เกาะหลีเป๊ะ - งบไม่เยอะก็เที่ยวได้ รีวิวโดย พี่พูห์พาเที่ยว pee pooh pa-tiew

ทริป : เกาะหลีเป๊ะ ช่วงปลาย High season “หลีเป๊ะ” เป็นเกาะที่อยู่ทางใต้สุด อีกนิดก็เกือบถึงมาเลเซีย พวกเราก็ยังไม่เคยเดินทางไปภาคใต้เลยซักครั้ง จึงวางแผนตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2561 ได้เดินทางจริง 1-4 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นช่วงปลาย High season ของหลีเป๊ะ จะเป็นยังไงตามมาเลย วางแผนเดินทาง ไปหลี

เกาะหลีเป๊ะ - งบไม่เยอะก็เที่ยวได้

เกาะหลีเป๊ะ - งบไม่เยอะก็เที่ยวได้

 วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562 เวลา 16.24 น.

 วันที่เดินทาง 1 พ.ค. 2562

ทริป : เกาะหลีเป๊ะ ช่วงปลาย High season

“หลีเป๊ะ” เป็นเกาะที่อยู่ทางใต้สุด อีกนิดก็เกือบถึงมาเลเซีย พวกเราก็ยังไม่เคยเดินทางไปภาคใต้เลยซักครั้ง จึงวางแผนตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2561 ได้เดินทางจริง 1-4 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นช่วงปลาย High season ของหลีเป๊ะ จะเป็นยังไงตามมาเลย

วางแผนเดินทาง

  • ไปหลีเป๊ะทั้งที ขอที่พักติดริมชายหาดและใกล้ถนนคนเดิน ที่สำคัญราคาต้องไม่แพง เปิดหาข้อมูลจนได้เลือกซื้อทัวร์ของบริษัทอันดามัน โทรไปจองกับเจ้าหน้าที่ในราคาคนละ 3,990 บาท พักที่ดงทะเลรีสอร์ต

👁‍🗨 รายละเอียดแพ็กเกจ

🏡 ที่พัก 3 วัน 2 คืน

🍜 อาหาร 3 มื้อ (เช้า 2 มื้อ,กลางวัน 1 มื้อ ในวันดำน้ำ)

🚐 รถรับส่งสนามบิน หรือ บขส.หาดใหญ่

🚢 เรือรับส่งข้ามเกาะหลีเป๊ะ

⛵เรือนำเที่ยวทริปดำน้ำ 1 วัน

🧜‍♀️ อุปกรณ์ดำน้ำชูชีพ

💉ประกันภัย

📄 จองเก็บไว้ได้ 1 ปี

📆 ต้องแจ้งระบุวันเดินทางก่อนอย่างน้อย 30 วัน

  • เมื่อได้ที่พักแล้ว ต่อไปเริ่มหาตั๋วเครื่องบินที่ประหยัดที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคม 2562 ได้เป็นตั๋วของ Lion Air เบ็ดเสร็จ ไปกลับประมาณคนละ 2,500 บาท ได้โหลดกระเป๋าใต้เครื่องฟรี 10 กิโลกรัม นั่งจากเชียงใหม่ - ดอนเมือง และดอนเมือง-หาดใหญ่ จะบินตรงก็จะจ่ายแพงไปและก็ไปไม่ทันเรือรอบเช้าด้วย (ช่วงที่พวกเราไป เที่ยวบินตรงจากเชียงใหม่-หาดใหญ่ ไม่มีรอบไหนถึงหาดใหญ่ก่อน 09.00 น. เพื่อไปให้ทันเรือรอบ 11.30 น. ซึ่งจะได้แวะเกาะตะรุเตาและเกาะไข่)
  • เหลือแต่รถเช่าที่ต้องใช้ตอนอยู่หาดใหญ่ 1 คืน เพราะไปกัน 4 คน ถ้าต้องจ่ายค่ารถโดยสารคงจะแพงกว่ารถเช่าแน่นอน และไม่สะดวก จึงหาบริษัทรถเช่าที่ราคาไม่แพง ไปเจอ Voucher ของบริษัท Avis ที่แอปขายของออนไลน์ในราคา 541 บาทต่อวัน รถที่ได้เป็นรถ Toyota Yaris Eco เน้นประหยัดและบรรทุกกระเป๋าเดินทางใบโตและสัมภาระ
  • ที่พักที่หาดใหญ่ได้ทำการจองไว้ 2 ห้อง คืนละ 500 บาท

