บันทึกการเดินทางเที่ยวกำแพงเมืองจีน ซือหม่าไท่: Simatai Great Wall and Gubeikou water town, China รีวิวโดย Ekk CrossCutting ในที่ซึ่งรู้สึกดี

“ท้องฟ้าอยู่สูง หมู่เมฆสีจาง เห็นห่านป่าลงใต้ลับตา หากไปไม่ถึงกำแพงเมืองจีน ย่อมไม่ใช่วีรชน ผ่านมาไกล วัดได้สองหมื่นลี้” เหมาเจ๋อตุง ............ มีผู้คนจำนวนหนึ่ง เชื่อว่า ‘กำแพงเมืองจีน’ สามารถมองเห็นได้จากนอกโลก ในความเป็นจริงแล้ว จากอวกาศเราไม่สามารถมองเห็น&nbs

บันทึกการเดินทางเที่ยวกำแพงเมืองจีน ซือหม่าไท่: Simatai Great Wall and Gubeikou water town, China

บันทึกการเดินทางเที่ยวกำแพงเมืองจีน ซือหม่าไท่: Simatai Great Wall and Gubeikou water town, China


“ท้องฟ้าอยู่สูง หมู่เมฆสีจาง

เห็นห่านป่าลงใต้ลับตา

หากไปไม่ถึงกำแพงเมืองจีน

ย่อมไม่ใช่วีรชน

ผ่านมาไกล วัดได้สองหมื่นลี้”

เหมาเจ๋อตุง

............

มีผู้คนจำนวนหนึ่ง เชื่อว่า ‘กำแพงเมืองจีน’ สามารถมองเห็นได้จากนอกโลก

ในความเป็นจริงแล้ว จากอวกาศเราไม่สามารถมองเห็น กำแพงหมื่นลี้แห่งนี้ได้ด้วยตาเปล่า …

แต่ความจริงข้อนี้ ก็ไม่อาจปฏิเสธความยิ่งใหญ่ ของกำแพงที่ยาวที่สุดในโลกแห่งนี้ไปได้… 

กำแพงเมืองจีนเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? 

มีความสำคัญอย่างไร? ทำไมจึงต้องสร้าง?

สร้างแล้วมีประโยชน์อย่างที่ต้องการจริงหรือไม่? 

มาเรียนรู้ และออกเดินไปพร้อมกันเลยครับ 

..........

วันนี้ CrossCutting Journey ออกเดินทางกันแต่เช้ามืดจากที่พักย่าน ตงซื่อ หูทง 

ไปสถานีรถบัส ตงจื่อเหมิน 

อาหารเช้าวันนี้ กินกันง่ายๆ สั่งเจียนปิ่ง หรือจะเรียกว่าเครปจีนก็ได้

เป็นเสบียงอาหารเช้าก่อนออกเดินทาง

วันนี้จุดหมายของพวกเรา คือ เดินทางไปชมกำแพงเมืองจีน... หนึ่งในไม่กี่ด่านที่ยังคงสภาพดั้งเดิม 

นั้นคือ ด่านซือหม่าไท่ และเมืองริมน้ำ กู๋เป่ยโคว ที่อยู่ใกล้ๆ กันในเขตเมือง หมี่หยุน 

ซึ่งใช้เวลาบนรถบัสประมาณ 2 ชั่วโมงจากปักกิ่ง แล้วไปหารถ Taxi จากท่ารถหมี่หยุนต่อเข้าไปอีกที …

กำแพงเมืองจีน ด่านซือหม่าไท่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองปักกิ่ง 

 ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 120 กิโลเมตร

แต่ถ้าจะพูดถึงระยะทางความยาวทั้งหมดของกำแพงเมืองจีน 

ตามที่มีการตรวจวัดล่าสุด มีการบันทึกไว้ที่ 21,196 กิโลเมตร 

ครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑลทั่วประเทศ

ตอกย้ำความเป็นสิ่งก่อสร้าง จากฝีมือมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เป็นกำแพงที่มีการก่อสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม ซึ่งใช้เวลายาวนานหลายราชวงศ์

เป็นระยะเวลา 2000 กว่าปี 

และแน่นอนว่า ความยิ่งใหญ่อลังการของกำแพงหมื่นลี้แห่งนี้ 

ย่อมต้องแลกมากับหยาดเหงื่อ หยาดเลือด และหยาดน้ำตา

จากประชาชนที่เป็นแรงงานในการก่อสร้าง ... 

