มาละหว้า มาชิวโฮม (MachillHome) นครปฐม รีวิวโดย ฉันจะไป : I Will Go

เมื่อธรรมชาติเริ่มต้องการคนที่เทคแคร์ คนสองคนจึงเริ่มต้นอุดมการณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม " Machill Home Farmstay " จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเปรียบเสมือนสื่อกลางแทนตัวเองที่อยากใช้พื้นที่เล็กๆ ตรงนี้ถ่ายทอดสิ่งดีๆ ออกไปให้ทุกคนได้ตระหนักถึงสถานการณ์ทางธรรมชาติในปัจจุบัน การมาที่นี่สิ่งหนึ่งที่บ้านมาช

มาละหว้า มาชิวโฮม (MachillHome) นครปฐม

มาละหว้า มาชิวโฮม (MachillHome) นครปฐม

 วันพฤหัสที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เวลา 21.50 น.

 วันที่เดินทาง 1 ธ.ค. 2562

เมื่อธรรมชาติเริ่มต้องการคนที่เทคแคร์ คนสองคนจึงเริ่มต้นอุดมการณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
" Machill Home Farmstay " จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเปรียบเสมือนสื่อกลางแทนตัวเองที่อยากใช้พื้นที่เล็กๆ ตรงนี้ถ่ายทอดสิ่งดีๆ ออกไปให้ทุกคนได้ตระหนักถึงสถานการณ์ทางธรรมชาติในปัจจุบัน

การมาที่นี่สิ่งหนึ่งที่บ้านมาชิวขอความร่วมมือคือการไม่สร้างขยะในระหว่างที่เดินทางมา หรือที่เป็นนิยามประจำบ้านที่ว่า "Zero Waste" ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องไม่มีขยะเลย หากแต่คุณจะจัดการกับขยะที่มีอย่างไรให้ถูกต้องและดีกว่าที่คุณจะทิ้งลงถังไปเฉยๆ

คุณรู้มั้ยว่าสิ่งเหล่านี้มันจะง่ายกว่าการที่คุณจะต้องมาจัดการกับขยะ ถ้าคุณเลือกที่จะไม่นำพาขยะมาตั้งแต่แรก เช่น การพกกล่องข้าว แก้วน้ำ หลอดดูด เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันหาง่ายมาก

เกริ่นมายืดยาวขนาดนี้ ก็เพื่ออยากถ่ายทอดสิ่งดีๆ ที่ผมได้รับมาเหล่านี้ให้ทุกคนที่ได้อ่านได้ตระหนักถึงปัญหาขยะ และมลภาวะ

เอาล่ะ ! ถึงเวลาที่ผมจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Machill Home Farmstay กันเสียที


จาก กทม. มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐม ประมาณ เกือบ 2 ชั่วโมง ก็มาถึงยังบ้านมาชิว ฟาร์มสเตย์

หลังจากแจ้งพี่เกล้าผู้เป็นเจ้าของว่าเราอยู่หน้าบ้านแล้ว ประตูเลื่อนก็ค่อยๆ เปิดออกให้เราเข้าสู่ดินแดนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทันที

ผมค่อยๆ ขี่รถอย่างช้าเพื่อสำรวจบรรยากาศภายในบ้านมาชิวแห่งนี้


และที่เห็นอยู่นี้ก็คือพื้นที่สำหรับการจัดฟาร์มดินเนอร์ ในช่วงเย็น ๆ

ถัดมาก็จะพบกับทางเดินเพื่อไปยังริมน้ำ

และที่เห็นอาคารอยู่ 2 หลังนั้น มีชื่อเรียกว่า บ้านนก และบ้านดิน

บ้านที่เราจะพักในค่ำคืนนี้นั้นคือ บ้านดิน หรือ Mud House หลังนี้นั่นเอง

สำหรับรายละเอียดของบ้านดิน
เป็นห้องพัก ที่มีทั้งแอร์ และพัดลม
ราคา 2,000 บาทต่อ 2 ท่าน และ 4,000 บาท ต่อ 4 ท่าน
ราคารวมอาหารเช้า และค่าทำความสะอาด 500 บาท แล้ว
*** หากไม่มีขยะทิ้งไว้ จะโอนเงินคืนค่าทำความสะอาดให้หลังจากเช็คห้องแล้ว ***

บริเวณชั้นล่างจะมีเตียง คิงไซส์ สำหรับ 2 คน 1 เตียง

เมื่อเดินเข้ามาสัมผัสได้ถึงความเย็นของบ้านดินเลยทีเดียว

และนี่ ! พี่ๆ เขาเตรียมกล้วยฉาบไว้ให้เรากินด้วย ซึ่งต้องบอกเลยว่าโคตรอร่อย จนต้องใส่กล่องกลับมากินบ้าน 555


