Japan's calling me!! -ภาคเดินทาง 2- รีวิวโดย JaguarBoomy

วันที่ 4 บ๊ายบายโตเกียว ขอไปหาฟูจิซังก่อนนะ วันนี้เราจะเปลี่ยนที่นอนไปแถว Kawaguchiko เพื่อทักทายภูเขาไฟฟูจิกันจ้า.. หลังจาก Check-out เรียบร้อย ก็ตรงไปยังสถานี Shinjuku เพื่อจะขึ้นรถไฟ ซึ่งตอนแรกตั้งใจจะนั่ง "Fuji Excursion" ที่เป็นรถไฟใหม่วิ่งตรงไปยัง Kawaguchiko เลย แต่ที่นั่งเต็ม (โถจองก่อนต

Japan's calling me!! -ภาคเดินทาง 2-

Japan's calling me!! -ภาคเดินทาง 2-

 วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เวลา 20.29 น.

 วันที่เดินทาง 9 ธ.ค. 2562

วันที่ 4 บ๊ายบายโตเกียว ขอไปหาฟูจิซังก่อนนะ

วันนี้เราจะเปลี่ยนที่นอนไปแถว Kawaguchiko เพื่อทักทายภูเขาไฟฟูจิกันจ้า..

หลังจาก Check-out เรียบร้อย ก็ตรงไปยังสถานี Shinjuku เพื่อจะขึ้นรถไฟ ซึ่งตอนแรกตั้งใจจะนั่ง "Fuji Excursion" ที่เป็นรถไฟใหม่วิ่งตรงไปยัง Kawaguchiko เลย แต่ที่นั่งเต็ม (โถจองก่อนตั้ง 2 วัน) เจ้าหน้าที่จึงแนะนำการต่อขบวนรถ โดยขบวนที่นั่งและจุดต่อรถสามารถใช้ Tokyo Wide Pass ได้ฟรีหมด.. โดยมีรอบวิ่งไม่เยอะ ดูเพิ่มเติมการรีวิวของท่านอื่นได้ที่ : https://pantip.com/topic/38702412


และด้วยความประมาท.. เจอจ้าาาา ชั่วโมง Rush hour!! ออกสายไปหน่อย พกกระเป๋าเดินทางกันมาด้วยยยย นาทีนี้ต้องแยกกันคนละโบกี้แล้วยัดตัวเองให้ได้!! เห็น Pushman ทำงานกันมันส์เจ้าค่ะ ตอนนี้ซุกอกหนุ่มๆ ตัวลอยกันไป (ฟินหรอ?? เปล่าอ่ะ เขาเบียดจนลอยทั้งตัวเลย เหมือนขาไม่ติดพื้น กระเป๋าเดินทางก็เช่นกัล) แต่โชคยังดีที่สถานีถัดไปคนลงไปเยอะเกือบทั้งขบวน ประสบการณ์ดีๆ ที่มากี่ทีไม่ค่อยได้เจอ 555

จากสถานี Shinjuku เดินทาง 1 ชม. มาลงที่สถานี Otsuki คุณเจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าไปต่อจะต้องเสียเพิ่ม 1,200Y นะ ตอนนั้นก็งงๆ เลยถามเขาว่า "ไม่มีคันที่ไม่เสียเงินหรอคะ?" (ตรงมาก) คุณเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า "อ่อ มีนะ แต่จะต้องรออีกสักพักเลยกว่ารถจะออกนะ" ทั้ง 3 สาวลงคะแนนเสียงว่า "รอค่ะ!!" ...

และแล้วก็เดินทางต่อ... ระหว่างทางฟ้าเปิดมาก น้องฟูจิซังออกมาต้อนรับแบบชัด 3D โชคดีมากที่จองวันเข้าพักผิด เพราะถ้ามาวันที่เล็งไว้ อาจจะฟ้าปิด 555 .. ผ่านไป 40นาที และแล้วเราก็มาถึงแล้วจ้า สถานี Kawaguchiko!!


