ล่าทะเลหมอก บนหุบเขาสีชมพู รีวิวโดย Piggy Diary กิน เที่ยว หมูๆ

หากอยากจะชมทะเลหมอกที่กว้างสุดลูกหูลูกตา สลับกับหุบเขาสวยในช่วงฤดูหนาว คงหนีไม่พ้นการขึ้นมาชมหมอกบนภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย ภูชี้ฟ้าเป็นยอดเขาสูงบนดอยภูผาหม่น  และนอกจากภูชี้ฟ้าแล้ว ก็ยังยอดภูอื่นๆ ที่ขึ้นไปชมวิวได้ ทั้ง ภูชี้ดาว ภูชี้เดือน และดอยผาตั้ง สามารถเที่ยวชม แบบ 2 วัน 1 คืน ได้  สองห

ล่าทะเลหมอก บนหุบเขาสีชมพู

ล่าทะเลหมอก บนหุบเขาสีชมพู

 วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2563 เวลา 15.09 น.

 วันที่เดินทาง 3 ม.ค. 2563

หากอยากจะชมทะเลหมอกที่กว้างสุดลูกหูลูกตา สลับกับหุบเขาสวยในช่วงฤดูหนาว

คงหนีไม่พ้นการขึ้นมาชมหมอกบนภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย

ภูชี้ฟ้าเป็นยอดเขาสูงบนดอยภูผาหม่น  และนอกจากภูชี้ฟ้าแล้ว

ก็ยังยอดภูอื่นๆ ที่ขึ้นไปชมวิวได้ ทั้ง ภูชี้ดาว ภูชี้เดือน และดอยผาตั้ง

สามารถเที่ยวชม แบบ 2 วัน 1 คืน ได้ 

สองหมูอยากเจอทะเลหมอกสวยๆ จึงเลือกจัดทริปมาที่เชียงราย

ที่นี่บรรยากาศดี  ธรรมชาติสวยไม่แพ้ที่ไหนเลย

คิดว่าที่นี่ใกล้แหล่งน้ำ อย่างแม่น้ำโขง  น่าจะมีโอกาสเกิดทะเลหมอกมากกว่าที่อื่นๆ แม้ไม่มีฝนตกก็ตาม  (อันนี้คิดเอาเองนะ ^^')

การเดินทางขึ้นภูชี้ฟ้ามาได้หลายเส้นทาง  แต่ครั้งนี้เลือกเส้นทางที่วิ่งผ่านอำเภอเทิง

เส้นนี้ทางขับง่าย  ไม่ชันมาก  หากใครมีแผนขึ้นภูชี้ฟ้า  อาจจะแวะวัดร่องขุ่น  

แล้วค่อยเดินทางขึ้นภูชี้ฟ้าก็ได้  บางเส้นทาง ทางแคบ ค่อนข้างชัน ต้องศึกษาให้ดีๆ

และในปีนี้เหมือนได้โบนัสทริป  เนื่องจากดอกพญาเสือโคร่งบานไวกว่า ทุกๆ ปี เราจึงได้เจอดอกพญาเสือโคร่งบานสะพรั่ง  เป็นหุบเขาชมพูสวยงามไปหมด

.

หน่วยจัดการน้ำต้นหงาว-งาว

เราเดินทางจากเมืองเชียงราย  แวะเที่ยวตามทางไปเรื่อยๆ ขึ้นถึงภูชี้ฟ้า ประมาณ 4 โมงเย็น

อากาศกำลังดี  แดดไม่แรง  แวะที่จุดแรก คือ หน่วยจัดการต้นน้ำหงาว-งาว

ที่นี่มีบริการพื้นที่ให้กางเต็นท์  แต่ในวันนี้เราขึ้นมาชมดอกพญาเสือโคร่ง  ที่บานสะพรั่งสวยงามเต็มไปหมด

จะถ่ายจากมุมด้านบนลงมา  หรืออยู่ด้านล่างถ่ายรูปเสยขึ้นไปก็ดูดี

ต้นนี้อยู่ตรงหน้าป้ายหน่วยจัดการต้นน้ำหงาว-งาว  และเป็นต้นที่สีชมพูสดกว่าต้นอื่นๆ ด้วย

ระหว่างทางขึ้น-ลง  ก็มีต้นพญาเสือโคร่งขึ้นเรียงรายสวยงาม  จุดไหนที่ต้นเยอะๆ พุ่มหนาๆ ก็จะเหมือนเป็นอุโมงค์ดอกพญาเสือโคร่ง

เสพความงามของของดอกไม้กันสมใจ  ก็เตรียมไปพักผ่อน  เพื่อขึ้นชมทะเลหมอกในพรุ่งนี้เช้า

คืนนี้เราได้นอนเต็นท์กระโจม  ที่ ภูหมอกดอกไม้

.

