Hokkaido: 2 Days in Hakodate รีวิวโดย ทุ บ ก ร ะ ปุ ก

ส วั ส ดี ค รั บ . . ก่อนอื่นขอเกริ่นก่อนนะครับว่า ทริปนี้เป็นทริปด่วน ทริปฉุกละหุก ทริปจองไวไปไว เนื่องจากแฟนผมเพิ่งตกงานมาหมาด ๆ ก็เลยรีบจัดอย่างไว เพื่อให้เค้าสบายใจน่ะครับ.. รี บ เ ล ย ค รั บ . . จับจ้องส่องหาตั๋วเครื่องบินช่วงสิ้นปีจากหลาย ๆ สายการบิน ก็มาจบที่ Air Asia นี่แหละครับ เป็นทริปที

Hokkaido: 2 Days in Hakodate

Hokkaido: 2 Days in Hakodate

 วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2562 เวลา 23.42 น.

 วันที่เดินทาง 24 ธ.ค. 2561

ส วั ส ดี ค รั บ . .

ก่อนอื่นขอเกริ่นก่อนนะครับว่า ทริปนี้เป็นทริปด่วน ทริปฉุกละหุก ทริปจองไวไปไว เนื่องจากแฟนผมเพิ่งตกงานมาหมาด ๆ ก็เลยรีบจัดอย่างไว เพื่อให้เค้าสบายใจน่ะครับ..

รี บ เ ล ย ค รั บ . .

จับจ้องส่องหาตั๋วเครื่องบินช่วงสิ้นปีจากหลาย ๆ สายการบิน ก็มาจบที่ Air Asia นี่แหละครับ เป็นทริปที่ผมจะลองนั่ง Low Cost แบบนาน ๆ เป็นครั้งแรก (เคยนั่งแต่ที่ใช้เวลาบินไม่นาน 1-2 ช.ม. น่ะครับ) เพราะผมกลัวว่า ขาผมจะติด นอนไม่ได้ เนื่องจากผมสูง 1.81 ม. น่ะครับ และด้วยงบประมาณที่พยายามจะจำกัดให้ได้มากที่สุด (ช่วงนั้น เงินเยนแพง ประมาณ 31 บาทต่อ 100 เยนด้วยครับ) ก็เลยได้ช่วงเวลาออกมาที่ยาวพอสมควร (จองตั๋ว 3 ธ.ค. 61 ออกเดินทางคืน 23 ธ.ค. 61 และกลับสาย ๆ 4 ม.ค. 62) ได้ราคาตั๋วประมาณคนละ 18,900 บาท (อ่านไม่ผิดครับ Low Cost แต่ราคาเกือบ 20,000 บาท ก็คงเพราะ 1. ผมจองช้ามาก และ 2. เป็นช่วงสิ้นปี ปีใหม่น่ะครับ) ซึ่งถ้าเทียบกับสายการบิน Full Service บินตรงแล้ว จะอยู่ที่ 25,xxx+ ทีเดียว ซึ่งผมรับไม่ไหวครับ (ถ้าออกเดินทางก่อนนี้ และกลับก่อนนี้ ราคาตั๋วจะแพงกว่านี้อีกครับ)

ว า ง แ ผ น อ ย่ า ง ด่ ว น จี๋ เ ล ย . .

ว่าจะไปไหน นอนไหน กี่วัน กี่คืนดี วันไหนต้องไปเที่ยวไหน มี Pass อะไรบ้าง ที่ไหนเปิด/ปิดวันไหนบ้าง เพราะบางที่จะปิดช่วงปีใหม่ด้วยน่ะครับ ที่พักหลาย ๆ ที่ก็เต็มแล้วบ้าง ราคาขึ้นแล้วเป็นส่วนใหญ่ ห้องไม่สูบบุหรี่หมดแล้วบ้าง จนได้แผนมาประมาณนี้ครับ :-