ขึ้นมายังบริเวณชั้น 2 ก็จะมีเตียงแบบพับอยู่ 2 เตียง ไว้สำหรับผู้ที่มากัน 4 คน

หรืออยากนอนตรงเตียงตะข่ายนี้ก็ได้นะ


และเมื่อมามาถึงบ้านมาชิว ที่ว่ากันว่าเป็น Zero Waste นั้นของใช้ทุกสิ่งก็ต้องเป็นมิตรต่อธรรมชาติเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นยาสีฟันแบบเม็ด ไม้ปั่นหู สำลี หรือแม้แต่ผ้าที่ให้ใช้แทนกระดาษทิชชู่นั่นเอง

ส่วนบ้านอีกหลังหนึ่งที่เรียกว่า บ้านนก หรือ Bird House ซึ่งบ้านนี้จริงๆ ตั้งใจจะทำเป็นบ้านดิน แต่ว่าพี่กุ้งได้บอกว่าช่วงนั้นฝนตกถี่จริงๆ เลยจำเป็นต้องทำเป็นบ้านปูนแทน

สำหรับรายละเอียดของบ้านนก มีแอร์
ราคา 2,000 บาทต่อ 2 ท่าน
ราคารวมอาหารเช้า และค่าทำความสะอาด 500 บาท แล้ว
*** หากไม่มีขยะทิ้งไว้ จะโอนเงินคืนค่าทำความสะอาดให้หลังจากเช็คห้องแล้ว ***

มองจากภายนอกอาจจะดูเล็ก แต่บอกได้เลยว่าบรรยากาศน่านอนมากสำหรับห้องนี้

และที่เป็นซิกเนเจอร์ของบ้านมาชิวเลย ก็คือ หน้าต่างวงกลมบานนี้แหละ ที่ไม่ว่าใครมาก็ไม่พลาดที่จะแอ็คท่าสวยๆ เพื่อถ่ายกับหน้าต่างบานนี้

.


หลังจากที่พักผ่อนๆ ให้หายเหนื่อยจากการเดินทาง และเดินสำรวจห้องพักแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะได้ไปเรียนรู้ลองทำบ้านดินดูสักครั้งนึงในชีวิต

ที่เห็นชาวต่างชาติมาที่นี่นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะบ้านมาชิวเปิดตอนรับอาสาที่ต้องการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอยู่เสมอ โดยพวกเขาเหล่านี้ก็จองกันมาที่นี่จากเว็บไซต์ workaway เห็นว่ามาอยู่กัน 7 วันแล้วกลับ ขอแนะนำตัวชาวต่างชาติสองคนนี้กันหน่อย ผู้ชายชื่อ เอสตรา ผู้หญิงชื่อ ไลลา


ซึ่งหลังจากที่พี่กุ้งคุยอยู่สักพัก ดินกระบะนี้คืองานของเราในภารกิจแรก

ไม่ยากอะไรแค่เดินย่ำๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะหนืดพอที่จะใช้งานได้

เมื่อผ่านบททดสอบแรกก็ได้มาก่ออิฐสร้างบ้านดินสักที ซึ่งขั้นตอนก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แค่โปะดิน แล้วก็เอาอิฐแปะๆ แต่มันก็มีรายละเอียดนิดหน่อยในการวางอิฐแต่ละก้อน ทั้งสนุกและได้ความรู้

ปกติไม่ค่อยกล้าคุยกับฝรั่ง แต่พอได้มาทำงานกับเอสตรา กันเพียงลำพัง สมองที่สั่งสมภาษาอังกฤษที่เรียนมาก็สปีคอิงลิชไปโดยอัตโนมัติ แม้บางประโยคที่ฟังจะไม่รู้เรื่องผมก็ยังพอถูๆ ไถๆ ไปได้ จนงานเสร็จแล้วไปนั่งกินข้าวเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย

หลังจากที่กินข้าวเย็นกันจนอิ่ม ผม พี่เกล้า และพี่กุ้งก็นั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนกันถึงเรื่องปัญหาขยะ และธรรมชาติที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน จนมาเข้าเรื่องขยะพลาสติกที่หลายๆ คนคงมีคำถามว่าถ้าไม่ทิ้ง แล้วเราเอาไปทำไรได้