เดินไปร้านอาหารตรงข้ามสถานีชื่อร้าน "Hirai Kiosk" ติดต่อด้านล่างที่ขายของฝากเพื่อฝากกระเป๋า จะมีค่าบริการในการฝากใบละ 500Y ให้มาเอาก่อน 1 ทุ่ม และแวะทานมื้อเที่ยงโดยขึ้นบันไดในร้านของฝากไปชั้น 2 แต่หากเรามาทานข้าวอย่างเดียว ขึ้นบันไดที่อยู่หน้าร้านไปชั้น2 ได้เลยจ้า (กรณีมีกระเป๋าแล้วจะมาทานข้าวก็ติดต่อด้านล่างได้ค่ะ ฝากฟรี) .. อาหารท้องถิ่นที่นี่จะเป็น Hoto รสชาติธรรมดา(ความเห็นส่วนตัว) แต่อย่างอื่นอร่อยดี (^^).. ทานเสร็จให้ลงบันได้ไปชำระเงินที่ขายของฝากนะ

หลังจากท้องอิ่ม ก็ไปต่อที่ "เจดีย์ชูเรโตะ" (Chureito Pagoda) ซึ่งเราจะต้องนั่งรถไฟหวานเย็นจากสถานี Kawaguchiko ประมาณ 15 นาที ไปลงสถานี Shimoyoshida ค่ารถ 310Y/คน/เที่ยว

มาถึงสถานี แล้วเดินต่อไปตามทางเรื่อยๆ โดยตัวของเจดีย์จะอยู่บนเขา ซึ่งใช้เวลาในการเดินทางขึ้นนานอยู่ และหอบพอใช้ได้ 555 แนะนำมาช่วงเช้า เพราะตอนมาถึงบ่ายแล้วมุมฮิตถ่ายรูปจะย้อนแสง.. ที่นี่คนไทยและจีนเยอะมากกกกกก

กลับลงมาไปยังสถานี Kawaguchiko เอากระเป๋าที่ฝากไว้ และให้ทางที่พักมารับที่สถานีรถไฟ โดยข้างๆ สถานีจะมี "Tourist Information" ให้เขาช่วยโทรเรียกได้เลยค่ะ (หันหลังให้สถานีรถไฟ แล้วไปทางขวาจ้า) ซึ่งทางที่พักจะสะดวกมารับหลัง 14.00น. และมาส่งที่สถานีตอน 10.00น.

รอไม่นานคุณลุงเจ้าของก็ขับรถเก๋งส่วนตัวมารับกันเลยทีเดียว ระหว่างทางคุณลุงถามว่าเราซื้อขนม หรืออาหารมารึยัง? จะแวะซูเปอร์มาร์เก็ตไหม? เพราะที่พักจะห่างจากมินิมาร์ทนะ ด้วยความที่ยังไม่หิวเท่าไหร่ เลยขอเข้าที่พักก่อนแล้วค่อยออกมาหาอะไรทานที่ร้านข้างนอกแทน

เมื่อมาถึงที่พัก ก็ต้องว้าววววว ที่นี่ชื่อว่า "Ururun Kawaguchiko" เราจะได้บ้านทั้งหลังเลย สิ่งอำนวยความสะดวกครบจนล้น ได้ห้องมาในราคา 4,900บ./คืน (รวมค่าทำความสะอาดแล้ว) คุณป้าเจ้าของพูดอังกฤษเก่งและใจดีมากกกกกก คอยแนะนำทีละจุดอย่างตั้งใจ และให้เดินเล่นตรงอุโมงค์ใบเมเปิ้ล เพราะว่าช่วงนี้จะมีเทศกาล และมีร้านมาตั้งแผงลอยขายหลายร้าน แต่คุณป้าไม่แนะนำให้เดินไปดึกมาก เพราะว่าทางไปมืด ไฟน้อย รถสวนมาเร็ว และร้านจะเก็บประมาณ 2ทุ่มจ้า

คลิปรีวิวแบบมึนๆ : https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=313566...

ประมาณ 5 โมงเย็น ฟ้าเริ่มมืด ก็ออกไปหาอะไรกินแถวอุโมงค์ใบเมเปิ้ล อากาศหนาวววว เลขหลักเดียว ใช้เวลาเดินมาจากที่พักประมาณ 7-10 นาที ..


