ภูสอยดาว "รักเขา ก็ไป หาเขา" รีวิวโดย เที่ยวให้ได้ "เรื่อง"

คิดถึงเขา ก็ไปหาเขา แม้ไม่เจอเขา เราก็ไป เพราะรักเขา" #แฮร่ นี่เป็นแคปชั่นที่คิดไว้ตอนเริ่มเดินทาง เมื่อรู้ว่าคนที่เชิญชวน ไม่ได้ไปด้วย 55555 ทริปตามเขา ล้วนๆ เลยค่ะ เรียกว่าทริปใจง่าย จึงทำให้พบเจออะไรง่ายๆ กับ คนง่ายๆ แต่เส้นทางความสวยงามนั้น มันไม่ได้ง่ายทีเดียวเชียว 5555 ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่ไม่ถ

ภูสอยดาว "รักเขา ก็ไป หาเขา"

ภูสอยดาว "รักเขา ก็ไป หาเขา"

 วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เวลา 10.24 น.

 วันที่เดินทาง 2 ส.ค. 2562

คิดถึงเขา ก็ไปหาเขา แม้ไม่เจอเขา เราก็ไป เพราะรักเขา" #แฮร่ นี่เป็นแคปชั่นที่คิดไว้ตอนเริ่มเดินทาง เมื่อรู้ว่าคนที่เชิญชวน ไม่ได้ไปด้วย 55555 ทริปตามเขา ล้วนๆ เลยค่ะ เรียกว่าทริปใจง่าย จึงทำให้พบเจออะไรง่ายๆ กับ คนง่ายๆ แต่เส้นทางความสวยงามนั้น มันไม่ได้ง่ายทีเดียวเชียว 5555 ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่ไม่ถึงกับไม่ได้ ก็มาแล้วนี่ไง กดชัตเตอร์รัว 55555 เริ่มค่ะ

เริ่มด้วย ความเขียวของวสันตฤดู เรียกร้อง น้องจึงอยากเดินเข้าป่า กับทริปของคนแปลกหน้า ใช่ ไม่รู้จักกันเลย ด้วยความกังวลเล็กน้อย ของการไปกับคนแปลกหน้า แล้ว ต้องขึ้นเขาที่สูงเป็นอันดี 4 ของประเทศไทย ความกังวลต่างๆ นาๆ อันดับแรกเลย กูจะเดินไหวมั๊ยยยย จะเจอใครบ้าง นี่มันเริ่มแรกเลยนะ เสียงลอยมา "ทุกคนต้องมีครั้งแรก" ใช่ ครั้งแรก จะเหมือนกับรักแรกมั๊ยนะ 5555 ใช่ มันดูตื่นเต้น เหยดดดดด ผูกเข้ามากันได้อี๊ก 55555 เริ่มๆๆๆ

เริ่มด้วยไปรอขบวนที่บิ๊กซีสะพานควาย นัดสองทุ่ม อินี่ไปแต่ หกโมงเย็น ด้วยความสะเหร่อ เดินขึ้นเดินลงหอบเป้ ผิดชั้น 555 นัด food park นังก็ยังหลงไปเรื่อย แม้ว่าเข้าประตูไปก็เจอ ก็ตาม พอได้ที่แล้วก็นั่งรอเวลาด้วยความตื่นเต้น ละกังวล คือ กูมาถูกที่ป่าววะ 555 สักพัก เห็นมีผู้คนแบกเป้มา อ๋อ ถูกแระ นั่งอีกพัก นานแระ ทำไมไม่มีคนคุ้นหน้าเลย (ภาพไลน์ กับ ภาพจริง มันดูยากอยู่ 55) ไม่เห็นมีคนคุ้นหน้าเลย ไหนลองไปทักสักคนสิ สรุป ผิดคนจ้าาาาา ไปคนละที่เลย สักพัก ก็เจอ เออใช่ นั่งเสวนา รอพวกพ้อง แล้วก้เริ่มเคลื่อนพล ออกประมาณ 3 ทุ่มได้มั้ง

