เที่ยวสิงคโปร์ โอ้โหนี่มันโคตรลำบาก (ตอนที่ 1) รีวิวโดย Try to try ก็แค่ออกไปลอง

เที่ยวสิงคโปร์ โอ้โหนี่มันโคตรลำบาก (ตอนที่ 1) highlights: เลื่อนไฟลท์บินเลื่อน Gateเลื่อน Terminalลงรถไฟผิดฝั่งปล. รูปที่ถ่ายมามันอาจจะพังไปสักหน่อย ให้โฟกัสความวายป่วงของเราดีกว่า พังกว่ารูปอีก 55555 --------------------------------------------------------------------------------- หลังจากที่เราเป

เที่ยวสิงคโปร์ โอ้โหนี่มันโคตรลำบาก (ตอนที่ 1)

เที่ยวสิงคโปร์ โอ้โหนี่มันโคตรลำบาก (ตอนที่ 1)

 วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563 เวลา 13.31 น.

 วันที่เดินทาง 25 ต.ค. 2562

เที่ยวสิงคโปร์ โอ้โหนี่มันโคตรลำบาก (ตอนที่ 1)

highlights:

  • เลื่อนไฟลท์บิน
  • เลื่อน Gate
  • เลื่อน Terminal
  • ลงรถไฟผิดฝั่ง
    ปล. รูปที่ถ่ายมามันอาจจะพังไปสักหน่อย ให้โฟกัสความวายป่วงของเราดีกว่า พังกว่ารูปอีก 55555

---------------------------------------------------------------------------------

หลังจากที่เราเปิดประเดิมด้วยการไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต ซึ่งก็คือที่ดานัง ประเทศเวียดนาม เป็นอะไรที่เราประทับใจมากกกกก แล้วก็รู้สึกว่าการไปเที่ยวต่างประเทศไม่ได้ยากอีกต่อไปแล้ว เราก็เลยหาที่เที่ยวต่อแบบราคาไม่แพงมาก ซึ่งสิงคโปร์เป็นอะไรที่เราตัดทิ้งไปช้อยส์แรกเลย เพราะค่าครองชีพสูงถ้าไปจะต้องใช้เงินหลายหมื่นแน่นอน 

เราก็เลยลดเลเวลตัวเองลงมาที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียแทน แต่รอแล้วรอเล่าราคาตั๋วเครื่องบินก็ไม่ลดราคาสักที ซึ่งระหว่างรอตั๋วลดราคาเราก็ดูรีวิวไปพลางๆ เรารู้สึกว่า ที่สิงคโปร์มันดูสวยและมีสีสันกว่ามาเลเยอะแบบเยอะกว่ามากๆ อะ ประจวบเหมาะกับที่ช่วงนั้นโปรตั๋วเครื่องบินที่สิงคโปร์ลดแรงมากกกกกกกกก ไปกลับแค่ 2,736฿ เองง เราก็เลยได้จองตั๋วพอดี 

แต่ด้วยความอ๊องของอิชั้นเอง จำได้แค่ว่าจองตั๋วสายการบินสีเหลือง แต่ไม่รู้ว่าเป็นสีเหลืองของ NOK Scoot หรือว่า Scoot เฉยๆ พอใกล้ๆ วันเดินทางเราก็มาเช็คดูรายละเอียดของตั๋วเครื่องบินดีๆ อีกที กลายเป็นว่าเราจองตั๋วของ Scoot มา ไฟล์ท 17.00-20.25 น. เป็นทริปแบบ 3 วัน 3 คืน แล้วความวายป่วงมันก็เริ่มต้นที่ตรงนี้แหละจ้ะ 555555

ในเช้าวันเดินทาง เราก็ตื่นมาตั้งแต่เช้าเพราะเราจะต้องออกจากบางแสนไปให้ถึงสนามบินดอนเมืองก่อนบ่ายสาม แล้วต้องไปแลกเงินติดตัวด้วย ถึงแม้ว่าทริปนี้เราจะลองใช้บัตร Planet SCB กันก็เถอะ แต่อย่างน้อยมีเงินสดติดตัวไว้ก็จะอุ่นใจกว่า แต่แล้วสิ่งที่ไม่คิดไม่ฝันก็เกิดขึ้น!!!! ก็คือ Traveloka ส่งข้อความมาหาเราตอน 07.02 ว่ามีการเลื่อนไฟล์ทเกินขึ้น โอ้แมรรร่ ประเดิมความวายป่วงกันมาตั้งแต่ต้นทริปกันเลยทีเดียว แล้วแพลนที่วางไว้ของฉันล่ะจะทำยังไง TT^TT

