราไปคือ

สุสาน “ตือดึ๊ก” (Tu Duc) เป็นพระราชวังเก่าของกษัตริย์ ตือดึ๊กแห่งราชวงเหงียน เป็นพระราชวังศิลปะจีน โดดเด่นมากทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรม ความเชื่อ ฮวงจุ้ย ล้วนได้รับอิทธพลจากศิลปะจีน

ท้องพระโรงส่วนกลาง ของกษัตริย์ ตือดึ๊ก

จากนั้นห่างกันไม่มากที่ที่เราจะไปต่อคือ...

"สุสานจักรพรรดิ์ไคดิญห์"

สุสานนี้สร้างขึ้นในปี 2463 และเสร็จในปี 2474 โดยสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมศพของพระเจ้าไคดิญห์ จักรพรรดิของราชวงเหงียน โดยมีการออกแบบเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหลังติดภูเขา chau chu สุสานแห่งนี้จัดวางอาคารแบบไต่ระดับ ทั้งหมด 5ชั้น แต่ละชั้นทำหน้าที่แตกต่างกันไป ตัวสุสานแสดงถึงความผสมระหว่างศิลปพตะวันตกที่เข้ามา และศิลปะจีนที่มีอิทธิพลในศิลปะเวียดนาม

ทางเข้าหน้าท้องพระโรงชั้นที่1


ประติมากรรมรูปบุคคลหน้าท้องพระโรง แสดงถึงความเชื่อหลังความตายที่เชื่อว่าวิญญาณยังมีชีวิตอยู่เช่นเดียวกับคน


รูปหล่อสำริดของจักรพรรดิไคดิญห์ งานศิลปะภายในละเอียดละออมาเลยเด้อ เป็นงานเอาชิ้นส่วนเซรามิคมาประดับแบบ Mosaic สวยมากกก

เจดีย์วัดทียนมู่ (ที่นี่เข้าฟรี) เพราะยังเป็นที่ที่คนในพื้นที่เข้ามาทำบุญอยู่เป็นปกติ เจดีย์วัดเทียนมู่ เป็นวัดพุทธนิกายเซ็น เป็นเจดีย์7ชั้น เรียกว่า ถะ ตัวถะอยู่ในฐาน แปดเหลี่ยม โดยช่างได้ออกแบบให้แต่ละชั้นแทนพระพุทธเจ้าแต่ละองค์

ที่ต่อไปถือว่าเป็น ไฮไลท์ กาดอกจันไว้เลย

พระราชวังเว้ (Imperial Citadel Hue)

ค่าเข้า 150.000 ดอง ,ค่าเช่า Audio Guide 100,000 ดอง แนะนำเลยค่ะมีรายละเอียดน่าสนใจหลายอย่างที่ต้องฟังเลยค่ะ เขาขึ้นป้ายมีภาษาไทยแต่พอไปถามไม่มีนะ ให้รอก่อน เลยต้องฟังภาษาอังกฤษกันไป

พระราชวังสร้างโดยพระเจ้ายาลองปฐมกษัตริย์ราชวงเหงียน โดยการออกแบบของพระราชวังนี้ได้แรงบันดาลใจจาก พระราชวังกู้กงของจีน แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ประตูทางเข้าหลักของพระราชวังเว้นั้นอยู่ทางทิศตะวันออก ขณะที่จีนอยู่ทางทิศใต้ ลักษณะของพระราชวังนี้ก่อสร้างกำแพงขนาด 2x2 กิโลเมตร มีผังเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยในปี 2536 พระราชวังเว้แห่งนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นแหล่งมรดกโลก จาก UNESCO ทำให้พระราชวังเว้แห่งนี้ได้รับบูรณะ และ ผู้คนให้ความสนใจด้านประวัติศาสตร์มากขึ้น

ทางเข้าหลัก


ตำหนักภายในพระราชวัง ศิลปะแบบจีน มีการวางตำแหน่งฮวงจุ้ยตามแบบจีน


ประตูทางเข้าแต่ละอันสวยไม่ซ้ำกันเลย ถ่ายรูปไม่เบื่อ

นึกว่าเดินอยูในจีน การเดินสำรวจพระราชวังมีหลายแบบ เขาจะแจก map โดยแบ่งเส้นทางการสำรวจ เป็น 1วัน ,ครึ่งวัน,3-4 ชม. พระราชวังกว้างมากถ้าตั้งใจจะสำรวจให้ครบต้องใช้เวลา 1วันเต็มๆเลย

ที่เมืองเว้แห่งนี้มี night market ให้เดิน ความรู้สึกเหมือนอยู่ข้าวสารมีนักท่องเที่ยวมากมาย และมีอาหารสตรีทอร่อยๆ ที่สำคัญเบียร์ถูกมาก ราคาขวดละ 16 บาท บ้าไปแล้วหลังจากที่หาของกินเรียบร้อยเข้าที่พัก เราก็เข้านอนเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าเดินทางไปดานัง แต่ไม่ได้ไปโดยรถแท็กซี่นะ แต่เราจะเดินทางด้วย "รถไฟ" กันค่าาา นั่งรถไฟครั้งแรกที่เวียดนาม


รถไฟแบบ local เลยจ้าคนเวียดนามเต็มเลย ที่ไม่ต้องกลัวขึ้นผิดขบวนนะเขามีป้ายดิจิตอลตลอดเลย แล้วรถไฟตรงเวลาเป๊ะค่ะ

รถดีเกินคาด รถไฟแอร์ เลือกที่นั่งตามสบายเลยจ้า แนะนำให้นั่งฝั่งทิศตะวันออก แต่รถไฟรอบเช้าจะเจอแดดส่องหน่อยแต่รับรองวิวดีที่สุด ...