เช้าตรู่วันเสาร์ถึง อช. ภูสอยดาว จัดแจงแยกของ ล้างหน้าแปรงฟัน กินข้าว เตรียมขึ้นภู พอมาถึง อช. เราต้องแจ้ง จนท. เสียค่าเข้าก่อน คนละ 40 บาท หลังจากนั้น ก็ขับรถเข้าไปตรงน้ำตกภูสอยดาว จุดนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับขึ้นเขา มีห้องน้ำ มีร้านข้าว มีร้านกาแฟ เตรียมเสบียง เซฟตัวเองให้พร้อม


อันนี้คือร้านข้าวค่ะ ส่วนมากเราจะซื้อข้าวห่อที่นี่ เตรียมสำหรับกินกลางทางระหว่างเดินขึ้นดอย ร้านป้ามีรองเท้าสตั๊ดดอยขายด้วย คู่ละ 70 เพื่อนบอกใส่ดี มีถุงเท้า รองเท้ะแตะ ขายด้วยค่ะ

หลังจาก ทำภารกิจส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ก็รอเวลาอุทยานเปิด รอเจ้าหน้าที่มา แล้วก็เดินขึ้นไป ยกมือไหว้ศาลนิดนึง

เลือก "ผู้ช่วยชีวิต" (ไม้เท้า) ที่จะต้องดูแลกันไปตลอดทาง อย่าทิ้งกัน หอบกันขึ้นไป หอบกันลงมาด้วย อันนี้ของเราค่ะ ขอบคุณผู้เดินคนก่อน ที่วางนางไว้ให้เราได้ใช้ต่อ มีช่วงหนึ่ง วางลืมไว้ ต้องไปเดินตามหา 55555 สรุป เพื่อนหยิบมาให้ อย่าทิ้งกันนะคะ

เริ่มเดิน ระหว่างทาง ก็จะมีน้ำตก ประมาณ 5 ชั้น เดินเรื่อยๆ ไม่หนักหนาเท่าไร (ด้วยความชะล่าใจ และยังไม่รู้ หึหึ)

ทริปนี้เราจับกลุ่มได้เพื่อนมา 2 คน เลยเดินกันไป 3 คน ชมหมอก ชมไม้ไปเรื่อย ถ่ายรูปไปเรื่อย เป็นป่าไม้ที่ยังคงเป็นป่าไม้ที่สมบูรณ์อยู่ มีอะให้ถ่ายมากมาย

ระหว่างทางที่ต้องเดินผ่านน้ำตก จะมีเป็นสะพานขอนไม้บ้าง สะพานไม้ไผ่บ้าง ให้เดินตลอดทางข้ามน้ำ หรือจะไปเดินลุยน้ำก็ได้ มันจะมีช่องที่ลูกหาบใช้เดินเลียบน้ำอยู่ แต่เราไม่ได้เดิน 555

ก่อนมาพี่บอกว่า จะหนักแค่ 2 เนิน คือเนินแรก "เนินส่งญาติ" กับ เนินสุดท้าย คือ "เนินมรณะ" ประวัติของมันก็คือ ข้างบนลานสนที่เราจะไปกางเต๊น จะเป็นสมรภูมิรบ ระหว่างไทยกับลาว (มีหลักเขตประเทศไทยด้วย) ตรงเนินมรณะ จะเป็นสันเขาโล่ง ง่ายต่อการโจมตี พอทหารตาย ก็จะลำเลียงศพลงมาถึงเนินส่งญาติ แล้วก็เอาศพลอยตามน้ำไป จนถึงตีนน้ำตก ญาติก็จะรับศพไป .. นี่คือที่มาที่ พี่ป๊อบ เจ้าของทริป เล่าให้เราฟัง ถามเจ๊ว่า เจ๊รู้ได้ไง เจ๊บอกว่า ชาวบ้านเล่ามา 5555 แต่ดูจากพื้นที่แล้ว น่าจะใช่ เห่อ เล่าเพลินอีกละ 5555 ระหว่างที่เดินไป ทำความรู้จักกันไป เห้ยยยยยยยยยย ถึงแล้ววววว เนินส่งญาติ เจอป้ายเนินแรก