วันที่ 1 เริ่มต้นการเดินทาง

รอมาครึ่งปี ได้เดินทางสักที ตื่นเต้นมากๆ นอนไม่หลับเลย เพราะเป็นการเดินทางอันแสนไกลพันกว่ากิโลเมตรจากเหนือลงใต้ครั้งแรกของทุกคน

เที่ยวบินแจ้งเลื่อนเวลาเดินทางจาก 06.00 น. เป็น 07.00 น.

ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากเชียงใหม่-ดอนเมือง

หลังจากเช็คอินเสร็จก็เดินหาร้านอาหารทาน รู้ๆกันว่าที่สนามบินราคาจะแพงมาก แบบประหยัดต้องร้านนี้เลย ราคาจะอยู่ที่ 40-60 บาท อยู่ที่ชั้น 2

ออกเดินทางสู่เมืองหาดใหญ่ ระหว่างที่เครื่องบินไต่ระดับ ข้างล่างมองเห็นเกาะล้านด้วย เกาะที่น่าเที่ยวอีกที่

ในที่สุดก็ถึงหาดใหญ่ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.30 ชั่วโมง

  • พอถึงสนามบินหาดใหญ่ นึกขึ้นได้ลืมเอา Voucher เช่ารถมา มีแต่รูปถ่ายจากมือถือเท่านั้น พอไปถึงบูธบริษัท Avis ที่เราได้ทำการลงทะเบียนล่วงหน้าไว้ ทางบริษัทไม่ยอมใช้รูปจากมือถือยืนยัน ต้องใช้ Voucher ตัวจริงมายืนยันเท่านั้น
  • ที่สนามบินหาดใหญ่มีหลายบริษัทให้เลือก ได้รถ Nissan Almera ในราคา 1,070 บาท ไม่ทำประกันรถ (แต่ต้องขับรถระวังๆ อย่าไปเฉี่ยวชน) เจ้าหน้าที่จะให้เราถ่ายรูปรอบๆตัวรถไว้เป็นหลักฐาน ต้องวางเงินมัดจำ 5,000 บาท (ได้คืนตอนส่งรถคืน โดยการโอนเข้าบัญชีธนาคาร)
  • จากสนามบินหาดใหญ่เข้าไปในตัวเมืองหาดใหญ่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที รถค่อนข้างติดและไฟแดงมีทุกแยก วันที่คืนรถและขึ้นรถตู้ที่สนามบินต้องเผื่อเวลาด้วย

เขาคอหงส์ หาดใหญ่

หลังจากเก็บสัมภาระไว้ที่โรงแรม ก็ออกเที่ยวเมืองหาดใหญ่ ที่แรกที่ไปคือ Cable car ที่เขาคอหงส์ จุดชมวิวหาดใหญ่ แต่น่าเสียดายพวกเราไม่ได้ขึ้น มาช้าไป 5 นาที ตั๋วขายถึงเวลา 16.00 น.

