อิ่มบุญ อิ่มสุข นครพนม - มุกดาหาร 3 วัน 2 คืน รีวิวโดย ฉันจะไป : I Will Go

เมื่อไหร่ที่เรามีความฝัน เราก็ต้องพยายามทำมันให้สำเร็จ และการได้เดินทางไปยังดินแดนแห่งพุทธศาสนาอย่างจังหวัดนครพนม  เพื่อไปกราบ "องค์พระธาตุพนม" สักครั้งหนึ่งในชีวิตยังคงเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในความคิดครั้งแล้วครั้งเล่ามาตลอด 2 ปี  ตั้งแต่ที่ได้เริ่มไปกราบพระธาตุลำปางหลวง เมื่อปี 2561 และ

อิ่มบุญ อิ่มสุข นครพนม - มุกดาหาร 3 วัน 2 คืน

อิ่มบุญ อิ่มสุข นครพนม - มุกดาหาร 3 วัน 2 คืน

 วันพฤหัสที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 เวลา 22.31 น.

 วันที่เดินทาง 13 พ.ย. 2563

เมื่อไหร่ที่เรามีความฝัน เราก็ต้องพยายามทำมันให้สำเร็จ และการได้เดินทางไปยังดินแดนแห่งพุทธศาสนาอย่างจังหวัดนครพนม 

เพื่อไปกราบ "องค์พระธาตุพนม" สักครั้งหนึ่งในชีวิตยังคงเป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในความคิดครั้งแล้วครั้งเล่ามาตลอด 2 ปี 

ตั้งแต่ที่ได้เริ่มไปกราบพระธาตุลำปางหลวง เมื่อปี 2561 และพระธาตุหริภุญไชย กับพระธาตุดอยสุเทพ เมื่อต้นปี 2563 ที่ผ่านมานี้  จริง ๆ แล้วมันต้องเป็นทริปของปี 2562 นั่นแหละ แต่ก็ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง

และในเมื่อผมได้ไปกราบพระธาตุสำคัญที่อื่น ๆ มาแล้ว มันคงจะสมบูรณ์ไปกว่านี้ไม่ได้ 
หากยังไม่ได้มากราบ “ พระธาตุพนม ” ที่ประเทศไทยกำลังพยายามผลักดันให้เป็นมรดกโลกอยู่

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหารนั้น อยู่ในแพลนเพราะความอยากมาส่วนตัวล้วน ๆ  
เพราะไม่รู้ว่าจะมีโอกาสในมาเที่ยวมุกดาหารแบบจริงๆ จัง ๆ เมื่อไหร่

และเรื่องราวการเดินทางตลอด 3 วัน 2 คืน ในทริปนี้ของผมทั้งหมด  ก็จะเต็มไปด้วยเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา และประวัติศาสตร์

*** หากใครไม่ชอบสไตล์นี้แนะนำให้ผ่านได้เลย ผมไม่อยากเห็นความคิดเห็นที่บั่นทอนจิตใจ เพราะทั้งหมดนี้คือ ความเชื่อส่วนบุคคล ***

เป้าหมายหลัก ๆ ของทริปนี้คือ 

- พญาศรีมุกดา ฯ และ พญาศรีภุชงค์ ฯ : จ. มุกดาหาร
- ไหว้พระธาตุทั้ง 8 วัน : จ. นครพนม
- สัมผัสบรรยากาศริมฝั่งโขง และผู้คนในจังหวัดนครพนม

แพลนการเดินทางคร่าว ๆ ตลอด 3 วัน 2 คืน มีดังนี้

Day 1 : เที่ยว มุกดาหาร 2 แห่ง และตระเวนไหว้พระธาตุ ใกล้ ๆ อ. ธาตุพนม
             ค้าง 1 คืน ที่ อ. ธาตุพนม

Day 2 : ตระเวนไหว้พระธาตุที่เหลือบริเวณรอบนอก และเที่ยวในตัวเมือง นครพนม
             ค้าง 1 คืนในตัวเมือง

Day 3 : เก็บตกสถานที่ที่เหลือรอเวลากลับบ้าน


“ปฐมบท”

การเดินทางในครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นที่ “สถานีขนส่งหมอชิต” มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครพนม ด้วยรถทัวร์ของบริษัทนครชัยแอร์ Gold Class ในราคา 630 บาท ส่วนตัวคิดว่าน่าจะเป็นการเดินทางที่ดีที่สุด เพราะระยะเวลาในการเดินทางนั้น 11 - 12 ชั่วโมง จาก กทม. เวลา 20.30 น. ผมเดินทางมาถึงยังสถานีขนส่งนครพนม เวลา 07.30 น. (11 ชั่วโมง)