พอเราเห็นตารางการเลื่อนเวลาจาก 17.00 ไปเป็น 19.35 เราก็ตีแล้วว่าเวลาที่ไปถึงสิงค์โปร์มันเป็นตอน 23.00 แล้วรถไฟจากสนามบินชางงีมันหมดตอนเที่ยงคืน มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่เราจะตกรถแล้วติดอยู่ที่สนามบิน 

เราก็เลยเริ่มเสริชหาว่ามีรถอะไรที่สามารถเข้าเมืองหลังเที่ยงคืนได้บ้างในราคาที่พอรับได้ เสริชไปเสริชมาก็ไปเจอว่ามีรถ City Shuttle ในราคา 9$ วิ่งเข้าเมืองทั้งคืน โอเคเราก็อุ่นใจในระดับนึงและว่า ถ้าเกินเที่ยงคืนยังไงก็คงไม่ได้นอนสนามบินอีกรอบแน่นอน 555555

พอใกล้เวลาเราก็นั่งรถจากบางแสนไปดอนเมือง ก่อนไปสนามบินเราก็แวะแลกเงินกันที่สถานีรถไฟฟ้า เรทวันนั้นอยู่ที่ 1$ = 22.45฿  แล้วก็ไปถึงดอนเมืองประมาณ 16.13 ซึ่งสายการบิน Scoot ในไทยยังไม่สามารถ Check in ออนไลน์ได้ เราก็เลยต้องไปถึงกันก่อนเวลา

พอเราเดินไปถึงที่เคาเตอร์ Check in ก็มีอีเว้นท์เกิดขึ้นอีกแล้วแมรรรรร่ พนักงานกำลังติดป้ายเลื่อนเวลาอีกเป็นครั้งที่ 2 แบบต่อหน้าต่อตา ไม่มีข้อความ ไม่มีอีเมล์แจ้งเตือนอะไรใดใด ทั้งสิ้น ฮรืออออออออออออ แล้วตอนนั้นคือเพื่อนก็หัวร้อนจนธาตุไฟเข้าแทรกไปแล้ว เปลี่ยนไฟลท์ไม่ได้ คืนเงินไม่ได้ ถามพนักงานก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนเวลาเพราะอะไร 

หัวร้อนอยู่ตรงนั้นแบบนานมากกกกก 55555 หัวร้อนจนรู้สาเหตุว่า เครื่องบินลำที่เราไปสิงคโปร์มันมาจากญี่ปุ่น แล้วที่ญี่ปุ่นมันเพิ่งพ้นจากพายุไต้ฝุ่นฮากิบิสเมื่อวันที่ 12 ตุลา แต่เราไปวันที่ 25 ตุลาไงง มันไม่ควรโดนอะไรแล้วป่ะ แต่เขาบอกว่าอากาศมันยังแปรปรวนอยู่ทำให้เครื่องบินมันดีเลย์ จ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

เวลาเดิมไปถึงสิงคโปร์ก็ว่าหดหู่แล้ว แต่เวลาใหม่ที่ออกมาคือหดหู่กว่า คือเครื่องออก 22.35 แล้วจะไปถึงสิงค์โปร์กี่โม๊งงงงงงงง ฉันจะต้องติดอยู่ในสนามบินถึงสี่ทุ่มครึ่งเลยนะ ออกไปไหนก็ไม่ได้เพราะข้างนอกคือฝนตกแรงมาก ติดเกาะอยู่สนามบินกันยาวๆ ไปเลยจ้ะแมรร่ 6 ชั่วโมงครึ่งเบาๆ ไม่ได้นอนสนามบินก็เหมือนนอนสนามบิน 5555555

หลังจากทำใจยอมรับสภาพกันได้แล้วก็เลย Check in ได้ Boarding pass มา ภาวนาว่าอย่าให้เลื่อนไฟลท์อีกก็แล้วกัน ซึ่งพนักงานตรงเคาเตอร์ก็บอกกับเราว่า เดี๋ยวจะเตรียมอาหารว่างไว้ให้ ให้ไปรอที่ Gate ได้เลย ตอนนั้น Gate ที่ได้คือ Gate 21 แต่พอเรากำลังจะเดินไปถึง Gate 21 มีเสียงประกาศว่า ให้ย้าย Gate ไปที่ Gate 24 จ้าาาาาาา