พระพุทธมงคลมหาราช

จุดชมวิวเมืองหาดใหญ่

ออกจากจุดชมวิว เปิด GPS ไปตลาดคลองแห แต่ทำการบ้านมาไม่ดี วันนี้ตลาดปิด ตลาดจะเปิดวันศุกร์ - อาทิตย์ พวกเราเลยมุ่งหน้าสู่ตลาดกิมหยงแทน

ตลาดกิมหยง

ตลาดกิมหยงจะปิดประมาณ 18.00 น. พวกเรามาถึง ร้านค้าบางส่วนปิดไปแล้ว ไปเจอพ่อค้าแม่ค้าร้านนี้คุยถูกคอมาก สำเนียงเหน่อๆ พ่อค้าแม่ค้ามาจากอ่างทอง ให้ชิมจนอิ่ม ได้ส่วนลดของแถมเพียบ ร้านนี้มีบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ด้วยนะ เหตุที่ซื้อของฝากตอนนี้ เพราะวันกลับรถตู้จะไม่แวะที่ไหนแล้วเพื่อให้ทันเที่ยวบิน

Green way market night

หลังจากซื้อของฝาก ก็มุ่งหน้าสู่ตลาดกรีนเวย์ ที่นี่มีอาหารให้เลือกเยอะ ราคาไม่แพง ที่ร้านแสงทองจานเดียวอิ่มเลย

คุณป้าร้านแสงทองแนะนำตอนเช้าให้ลองไปร้านโชคดีแต่เตี้ยมเป็นร้านดังของหาดใหญ่

วันแรกของทริปก็หมดไป ไม่ได้ไปอีกหลายที่เพราะเครื่องบินเลื่อนเวลา

วันที่ 2 หาดใหญ่ - เกาะหลีเป๊ะ

ออกจากโรงแรมเวลา 07.30 น. ขับรถตรงมายังร้านโชคดีแต่เตี้ยม ร้านอยู่ใกล้ๆกับโรงแรม บริเวณนี้ร้านอาหารมีหลากหลาย ที่ร้านโชคดีแต่เตี้ยมคนเข้าคิวเยอะมากเราจึงขอใส่กล่อง เพราะต้องเอารถเช่าไปเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนคืนและขึ้นรถตู้ตอน 09.00 น. เผื่อเวลากันด้วย รถค่อนข้างเยอะ ไฟแดงมีทุกทางแยก

แวะเติมน้ำมันที่ปั้มน้ำมันหน้าประตูสนามบิน ตอนคืนรถเจ้าหน้าที่จะเดินตรวจหารอยเฉี่ยวชนที่เกิดขึ้นใหม่และดูมิเตอร์น้ำมัน ส่วนเงินมัดจำทางบริษัทจะโอนคืนประมาณเที่ยงวันของวันนี้

เดินทางสู่ท่าเรือปากบารา

เมื่อเดินทางออกจากหาดใหญ่ไปท่าเรือปากบารา วิวข้างทางจะประมาณนี้ บริษัททัวร์จะโทรเช็คเราเป็นช่วงๆว่าถึงไหนกันแล้ว

เข้าเขตจังหวัดสตูล ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินหาดใหญ่ถึงท่าเรือปากบาราประมาณ 1.30 ชั่วโมง

พวกเรามาถึงท่าเรือปากบาราประมาณ 10.30 น. รถตู้จะจอดส่งหน้าบริษัททัวร์ที่เราจองไว้เลย

เช็คอินและรับตั๋วเข้าอุทยาน เจ้าหน้าที่จะชี้แจงทุกอย่างให้

ที่ทางเข้าท่าเรือ เจ้าหน้าที่จะตรวจตั๋วที่เราได้มาจากบริษัททัวร์

เช็คอินรับบัตรคิวขึ้นเรือ เราจะขึ้นเรือตามหมายเลขที่เราได้รับ ไม่มีการแซงคิว เลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ

เรือออกเวลา 11.20 น. จะได้แวะเกาะตะรุเตา เกาะไข่ ก่อนเข้าเกาะหลีเป๊ะ เดินทางช่วงบ่ายน้ำทะเลขึ้นสูงจะไม่ได้แวะ

ตารางการเดินเรือ

เรือสปีดโบ๊ทที่เรานั่งเป็นลำขนาดกลาง มี 3 เครื่องยนต์ 750 แรงม้า ไม่กระแทกคลื่นแรงท้องไส้ปั่นป่วนเหมือนเรือลำเล็กเครื่องยนต์เดี่ยว