ไหนว่าสาหัสอ่ะ ชิลล์ เซลฟี่รัวๆ อัพสเตตัสบอกโลกว่า "ชิลล์ๆ" แล้วก็เดินไปต่อ อื้อหืออออออ อห. ทำไมชันงี้อ่ะ หันมาพูดกับเพื่อนว่า "เธอ เราว่า นั่นมันป้ายเริ่มต้นว่ะ" ที่เรากำลังจะขึ้นนั้น เนินส่งญาติของแท้ ใช่ ใช่ และ ใช่ ลากตัวเองขึ้นไป โชคยังดี ที่วันขึ้นฝนไม่ตก อากาศยังดี ไม่ได้ลื่นร่วงหล่นลงมา ผ่านเนินส่งญาติไปได้ แทบลาก 5555 เป็นเนินสูงที่จะต้องตั้งตัวตรงปีนขึ้นไป แต่มีบันไดให้เป็นระยะๆ ค่ะ เสียอย่างเดียว บันไดเหล็ก มันลื่น เดินระวังๆนะคะ (ขาลง) สักพักก็ถึงเนินที่สอง "เนินปราบเซียน"

ระหว่างทางก็เดินไปถ่ายรูปไป ความตัวเล็กตัวน้อยของพืชหลากชนิด

ทางเป็นเส้นทางเดียว ที่ถ้าเดินไปตามรอยไม่มีทางหลง ระหว่างทางมีแคร่ให้นั่งพัก มีความสมบูรณ์ของป่า

มีหมอกระเขาตลอดทาง หยุดพัก กดชัตเตอร์ตลอดทาง

ได้ยินเสียงน้ำตกตลอดทาง ฝั่งนู้นเป็นฝั่งลาว เห็นน้ำตกเป็นสาย สวยงามมาก น้ำตกท่ามกลางสายหมอก เหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์อ่ะ ระหว่างทางก็จะ โอ้โห โอ้โห ชัตเตอร์รัวไปตลอด

เดินไปถ่ายไป พักไป อ่อ ที่นี่เด็ดอีกอย่าง คือ ลูกหาบ 555555555 ตอนแรกคิดว่าเป็นคนเดียว พอคุยกับเพื่อน เป็นเหมือนกัน 55555 ลูกหาบที่นี่ยังเป็นหนุ่ม สาว แล้วก็หน้าตาดีด้วย 5555 เป็นเด็กก็มีค่ะ ขาลงเจอน้องคนหนึ่ง หาบของด้วย วิ่งมาจากเนินมรณะ ย้ำ วิ่งลงมา 55555 ไม่แน่ใจว่าลงมาแบบลัดๆ หรือลงมาแบบปกติ

พักทานข้าวตรงแคร่สุดท้าย ก่อนไปมรณะ เห้ย ไปเนินมรณะ หน้าตาข้าวก็จะเป็นแบบนี้ ข้าวสวยห่อใบตองที่อัดแน่นจนใบตองแตก 5555 ทานเสร็จแล้วหอบขยะขึ้นไปด้วยนะคะ นักท่องเที่ยวที่ดี จะไม่ทำลายธรรมชาติค่ะ พูดแล้วก็นะ ขาลง เราเก็บขยะมาได้หลายชิ้นเลย

ตรงนี้วิวสวยมากกกกกทานข้าวเสร็จแล้ว หายใจลึกๆ เราต้องไปต่อ


เพื่อนชี้ว่า นู้น บนนู้น คนเพียบเลย เขาขึ้นไปทำไม เราหันไปเอากล้องส่อง โหหหหห คนยังกะมด ขึ้นไปทำไมกัน