Day #1: Shin Chitose Airport - Hakodate (นอน Smile Hotel Hakodate)
Day #2: Hakodate (นอน Smile Hotel Hakodate)
Day #3: Hakodate - Lake Toya (นอน Toya Kanko)
Day #4: Noboribetsu - Lake Toya (นอน Toya Kanko)
Day #5: Sapporo (นอน WBF JR Sapporo North Gate)
Day #6: Asahiyama Zoo - Sapporo (นอน WBF JR Sapporo North Gate)
Day #7: Sapporo - Otaru (นอน Sonia Otaru)
Day #8: Otaru (นอน Sonia Otaru)
Day #9: Sapporo (นอน WBF JR Sapporo North Gate)
Day #10: Kiroro Ski Resort - Sapporo (นอน WBF JR Sapporo North Gate)
Day #11: Sapporo (นอน WBF JR Sapporo North Gate)
Day #12: Shin Chitose Airport - Bangkok

JR Hokkaido Rail Pass ผมเลือกแบบ 7 วัน ราคา 24,000 เยนนะครับ (ซื้อที่ H.I.S. ราคาใบละ 7,000 บาท เนื่องจาก Pass นี้ จะต้องจัดส่งเอกสารตัวจริงมาให้ ไม่สามารถรับจาก Email และพิมพ์เองได้ ถ้าซื้อจากเอเย่นต์เจ้าอื่น ผมกลัวส่งมาไม่ทัน) นำไปใช้งาน Day #1 - Day #7 (จริง ๆ ตั้งใจจะไป Asahiyama Zoo ใน Day #7 ซึ่งตรงกับวันที่ 30 ธ.ค. แต่สวนสัตว์เปิดถึงแค่วันที่ 29 ธ.ค. เท่านั้น ก็เลยต้องปรับแผนเป็นตามด้านบน) อ่านเพิ่มเติม >> รายละเอียด JR Hokkaido Rail Pass



อ อ ก เ ดิ น ท า ง กั น ค รั บ . .

23.55 น. เวลาดีของเที่ยวบิน XJ620 นำเราออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง ใช้เวลาประมาณ 6 ช.ม. กว่า ๆ ก็พาเรามาถึงสนามบิน Shin Chitose (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วยนะคร้าบ)

ประมาณ 8.30 น. ที่เราก็มาถึงสนาม สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากรับสัมภาระเรียบร้อยแล้วก็คือ การเดินผ่านดง Doraemon ที่ยังไม่เปิด เพื่อไปหาเคาน์เตอร์ JR เพื่อทำการแลก JR Hokkaido Rail Pass ที่เราซื้อมาจากเมืองไทย ซึ่งเคาน์เตอร์ JR ที่ New Chitose Airport Station นั้น อยู่ที่ชั้น B1F นะครับ ถ้ากลัวหาไม่เจอให้เดินชั้นปกติที่ลงเครื่องมา และลงลิฟต์ที่คนเค้าลงเยอะ ๆ ครับ เพราะเรามัวแต่ขึ้นไปเดินผ่านดง Doraemon ก่อน แล้วเลือกลงบันไดเลื่อน เลยทำให้ไปผิดชั้น สุดท้ายก็กลับไปเริ่มต้นใหม่ตามเส้นทางปกติน่ะครับ.. เมื่อถึงเคาน์เตอร์ จะมีพนักงานมายืนงง ๆ เอาเอกสาร และบัตร JR Pass ให้เราเขียนชื่อในแต่ละใบในระหว่างแถวก่อน จากนั้นเมื่อถึงคิว ช่องที่ว่าง ก็จะเรียกเราเข้าไปจัดการเอกสารต่อ ใช้เวลาไม่นานมาก เราก็ได้ JR Pass และตั๋ว Reserved Seat มุ่งหน้าสู่ Hakodate (เส้นทางไหนที่ยาวนาน แนะนำให้จองที่นั่งนะครับ)

เมื่อเห็นเวลาออกเดินทาง ผมก็ต้องรีบวิ่งกลับขึ้นไปข้างบน เพื่อซื้อข้าวกล่อง และอาหารเล็กน้อย เพื่อใช้ประทังชีวิตอีกเกือบ ๆ 4 ช.ม. ในการเดินทางสู่ Hakodate (ถ้าใครจะเดินทางแบบผม ระหว่างลงมารอแลก JR Pass ให้เพื่อนไปหาของกินรอไว้เลยนะครับ จะได้ไม่ต้องวิ่งรีบหาแบบผม)