และภารกิจต่อมาของก็คือ การโทรหาบริษัทรถเช่าที่ผมจะใช้เป็นพาหนะหลักในทริปนี้เกือบทั้งหมดเลยทีเดียว และไม่นานพี่เจ้าของก็ขับรถมารับเพื่อไปทำสัญญาต่าง ๆ ที่บริษัทซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากขนส่ง

*** ข้อมูลรถเช่า " นครโคราช รถเช่า " ***
เริ่มต้น 800 บาท https://nakhonkoratcarrent.com/cars_list

เมื่อรถพร้อมแต่ร่างกายยังไม่พร้อม ก็เลยเข้าไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยว และปากหม้อญวนข้าง ๆ ร้านเช่ารถ

“ติดเครื่องลุย” | เวลา 08.00 น.

หลังจากที่ทุกอย่างพร้อม ก็เริ่มปักหมุดกันที่จุดหมายแรก นั่นก็คือ “ วัดป่าภูมโนรมย์ ” ที่มี “ องค์พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช ” ที่เป็นแลนด์มาร์กที่โด่งดังของจังหวัดมุกดาหาร

*** หากยังไม่ได้ทำภารกิจส่วนตัว ระหว่างทางก็อย่าลืมแวะปั๊มน้ำมัน ล้างหน้า แปรงฟัน และเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยล่ะ ***


“วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ และ พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช ” | เวลา 10.00 น.

117 กิโลเมตร กับเวลา 2 ชั่วโมง ผมได้เดินทางมาถึงยังวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งการจะขึ้นไปยัง “พระเจ้าใหญ่แก้วมุกดาศรีไตรรัตน์” และ พญาศรีมุกดาฯ นั้น จะต้องจอดรถไว้ลานจอดรถด้านล่าง และนั่งรถสองแถวที่ทางวัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งก็จะมีค่าบริการแต่ว่า… ค่าบริการนั้นคือให้เราทำบุญตามกำลังศรัทธา นี่เป็นสิ่งที่ผมประทับใจมาก ๆ

นั่งรถขึ้นมาเพียงแค่กลืนน้ำลายหนึ่งอึกก็ถึงแล้ว และที่คุณมองเห็นอยู่ไกล ๆ ด้านซ้ายนั้น
ก็คือตัวเมืองมุกดาหาร และอีกฝั่งของแม่น้ำโขงก็คือประเทศลาวนั่นเอง

และเมื่อหันหลังมาคุณก็จะพบกับ “ พระเจ้าใหญ่แก้วมุกดาศรีไตรรัตน์ ” ซึ่งเดี๋ยวเราจะขึ้นไปบนนั้นกัน

และด้านซ้ายก็คือทางที่จะเดินไปยัง “ พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช ” แต่ยังไม่ได้ไปบอกไว้ก่อน 555

ก่อนจะไปยังองค์พระใหญ่นั้นก็ต้องเดินขึ้นไปไหว้พระที่ตรงนี้กันก่อน ซึ่งก็สำคัญไม่แพ้กัน

ตรงนี้ก็จะมี “พระอังคารเพ็ญ” และรอยพระพุทธบาท ซึ่งก็เป็นที่มาที่ไปของชื่อวัดที่นี่แหละ และเราจะเดินไปยังด้านขวาเพื่อไปยังองค์พระใหญ่กัน

มองจากระยะไกลว่าใหญ่แล้ว พอมาใกล้ ๆ ยิ่งดูใหญ่กว่าที่คิดเยอะเลย
และการจะขึ้นไปบนนั้นต้องเดินขึ้นบันไดไปประมาณ 3 ชั้น ใช่หรือป่าวไม่รู้จำไมได้ อิอิ

และก็มาถึงแล้วยังด้านบน “ พระเจ้าใหญ่แก้วมุกดาศรีไตรรัตน์ ” บอกได้คำเดียวว่าใหญ่มว๊ากกกกกกกกก

และไฮไลท์อีกหนึ่งจุดของที่นี่ที่เรากำลังจะไปต่อนั้นก็คือ “ พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช ” ที่เห็นอยู่ไกล ๆ นั้น มองจากตรงนี้ลงไปดูเล็กไปเลย เดี๋ยวเราไปดูใกล้ ๆ กัน

ด้วยความที่มีต้นไม้รายล้อมอยู่รอบตัว มันบรรยากาศของเส้นทางที่จะเดินไปนั้นได้อารมณ์สุด ๆ เลย