นั่นสิ นั่นคือ "เนินมรณะ" 555555555555555 ชิบหายละ เราก็ต้องขึ้นไปบนนั้นเหรอวะ สูดหายใจลึกๆ พักผ่อนให้เพียงพอ กินให้อิ่ม เตรียมใจ แล้ว Les’t go go go เริ่มฮะ เขาไปได้ เราก็ต้องไปได้ ไปแบบเสียวๆ

โอ้โหหหหหหหหหหหหหหหหหห โคตรสวย ยิ่งสูงยิ่งสวย อากาศโคตรดีระหว่างทาง โอ้โหบ่อยมาก คือ ทั้งสวย และ ทั้งเหนื่อย คือ เดินขึ้นเนินเขา ที่ข้างนึงเป็นเหว ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ถ้าพลาดนี้ ได้ มรณะ จริงๆ แน่นอนฮะ หล่นเหว ไม่อยากจะคิดเลย 5555 แต่ก็ประมาณหนึ่งล่ะ ทุกคนก่อนจะขึ้น ก็ต้องประมาณร่างกายตัวเองไว้ และเตรียมตัวเองไว้ ขึ้นไปเรื่อยๆ ฮะ ช้า ๆ ก้าวสั้นๆ วิวโคตรสวย

สดชื่น ถ่ายรูปได้เรื่อยๆ สูงก็สูง เสียวก็เสียว ให้เพื่อนไปยืนถ่ายแทน 55555

ถึงแล้วววววว ลานสน นู้นนนนนนนนนนน เดินไปอี๊ก เหมือนเดินในดินแดนลี้ลับที่อยู่ท่ามกลางม่านหมอกอ่ะ หมอกไหล เย็นสดชื่น

นั่นไงป้าย ถ่ายกะป้ายเป็นอันจบพิธี 555 กลับได้ ไม่สิๆๆ เดินไป

ท่ามกลางทุ่งหงอนนาค ที่เราเรียกว่า หงอนไก่ อยู่ตลอดเวลา พอมีประปรายให้เชยชม ถ่ายรูปให้เพื่อนแล้วบอกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้เธอแต่งตัวสวยๆ นะ เดี๋ยวมาถ่ายใหม่ (หึ หึ) แล้วก็ไปรวมกับพวกพี่ เดินเอ้อระเหยมาก ขึ้น 8.15 ถึง เกือบสี่โมงเย็น หมอกหนามากกกก ระหว่างรอเต๊น ก็เดินไปถ่ายรูปในหมอกได้มาหน่อยหนึ่ง แล้วคิดว่า เดี๋ยวพรุงนี้ก่อนลง จะมาถ่ายใหม่ (จ้ะ)

เดินมาช่วยพี่เขาหั่นผัก แล้วพี่ก็บอกว่า เดินไปทางนู้นหรือยัง ลานนี้กว้างนะ ใช่ ยัง ไปสิ ลุกเดินไป ด้วยหมอกเยอะ คิดว่าพระอาทิตย์คงไม่ตก เลยเดินไปทางพระอาทิตย์ขึ้น (เพื่อ) เดินไป แล้วก็เดินกลับ แล้วไอ้หลักเขตที่ว่าอยู่ตรงไหน มีแต่ป้ายปลูกป่า เดินออกมา เห็นแสงรำไร เหยดดดดดดดดด มีพระอาทิตย์ตก วิ่งสิวิ่งๆๆๆๆ ไม่ทัน 55555 พระอาทิตย์หายไป หลงเหลือไว้แค่เพียงร่องรอยแห่งแสงรำไร แต่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงาม (เริ่มนิยายละ 5555) ทันแสงเรื่อๆ สวยงามมาก เหมือนไฟไหม้ป่าเลยอ่ะ 55555