ทุกคนตื่นเต้นเมื่อเรือได้ออกเดินทาง วิวสวยมากๆ ประมาณ 30 นาที ก็ถึงเกาะตะรุเตา ภายในเรือจะร้อนนิดนึง เมื่อออกจากท่าเรือสัญญาณโทรศัพท์จะไม่มีแล้ว

ห้องน้ำจะอยู่ด้านซ้ายมือของคนขับ ตอนแรกหวั่นๆ เดินทางนานปวดท้องกะทันหันจะทำยังไง

เกาะตะรุเตา

เกาะค่อนข้างใหญ่ น้ำใส ลมและคลื่นทะเลแรงมาก เท่าที่ศึกษาก่อนมา ห่างจากเกาะลังกาวีของประเทศมาเลเซียประมาณ 5 กิโลเมตร ไม่รู้ว่าคือเกาะไหนเพราะตอนนี้หลงทิศทางแล้ว

ใครมีตั๋วเข้าอุทยาน สามารถไปได้ทั่วเกาะ ทางเรือจะมีเวลาให้ 15 นาทีในการชมเกาะตะรุเตา ให้จำหมายเลขเรือและชื่อเรือไว้ด้วย พอเรือใกล้ออกเขาจะประกาศเรียก

จากเกาะตะรุเตาไปเกาะไข่ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ทานอะไรกันเลย เริ่มหิวกันแล้ว ดีนะที่มีติ่มซำที่ซื้อมาเมื่อเช้า อร่อยจริงๆ แนะนำให้หาขนมของกินพกติดตัวด้วย

เกาะไข่

พอถึงทุกคนต้องร้อง "ว้าวววว" มันบ้าไปแล้ว เพราะว่าเกาะเล็กๆ ทรายขาวและละเอียดมาก น้ำทะเลใสกว่าเกาะตะรุเตาอีก ใสมากๆ ถ้ามาหลีเป๊ะต้องมาแวะให้ได้เลย แต่บริเวณหาดทรายที่เรือจอดจะมีขยะ รองเท้าฯ ที่ทะเลซัดเข้าเกาะ เราต้องช่วยกันรักษาธรรมชาติให้อยู่กับเราไปนานๆนะ

มีนักท่องเที่ยวต่างชาติลงเล่นน้ำด้วย


ตอนขึ้นและลงเรือต้องระวังนิดนึงเพราะคลื่นลมทะเลแรง เรือจะโคลงเคลง ใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะสะดวกที่สุด บนเรือจะมีทหารเรือคอยช่วยเหลือ หากเกิดเหตุไม่คาดคิด

ซุ้มรักนิรันดร์ แลนด์มาร์คของเกาะไข่ ใครมาต้องลอดซุ้มให้ได้ ดูจากรอยน้ำขึ้นตามโขดหินสูงพอสมควร

เกาะหลีเป๊ะ

ใช้เวลา 30 นาที จากเกาะไข่ก็ถึงเกาะหลีเป๊ะ จุดหมายของทุกคน ถึงประมาณ 13.30 น. มาช่วงนี้เรือสามารถไปจอดหน้าหาดได้เลย รอประมาณ 10 นาที ทางรีสอร์ตจะส่งเจ้าหน้าที่มาขนสัมภาระไปยังที่พัก

welcome drink ของรีสอร์ตจะเป็นน้ำส้มคั้น 100%

ห้องพักกว้างนอนสี่คนยังได้ มีไดร์เป่าผม อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ wifi และตู้เซฟ

เวลา 16.30 น. ได้เวลาเดินออกจากห้องพักไปนอนเล่นที่หน้าหาด ซึ่งทางดงทะเลมีเปลไม้ไผ่ไว้นอนชมวิวหน้าหาด มีสระว่ายน้ำให้ลงเล่น ช่วงนี้เราก็ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศกันไป อากาศที่นี่กำลังดี 28 องศา ไม่ร้อนเหมือนภาคเหนือที่ทะลุ 40 องศา