จาก New Chitose Airport Station เราต้องมาเปลี่ยนขบวนที่ Minami Chitose Station เพื่อขึ้นรถไฟ Hokuto มุ่งหน้าสู่ Hakodate ต่อไป ซึ่งที่สถานีนี้ คนจะไม่เยอะมาก คิดว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงเข้า Sapporo ตรงมากกว่าที่จะลงไป Hakodate แบบเรา แต่สภาพอากาศที่ต้องมายืนรอรถไฟนี่สิ แม้จะรอเพียง 10 นาที แต่เป็น 10 นาทีที่ตัวแข็งมากครับ หิมะตก ลมหนาวพัดแรงมาก ๆ เลย ซึ่งร่างกายเรายังปรับตัวจากเกือบ 40 ลงมาเหลือหลักหน่วยกันไม่ทันเลยครับ

คนข้าง ๆ หลับไปนาน ผมนั่งชมวิวชิล ๆ ไปเรื่อย ๆ จนบ่ายโมงเศษ ๆ เราก็เดินทางมาถึง Hakodate Station สิ่งแรกที่เจอ คือ ความหนาวแบบเมื่อกี้เลยครับ หิมะตกหนัก ลมแรงมาก เรายืนทำใจกันอยู่หน้าสถานีพักนึง และมองหาทางไปโรงแรมที่เราจองไว้ นั่นก็คือ..

Smile Hotel Hakodate ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม Hakodate Station เลย ออกมาจากสถานี เดินตรงไป ข้ามถนน และเดินไปทางซ้ายมือ จะเห็นป้ายโรงแรมสีเหลือง ๆ ส่งยิ้มให้เราอยู่ครับ เข้าไป Check-in ขึ้นไปเก็บกระเป๋าบนห้อง เตรียมอุปกรณ์เพื่อออกไปเที่ยวช่วงบ่ายวันนี้ให้พร้อม

ออกจากโรงแรม ตอนแรกตั้งใจจะเดินชิล ๆ ฝ่าพายุหิมะไปเรื่อย ๆ จนถึง Hakodate Ropeway แต่เริ่มเดินไปสักพักก็รู้สึกแปลก ๆ ดีนะไหวตัวทัน รีบกลับหลังหันเลยครับ คือ จริง ๆ ออกจากโรงแรม เราต้องเดินไปทางซ้ายมือ แต่เราดันเดินไปทางขวามือครับ แต่พอ GPS เริ่มทำงานก็เลยรู้ตัวละว่า

" พ ว ก เ ร า ม า ผิ ด ท า ง "

เปลี่ยนใจเลยครับ เดินไปรอรถรางที่ป้าย Hakodate-Eki-Mae ดีกว่า มองป้าย Jujigai แล้วเราก็ลงที่ป้ายนี้ครับ ค่อย ๆ เดินตาม GPS บอกไปเรื่อย ๆ จนถึง Hakodateyama Ropeway แต่ช่วงเวลาที่เรามาถึง สภาพอากาศด้านบนปิดครับ มองวิวอ่าว Hakodate ไม่เห็นอะไรเลย เราจึงตัดสินใจนั่งกินไอติมรองท้องก่อน เพราะจริง ๆ วันนี้เรายังไม่ได้กินอะไรกันเลย นอกจากข้าวกล่องที่ซื้อมากินบนรถไฟครับ..