ไอ้เด็ก สอง สาม คนนั้น วิ่งตะโกนต้านพายุกันมา เลยถามว่า หลักเขตมันอยู่ตรงไหน พี่ต้องไปตำ น้องชี้ไปทางที่เราเดินออกมา (ทางพระอาทิตย์ขึ้น) อ้าว ทำไมฉันไม่เจอ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปใหม่ อห. พรุ่งนี้อีกละ


ค่ำคืนแรก กับมื้อแรก และครั้งแรก กับการใช้ชีวิตในป่าเกือบเต็มรูปแบบ อาหารมื้อนี้ แบบเป็นทางการ ขอบพระคุณสำหรับพี่ๆ ที่ทำข้าวให้กิน 55555 อุปกรณ์พร้อม กินง่าย อยู่ง่าย

มื้อค่ำ ประกอบด้วย ไข่เจียว กับ โรตี ที่มีหน้าตาเหมือนกัน (ไหม้ 555) ต้มยำปักไก่เป็นเก๊า (ไม่สิ) น้ำพริกอ่อง ผักจิ้มที่ปนเปื้อนขี้มือเรา (ลืมล้างมือก่อนหั่น/หั่นไปกินไป 5555) กุนเชียงทอด หมูฝอย ข้าวหม้อสนาม น้ำอัดลมที่ป้าถือมาขาย 2 ขวด 120 บาท

สักพักมีป้ามาขายน้ำเปล่า เราก็งง ป้าเอาน้ำมาขาย ป้าบอกชื่อ ... จริงๆ มันมีชื่อ อะไรสักอย่าง จำไม่ได้ หลายคนเล่าประสบการณ์ครั้งแรก ประมาณว่า นึกว่าน้ำ กินเข้าไปเต็มๆ 55555 นี่ถ้าเรารู้ว่ามันคือเหล้าต้ม จะรีบซื้อไว้เลย 55555 ได้ข้อมูลมาละ มันเรียกว่า “ดาวลอย” เป็นเหล้าที่ชาวบ้านต้มเอง พอจะรู้ว่าทำไมเรียกว่าดาวลอย 5555555555555 นึกอาการออกด้วย

หลังจากกินข้าวเสร็จก็แยกย้ายเข้าเต๊น ตามมีตามเกิด ประเดิมเต๊นตัวเองครั้งแรก ลืมถ่ายรูป 5555 มีเพื่อนนอนด้วย นอนอัดกันอยู่สองคน ความมตั้งใจแรก จะอาบน้ำ ไม่ได้อาบน้ำก็จะสระผม พอไปดูแหล่งน้ำเท่านั้นละ กุไม่อาบก็ได้วะ 55555 เช็ดตัว แปรงฟัน เปลี่ยนชุด นอน รู้สึกตัวประมาณตีสองงงงงงงงงงง อห. ฝนตก โชคดีเต๊นไม่รั่วว 5555 กันได้บ้าง กลัวแต่ว่าน้ำจะไหลเข้ามาเรื่อย ลมก็พัดตีเต๊นไปพับๆ

จนเช้า ก็ยังไม่มีทีท่าจะหยุดตก ตื่นแล้ว จะนอนอยู่ก็กระไร หลักเขตกุก้ยังไม่เห็น เอาวะ ไหนๆ วันนี้ก็ดูท่าต้องเดินตากฝน ใส่เสื้อกันฝน หยิบโกโปร ออกไปเลยจ้า พายุฝน พร้อมหมอกหนา ตาก็ฟาง คนเดียวด้วย จะไปทางไหนดีล่ะ สตั๊นไป 30 วิ แล้วก็ก้าวต่อ อาศัยตรรกะที่ว่า ที่ไหนมีทาง ที่นั่นมีคนเดิน ใช่ เดินไปเรื่อยๆ อัดคลิป แก้กลัว 5555 ในที่สุดก็พบแล้ววววว หลักเขตที่ว่า ถ่ายรูปซะให้สาแก่ใจ เหมือนคนบ้าท่ามกลางสายฝน เสร็จแล้วก็เดินกลับ แค่นี้ จบ 5555 สบายใจละ