เดินสำรวจถนนคนเดิน

เวลานี้นักท่องเที่ยวยังไม่เยอะมาก บางส่วนยังไม่กลับจากการดำน้ำ

แวะชิมชาชักเตอร์บิลัง ร้านดังบนเกาะ รสชาติเข้มข้น แก้วละ 60 บาท อร่อยต้องลอง คนขายอัธยาศัยดีมาก

หลักกิโลอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของหลีเป๊ะ ที่นี่มีพี่พูห์ด้วย

ไก่ปิ้งอร่อย ไม้ละ 10 บาท ที่หลีเป๊ะจะไม่มีเนื้อหมูขาย มีแต่เนื้อไก่กับอาหารทะเล

พิซซ่าชิ้นละ 100 บาท

ราคาสินค้าของร้านสะดวกซื้อ ราคาจะ 2 - 3 เท่าจากราคาปกติ ครีมกันแดดราคาแพงมาก ถ้าลืมเอามา แนะนำร้านขายยาที่ติดกับร้านสะดวกซื้อ ราคา 499 บาท แบบเดียวกันเลย

คนเริ่มเยอะแล้ว ร้านค้ารีสอร์ตต่างๆ เริ่มเตรียมเปิดร้าน

ลงเล่นน้ำทะเลก่อนแล้วค่อยอาบน้ำและทานมื้อค่ำกัน

พวกเราฝากท้องไว้กับทางรีสอร์ตทั้งสองคืน ตกมื้อละ 1,000 บาท เมนูปลาเริ่มต้นตัวละ 500 บาทขึ้นไป ถ้าอยากทานแบบจัดหนัก ที่ถนนคนเดินมีร้านบุฟเฟ่ต์คนละ 490 บาท

ที่นี่อาหารอร่อยถูกปากจริงๆ หิวจนลืมถ่ายบรรยากาศรอบๆตัว

พอฟ้ามืดสนิท น้ำทะเลขึ้นสูงเกือบถึงโต๊ะที่พวกเรานั่งทานอาหาร

คืนแรกเราไปเดินเล่นที่ถนนคนเดินกัน 2 คน พวกแม่ๆเพลียจากการเดินทาง ขอพักผ่อนอยู่ที่ห้อง ประมาณ 22.00 น. ร้านค้าที่ถนนคนเดิน จะเริ่มปิดบริการเป็นบางร้าน

มีแผนที่แจกฟรีตามร้านทั่วไป

อีกหนึ่งแลนด์มาร์คของหลีเป๊ะ

Lipe slush ร้านน้ำผลไม้ปั่น จะให้เราผสมเองกี่รสชาติก็ได้ แก้วละ 80 บาท

สุนัขและแมวบนเกาะหุ่นจะประมาณนี้ทั้งนั้น

มาถึงหลีเป๊ะ ที่พลาดไม่ได้อีกอย่างคือ โรตี มีหลายร้านให้เลือก ราคาเริ่มต้น 20 - 100++ บาท แล้วแต่เมนูที่เลือก

โรตีกล้วยราดนมและโรตีมะพร้าวราดช็อคโกแลตแผ่นละ 50 บาท

สำหรับคนอยากจัดหนักแบบคุ้มๆ ต้องร้านนี้คนละ 490 บาท

ร้านนี้มีปลากระโทงด้วย

ดึกๆคนจะน้อย ถ่ายรูปหน้าป้ายถนนคนเดินได้สะดวกหน่อย

ที่ชายหาด ดวงดาวส่องแสงชัดมาก เสียงคลื่นซัดสาดเข้าฝั่ง ทำให้รู้สึกได้ผ่อนคลาย มีโชว์การควงไฟ คุณลุงจะเดินโชว์ตามรีสอร์ตต่างๆ และให้คนดูมีส่วนร่วมด้วย