นี่คือเหตุผลที่เราเลือกเดินทางด้วยรถไฟ


ให้ภาพบรรยายความรู้สึก


ระยะเวลา 2 ชม. เพลินเพลินกับบรรยากาศ ตลอดทางฟินมากกก

เราเดินทางมาถึงดานัง บรรยากาศคึกคักกว่าเว้ คนพลุกพล่านมาก ออกจากสถานีสิ่งที่ต้องระวังแท็กซี่เป็นกันทุกที่ แนะนำเช็คราคา grab แล้วต่อรองราคาดีๆ ครึ่งบ่ายนี้เราแผนก็คือเดินทางไปเมืองเก่ามรดกโลกอีกเมืองคือเมืองฮอยอัน ที่ไม่ห่างจากดานังมากนัก

เราเดินทางถึงดานังช่วงเที่ยงพอดี แดดเปรี้ยงงงง หนักมาก บอกเลยว่าสลบ

ค่าเข้าเมืองมรดกโลก 120,000 ดอง

บรรยากาศเมืองเก่า mood and tone เดียวกัน หลังคากระเบื้อง บ้านตึกทรงจีนสีเหลือง ที่เห็นคนโล่งๆคือแดดร้อน เลยไม่มีคนลงไปเดินนะ ถ้าเดินอาจตายได้ภายใน 10นาที


ตึกเก่าคลาสสิคเต็มเมือง ถ่ายรูปสวยแน่นอน

ร้อนนัก แนะนำให้กินน้ำดอกบัว สดชื่นมากกกกก บรรยากาศยามเย็นริมแม่น้ำ คนเริ่มพลุกพล่าน

บรรยากาศยามค่ำคืน สวยงามสมแล้วที่รอคอย วันที่เรามาตรงกับเทศกาลลอยโคมในแม่น้ำพอดี ภาพที่ได้เลยสวยงามแบบนี้แล ทุกๆตึกประดับโคมไฟ สวยงาม

ร่ำลาเมืองฮอยอันด้วยบรรยากาศยามค่ำคืน...

เมืองสุดท้ายที่เราจะไปเที่ยวกัน คือเมืองดานัง จุดที่เราจะไปนั้นเป็นจุดมุ่งหมายของใครหลายๆคน นั่นคือ

Banahill ที่อยู่ห่างจากเมืองดานัง ค่ารถไปต้องไม่เกิน 300,000 ดองนะเธอ

ที่นี่เป็นเมืองเก่าสมัยที่ฝรั่งเศษอยู่ที่นี่ ได้สร้างเอาไว้เป็นบ้านพักตากอากาศ ไว้ต้อนรับคณะทำงานจากฝรั่งเศษสานที่นี้เลยจะแตกต่างจาก สิ่งก่อสร้างเวียดนามแต่การมาของฝรั่งเศษส่งอิทธิพลต่อศิลปะเวียดนามมากๆทั้งการก่อสร้าง รูปแบบสถาปัตยกรรม ในเมืองไทยแถบภาคอีสานล้วนมีอาคาร ที่ได้อิทธพลจากศิลปะเวียดนามในช่วงที่ช่างเวียดนามหนีสงครามมาอยู่ในภาคอีสาน เราจะเห็นตึกแบบนี้ในวัด อาคาร แถบ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร

ขอต้อนรับสู่บาน่าฮิลล์ จะขึ้นมาที่นี่ต้องนั่ง cable car เท่านั้นจ่ายครั้งเดียว เที่ยวได้หมด เราซื้อผ่านแอพ klook สะดวก สบาย ไม่ต้องต่อคิวด้วย

รูปทั้งหมดไม่ใช่ยุโรปเด้ออ แต่เป็นบนบาน่าฮิลฮ ์ มีทั้งโบสถ์ โรงแรม หลายคนนอนบนนี้และคงเคยเห็นจากรีวิวหลายๆที่จะไม่พูดเยอะ 55555

สะพานมืออันโด่งดัง ละมวลหมู่คนมหาศาล บอกเลยท้อแท้มากจ้า อากาศข้างบนนี้เย็น ต่างจากข้างล่างลิบเลยจ้า ภาพสุดท้ายจากลา บาน่าฮิลล์

สถานที่สุดท้ายของเมืองดานัง ถ่ายกับโบสถ์สีชมพู ที่อยู่ดีๆ เขาดันปิดประตูไม่ให้ออก 55555

ทริปการมาเวียดนามครั้งนี้เป็นการมาแบบทรหดอดทน ที่มีความทรงจำดีๆตลอดการเดินทาง ขอบคุณประสบการณ์ดีๆในครั้งนี้

ค่าใช้จ่าย

ค่าเรือข้ามฟากไทย ลาว 50 บาท

ค่ารถสะหวันนะเขต-เว้ 410 บาท

ค่ารถไฟ เว้-ดานัง 254 บาท

ค่าเรื่องบิน ดานัง-กทม 1,600 บาท

ค่าที่พัก 5 คืน 856 บาท นอนโฮสเทลรัวๆๆ

แลกเป็น pocket money 6,500 บาท (ค่าแท็กซี่ใช้เงินนี้จ่าย)

ปักหมุด จองรถไฟ

https://12go.asia/th/travel/da-nang/hue

map สถานที่ทั้งหมดที่ไป ใครอยากตามตามหมุดเลยเด้อ

https://www.google.com/maps/d/edit?mid=1cReHlyDoDS...

รีวิวนี้ยาวมาก ใครอ่านจบขอบคุณมากๆค่ะ


ความคิดเห็น