ภูหมอกดอกไม้

ที่นี่มีบริการบ้านพักเป็นหลัง มีร้านอาหาร, หมูกระทะ  ส่วนมื้อเช้า  จะรวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว

ส่วนคืนนี้พวกเรานอนเต็นท์กระโจมจ้า วิวดี เต็นท์ใหม่ มีห้องน้ำส่วนตัวอยู่ข้างๆ ไม่ต้องไปใช้รวมกับใคร  คุณป้าบอกว่า  เต็นท์เพิ่งทำได้เดือนกว่าๆ เอง  วัยรุ่นเค้าชอบ

อุปกรณ์นอนครบ  มีน้ำดื่มให้  มีปลั๊ก  มีไฟใช้

อากาศเย็นๆ  ก็ต้องหมูกระทะอ่ะนะ  มันถึงจะเข้ากัน  นั่งกินหน้าเต็นท์  หรือจะนั่งกินที่บริเวณทานข้าวก็ได้

.

ภูชี้ฟ้า

ช่วงเช้าเราได้ขึ้นไปชมทะเลหมอกบนภูชี้ฟ้า  การขึ้นภูชี้ฟ้า  ไม่สามารถขับรถไปจอดเองที่ยอดภูได้  จะต้องขึ้นรถชาวบ้านขึ้นไป  เนื่องจากที่จอดรถค่อนข้างจำกัด  และเพื่อความระเบียบเรียบร้อย  

รถรับส่ง  ได้ขึ้นมารอรับที่บ้านพักเลย  มีรอบ  5:00  กับ  5:30  เที่ยวละ  30  บาท  ขากลับก็กลับคันไหนก็ได้  แจ้งไปว่าเราพักอยู่ที่ไหน  เค้าก็จะมาส่งถึงที่พักเลย

เมื่อมาถึงภูชี้ฟ้า  จะต้องเดินเท้าขึ้นอีก  700  เมตร  พอให้ได้เหงื่อ

พระอาทิตย์เริ่มขึ้นแล้ว  ภาพตรงหน้าที่มองด้วยตามันสวยมาก  แต่การเก็บภาพย้อนแสง  มันก็จะยากนิดนึง

หมอกขาวๆ ฟูๆ ลอยระหว่างหุบเขา  

บนยอดมีหลักประเทศไทย-ลาว  อยู่

พระอาทิตย์ยังคงส่องแสง  และสูงขึ้นเรื่อยๆ  หมอกก็ยังคงอยู่ถึงช่วงสายๆ  ถ้ามีความชื้นมาก  หมอกก็จะเยอะและอยู่นานไปขึ้นอีก

.

ภูชี้ดาว

ลงจากภูชี้ฟ้า  ทานข้าวเช้าที่ที่พัก  เตรียมตัวเก็บตัวกับเรียบร้อย  ก็ได้ออกเดินสู่จุดหมายถัดไป

ภูชี้ดาว  อยู่ห่างจากภูชี้ฟ้าประมาณ  12  km.  เป็นยอดภูที่อยู่เทือกเขาเดียวกับภูชี้ฟ้า

การขึึ้นภูชี้ดาว  ต้องขึ้นรถชาวบ้านขึ้นไปเช่นกัน  ไป-กลับ  อยู่ที่คนละ  100  บาท  ขั้นต่ำที่  5  คน

ถ้าขึ้นไม่ถึง  5  คน  ก็ต้องเหมาคันที่  500  บาท  ทางขึ้นค่อนข้างลำบาก  และชันกว่าทางขึ้นภูชี้ฟ้า  จะต้องเป็นรถ  4x4  เท่านั้น  และเดินเท้าขึ้นไปอีกประมาณ  300  เมตร  ก็จะเจอความงามอยู่ตรงหน้า