กลับมาเตรียมตัวลงภู กินมาม่าร่วมสาบาน แล้วก็เดินลงเป็นกลุ่มแรก พร้อมกับลูกหาบ และลูกของลูกหาบ

เด็กน้อยวัย 8 ขวบ ชื่อ น้องน้ำ ลูกของลูกหาบ ขึ้นภูเป็นครั้งแรกกกกก เหยดดดดด ละลงครั้งแรกด้วย แรกๆ ดูเหมือนจะดี หลังๆ กลายเป็นว่า ต้องทั้งอุ้ม ทั้งจูงมือ หาขนม หาน้ำให้กิน ต้องคอยระวังตลอด กลัวลูกเขาร่วงเหว กลายเป็นว่า ตัวเองก็จะไม่รอด ต้องดูลูกเขาอี๊ก 555555 แต่น้องโคตรอึด เดินตากฝนลงมาพร้อมกัน ถึงข้างล่างก็ให้อาบน้ำ กินยา แล้วน้องก็วิ่งหายไป เอ๊า ยังไม่ได้ลาเบย ถถถถถถถถถถ

ถึงแล้วไง ยอดเขาที่สูงสุดอันดับสี่ พิชิตแล้วไง ก็รอดแล้วเว้ยยยยย 555555 ลงมาแบบสะบักสะบอม ตลอดทางเดินมาแบบสวยๆ ไม่มีลื่น ไม่มีล้ม มาลื่นตอนบันได้ชุดสุดท้ายจ้า ดีนะจับราวบันไดไว้ทัน ไม่งั้นยาววววว อายเด็กอี๊ก 555555

สิ่งแรกที่ทำคือ อาบน้ำ และสิ่งแรกที่เจอคือ น้ำ ไม่ ไหล จ้า เดชะบุญ น้ำในส้วมพอมี เอาจริงๆนะ จำเป็นต้องอาบอ่ะ ไม่อาบไม่ไหว อาบน้ำสระผม ถังส้วมนั่นล่ะ 5555 ถ้าตกอยู่ในสภาพนั้น ก็ต้องทำ เชื่อเรา 5555555 พออาบน้ำเสร็จ อห. น้ำไหล ถถถถถถ

เสร็จแล้วก็ลงไปกินข้าว นี่คือมื้อสุดท้ายของภูสอยดาว เป็นข้าวผัดกระเพราะเนื้อไข่ดาวที่มีหัวหอม ซึ่งเกลียดหัวหอม แต่รู้สึกว่า มันอร่อยมากกกกกกกกกกส้มตำก็เช่นกัน

เรียบร้อยก็ลงไปที่ทำการอุทยาน รับกระเป๋า เตรียมกลับ ออกจาก อช ประมาณ ห้าโมงกว่า ถึง กทม ประมาณ ตีสอง จบทริป ตั้งชื่อทริปว่า ทริปคนใจง่าย 55555 ไว้เจอกันใหม่ฮะ สำหรับเขา ปักหมุดทีลอซูเอาไว้ รอป่าเปิด ขอบคุณที่อ่านกันมาจนจบ ขอบคุณมิตรภาพดีๆ สำหรับทริปนี้ มีภาพเต็มๆ ในเพจเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็มีบรรยากาศพายุฝนตอนลงภูสอยดาวมาฝากด้วยค่ะ

ภาพแบบจุใจ "ภาพภูสอยดาว"

บรรยากาศตอนลงภูสอยดาว "ภูสอยดาววันฝนพรำ (เหรอวะ)"

เจอกันทริปหน้าค่าาาาาาา


ความคิดเห็น