และก่อนจะถึงองค์พญานาคนาคนั้นได้เจอกับ “พญาเต่าหิน” ที่มองไปแล้วมันดูคล้ายกระดองเต่าจริง ๆ เป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่แปลกจริง ๆ

และช่วงเวลาที่ผมรอคอยก็มาถึง “ พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช ”
ด้วยความยาว 122 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.50 เมตร สูงประมาณ 20 เมตร ช่างใหญ่โตสมคำร่ำลือจริง ๆ โดยคุณสามารถเดินลอดท้องทั้ง 7 ช่องเพื่อเป็นสิริมงคลได้ด้วย หลังจากนี้ขอให้ภาพบรรยายแทนแล้วกัน

ใช้เวลาอยู่ตรงนี้ไปประมาณ 2 ชั่วโมงเห็นจะได้ เกินคาดกว่าที่วางแพลนเอาไว้เสียอีก


“พญาศรีภุชงค์มุกดานาคราช” | เวลา 13.30 น.

จากวัดป่าภูมโนรมย์ ย้อนกลับมาทางเข้าจังหวัดนครพนม ประมาณ 37 กิโลเมตร ผมก็จะพามาถึงยังอีกหนึ่งจุดแลนด์มาร์กอีกหนึ่งแห่งของจังหวัดมุกดาหาร นั่นก็คือ “พญาศรีภุชงค์มุกดานาคราช” พญานาคสีขาวที่ตั้งอยู่บริเวณแก่งกะเบา ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถือเป็นพญานาคที่ประดับหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยความสูง 11 เมตร ยาว 51 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.50 เมตร ซึ่งที่นี่ก็สามารถเดินลอดท้องพญานาคเพื่อเป็นสิริมงคลได้เช่นกัน

และที่สำคัญอีกหนึ่งเรื่องก็คือ บริเวณแก่งกะเบาตรงนี้เอง มีร้านอาหารเด็ด ๆ หลายร้าน และเมนูที่เลื่องชื่อลือชาก็คือ “หมูหัน” จากที่มีคนแนะนำมาก็อยากให้ไปลองร้านหมูหันศิริชัย ถ้าหากคุณมีงบเพียงพอ แต่สำหรับทริปนี้ผมงบไม่พอเลยอดรีวิวให้ดู


“ พระธาตุศรีคุณ (อังคาร) ” | เวลา 14.50 น.

จากแก่งกะเบามุ่งหน้ามายัง อ. นาแก ประมาณ 39 กม. เดินทางประมาณ 45 นาที
ก็ได้มาถึงยัง “ พระธาตุศรีคุณ ” พระธาตุประจำวันเกิดของคนเกิดวันอังคาร ภายในบรรจุอัฐิของ พระอรหันต์ คือ พระโมคัลลานะ พระสาลีบุตร และพระกัจจายะนะ ซึ่งนำมาจากประเทศอินเดียว เมื่อปี พ.ศ. 2490

เชื่อกันว่าหากใครได้มาสักการะ จะได้รับอานิสงส์ให้มีศักดิ์ศรีทวีคูณ และเสริมพลังนักสู้ให้มีจิตใจเข้มแข็ง


“ พระธาตุเรณูนคร (จันทร์) ” | เวลา 15.40 น.

เดินทางต่อมาอีก 27 กม. กับเวลาประมาณ 30 นาที ก็ได้มาถึงยัง “ พระธาตุเรณูนคร ” อ. เรณูนคร ที่เป็นเมืองที่น่าค้นหามาก ๆ โดยเฉพาะขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นของชาวภูไท 

สำหรับ “ พระธาตุเรณูนคร ” เป็นพระธาตุประจำวันเกิดของคนเกิดวันจันทร์ ภายในบรรจุพระไตรปิฎก พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน เพชรนิลจินดา หน่องา เครื่องกกุธภัณฑ์ของพระยาและเจ้าเมือง รวมถึงสิ่งของอื่นๆ ที่ชาวบ้านบริจาค

เชื่อว่าหากผู้ใดได้มาสักการะจะได้รับอาณิสงส์ให้มีวรรณะงดงามผุดผ่องดังแสงจันทร์

นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปที่สำคัญ คือ “พระองค์แสน” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำศิลปะแบบลาว และถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอเรณูนคร


“ พระธาตุมรุกขนคร (พุธกลางคืน) ”  | เวลา 16.20 น.