หลังจากหนาวสั่นกันไปสักพัก ก็เดินกลับที่พักเพื่อพักผ่อน ซึ่งจะมีผงออนเซนอัดแข็งให้ด้วย คืนนี้เลยได้แช่ออนเซนทำมือ คลายเมื่อย สบายตัวววววว และก็โดนที่นอนดูดวิญญาณ สลบยาวววววว


วันที่ 5 ซาโยนาระ ฟูจิซัง แล้วเดี๋ยวมาเจอกันใหม่นะ

เมื่อมีเริ่ม ก็ต้องมีจบ.. วันนี้ฟ้ายังใสเช่นเดิม อากาศสั่นสู้มากกกกก หลังจากเก็บของเรียบร้อย ก็ไป Check-out และขอฝากกระเป๋าไว้ก่อน เพราะจะขอเที่ยวรอบๆ แล้วค่อยกลับมาเอา เพื่อขึ้นรถกลับโตเกียว คุณป้าจึงแนะนำให้ฝากไว้แล้วเที่ยวให้เต็มที่ ไม่ต้องแวะมาเอา ถ้าเราเที่ยวเสร็จให้เราติดต่อเจ้าหน้าที่ Tourist Information ตรงสถานีรถไฟโทรมาหาที่พักก็ได้ เดี๋ยวคุณลุงจะขับรถเอามาส่งให้!!! อยากบอกว่า "Obasan, Ojisan daisuki desu!!!" (รักนะจ๊ะป้า-ลุงจ๋า)

เดินมาขึ้นรถเมล์ที่ฝั่งตรงข้ามอุโมงค์ใบเมเปิ้ล(ป้ายที่ 16) ไปลง Kawaguchiko Natural Living Center (ป้ายที่ 20) ซึ่งเป้น 1 ใน Landmark ที่มีคนมาถ่ายรูป

และไปต่อที่ป้ายรถที่ 9 เพื่อขึ้นกระเช้า ตอนมาถึงคิวยาวมากกกก แต่รันคิวไวพอสมควร ค่ากระเช้าไป-กลับ ราคา 900Y/คน

** หากแวะจุดขึ้นลงบัสเยอะ สามารถชื้อ Pass ได้ ซึ่งถ้านั่งรถอย่างเดียวจะราคา 1,500Y แต่ถ้าเป็นแบบนั่งรถบัส+กระเช้า+ล่องเรือ จะราคา 2,800Y ใช้ได้ 2 วัน**

ลัลล้าด้านบนเรียบร้อย ลงมาด้านล่างแวะร้าน "Cheese Cake Garden" ที่เขาว่ากันว่านัว แล้วก็นัวสมชื่อมากกก ในราคา 400-500Y ร้านจะอยู่ตรงกระเช้าใกล้ๆ กับป้ายรถบัสเลย

พิกัด : https://goo.gl/maps/wJQ39iB2aPEcaULi9


นั่งรถกลับมายังสถานี Kawaguchiko หลังรับกระเป๋าจากคุณลุงที่เอามาให้แล้ว ก็จองตั๋วรถบัสไปลงสถานี Tokyo ได้นอนยาวๆ ไปอีก 2 ชม. ค่ารถ 2,000Y/คน.

หลังจากมาถึงแล้วแวะทานมื้อเย็นในสถานี Tokyo และต่อรถไฟหวานเย็น ไปเข้าพักที่ รร. ใกล้กับสนามบิน Narita ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชม.ครึ่ง ค่ารถ 1,170Y/คน

คืนนี้เลือกนอนที่ "Welco Hotel" คืนละ 3,000บ. อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟมาก สภาพภายนอกและในห้องดีทีเดียว แต่... ถ้าฤดูนี้กับหน้าหนาว รร.จะบังคับเปิดฮีตเตอร์.. ใช่ค่ะ คืนนี้นอนร้อนกันไป เพราะไม่มีปุ่มสำหรับปรับอะไรเลย และหน้าต่างล็อคกุญแจเปิดไม่ได้ด้วย 555 จึงต้องออกไปหามื้อค่ำทานข้างนอก และโกยความเย็นที่สุดเพื่อให้ผ่านพ้นคืนนี้กันไป สำหรับใครที่นอนยาก อาจจะไม่สะดวกเพิ่มขึ้นเพราะว่าจะมีเสียงรถไฟวิ่งดังพอควรนะ แต่เขานอนหลับสนิทไม่รู้เรื่องเลย 555 (ยืมรูปมาจาก Agoda ละกันนะ)