ยังดีที่ไปถึงตรง Gate 24 มีโซนเก้าอี้พร้อมปลั๊กไฟให้แบบเยอะมากกก ชีวิตก็เลยดูไม่เลวร้ายเท่าไหร่ พอช่วงทุ่มครึ่งพนักงานก็เอาของว่างมาให้กับน้ำหนึ่งขวด ข้างในคือมีขนมหลายอย่างมากแต่ที่เรากินได้คือชิ้นเดียว น้ำตาจะไหลลล 5555555 

รอแล้วรอเล่า เล่นเน็ตแล้วเล่นเน็ตเล่าจนไม่รู้จะทำอะไรแล้ว เราก็เลยเดินออกไปถ่ายรูปเล่น ก็เพิ่งรู้วันนี้นี่แหละว่า Gate ที่ดอนเมืองก็ถ่ายรูปสนุกเหมือนกัน 55555

เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จนในที่สุด 21.53 เสียงเรียกขึ้นเครื่องก็มาแล้ววววว น้ำตาจะไหลลล นึกว่าจะไม่ได้ไปซะแล้วววว ความทรมานในการรอก็สิ้นสุดสักที TT^TT

พอขึ้นไปบนเครื่องบิน Scoot จะแบ่งที่นั่งออกเป็น 3-3-3 ลำใหญ่มากกกกกก เราได้นั่งอยู่ตรงแถวกลางริมทางเดิน ไม่มีวิวข้างหน้าต่างอะไรให้ดูเราก็กะว่าจะชาร์ตแบตเก็บไว้สักหน่อยเพราะเรารู้มาว่าบนเครื่องมีปลั๊กไฟ แต่สิ่งที่เราลืมคิดไปก็คือนางเป็นสายการบินสัญชาติสิงคโปร์ ดังนั้นปลั๊กไฟก็ต้องเป็นปลั๊กแบบสิงคโปร์ แล้วเราเก็บ Universal adapter ในกระเป๋าใหญ่ที่หยิบยากมาก สุดท้ายก็เลยไม่ได้ชาร์ตแบตจ้าาา

พอขึ้นเครื่องเสร็จเราก็คิดว่าเครื่องจะออกเลย ไม่จ้าาาา ฉันขึ้นเครื่องมาตอน 22.29 เครื่องออกจริงๆ คือ 22.58 นั่งเปื่อยๆ รออยู่บนเครื่องบินไปอี๊กกกก ฉันจะถึงสิงคโปร์กี่โมงกั๊นนนน 5555555

และแล้วในที่สุดดดดดดดด ฉันก็ได้มาเหยีบแผ่นดินสิงคโปร์ตอน ตีสองครึ่ง!!!! น้ำตาจะไหลลลลลลล นึกว่าจะไม่ได้มาแล้ววววว ปลื้มปริ่มมมม ตื้นตันนนนนน >///<

แล้วด้วยความที่เป็นเครื่องบินลำใหญ่ มวลมหาประชากรที่รอผ่านตม. ก็เลยเยอะมากกกกกกกกกเช่นกัน แล้วเรื่องของเรื่องก็คือว่าเราดูรีวิวมาเยอะแล้วผู้หญิงไทยก็ติดตม. สิงคโปร์กันเป็นว่าเล่น เราก็เลยกรอกใบผ่านตม. อย่างดี เตรียมเอกสารอย่างดี 

พอใกล้ๆ จะถึงคิวเราแถวข้างซ้ายเราน่าจะเป็นแขกอินเดีย มาเลอะไรพวกนี้ เขามากันเป็นกลุ่มๆ แล้วผู้ชายคนสุดท้ายในกลุ่มนั้นดันพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แล้วเหมือนก็กรอกใบตม. ไม่ถูกด้วย เลยถูกให้ออกจากแถวไปกรอกใหม่ เราก็ยิ่งกลัวกว่าเดิมอี๊กกกกก

พอถึงคิวเราด้วยความดึกแล้ว แถมตม. เป็นคนอินเดีย นางก็ไม่พูดอะไรกับฉันสักคำ ใช้แต่สายตาสื่อสาร OMG!!! แล้วฉันจะรู้ได้ไงว่าอยากได้อะไรไม่อยากได้อะไร แต่ท้ายที่สุดก็ผ่านออกมาได้อย่างดี ได้เข้าสิงคโปร์จริงๆ สักทีแล้ววุ้ยยยย ไม่ถูกส่งกลับกลางทางแล้วววว เย้