จากเรณูนคร กลับเข้ามาใกล้ ๆ อ. ธาตุพนม  16 กม. ก็มาถึงยังพระธาตุประจำวันเกิดของผมเอง อย่าง “ พระธาตุมรุกขนคร ” ที่นี่เป็นพระธาตุประจำวันเกิดของคนที่เกิดวันพุธ (กลางคืน) หรือหลังหกโมงเย็นนั่นแหละ เชื่อกันว่าหากใครได้มากราบไหว้ จะได้รับอานิสงส์ให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง

พระธาตุนี้ถือเป้นพระธาตุบริวารของพระธาตุพนมที่อายุน้อยที่สุด โดยสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2536 แต่วัดมรุกขนครนี้มีอายุเกือบสามร้อยปีเลยทีเดียว ด้านบนบรรจุพระสารีริกธาตุที่ได้จากการค้นพบซากปรักหักพังของพระธาตุในอดีต พร้อมทั้งแก้ว แหวนเงินทอง

ด้านในนี้ล้วนมีแต่สีทองอร่ามไปหมดเลย และสามารถนั่งสวดมนต์ เจริญภาวนาในห้องโถงนี้ได้อีกด้วย


“ พระธาตุพนม (อาทิตย์ และปีวอก) ”  | เวลา 17.00 น.

และช่วงเวลาที่ผมรอคอยมาเนิ่นนาน กับความฝันของผมที่ได้กล่าวไปตอนต้นก็กำลังสมหวัง นั่นก็คือการได้มาสักการะ “ พระธาตุพนม ” สักครั้งหนึ่งในชีวิต พอได้มายืนอยู่ ณ ตรงนี้ช่างเป็นอะไรที่วิเศษมาก ๆ มันช่างยิ่งใหญ่  และสวยงามมาก ๆ เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายได้จริง ๆ

สำหรับ “พระธาตุพนม” เป็นพระธาตุของคนที่เกิดวันอาทิตย์ และปีวอก เชื่อกันว่าหากใครได้มานมัสการครบทั้ง 7 คร้งจะถือว่าเป็น “ลูกพระธาตุ” อานิสงส์ที่จะได้รับคือบุญบารมี มีคนเคารพนับถือ ชีวิตดี เจริญรุ่งเรือง

ภายในบรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนพระอุระ หรือหน้า) หากวัดความสูงจากพื้นดินแล้วองค์พระธาตุนี้สูงถึง 53 เมตร และฉัตรทองคำอีก 4 เมตร รวมเป็น 57 เมตร เลยทีเดียว

แม้ในยามค่ำคืน พระธาตุพนมแห่งนี้ก็ยังคงงดงาม

และด้วยความที่ยังไม่พอใจในการถ่ายรูปบันทึกความทรงจำในการมาเยือนพระธาตุพนม ด้วยความบ้าตอนเช้าผมก็กลับไปอีกครั้ง และนำบรรยากาศยามเช้ามาให้ทุกคนได้ชมกัน

ส่วนตรงนี้เป็นที่ตั้งของสถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิม


“ พระธาตุมหาชัย (พุธ) ” | เวลา 10.25 น.
หลังจากที่ไปพระธาตุพนมอีกรอบ และกลับมาเช็คเอาท์ออกจากที่พักแล้ว ประมาณ 9 โมงก็เริ่มเดินทางออกจาก อ. ธาตุพนม มุ่งหน้ามาประมาณ 54 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. ก็มาถึงยัง “วัดธาตุมหาชัย” เพื่อมาสักการะองค์ “พระธาตุมหาชัย” ซึ่งเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของคนที่เกิดวันพุธกลางวัน โดยเชื่อกันว่าหากใครได้มากราบพระธาตุองค์นี้จะส่งผลให้ประสบแต่ชัยชนะในชีวิต เสริมบารมี ค้าขายคล่อง พูดจามีคนเชื่อถือ

ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และอัฐิพระอรหันต์​ของพระอัญญาโกณฑัญญะ พระสารีบุตร และพระอนุรุทธเถระ

นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์พระสุนทรธรรมากร ที่มีหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่คำพันธ์ประดิษฐานอยู่ในนั้น และบนผนังรอบด้านยังมีลวดลายไม้แกะสลักที่สวยงามอีกด้วย


“ พระธาตุประสิทธิ์ (พฤหัสบดี) ” | เวลา 12.12 น.
จากวัดที่แล้วผมได้เดินทางต่อมีอีกเกือบ 60 กม. ใช้เวลาเดินทางก็เกือบชั่วโมงเลยทีเดียว ก็ได้มาถึงยัง “ วัดพระธาตุประสิทธิ์ อ. นาหว้า ” ที่เป็นที่ตั้งของ “พระธาตุประสิทธิ์” ซึ่งเป็นพระธาตุประวันเกิดของคนที่เกิดวันพฤหัสบดี โดยเชื่อกันว่าหากใครได้มากราบจะทำให้ประสบผลสำเร็จในหน้าที่ การงาน จึงทำให้มักมีคนนิยมมากขอเรื่องงานกัน