วันที่ 3 ออกสำรวจโลกใต้น้ำ

พวกเราตื่นตั้งแต่ 05.30 น. เพื่อไปรับแสงตะวันยามเช้าที่หาดซันไรซ์ จากหาดพัทยา(บันดาหยา) เดินจนสุดถนนคนเดิน ระยะทางไม่ไกลเดินสบายๆ มีทั้งคนไทยและต่างชาติ

นักท่องเที่ยวมารอชมไม่เยอะ แต่คุ้มที่ตื่นเช้ามารอชม แนะนำให้ถ่ายวีดีโอแบบ Time-lapse จะสวยมาก

กลับจากหาดซันไรซ์ เวลา 07.00 น. ที่รีสอร์ตจะเริ่มบริการอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์

เมนูเช้าจะมี ข้าวพัด ผัดซีอิ้ว ไข่ดาว ไส้กรอก แฮม ขนมปังปิ้ง แยม กาแฟ โอวัลติน

เมื่ออิ่มแล้ว เราก็เตรียมตัวจะไปดำน้ำกัน เวลาที่ทางทัวร์นัดให้เรือมารับที่หน้าหาด คือ 09.00 น. เตรียมตัวเสร็จเราก็มานั่งๆนอนๆที่หน้าหาด ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศกันไป วันนี้อากาศดีสุดๆ

  • อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บภาพบรรยากาศจะมี Sony a5100, GoPro 6 black ส่วนตัวคิดว่ากล้องคอมแพคกันน้ำจะเหมาะสมกว่า
  • หน้ากากดำน้ำหาซื้อตามออนไลน์ในราคา 279 บาท สะดวก มุมมองเวลาดำน้ำกว้าง ฝ้าไม่ขึ้น ภาพที่ได้เห็นชัดเจน ไม่ต้องคาบท่อหายใจแบบหน้ากากดำน้ำธรรมดา แค่ใส่หน้ากากแบบนี้ ตัวเราก็ลอยน้ำได้แล้ว ข้อเสียคือดำน้ำลึกไม่ได้ หน้ากากจะบีบหน้า

เรือมาจอดรอแล้ว รอคนขับเรือเตรียมอาหารกล่อง และอุปกรณ์ดำน้ำ แล้วออกไปรับนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่รีสอร์ตอีกแห่ง

วันนี้แดดดี น้ำทะเลจะใสมาก มองเห็นปะการังหน้าหาดจากบนเรือได้เลย

เช้านี้มีเรือยอร์ชสองลำจอดหน้าหาดพัทยา

นักท่องเที่ยวต่างโบกมือทักทายกัน ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกัน มิตรภาพเกิดขึ้นได้เสมอ

พวกเรามี 4 คน และอีกกลุ่มอีก 4 คน เป็นครอบครัวที่นั่งรถตู้มาจากกรุงเทพฯ มาพักที่หลีเป๊ะ 4 วัน 3 คืน วันนี้จะไปดำน้ำโซนใน พรุ่งนี้จะไปดำน้ำโซนนอก แต่เราเอาแค่โซนในพอ จำกัดด้วยจำนวนวันท่องเที่ยว

ร่องน้ำจาบังเป็นที่แรกที่เราจะไปดำน้ำ คลื่นแรงมาก ใครเมาคลื่นเตรียมถุงไปด้วย เรือจะโคลงเคลงตลอดเวลา

ระหว่างทางจะพบเจอชาวต่างชาติพายเรือคายัครอบเกาะหลีเป๊ะ

วิวระหว่างทาง

ร่องน้ำจาบังนักท่องเที่ยวเต็มพื้นที่ เลยไปดำอีกที่ก่อน

ลงทะเลครั้งแรก บริเวณนี้คลื่นยังไม่แรง ขอทำความคุ้นเคยก่อน ซักพักค่อยถอดเสื้อชูชีพแล้วดำไปถ่ายใต้น้ำ ใส่ชุดว่ายน้ำจะคล่องตัวสุด