หลุดผ่านตม. มาได้ก็ขอถ่ายสักรูปก่อนเถอะ อัดอั้นตันใจไม่ไหวแล้ว ตั้งแต่บ่ายสามยันตีสาม 5555555

เราลงกันมาที่ Terminal 1 ซึ่งที่จริงต้องลง Terminal 2 แต่ก่อนวันเดินทางวีคนึงเขาส่งเมลมาแจ้งเราก่อนแล้ว เราผู้ซึ่งกดซื้อซิมมาจากไทยใน app Klook ซึ่งต้องมารับซิมที่ร้าน Cheer ใน Terminal 3 ก่อน 02.00!!!!! แต่นี่ตีสามกว่าแล้วร้าน Cheer ใน Terminal 3 ปิดแล้วจ้ะเธ๊อออออออ หมายความว่าเราก็เสียเงินค่าซิมที่ซื้อมาโดยปริยาย ฮรืออออออ เพื่อนก็เลยเสริชหาว่าที่ Terminal ไหนยังมีร้าน Cheer เปิดบ้าง ถ้าเราจำไม่ผิดน่าจะอยู่ Terminal 4 ที่เปิด 24 ชั่วโมง 

ปกติที่ชางงีรถไฟฟ้าระหว่าง Terminal จะไม่วิ่งช่วงเวลา 00.00-05.00 แต่จะมีรถ bus  ให้บริการฟรีระหว่างนั้นแทน เราก็เลยเดินตามป้ายไปเรื่อยๆ คือป้ายที่สิงคโปร์เป็นอะไรที่ชัดเจนมาก เดินตามป้ายไปเถอะไม่หลงแน่นอน ระหว่างที่เรานั่งรอรถ ก็เจอน้องตาหวานหุ่นยนต์ทำความสะอาดของสิงคโปร์ นางฉลาดมากกก เราแกล้งไปยืนดักหน้านางก็หลบไปอีกทางนึง น่าร๊ากกกก

แล้วรถ Bus ระหว่าง Terminal ก็มาถึง ซึ่งที่ตัวรถก็จะมีป้ายอย่างชัดเจนว่าคันนี้ไปไหนบ้าง แล้วรถก็มาถี่มากๆ ไม่เกินห้านาทีก็จะมาอีกคัน ดังนั้นมาถึงสิงคโปร์หลังเที่ยงคืนไม่ต้องกังวลอะไรเลยจริงๆ เพราะป้ายทุกอย่างชัดเจนมากกว่าสุวรรณภูมิเป็นไหนๆ 555555 

และแล้วเราก็ได้ซิมใหม่ตอนตีสี่สิบห้านาที!!!!! ใช่ค่ะ 04.15 เดินไปเดินมาก็จะเช้าแล้วแมรรรร่ 555555 เราซื้อกันมาแค่อันเดียวแล้วแชร์กันกับเพื่อนผ่าน Pocket Wi-Fi เราไปกันแค่ 3 วัน 100GB น่าจะเหลือเฟือ

พอได้ซิมมาก็เกือบเช้า เลยคุยกันว่างั้นรอไปรถไฟฟ้าตอนเที่ยวแรก 05.00 เลยแล้วกัน เพราะตอนที่เราไปถึงทางเข้าสถานีปิด บันไดเลื่อนปิด ก็ทำอะไรกันไม่ได้ก็ได้แต่รอออ

มองซ้ายมองขวาหาที่นั่งรอ ปรากฏไม่มีเก้าอี้สักตัว ไม่มีคน ไม่มีใคร รอบข้างคือมีแค่บันไดเลื่อนที่ใหญ่มากกกกกกแล้วก็พื้นกว้างๆ เราเลยหามุมนั่งกันสักที่ใกล้ๆ กับทางเข้าสถานีรถไฟฟ้า พอเรานั่งก็มีคนอื่นๆ เริ่มมานั่งรอเหมือนกัน 555555

พอตีห้าตรงก็มีลุงคนนึงมาเปิดทางให้เราเข้าไปในสถานีได้ พอลงไปปุ๊ป สิ่งที่เราเห็นคือเครื่องขายบัตร Singapore tourist pass ที่เราคำนวณมาแล้วว่าใช้อันนี้จะถูกว่าบัตรแบบเติมเงิน เราก็เลยลองเสียบบัตร PLANET SCB ที่เราแลกเงินไว้แล้วดู เสียบไปมันจะถามหารหัส เราก็เลยลองกดรหัสเดียวกันกับในแอพแล้วมันก็ได้ด้วย *0* สะดวกมากๆ