เราเลยกลับลงมาเดินชมวิวรอบ ๆ ก่อน เพราะตอนแรกคิดว่าในเมื่อวิวปิด พรุ่งนี้ค่อยมาก็ได้ยังไงก็อยู่อีกคืนนึงอยู่แล้ว เลยเดินมาที่ Hachiman-Zaka Slope ก่อน แต่อยู่สักพักก็รู้สึกว่า สภาพอากาศเริ่มเปิดแล้ว จึงตัดสินใจเดินกลับขึ้นไปเพื่อขึ้นกระเช้าให้เสร็จไปในวันนี้แหละ.. ค่าขึ้นกระเช้าแบบไป-กลับ อยู่ที่ 1,280 เยน นะครับ

ชมวิวจนอิ่มหนำสำราญ เก็บภาพประทับใจข้ามศีรษะนักท่องเที่ยวที่ยืมเก็บภาพอยู่ด้านหน้าเราอย่างมากมายเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลากลับลงมาหาอะไรยัดใส่ท้องแล้วล่ะครับ

อาหารค่ำคืนนี้ ท่ามกลางพายุหิมะโหมกระหน่ำ เราก็เลยมองหาราเมนร้อน ๆ กินกันครับ เดิมตั้งใจจะหาซูชิสายพานตามที่มีเพื่อนผมแนะนำมา แต่วันนี้ทนหนาว ทนหาร้านไม่ไหวแล้วครับ เห็นร้านราเมนที่มีคนกินเยอะพอสมควร ดูเมนูแล้วน่ากินดีครับ ก็เดินเข้าไปเลย ร้านอยู่ในบริเวณโกดังแดงนี่แหละครับ แต่ติดถนนใหญ่ ไม่ใช่ในบริเวณโกดังริมน้ำนะครับ

จัดไปเบาะ ๆ พออิ่ม พอหอมปากหอมคอ พอให้หลับสบาย พอให้คลายหนาว คนละ 1 ชามครับ รสชาติดีเลยครับ ใครหาราเมนแก้หนาวแถว ๆ โกดังแดง ร้านนี้จัดได้เลยครับ มีพนักงานคอยช่วยกดเมนูด้วย เพราะตอนแรก เราเห็นเมนูที่แปะอยู่หน้าร้าน แต่ตอนกดที่เครื่องกลับหาเมนูนั้นไม่เจอ เลยกดเป็นเมนูอื่นผิดไป แต่พอพนักงานมารับรายการอาหาร ก็เลยถามเค้าว่าเปลี่ยนได้ไหม อยากได้แบบป้ายหน้าร้าน พนักงานก็จัดการกดเปลี่ยนรายการอาหารให้เรียบร้อยเลยครับ บริการดี น่ารักมากครับ

อิ่มท้องแล้ว พร้อมแล้วที่จะกลับเข้าไปเดินด้านใน ท่ามกลางหิมะที่กระหน่ำในคืนแรก ขอแวะเข้าไปชมต้นคริสต์มาสต์อันเลื่องชื่อของเมือง Hakodate หน่อยครับ

ยังไม่หมดครับคืนแรก เมื่อตอนหัวค่ำที่กำลังหิว เดินผ่านร้านขนมหวานชื่อดังของญี่ปุ่นร้านนึงมาครับ แต่แบบว่าจังหวะนั้นหิวมาก อยากอาหารคาวก่อนละ แต่ตอนนี้ขอเติมความหวานก่อนนอนอีกสักนิดครับ ไม่ใช่ร้านไหนอื่นไกล ตอนนี้เราสามารถหาทานขนมหวานร้านนี้ได้ในเมืองไทยเราเยอะแยะเลยครับ ร้าน gram นั่นเอง


แต่เมนูท้อปฮิตของร้านนี้หมดแล้วนะครับ เค้าจะติดป้ายไว้หน้าร้านเลยว่ามีถึงประมาณ 18.00 น. โดยประมาณ ซึ่งตอนที่เราไปกินก็เกือบ ๆ 2 ทุ่มแล้วครับ ไม่ทันสิครับ นั่งแช่บรรยากาศ ชื่นชมหิมะโปรยด้านนอกจนถึงเวลาพักผ่อนของคืนแรกของเราแล้วครับ