คนขับเรือจะลงมาดูแลและช่วยเหลือ แนะนำว่าต้องดำบริเวณไหน

ได้ไปดำน้ำหลายที่แต่จำชื่อได้ไม่ครบ ปะการังเยอะและใหญ่มาก ฝูงปลาหลากหลายชนิด ว่ายอยู่เต็มไปหมด ต้องมือเร็วถึงจะถ่ายติด และต้องไปดูด้วยตาตัวเอง มันสวยกว่าในรูปจริงๆ

ปะการังเขากวาง บริเวณนี้มีปลาการ์ตูนหลายสายพันธุ์

ที่เกาะหินงาม หินสีดำเวลาโดนน้ำจะสะท้อนแสงเงางาม คลื่นแรงมาก เวลาคลื่นซัดเข้าฝั่งตัวจะปลิวไปกับน้ำตามรูป

ที่ร่องน้ำจาบัง น้ำจะแรงมากกว่าทุกที่ ที่นี่จะมีเชือกให้เกาะ ต้องเกาะแน่นๆ เพราะกระแสน้ำแรงมาก จะดำน้ำลงไปถ่ายรูปข้างล่างต้องว่ายน้ำแข็งและใช้แรงเยอะมาก สิ่งที่ต้องระวังคือเท้าจากนักท่องเที่ยว เพราะต่างคนต่างดำดูปะการังไม่ทันได้ระวัง

ฝูงปลามากมาย ไม่กลัวคนเลย


ปะการังเจ็ดสีที่ร่องน้ำจาบัง

  • หลังจากหมดแรงจากการสู้กับกระแสน้ำที่ร่องน้ำจาบัง ช่วงพักเที่ยงจะไปพักที่เกาะราวี หาดที่นี่ชื่อหาดทรายขาว ทรายขาวสมชื่อ เราจะพักทานอาหารกันที่นี่ เป็นข้าวกระเพราไก่ไข่ดาวและแตงโมให้คนละกล่อง
  • ที่นี่ลิงเยอะมาก เจอลิงจ่าฝูงขู่ตลอดเวลา ห้ามหันหลังให้มัน ไม่อย่างนั้นมันจะวิ่งเข้ามาหา ต้องระวังกระเป๋ากับของมีค่า ห้ามโยนเศษอาหารให้ลิง กล่องข้าวต้องเก็บกลับไปบนเรือด้วย
  • บนเกาะนี้จะมีร้านค้า ห้องน้ำ เราจะพักนานเท่าไหร่ จะออกไปดำน้ำตอนไหน ขึ้นอยู่ที่เรา ถ่ายรูปรัวๆ เล่นน้ำและพักย่อยอาหารซักชั่วโมงค่อยออกไปดำน้ำต่อ


ออกจากเกาะราวี จะไปดำน้ำอีกหนึ่งที่ ปิดท้ายที่เกาะอาดังก่อนกลับเกาะหลีเป๊ะ

ที่เกาะอาดังปูเฉฉวนจะเยอะมาก เดินระวังเหยียบมันด้วยนะ

พวกเราหมดแรงจากการดำน้ำตั้งแต่เช้า มาถึงเกาะอาดัง ลงเล่นน้ำ ถ่ายรูปซักพัก เราก็กลับหลีเป๊ะ

ขากลับเกาะหลีเป๊ะ คลื่นแรงมาก เรือที่นั่งไปต้องค่อยๆแล่นอย่างช้าๆ

พอถึงหลีเป๊ะ พักเอาแรงซักพัก แล้วลองดำน้ำที่หน้าหาดหาดูนีโน่

พบเจอปลาหลากหลายชนิด


ในที่สุดก็เจอปลาการ์ตูน ชอบมองกล้องด้วย แต่สภาพที่แดดใกล้จะหมด กล้อง GoPro จะถ่ายไม่ชัดเลย รูปถ่ายไว้เยอะแต่ไฟล์หาย

หน้าหาดหอยเม่นเยอะมาก ต้องระวังให้ดี

ปลาพันธุ์นี้จะหวงบ้าน ถ้าเข้าไปใกล้อาณาเขตของมัน เผลอเมื่อไหร่ หรือถ้าเราไม่จ้องหน้ามัน มันจะพุ่งเข้ามากัดที่ขา