ภายในองค์พระธาตุประสิทธิ์นั้นบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และอรหันต์ธาตุรวม พระองค์ อีกทั้งยังมีดินจากสังเวชนียะสถาน ๔ แห่งคือ ที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงพระธรรมจักร และปรินิพพานอีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งพระธาตุที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองนครพนมมายาวนาน

ใกล้กันมีอาคารเก่าที่ด้านในมีจิตรกรรมฝาผนังที่วาดเป็นพระอรหันต์อยู่หลาย ๆ องค์เลย ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาเห็นจิตรกรรมฝาผนังแบบนี้


“ พระธาตุท่าอุเทน (ศุกร์) ” | เวลา 13.42 น.
1 ชั่วโมง กับอัก 68 กม. จากอำเภอ นาหว้า สู่อำเภอ ท่าอุเทน เป็นการเดินทางที่ทรหดมาก ๆ และนี่ก็จะเป็นสถานที่ที่ 3 ของวันนี้นั่นคือ “ วัดท่าอุเทน ” และที่เห็นอยู่นี้ก็คือ “ พระธาตุท่าอุเทน ” ซึ่งเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันศุกร์ โดยเชื่อกันว่าหากผู้ใดได้มากราบไหว้จะส่งผลให้ชีวิตรุ่งโรจน์ดุจดังพระอาทิตย์ขึ้น
ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้อัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้ง รวมทั้งของมีค่า และพระพุทธรูปต่าง ๆ พระธาตุอุเทนนี้ เป็นการจำลองแบบมาจากพระธาตุพนม แต่มีขนาดเล็กกว่า และสูงกว่าพระธาตุพนม

ด้านในนี้เขาห้ามไม่ให้สุภาพสตรีเข้าไป ผมก็ตอบไม่ได้ว่าในห่อนี้คืออะไร ใครรู้ก็บอกผมหน่อยนะ

หลักจารึกนี้คือการบอกเล่าถึงประวัติของพระธาตุอุเทนแห่งนี้

ส่วนนี่คือตัวอะไรก็ไม่รู้


“ สะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 3 ” | เวลา 15.00 น.
เดินทางต่อมาไม่ไกลกันมานักประมาณ 22 กม. ผมได้เดินทางมาถึงยังแลนด์มาร์กอีกหนึ่งแห่งของนครพนม นั่นก็คือ “ สะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 3 ” ที่เป็นที่นิยมของนักถ่ายภาพมากมายที่จะมาถ่ายวิวบนสะพานแห่งนี้ แต่ว่าผมไม่รู้ไปยังไง แต่ตามที่อ่าน ๆ มาเขาบอกให้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ และเข้าไปถ่ายรูปได้ แต่ด้วยเวลาที่กระชั้นชิดผมก็เลยลงมาถ่ายรูปที่จุดชมวิวตรงนี้แทน
แต่ขนาดยืนอยู่ตรงนี้ก็ยังมองว่าวิวสวยเลย ด้วยความที่มีภูเขาเป็นอย่างหลังบวกกับสะพานที่มีการตกแต่งอย่างสวยงาม ถ้ามีโอกาสอีกคราวหน้าต้องมาแก้ตัวหน่อยแล้ว


“ วัดนักบุญอันนา ” | เวลา 15.30 น.
ขับเลยจากสะพานมิตรภาพไทย - ลาว มาอีก 11 กม. เราก็ได้มาถึงยัง “ วัดนักบุญอันนา ” ที่จัดได้ว่าเป็นจุดที่ใครหลายต่อหลายคนมักจะแวะเวียนมาถ่ายรูปกับโบสถ์ที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามนี้อยู่บ่อยครั้ง ถึงตอนนี้แล้วเราก็ได้อยู่ในตัวเมืองนครพนมเป็นที่เรียบร้อย หลังจากนี้จะเป็นการเที่ยวในตัวเมืองนครพนมแล้วล่ะ


“ บ้านลุงโฮจิมินห์ ” | เวลา 16.10 น.
ขับรถอ้อมออกมาอีก 7 กิโลกว่าๆ ก็มาถึงยังสถานที่ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์นั่นก็คือ “ บ้านลุงโฮจิมินห์ ” ข้อควรระวังคือบริเวณใกล้ๆ กัน ยังมีพิพิธภัณฑ์ประธานโฮจิมินห์ และอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ ซึ่งทั้งสองที่นี่เป็นของรัฐบาลเวียดนามที่ได้มาสร้างไว้