ตอนเดินขึ้นมาถึงยอดภูชี้ดาว  ทะเลหมอกได้หายไปหมดแล้ว  ทำให้เห็นวิวเขา  และแม่น้ำโขงอยู่ไกลๆ

สันเขาปลายยอดภูชี้ดาว  และเราสามารถเห็นยอดภูชี้ฟ้าได้ จากจุดนี้อีกด้วย

ถัดจากภูชี้ดาว  จะมียอดภูชี้เดือน  อีกหนึ่งที่  ก่อนที่จะเดินทางถึงผาตั้ง  แต่ในทริปนี้  เราไม่ได้  หากใครมีเวลา  ก็สามารถขึ้นมาชมวิวที่  ภูชี้เดือน  ด้วยก็ดี

.

ดอยผาตั้ง

มาต่อกันที่ดอยผาตั้ง  อยู่ห่างจากภูชี้เดือน  ประมาณ  15  km.  ที่นี่มีจุดชมวิว  และความงดงามของธรรมชาติหลายรูปแบบ  ที่แรก  คือ  ซุ้มประตูผาบ่อง หรือประตูสยามสู่ลาว  เป็นช่องหินขนาดใหญ่  เหมือนซุ้มประตูหิน  และมีระเบียงชมวิวที่สามารถมองเห็นฝั่งลาวได้

ช่องเขาขาด  ก่อนเดินทางถึงยอด  102  จะมีช่องเขา  เหมือนเป็นที่เขาขาดออกจากกัน  สามารถมองเห็นวิวฝั่งลาว  และแม่น้ำโขง  ผ่านช่องเขานี้ได้เช่นกัน

จุดชมวิวเนิน  102  จุดชมวิวบนดอยผาตั้ง  ที่มองเห็นแม่น้ำโขงตัดผ่าน  และทิวเขาฝั่งประเทศลาว  สวยมาก

และเนินข้างหน้านี้คือ  เนิน  103 แต่ไม่ไ้ด้เดินไปแล้วจ้า  ขึ้นมาหลายภู  ขาแข็งหมดแล้ว 

หากใครเดินไหม  ที่นี่ก็มีม้าบริการ  ให้นั่งขี่ไปชมวิวได้  

.

โรงเรียนบรรพต

ก่อนลงจากเขา  เพื่อไปลงที่พัก  มีจุดแวะอีกหนึ่งที่  ที่สามารถเข้ามาชมดอกพญาเสือโคร่งได้

โรงเรียนบรรพตอยู่ไม่ไกลจากดอยผาตั้ง  พวกเราได้จอดรถเอาไว้ที่ทางด้านนอก  แล้วเดินขึ้นมา

จริงๆ มีบริการรถขึ้นชมวิวเนิน  104  จุดชมวิวแห่งใหม่  และโรงเรียนบรรพตอยู่  แต่จะขึ้นมาดูดอกพญาเสือโคร่งอย่าง  เลยต้องเดินเท้าขึ้นมาเอง

ที่นี่ ดอกพญาเสือโคร่ง  ต้นใหม่เลยทีเดียว  เป็นโรงเรียนที่สวยมากๆ 

จบการเดินทาง  และจุดชมวิวต่างๆ  2  วัน  1  คืน  ในโซน  อ.เวียงแก่ง  จ.เชียงราย

แม้จะจบเทศกาลดอกพญาเสือโคร่งบานไปแล้ว  แต่นึกภาพทีไร  ก็ยังสวยงามอยู่ในใจเสมอ

-----------------------------------------------------------------------

ค่าใช้จ่าย  (ไม่รวมค่าเดินทาง)

ค่าที่พักเต็นท์กระโจม ภูหมอกดอกไม้ : 1500 บาท/คืน

หมูกระทะ:  ชุดละ  499  บาท

ค่ารถขึ้นภูชี้ฟ้า  ไป-กลับ :  60  บาท/คน

ค่ารถขึ้นภูชี้ดาว ไป-กลับ : 100 บาท/คน  (ขั้นต่ำ  5  คน  ไม่ถึงต้องเหมาคัน  500  บาท)

ความคิดเห็น