ความดีงามของบัตรนี้คือ ขึ้นกี่เที่ยวลงกี่เที่ยวก็ได้ ใช้ได้ทั้งรถ Bus, MRT, LRT แต่ว่ารถบัสจะได้แค่บางสาย ส่วนใหญ่ก็จะขึ้นได้หมด แต่ถ้าไม่ได้เดี๋ยวคนขับรถบัสจะบอกเราเอง 5555 เหมือนตอนกลับเราจะได้ค่ามัดจำบัตรคืนด้วยนะเป็นเงินสด

เราจะนั่งรถไฟจากสนามบินไปจนสุดสายที่สถานี Tanah Merah ตอนแรกมันก็จะไม่มีอะไรหรอก ถ้าเราไม่ลงรถไฟผิดฝั่งเพราะเราเดินตามคนสิงคโปร์ไปอะ 55555555 แล้วรถไฟมันจอดอยู่ตรงกลางของชานชาลาเลย หมายความว่าถ้าเราลงผิดฝั่ง ทางเดียวที่จะข้ามไปอีกฝั่งได้คือเดินอ้อมลงไปด้านล่างชานชาลา ณ จุดนั้นคือเหนื่อยมากแล้วไม่อยากเดินอ้อมแล้ว ฮรือออออ 

แล้วในขบวนรถไฟไม่เหลือใครสักคน แถมรถไฟก็เปิดประตูทุกบานทิ้งไว้ เราก็กลัวว่าถ้าเราเดินข้ามรถไฟไปแล้วเกิดประตูมันปิดเร็วเหมือนกทม. เราจะทำยังไง เราก็ยืนดูอยู่นานประตูมันก็ยังไม่ปิดสักที เราก็เลยมึนๆ อึนๆ ยกกระเป๋าเพื่อนวิ่งข้ามขบวนรถไฟไปอีกฝั่งนึง 55555555555555 สุดท้ายประตูมันก็ไม่ปิดขังเรา เลยได้ไปเปลี่ยนขึ้นรถไฟอีกขบวนเพื่อเข้าเมือง

ช่วงที่เราไปเป็นช่วงเทศกาล Deepavali ของคนอินเดีย ในสถานีแถวๆ ย่านนั้นเลยตกแต่งกันสวยมากกก

เราก็เดินหาทางออกกันมาเรื่อยๆ จนขึ้นมาบนดิน แล้วก็ตั้ง GPS ไปที่พักเลยซึ่งมันอยู่ห่างจากสถานีไม่ไกลมาก ความดีงามที่น้อยนิดในวันนี้ก็คือเพื่อนอิชั้นจองที่พักแบบ Check in ได้ 24 ชั่วโมงจ้าาาา น้ำตาจะไหล พอให้ได้งีบและอาบน้ำสักหน่อย 

เราลากกันมาถึงที่พักตอน 06.30 แสงพระอาทิตย์เริ่มจะแยงๆ ตาบ้างแล้ว แต่ด้วยความที่ทรหดกันมาทั้งวันปีนขึ้นเตียงได้ ชาร์ตแบตทุกอุปกรณ์เสร็จนอนเลยแล้วกัน เวลามีค่า แล้วแบบตอนนั้นคือที่นอนเราไม่มีหมอนด้วยนะ เราก็อยากนอนและ ไม่มีหมอนไม่เป็นไร ตื่นมาค่อยว่ากัน 55555555

แล้วมันก็มีอีเว้นท์เกิดขึ้นอีกจนได้ ส่วนจะมีอีเว้นท์วายป่วงแค่ไหนโปรดติดตามในตอน [เที่ยวสิงคโปร์ โอ้โหนี่มันโคตรลำบาก (ตอนที่ 2)] และสามารถติดตามเรื่องราวอื่นๆ ของเราได้ที่ [https://th.readme.me/id/JKtrytotry] หรือพูดคุยกันได้ในเพจ "Try to Try ก็แค่ออกไปลอง" แล้วจะรู้ว่าการก้าวออกจาก Comfort zone ของตัวเองมันสนุกแค่ไหน

ความคิดเห็น