จะไปดูดวงอาทิตย์ตกที่หาดซันเซ็ท แต่ไม่มีแรงเดินกันแล้ว มาคราวหน้าค่อยไป อาหารมื้อเย็นพวกเราก็ทานที่รีสอร์ตเหมือนเมื่อวาน ทานที่ริมทะเล มีเสียงคลื่นซัดเข้าฝั่ง มันเพลิดเพลินดีนะ

เมื่อทานอิ่มแล้ว ก็เดินไปเก็บภาพบรรยากาศ หาของทานเล่นและของฝากก่อนกลับกัน

วันที่ 4 เดินทางกลับ

07.00 น. เก็บสัมภาระและอาบน้ำ เดินไปเช็คเอาท์และทานอาหารเช้าที่รีสอร์ต

เรือที่เราจะนั่งกลับออกจากเกาะเวลา 11.15 น. ระหว่างรอเวลาขึ้นเรือ ก็นั่งเล่น ถ่ายรูป เดินเล่นตามชายหาด เช้าวันนี้น้ำทะเลขึ้นสูงและคลื่นลมแรงกว่าปกติค่อนข้างเยอะ

เข้าแถวรับบัตรคิวกลับท่าเรือปากบารา

เรือที่เราจะนั่งกลับมาถึงแล้ว รอคุณลุงคนนี้ขนของขึ้นเรือ ดูแกแข็งแรงมาก

พอเรือเริ่มออก คนที่นั่งท้ายเรือจะเซลฟี่เก็บภาพความทรงจำก่อนกลับ

พอออกหลีเป๊ะได้ประมาณ 30 นาที ก็เจอพายุฝน คลื่นทะเลใหญ่สูงประมาณ 1 เมตรกว่าๆ เรือได้ดับเครื่องที่กลางทะเล เหมือนมีอะไรไปติดใบพัด เด็กเรือเข้าไปดูก็ไม่พบอะไร สามารถเดินทางต่อได้

ขากลับเรือไม่ได้แวะที่ไหน ใช้เวลาประมาณ 1.15 ชั่วโมง ก็ถึงท่าเรือปากบาราในเวลา 12.30 น. รถตู้จะจอดรอรับที่หน้าท่าเรือ

เที่ยวบินได้เลื่อนออกไปอีก 1.30 ชั่วโมง พวกเราออกจากสนามบินหาดใหญ่เวลา 18.00 น.

วิวภาคใต้ สวยจริงๆ


เวลา 19.50 น. ก็ถึงสนามบินดอนเมือง ตอนนี้ฝนตกหนัก เช็คอินต่อเครื่องกลับเชียงใหม่ เครื่องออกเวลา 21.10 น. พอเครื่องบินออกจากดอนเมืองไม่กี่นาที พวกเราก็หลับยาว ตื่นอีกทีตอนเครื่องกำลังลงจอดที่สนามบินเชียงใหม่


จบทริปหลีเป๊ะ ซึ่งมีคนท้องถิ่นกล่าวไว้ว่า

"ถ้าได้มาหลีเป๊ะเป็นครั้งแรก ยังไงก็ต้องได้มาอีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งมันก็น่าจะเป็นจริง ยังอยากไปอีกครั้ง"

สรุปค่าใช้จ่าย

  • ค่าเครื่องบินคนละ 2,500 x 4 = 10,000 บาท
  • ค่าเช่ารถที่หาดใหญ่ = 1,070 บาท
  • ค่าน้ำมันรถ = 300 บาท
  • ค่าโรงแรมที่หาดใหญ่ 1 คืน จำนวน 2 ห้อง = 1,000 บาท
  • เงินกองกลาง = 8,000 บาท
  • ค่าทัวร์คนละ 3,990 x 4 = 15,960 บาท
  • ค่าเช่ากล้อง GoPro = 500 บาท

รวมค่าใช้จ่าย 36,830 บาท




ความคิดเห็น