วันที่ 6 ไปละนะเจแปน เดี๋ยวเก็บเงินมาใหม่นะ

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่อยู่ที่นี่แล้ว หลังจาก Check-out ฝากของไว้ก่อน แล้วไปเดินเที่ยวในเมืองลัดเลาะไปตามถนน Otomesando จนถึงวัด Narita-san แวะซื้อข้าวห่อสาหร่ายร้านหน้าสถานีรถไฟ ระหว่างเดินไปมีคุณป้ามาเสนอให้ลองใส่ชุด Kimono ในราคาย่อมเยาว์ พร้อมให้นามบัตรไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วก็แพลนจะแวะอยู่นะ บังเอิญจริงๆ (^^)

"วัด Narita-san" เป็นวัดเก่าแก่ มีสวนที่กว้างมากกกก ดอกไม้นานาพันธ์ุ ระหว่างทางเจอซากุระน้อยๆ หลงฤดูด้วย 555


เดินเมื่อยแล้ว แวะหามื้อเที่ยงทานกันสักหน่อย ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องข้าวหน้าปลาไหล ซึ่งตอนแรกเล็งร้านดังไว้ แต่ด้วยความที่เพื่อนสาวไม่ทานปลาไหล จึงจบร้านหน้าวัดที่มีพวกเทมปุระขาย เป็นร้านสไตล์ญี่ปุ่น เงียบๆ ไม่มีนักท่องเที่ยว แต่มีคนญี่ปุ่นแวะมาทานกันเยอะ อาหารรสชาติใช้ได้เลย ปลาไหลก็นุ่มไม่คาว ซอสกลมกล่อมมากกกก

และแล้วก็แวะไปเช่าชุด Kimono มาใช้บริการที่ "Machikado Fureaikan" ที่นี่ราคาค่าเช่าแค่ 800Y ถือว่าถูกมาก เพราะเป็นของมูลนิธิไม่แสวงกำไร เขาเลยขอเป็นค่าทำความสะอาดเท่านั้น สามารถเช่าได้ 2 ชม. อาจจะดูเหมือนเวลาน้อยนะ แต่เอาเข้าจริงๆ ด้วยความที่ชุดเขาแน่นมาก เวลาแค่นี้พอแล้วจริงๆ นะ เพราะตอนมาถึงร้านใกล้จะปิดแล้ว ใส่แค่ 30นาที ก็รู้สึกคุ้มแล้วอ่ะ ที่นี่เขาจะเปิดเฉพาะวันพุธ พฤหัส ศุกร์ เวลา 10.00-14.00น. เท่านั้น มีบริการทำผม ฝากของ และพร้อพให้ยืมได้จ้า งานเนียบมากๆ


ถ่ายรูปจนหนำใจแล้ว แวะซื้อขนมร้านดัง "Kintoki no Amatarou" จะเป็นขนมสอดไส้ถั่ว เรียกว่า Amataroyaki มี 2 ไส้ คือ ถั่วแดงและถั่วขาว (แนะนำถั่วแดงเพราะหวานน้อย) ชิ้นละ 12oY

กลับมายังสถานี ขึ้นบัสสีชมพู ไปยัง Donki ที่อยู่ใกล้ห้าง Aeon ค่ารถ 210Y/คน เพื่อซื้อของฝากเพิ่ม และนั่งรถบัสกลับมาที่พักเพื่อเอากระเป๋าและต่อรถไฟไปยังสนามบิน ค่ารถ 200Y/คน (จริงๆ แล้วที่พักมีบริการรถบัสส่งสนามบินฟรี แต่เพราะยังไม่ถึงรอบรถออก เลยเลือกขึ้นรถไฟแทน)

และแล้ว... การเดินทางก็จบลง ไว้มาใหม่อีกทีน้าาาาาาาาาา

ภาคการเตรียมตัว // ภาคการเดินทาง1


❤️สรุปงบหลักงวดนี้ต่อคนคิดเป็นเงินบาทไม่รวมค่าพ็อกเกตมันนี่กับทานส่วนตัวจ้า❤️

  • ตั๋วไปกลับ+โหลดเป๋า 2 ใบ+ข้าวบนเครื่องขาไป = 8,950
  • ค่าประกัน Sompo = 403
  • ค่าที่พัก 5 คืน 3 ที่ = 5,200 (ใช้ code ลด และ Cashback ช่วย)
  • ค่าเดินทาง = 5,510
  • ค่าจิปาถะ = 756
  • ค่า Sim 2 อัน = 218
  • ของกินมื้อหลักที่จ่ายรวม = 1,730

รวมใช้จ่ายหลัก 22,767 บ. / คน


ความคิดเห็น