จากบริเวณโกดังแดง เราค่อย ๆ เดินฝ่าพายุหิมะกลับไปที่โรงแรมอย่างสนุกสนาน เพราะเราตั้งใจมาลุยหิมะกันอยู่แล้วครับ แต่อย่าลืมนะครับ ใครที่ไม่อยากลื่นล้ม ให้เดินด้วยความระมัดระวัง อย่าไปเหยียบบริเวณที่เป็นหิมะแข็งจนเป็นน้ำแข็งแล้วถ้าไม่จำเป็น แต่ถ้าจำเป็น ต้องเดินด้วยความหนัก คือ กดเท้าหนักกว่าปกติ และก้าวช้า ๆ มาก ๆ เลยครับ แต่หากใครมีที่สวมกันลื่น แนะนำให้ติดไปลุยหิมะด้วยนะครับ (หาซื้อใน Aliexpress Lazada หรือจะมาซื้อตามร้านสะดวกซื้อที่ญี่ปุ่นก็ได้ครับ ราคาคู่ละร้อยกว่าบาทเท่านั้น)


ปิดท้ายคืนแรกในการมาเยือน Hakodate นี้ไปด้วยคลิปการเดินเท้ากลับจากร้าน gram สู่โรงแรม Smile Hotel Hakodate นะครับ (มีคำทะลึ่งออกสื่อต้องขออภัยด้วยนะคร้าบ) จะได้เห็นบรรยากาศ ความสวยงามของหิมะฟู ๆ ที่กำลังโปรยปรายลงมาต้อนรับการมาเยือนของเราครับ..

ร า ต รี ส วั ส ดิ์ ค ร้ า บ . . z . . Z


อรุณสวัสดิ์เช้าวันอากาศสดใสครับ

เช้านี้หิมะยังไม่ตก แต่หิวแล้ว ก็เลยพากันเดินไปป้วนเปี้ยนที่ Hakodate Morning Market กันครับ

เรายังไม่เคยกินของลือชื่ออย่างนึงของญี่ปุ่นกันเลยครับ นั่นก็คือ Uni หรือไข่หอยเม่น (แต่ความจริงแล้ว มันคือ อัณฑะ หรือรังไข่ ของหอยเม่นต่างหาก) ซึ่งร้านที่เราเลือก ก็สุ่มเข้าไปเลยครับ ดูหน้าตาร้านเก๋า ๆ หน่อย มีคนญี่ปุ่นนั่งกินอยู่บ้าง อาหารที่เลือกก็จะเป็นข้าวราดกับ 3 อย่าง เช่น ปูยักษ์ ไข่ปลา ไข่หอยเม่น ปลาทูน่า เป็นต้น จากการชิม Uni ของเรา ก็รู้สึกได้ว่า มันมีกลิ่นของ Ocean แบบบอกไม่ถูก ซึ่งสำหรับเราก็ ไม่ถูกปาก นะครับ ขอเลือกกินอย่างอื่นดีกว่า แต่ก็ถือว่า เราได้ลองแล้วครับ


อิ่มสบายท้องล่ะเช้านี้ ได้เวลาเดินทางไปชมความงามของหอคอยกันแล้วครับ จากแถว ๆ Hakodate Station เรามองหาป้ายรถราง เพื่อเดินทางไปยังป้าย Goryokaku Koen Mae เมื่อลงรถรางแล้ว เดินตามป้ายไปอีกประมาณ 750 ม. แต่ระหว่างทาง ก็จะมีทั้งน้องหมี ทั้งหนุ่มน้อย น้องหมา นั่งอยู่ระหว่างทางที่เราเดินด้วยนะครับ (อ้อ! ลืมบอกไปครับ อย่าลืมจอง Seat สำหรับการเดินทางกลับจาก Hakodate ไปเมืองถัดไปนะครับ เพราะระยะทางยาว ๆ ควรมีที่นั่ง จะได้ไม่ต้องไปลุ้น ไปแย่งที่ตู้ Non-Reserved น่ะครับ)

เมื่อถึง Goryokaku Tower แล้ว ก็ไม่ต้องรีรออะไรครับ ซื้อตั๋วขึ้นชมความงามจากวิวสูงกันเลย


เดินวนแล้ววนเล่า เก็บภาพความงามของสวนรูปดาวด้านล่างแล้ว ชมเมือง Hakodate ทั้ง 4 ด้านเรียบร้อยแล้ว ก็ลงไปชมความงาม เดินเล่นเดินลุยหิมะในสวนด้านล่างกันครับ