ก็ขวดพลาสติกที่ยัดอะไรต่อมิอะไรลงไปนี่แหละ หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร นี่คือวิธีจัดการกับขยะพลาสติกอีกหนึ่งวิธีก็คือการนำไปทำเป็น Ecobricks ที่ประโยชน์ของมันสามารถนำไปใช้แทนอิฐในการก่อสร้างอาคาร หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งสิ่งที่ยัดลงไปนั้นก็คือเศษพลาสติกที่เราใช้แล้วต่างๆ ไปล้างทำความสะอาด แล้วนำไปตากให้แห้งจึงค่อยนำมายัดลงขวดพลาสติกซึ่งไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นเหม็นเลยหากคุณทำความสะอาด พี่กุ้งยังบอกกับเราด้วยว่าจริงๆ มีโรงงานรับซื้อด้วยนะ ใครสนใจก็ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมกันดู

เมื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันจนพอใจก็ถึงเวลาที่เราจะต้องบอกราตรีสวัสดิ์สำหรับค่ำคืนนี้

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตื่นมาพร้อมกับความสดใส สูดรับบรรยากาศดีๆ ยามเช้า ให้เต็มปอด อย่างที่หาไม่ได้ในเมืองหลวง


แปลงผักนี้ คือสถานที่ในภารกิจสำหรับอาหารเช้าของผม

การเก็บมะเขือเทศ คือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อใช้นำไปแต่งหน้าพิซซ่าในมื้อเช้านี้

มีพริกด้วย แต่ไม่ได้เก็บนะ

มะเขือเทศเล็กๆ น่ารักมาก พี่กุ้งบอกว่ามันเป็นมะเขือเทศจากญี่ปุ่นไม่รู้สายพันธุ์เหมือนกัน


ระหว่างที่เราไปเก็บมะเขือเทศ พี่กุ้งก็ได้เตรียมวัตถุดิบ สำหรับทำพิซซ่าไว้ให้เรียบร้อย

ในที่สุดก็ได้ทำพิซซ่าสมใจอยากสักที

ดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ มันก็ง่ายนั่นแหละ เหมือนออกกำลังกายยามเช้า

เมื่อได้แป้งพิซซ่า ก็ถึงเวลาแห่งการเนรมิตหน้าพิซซ่าเริ่มต้นด้วยการลงซอสพิซซ่า

ตามด้วยท๊อปปิ้ง

ปิดท้ายด้วยชีสสสสสสสสสสสสส !!!

เห็นคนอื่นเขาเข้าเตาถ่านกันจริงๆ แต่เช้านี้พี่กุ้งบอกขอเข้าเตาไฟฟ้าแล้วกัน แต่ก็ขอถ่ายกับเตาถ่านเป็นพร๊อพหน่อย

15 นาทีผ่านไป ก็ได้พิซซ่าที่แสนอร่อยพร้อมรับประทาน

เห็นมะเขือเทศที่เราเก็บเมื่อเช้ามั้ย มันอยู่บนหน้าพิซซ่าแล้ว

หั่น 8 ชิ้น กินกันสองคนคิดว่ากินหมดมั้ย สรุปคือ หมดดดดดดด !!!

เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว ก็ถึงเวลาต้องบอกลา ไปลามาไหว้ ก่อนกลับก็ต้องเดินไปหาเอสตรา กับไลลา บอกลาเขาสักหน่อยว่าเราจะกลับแล้ว เปิด Google Translate แล้วเดินมาพร้อมประโยคที่ว่า

" I will to go home. Wish you happiness in thailand. Hope to see you again. "
และจบด้วยคำว่า " สวัสดีครับ " ถูกหรือผิดก็ไม่รู้แหละ แต่สัมผัสได้ว่าเขาเข้าใจที่เราต้องการจะสื่อสารออกไปแค่นั้นพอ

2 วัน 1 คืน ที่เต็มไปด้วยข้อคิดมุมมองอะไรหลายๆ อย่างของคนที่มีอุดมการณ์ที่ดีต่อธรรมชาติ โดยที่ไม่ได้ไปบังคับใครให้ทำตาม แต่พี่กุ้ง และพี่เกล้า มีจิตใจที่แน่วแน่ในการที่จะเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน แล้วคนอื่นๆ จะค่อยๆ ซึมซับพลังบวกเหล่านี้ไปเอง

และนี่ก็คือทั้งหมดทั้งมวล ของ Machill Home Farm Stay


เว็บไซต์ : www.machillhome.com
Fan Page : www.facebook.com/machillhome
GPS : https://goo.gl/maps/xBQ6W1BEKNqY6kSg7


ความคิดเห็น