ส่วนบ้านลุงโฮตรงนี้เป็นพื้นที่ดั้งเดิมที่ประธานโฮจิมินห์เคยอยู่ และปัจจุบันนี้ได้ดูแลโดยลูกหลานของท่าน สำหรับค่าบริการที่นี่ไม่มีค่าบริการ แต่จะมีเป็นกล่องให้บริจาคตามความพอใจแทน
สำหรับ 2 สถานที่ที่กล่าวไปก่อนหน้านั้นยังไม่ได้ไปในวันนี้ก็ด้วยพอไปเห็นพิพิธภัณฑ์ปิดแล้ว ก็เลยวนรถกลับทันที ซึ่งก็ยังไม่ได้ลองไปดูอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ จริงๆ หากใครมาถึงตรงนี้ก็ลองขับไปดูอาจจะยังไม่ปิด เพราะเป็นสถานที่ที่คนนิยมมากว่าพิพิธภัณฑ์ประธานโฮจิมินห์


“ ถนนคนเดินนครพนม ” | เวลา 17.30 น.
หลังจากเก็บของเข้าที่พักเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่จะสัมผัสบรรยากาศยามเย็นริมฝั่งโขง ถ้าตามแผนที่เราตั้งใจไว้ตอนแรกคือ การนั่งเรือชมวิวแม่น้ำโขง แต่ว่าเราไม่สามารถไปให้ทันเรือในรอบ 17.00 น. ได้ทำให้เราต้องพลาดกิจกรรมนี้ไป ซึ่งหากใครมาทันเวลาก็แนะนำเลยครับ คนละ 50 บาท เท่านั้น เป็นเรือของเทศบาล


“ พญาศรีสัตตนาคราช ”
หลังจากเดินทะลุถนนคนเดินออกมาก็ได้มาถึงยังสถานที่สำคัญ และเป็นแลนด์มาร์กหลักของตัวเมืองนครพนมเลยก็ว่าได้อย่าง “ พญาศรีสัตตนาคาราช ” พญานาคทองเหลือง 7 เศียร กว้าง 6 เมตร และมีความสูงรวมฐาน 15 เมตร เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ผู้คนนิยมมาขอโชคขอลาภกันอย่างไม่ขาดสายเลยทีเดียว พญานาคกับภาคอีสานช่างเป็นอะไรที่คู่กันจริง ๆ
และที่สำคัญร้านขายลอตเตอรี่เยอะมากกกกกกกกก

โรงแรมแลนด์มาร์ก โรงแรมที่ทำเลดี และวิวสวยแห่งหนึ่งของจังหวัดนครพนม

และวันที่สองอันแสนเหนื่อยล้าของผมก็กำลังจะจบลง สำหรับวันพรุ่งนี้วันสุดท้ายที่จะได้เที่ยวในจังหวัดนครพนม ซึ่งผมจะไม่มีรถยนต์ใช้แล้ว แผนการเดินทางวันนี้ถ้าไม่ ปั่นจักรยาน เดิน ก็คงต้องนั่งสามล้อเครื่อง
และการเช่ารถยนต์ 2 วันของผมกับค่าน้ำมันอีก 600 บาท ถือว่าคุ้มมากกับการเดินทาง 400 กว่ากิโล เป็นหนึ่งทางเลือกที่ดีเลยทีเดียวหากใครจะมาเที่ยวนครพน


“ วันที่สาม ใน นครพนม ”
หลังจากที่ร้านเช่ารถยนต์ส่งคนมาเอารถคืนตั้งแต่ 8 โมง หลังจากนี้ผมเลือกที่จะเดินไปเรื่อยๆ จนถึง “ พระธาตุนคร ” พระธาตุแห่งสุดท้ายของทริปนี้ แต่ถ้าเจอรถสามล้อผ่านก็คงจะเรียกให้ไปส่งที่วัดเลย และเส้นทางที่ผมใช้เดินนั้นคือริมฝั่งโขงเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตยามเช้า และเก็บตกสถานที่บางแห่ง


“ หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ ”
และก็เดินมาจนถึงหอนาฬิกาที่สร้างโดยชาวเวียดนามเพื่อเป็นที่ระลึกถึงมิตรไมตรีที่คนไทยมีต่อชาวเวียดนาม ก่อนที่ชาวเวียดนามจะย้ายกลับเวียดนามตามท่านโฮจิมินห์ไป