จมอยู่กับหิมะกันนานเลยครับ คนน้อยดี อยากถ่ายรูปตรงไหนก็ถ่ายได้ เราก็เตรียมตัวกลับไปเก็บบรรยากาศแถวโกดังแดงกันดีกว่า เพราะเมื่อวานเราแวะไปก็มืดแล้วน่ะครับ แต่ระหว่างทางที่เดินกลับไปป้ายรถราง ก็เลยแวะหาอะไรกินก่อนดีกว่า ด้วยความกลัวว่า แถวโกดังแดงคนจะเยอะ เพราะมีร้านที่ "ต้องกิน" ร้านนึง ซึ่งมีหลายสาขามากครับ นั่นคือ " L u c k y P i e r r o t " ที่มีแฮมเบอร์เกอร์แสนอร่อย เมนูติดดาวอันดับ 1 และอันดับ 2 ของร้านครับ ไม่ต้องคิดมาก 'Chinese Chicken Burger' กับ 'Lucky Egg Burger' Official Website Lucky Pierrot

อิ่มท้องแล้ว เที่ยงนี้เราสบายตัวแล้วครับ เดินทางกลับไปตะลุยโกดังแดงกันได้ ก็ขึ้นรถรางย้อนกลับไปลงแถวที่เราลงเมื่อวานได้เลย จากนั้นก็เดินชิลกันเลยครับ ตะลุยทุกร้าน ทุกห้องในย่านโกดังแดงกันเลย แต่ปรากฎว่า พอมาถึงร้าน Lucky Pierrot แถว ๆ ย่านโกดัง คนน้อยมากเลยครับ แถมมี 2 ร้านอีกต่างหาก


ขอบคุณคุณลุงช่างภาพชาวญี่ปุ่นด้วยนะครับที่เดินผ่านมา เราเลยต้องรบกวนคุณลุงช่วยเก็บภาพคู่ให้เราหน่อยน่ะครับ ありがとうございました

ทะลุออกมาด้านหลังของโกดัง ก็จะเดินไปถึง Hachiman-Zaka Slope ได้ครับ ก็เก็บภาพกันตามใจชอบเลยครับจุดนี้ สวย แปลกตาดีครับ แต่เวลาถ่ายรูปกันอย่าลืมระวังรถด้วยนะครับ เพราะเป็นถนนรถวิ่งกันตามปกติเลย

เดินวนไปรอบ ๆ เรื่อย ๆ แถว ๆ นี้เลยครับ ชมความงามของสถานที่ทั้งวัด ทั้งบ้าน และวิวต่าง ๆ สวยงามมากครับ เริ่มเย็นละ (ฤดูหนาว ประมาณ 16.00 น. ฟ้าก็จะเริ่มปิดละครับ) เราเดินกลับเข้ามาที่โกดังกันอีกรอบ ซึ่งตรงกับวันคริสต์มาสต์พอดีครับ เค้ามีการจัดงาน Count Down สู่วันคริสต์มาสต์กันด้วยครับ


เอาคลิปการ Count Down เข้าสู่วันคริสต์มาสต์มาให้ชมกันครับ สวยงามมาก เพลงเพราะ และอากาศก็ช่างเป็นใจเสียเหลือเกิน เค้าจะเริ่มนับถอยหลังเวลาประมาณ 20.00 น. นะครับ มาให้ทันนะครับ คนเยอะอยู่ครับ เพราะจะมีการแสดงก่อนหน้านั้นหลายชุดมากครับ

จากนั้น เราก็เดินชมบริเวณนั้นต่อ และตรงนั้นเค้ามีการเปิดบูธขายซุป อ่านไม่ผิดครับ ขายซุปครับ ซึ่งถ้าใครจะกิน จะต้องซื้อคูปองก่อน ตามจำนวนถ้วยที่เราจะซื้อ แล้วเอาคูปองนั้นไปยื่นซื้อกับซุปที่เราอยากกิน แต่จะบอกว่า มีร้านนึงที่แถวยาวมาก ซึ่งตอนแรกเราก็คิด ๆ อยู่ว่ากินดีไหม เพราะคืนนี้เรามีภารกิจซูชิสายพานกันอยู่ครับ แต่ด้วยความหอม เราก็ทนไม่ไหว เลยต่อแถวและเอามาลองกินถ้วยนึงแบ่งกัน แต่หลังจากกินแล้ว อยากจะซื้ออีกถ้วยเลยครับ แต่แถวยาวเหลือเกิน รอไม่ไหวละ (เป็นซุปเนื้อตุ๋นนะครับ)

