ทีละก้าว สู่ขอบฟ้า ตอนที่ 16 ขอบฟ้าบรรจบขอบฝัน รีวิวโดย กระทิงเปลี่ยวเที่ยวรอบโลก

ทะเลสาบนัมต๊อก ณ จุดที่ขอบฟ้าบรรจบขอบฝัน เรากลับมาพักที่ Yak Hotel ในเมืองลาซาอีกครั้ง หลังจากผ่านไป 4 วัน แต่ครั้งนี้ดีขึ้นตรงที่ได้ห้องพักชั้นล่าง ไม่ต้องเดินขึ้นลงบันไดไปยังห้องพักชั้น 4 เหมือนที่ผ่านมา วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในแผ่นดินทิเบตแบบเต็มๆวัน เรามีโปรแกรมที่จะเดินท

ทีละก้าว สู่ขอบฟ้า ตอนที่ 16 ขอบฟ้าบรรจบขอบฝัน

ทีละก้าว สู่ขอบฟ้า ตอนที่ 16 ขอบฟ้าบรรจบขอบฝัน

 วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เวลา 16.45 น.

 วันที่เดินทาง 27 ธ.ค. 2562

ทะเลสาบนัมต๊อก ณ จุดที่ขอบฟ้าบรรจบขอบฝัน

เรากลับมาพักที่ Yak Hotel ในเมืองลาซาอีกครั้ง หลังจากผ่านไป 4 วัน แต่ครั้งนี้ดีขึ้นตรงที่ได้ห้องพักชั้นล่าง ไม่ต้องเดินขึ้นลงบันไดไปยังห้องพักชั้น 4 เหมือนที่ผ่านมา

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในแผ่นดินทิเบตแบบเต็มๆวัน เรามีโปรแกรมที่จะเดินทางไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของทะเลสาบนัมต๊อก ทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดินทิเบต แต่เมื่อจีนได้ผนวกทิเบตให้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ถูกจัดให้เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในแผ่นดินมังกร รองจากทะเลสาบชิงไห่ ที่เราได้เห็นความยิ่งใหญ่ผ่านหน้าต่างรถไฟ ในช่วงการเดินทางจากซีหนิงมาทิเบต

ทะเลสาบนัมต๊อก (Nam Tso) อยู่ห่างจากลาซาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ราว 240 กิโลเมตร ดูจากตัวเลขแล้วน่าจะใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก แต่เมื่อดูจากสภาพเส้นทางที่ตัดผ่านภูเขาสูงทะมึนแล้ว เจนเซ็นจึงใช้เวลาขับรถพาเราไปยังจุดหมายนานถึง 5 ชั่วโมง แต่ความสวยงามของเส้นทางที่เกิดจากหิมะโปรยปรายห่มคลุมเทือกเขา นั้นก็คุ้มค่ากับเวลาที่ผ่านไป

ณ ความสูง 4,730 เมตรจากระดับน้ำทะเล จามรีขนปุยหลายตัวกำลังทำหน้าที่เป็นพาหนะในการพานักเดินทางสู่ผิวน้ำกว้างของทะเลสาบนัมต๊อก คำว่านัมต๊อกนี้ เป็นภาษาทิเบต แปลว่า ทะเลสาบแห่งสวรรค์ น่าแปลกที่แม้จะตั้งอยู่ ณ ความสูงที่มากขนาดนี้ แต่น้ำในทะเลสาบนัมต๊อกกลับเป็นน้ำเค็ม

เพราะเหตุที่เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดินทิเบต และตั้งอยู่ท่ามกลางการโอบล้อมของแนวเทือกเขาเนียนเช็นถังลา (Nyenchen Tanglha) ที่ยากต่อการเดินทางเข้าถึงในสมัยอดีต ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นจุดหมายทางความเชื่อที่ชาวทิเบตทุกคนควรหาโอกาสเดินทางมาถึง

บนทางเดินก่อนถึงผิวน้ำของทะเลสาบ เป็นที่ตั้งของวัดซาซี (Zhaxi) แม้วัดแห่งนี้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนวัดทิเบตหลายแห่งที่เราไปเยือน แต่ก็สัมผัสได้ถึงความสงบเย็นอันเกิดจากธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ธงมนตราหลากสีสันโบกไสวไปตามสายลม ที่โหมปะทะกับหินสองก้อนรูปทรงแปลกที่ตั้งตระหง่านริมทะเลสาบ ด้วยตำแหน่งที่ตั้งและรูปทรงแปลกตานี้เอง ทำให้หินสองก้อนนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของทะเลสาบแห่งนี้ไปเสียแล้ว