“ บันไดพญานาค ”
บันไดนี้คือ “ บันไดพญานาคคู่ ” โดยเชื่อกันว่าหากคู่ใดพากันเดินลงบันไดนี้จะทำให้ความรักของคู่นั้นเป็นนิรันดร์


“ วัดโอกาส ”
เยื้องตรงกันข้ามกับบนไดพญานาค เราจะไปต่อกันที่ “วัดโอกาส” ที่พึ่งได้ข้อมูลมาสด ๆ ร้อน ๆ จากใบปลิวที่โรงแรม ซึ่งเป็นวัดที่มีความสำคัญกับจังหวัดนครพนมมาก เพราะถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ และมีพระพุทธรูปแฝดที่ศักดิ์สิทธิ์อย่าง “ พระติ้ว และพระเทียม ” หากใครผ่านมาก็อย่าลืมแวะเวียนมาสักการะกันด้วยนะ


“ พญาศรีสัตตนาคราช รอบที่ 2 ”
เดินมาเลาะต่อมาเรื่อย ๆ ก็ได้เดินมาถึงพญาศรีสัตตนาคราช และก็ไม่พลาดอีกเช่นเคยที่ผมจะถ่ายรูป “ พญาศรีสัตตนาคราช ” เป็นครั้งที่ 2 ถ้ายังจำกันได้เมื่อคืนผมพึ่งจะมาที่ตรงนี้ แต่ก็ด้วยความตั้งใจของผมเองแหละ ที่อยากได้รูปองค์พญานาคนี้ในยามเช้า แต่ครั้งนี้มันต่างจากเมื่อวานตรงที่มีน้ำพุพ่นออกมาจากปากของพญานาค


“ พระธาตุนคร (เสาร์) ”
หลังจากเต็มอิ่มกับองค์พญาศรีสัตตนาคราช และเดินลัดเลาะหาของกินยามเช้าที่ร้านพรเทพ แต่คนเยอะจนไม่มีที่นั่งก็เลยเดินต่อมาเรื่อยๆ จนเจอสามล้อเครื่องก็เลยนั่งมาจนถึง “ วัดมหาธาตุ ” จริงๆ เดินมาอีกนิดก็ถึงแล้วแหละ แต่ก็ด้วยความขี้เกียจของผมเอง 555
สำหรับ “ วัดมหาธาตุ ” นี้เป็นที่ตั้งของ “ พระธาตุนคร ” ที่เป็นพระธาตุแห่งสุดท้ายในทริปนี้ของผม พระธาตุนครนี้เป็นพระธาตุประจำวันเกิดของคนที่เกิดวันเสาร์ เชื่อกันว่าหากใครได้มาสักการะพระธาตุแห่งนี้ จะส่งผลให้มีบุญวาสนา เป็นเจ้าคนนายคนเลยทีเดียว

ภายในองค์พรธาตุบรรจุพระอรหันตสารีริกธาตุพร้อมกับองค์พระพุทธรูปทองคำและเงินบรรจุผอบไม้จันทร์แดงที่ได้มาจากพระธาตุเจดีย์องค์เดิมนั้นเอง
ข้อมูลจากเพิ่มเติมจาก : http://www.thatphanomriverviewhotel.com

เดินเข้ามาภายในอุโบสถนี้สงบมาก ๆ

และด้วยความที่เป็นพระธาตุประจำวันเสาร์ก็ไม่แปลกที่จะมี พระนาคปรก ซึ่งทั้งพระ และองค์พญานาคที่เฝ้าอยู่สวยงามมาก

“ ผู้ใหญ่ใจดีพาเที่ยว ”
และมาถึงตรงนี้ผมก็ไม่ต้องเดินทางเองอีกต่อไป เพราะมีผู้ใหญ่ใจดีที่รู้จักกันทำงานอยู่ที่นครพนม อาสาพาผมเที่ยวสถานที่อื่น ๆ ที่ผมยังไม่ได้ไป
สำหรับใครที่ไม่ได้โชคดีเหมือนผม ตัวเลือกในการเดินทางก็ยังมีให้เลือกอย่าง การนั่งสามล้อเครื่อง หรือจะปั่นจักรยาน หรือใครจะเช่ามอเตอร์ไซค์ก็ยังได้

“ พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า) ”
และสถานที่ต่อมาของผมก็คือ “ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ” สำหรับอาคารหลังนี้ถูกสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2457 ซึ่งมีความสวยงามตามแบบฉบับศิลปะโคโลเนียลแบบตะวันตก เพราะได้อิทพลในการสร้างจากฝรั่งเศสช่วงสงครามอินโดจีน แม้ว่าอาคารจะเก่าแต่ก็ยังคงความสวยงามได้มาจนทุกวันนี้