จบออเดิร์ฟของเราละครับ ก็เดินหาร้านซูชิสายพาน まるかつ水産 มื้อหลักของเราได้ จังหวะที่เราเดินค้นหาร้านจนเจอ ในร้านคนยังไม่แน่นครับ เข้าไปรอ 2 คิวก็ได้โต๊ะเลยครับ การกินก็เลือกที่สีจานครับ จะมีป้ายบอกราคานำมาก่อนหัวแถวครับ แล้วก็เลือกสีจานนั้น ๆ ได้เลย สำหรับเครื่องดื่ม จะเป็นผงมัทฉะตักใส่แก้ว แล้วกดน้ำร้อนจิบกินได้เลยครับ ชาเขียวที่นี่อร่อยมากครับ จนเราต้องซื้อแบบถุงกลับมาไว้กินด้วย

อันนี้เป็นแซลมอนแบบธรรมดา ราคาเพียง 175 เยนเท่านั้น (ประมาณ 50 กว่าบาทเอง) เลือกไปหลายแบบ แต่สุดท้ายก็กลับมาจบมาอิ่มที่จานนี้แหละครับ

ส่วนจานนี้เป็น แซลมอนพิเศษ นะครับ น้ำหนักปลาแซลมอนจะเยอะกว่าแบบธรรมดา แต่ราคาจะเพิ่มเป็น 220 เยน (ส่วนตัวแล้ว คิดว่ากินแบบธรรมดา 175 เยนก็เพียงพอแล้วครับ)

แซลมอน กับไข่ปลา ในราคา 270 เยน

จานนี้ไฮโซหน่อย อยากลอง ก็คือ ปูหิมะ ราคา 570 เยนเชียวครับ ราคาแอบสูงนิดนึงนะ 555+

หอยตัวโต๊โต ในราคาเบ๊าเบา 470 เยนครับผม

ปิดท้ายคืนนี้กับ Soft Cream ก่อนกลับโรงแรมพักผ่อนครับ


ยั ง ค รั บ ยั ง ไ ม่ ห ม ด . .

แถมอีกนิด คือ เช้าวันรุ่งขึ้น เราจะเดินทางสู่ Lake Toya แต่เรายังขาดอีก 1 ภารกิจของ Hakodate นั่นคือ การตกปลาหมึกที่ Hakodate Morning Market เลยเอาคลิปการตกหมึกมาฝากครับ สำหรับเราแล้ว รู้สึกสงสารนะครับ และปลาหมึกก็ไม่ใช่ของโปรด ยิ่งเป็นหมึกสดขนาดนี้ด้วยแล้ว ขณะที่กิน หนวดยังดึ๊บ ๆ อยู่เลยครับ วิธีการซื้อก็คือ เราเลือกไซซ์ ซึ่งจะมี 2 ไซซ์นะครับ จ่ายเงิน และนำเบ็ดมาเกี่ยวปลาหมึกขึ้นมาครับ เค้าจะเอาไปให้พ่อครัวจัดการให้เราครับ

แล้วตามไปเที่ยวกันต่อที่ Lake Toya ในรีวิวถัดไปนะครับ รวมถึงวันอื่น ๆ ด้วยนะคร้าบ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม อ่านจนจบนะครับ แวะไปชมภาพเพิ่มเติม ทริปอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่
facebook: ทุบกระปุก

ปล. สงสัยข้อมูลตรงไหนในทริปนี้ พอช่วยเหลือให้ข้อมูลได้ ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งนะครับ ถามเร็ว ๆ นะ ก่อนที่จะลืม เพราะแก่แว้ว 555+

ความคิดเห็น