แล้วเราก็เดินมาสัมผัสทะเลสาบนัมต๊อกอย่างชิดใกล้ ทะเลสาบแห่งนี้มีความกว้างราว 3 กิโลเมตร แต่มีความยาวมากถึง 70 กิโลเมตร ในฤดูนี้ที่อากาศยังคงหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ ผิวน้ำบริเวณขอบทะเลสาบที่ค่อนข้างตื้นจึงกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งที่กินบริเวณกว้างจนเราสามารถเดินไปบนแผ่นน้ำแข็งนี้ได้อย่างปลอดภัย ในขณะที่ใจกลางทะเลสาบที่มีความสึกสูงสุดราว 35 เมตรนั้น ผิวน้ำยังคงใสราวแผ่นกระจกขนาดใหญ่ที่สะท้อนเงาแห่งความงดงามของเทือกเขาเนียนเช็นถังลาที่โอบล้อม และไกลออกไปจนสุดขอบสายตา ณ ที่แห่งนั้นขอบฟ้ากับขอบน้ำได้มาบรรจบผสมกลมกลืนกัน จนสีของแผ่นฟ้า กับ สีของผืนน้ำรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างแยกไม่ออก

ข้อมูลการเข้าชม

ทะเลสาบนัมต๊อก เปิดให้เข้าชมทุกวัน

เดือนพฤษภาคม – ตุลาคม ค่าเข้าชม 120 หยวน, เดือนพฤศจิกายน – เมษายน ค่าเข้าชม 60 หยวน

บนเส้นทางความฝันที่ยาวไกล ในเวลาสุดท้ายก่อนที่จะอำลาแผ่นดินทิเบต ผมพาตัวเองมายืนอยู่บนเขาจักโปรี (Chakpori) ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้าของเช้าวันใหม่ ณ ที่แห่งนี้เป็นภูเขาลูกไม่ใหญ่นักที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ไกลจากพระราชวังโปตาลา ทำให้เป็นจุดชมพระราชวังโปตาลาที่งดงามที่สุดจุดหนึ่ง โดยมีสถูปสีขาวขนาดใหญ่ 3 องค์ตั้งโดดเด่นอยู่เบื้องหน้า ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบันเจดีย์ทั้ง 3 องค์นี้ยังคงทำหน้าที่เป็นเหมือนประตูเมืองอันเป็นสัญลักษณ์ในการเดินทางมาถึงลาซา

เข็มนาฬิกาค่อยๆเคลื่อนตัวไปตามเวลาที่ผ่านไป พระอาทิตย์ค่อยๆทอแสงอันอ่อนโยนโผล่พ้นของฟ้าที่อยู่ไกลแสนไกล พระราชวังโปตาลาที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดค่อยๆปรากฏชัดขึ้นในสายตา และจะยังคงกระจ่างชัดอยู่ในความทรงจำ ของหน้าหนึ่งแห่งการเดินทางตลอดไป

เราโบกมืออำลารินโตกับเจนเซ็นที่สนานบินลาซา เงินกองกลางทั้งหมดที่เหลือเราตกลงที่จะมอบให้เขาทั้งสองคนเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่พาพวกเรามาสัมผัสดินแดนหลังคาโลกนี้ด้วยความประทับใจ หลังจากเครื่องบินพาลัดฟ้าจากลาซาสู่ซีอาน การเดินทางที่ยาวไกลนี้ก็กำลังจะสิ้นสุดลง เรื่องราวและความประทับใจบนเส้นทางที่สองเท้าก้าวผ่าน ได้ถูกจดบันทึกไว้อย่างช้าๆไปตามจังหวะการก้าวเดินทีละก้าว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางกับเพื่อนที่คุ้นเคย การเดินทางกับเพื่อนหน้าใหม่ หรือแม้แต่การเดินทางเพียงคนเดียว ก็ล้วนมีคุณค่าแก่การจดจำ เพราะไม่ว่าการเดินทางจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม อย่างไรเสียมันก็คือการเดินทาง ที่เริ่มต้นจากความฝัน ผ่านเรื่องราวแห่งความจริง และจบลงด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ที่หมุนวนจนตกตะกอนนอนนิ่งอยู่ในความทรงจำ

กับเพื่อนที่คุ้นเคยและเพื่อนหน้าใหม่ที่เส้นทางพาให้มาพบกันจะยังคงมีโอกาสได้ร่วมทางเดินกันอีกไหม เป็นคำถามที่อนาคตเท่านั้นจะตอบได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อใดที่ขอบฟ้ากับขอบฝันได้มาบรรจบพบกันอีกครั้ง เมื่อนั้นการเดินทางทีละก้าวอย่างช้าๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝันจะบังเกิดขึ้นอีกหน

แล้วคุณหละ พร้อมหรือยัง ที่จะเปิดโอกาสให้ความฝันได้ออกเดินไปตามทางของมัน ออกไปแตะขอบฟ้าสักครั้ง แล้วจะรู้ว่า โลกอีกใบที่ใจใฝ่หานั้นอยู่ไม่ไกลเกินปลายเท้าที่จะก้าวไป

ความคิดเห็น