และอาคารหลังนี้เคยถูกใช้เป็นที่ประทับแรมของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2518 เพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทอดพระเนตรงานประเพณีไหลเรือไฟ อีกด้วย

ด้านหลังอาคารก็จะเป็นนิทรรศการประเพณีไหลเรือไฟ และนี่เป็นครั้งแรกของผมที่ได้มาเห็นโครงสร้างของเรือไฟจริง ๆ ผิดจากที่เคยเข้าใจมาโดยตลอด หากมีโอกาสก็ยากลองมาชมสักครั้ง


“ 76a The Space ”
เที่ยวมาเหนื่อย ๆ ก็ขอแวะนั่งกินขนม และน้ำกันสักหน่อยที่ “ 76a The Space ” ที่นำอาคารเก่ามารีโนเวทใหม่จนเป็นคาเฟ่ ว่ากันว่ามีมุมถ่ายรูปย้อนยุคเก๋ ๆ เยอะเลย แม้ราคาขนมและเครื่องดื่มจะแอบแพงไปนิด แต่ก็คุ้มค่าหากจะมาถ่ายรูป มีทั้งที่นั่ง indoor และ outdoor


“ เป๋นปลาเป็น ”
ขับรถเลยจากที่ที่แล้วมาอีกนิด จะไม่โม้ให้ฟังก็คงไม่ได้ เพราะ อาหารร้านนี้เขาเด็ดจริง การันตีด้วยจำนวนคนที่เต็มร้านแม้ว่าจะพึ่งบ่ายแก่ ๆ แม้ว่ารูปจะน้อยไปหน่อย แต่บอกได้เลยเมนูปลาแม่น้ำโขงทุกเมนูคือที่สุดแล้ว ถ้าไม่ได้มาลอง ปลาคังเนื้อเด้ง ๆ หนา ๆ คงจะกลับไปคุยกับใครไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ค่าโฆษณาใด ๆ อยากให้ทุกคนได้มาลองแล้วจะไม่ผิดหวัง

ไก่ทอดก็เด็ดไม่แพ้กัน กินให้เลอะโต๊ะกันไปข้างนึงเลย


“ อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ ”
และก็มาถึงสถานที่สุดท้ายของทริปนี้ นั่นก็คือ “ อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ ” อย่างที่เคยบอกไปก่อนหน้านี้ว่าที่ตรงนี้สร้างโดยเงินจากรัฐบาลเวียดนาม เพื่อสร้างเป็นเกียรติประวัติแก่ประธานโฮจิมินห์ ที่เคยกู้เอกราชสำเร็จ สำหรับค่าเข้าชมนั้นก็แล้วแต่เราจะบริจาคเลย
ด้านในนี้จะเป็นรูปปั้นของประธานโฮจิมินห์ ให้ประชาชนได้เข้ามาคารวะรำลึก

และการเดินทางของผมก็ได้มาถึงจุดสิ้นสุด และไปเตรียมขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ ตอน 16.30 น. ถึงก็ราวๆ ตี 4

ตลอด 3 วัน 2 คืน มานี้กับการเที่ยวมุกดาหาร และนครพนม เป็นการเดินทางที่โหดพอสมควร เพราะเวลาที่เสียไปส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทาง สำหรับใครที่ไม่คิดจะไหว้พระธาตุครบทั้ง 8 วัน ก็เลือกเอาเฉพาะที่เป็นวันเกิดของเราก็ได้ จะดีกว่าและไม่เหนื่อยล้ากับการเดินทางมากเกินไป

แม้ว่าจะเหนื่อย แต่ก็คุ้มค่าที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ไหว้พระธาตุครบทั้ง 8 วัน และโดยเฉพาะพระธาตุพนม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ สุดท้ายแล้วชีวิตของเราจะดีหรือร้ายก็ขึ้นอยู่กับเรา อย่ามัวแต่รอคอยบุญวาสนา ขอให้คนที่กำลังท้อแท้ หรือหมดหวังจงสู้ต่อไป อย่าท้อถอยตราบใดที่ดวงอาทิตย์ยังขึ้นใหม่ซ้ำ ๆ อยู่ทุกวัน

ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ แล้วพบกันใหม่ในทริปหน้า
หากข้อมูลใดผิดพลาดต้องขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผมได้เลยครับ

สวัสดีครับ _/\_

ความคิดเห็น