……….

The Great Wall of China หรือที่คนจีนเรียกว่า ‘ว่านหลี่ฉางเฉิง’ ’

หมายถึง กำแพงหมื่นลี้ ที่อยู่เคียงข้างกับประวัติศาสตร์จีนมาทุกยุคสมัย

โดยต้นกำเนิดการริเริ่มสร้างกำแพงเมือง ตามที่มีบันทึกนั้น 

เริ่มต้นราว 700 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยราชวงศ์โจว 

ซึ่งกษัตริย์ผู้ครองเมืองเริ่มมีความคิดที่จะสร้างกำแพงเมือง เพื่อปิดกั้นพรมแดนจากชนเผ่าเร่ร่อนนอกเมือง 

รวมถึงป้องกันการแข็งข้อบุกรุกจากแคว้นต่างๆ 

ต่อมาเมื่อถึงปลายยุคราชวงศ์โจว เข้าสู่ยุคจ้านกว๋อ ช่วง 475 ถึง 221 ปีก่อนคริสตศักราช จีนแตกเป็นแคว้นรัฐ 

โดยมี 7 รัฐใหญ่ คือ เยียน จ้าว ฉี เว้ย หาน ฉู่ และฉิน 

ส่งให้แผ่นดินมีแต่ความวุ่นวาย เกิดสงครามห่ำหั่นกัน 

แต่ละแคว้นต่างหวังครอบครองแผ่นดิน

กำแพงเมือง จึงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องเมืองของตน

ภายหลังช่วง 221 ปีก่อนคริสตศักราช

อิ๋งเจิ๋ง กษัตริย์รัฐฉิน สามารถรวบรวมรัฐต่างๆ มาเป็นแผ่นดินเดียวได้ 

และได้เปลี่ยนพระนามพระองค์เป็น ฉินสื่อหวงตี้ หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้

หมายถึง องค์ปฐมจักรพรรดิกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉิน

การศึกภายในสงบ แต่ภายนอกข้าศึกยังคงอยู่

เพื่อเป็นการรักษาอาณาจักรอันกว้างใหญ่

จากการรุกรานของชาว ซงหนู ชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือ

และเพื่อเป็นการประกาศศักดาความยิ่งใหญ่

พระองค์จึงได้สั่งให้มีการเชื่อมต่อกำแพงเมืองของแคว้นต่างๆ เข้าด้วยกัน 

ให้เป็นกำแพงเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ! 

……….........

รถบัสจากปักกิ่ง ก็พาพวกเรามาถึงที่เมืองหมี่หยุน

และไม่ต้องห่วงนะครับว่า จะหารถแท็กซี่ต่อไปที่กำแพงเมืองจีนไม่ได้ 

ลงรถบัสมาก็เจอรออยู่เต็มเลย … 

สิ่งสำคัญคือ ต่อรองราคากันดีๆ ก็แล้วกันครับ 

พวกเราได้คนขับรถเป็นพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง ราคารับได้

ดูแล้วไม่น่าจะมีอะไรตุกติก ก็ออกเดินทางกันเลย

ติดอย่างเดียว … คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องน่ะสิครับ 

หมี่หยุน เป็นเขตชานเมือง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง

เป็นเขตที่มีธรรมชาติสวยงามและมีประวัติศาสตร์มากมาย

และจุดที่สำคัญ ที่ทำให้พวกเรามาที่นี่ ก็คือ ซือหม่าไท่ และ กูเป่ยโคว

สถานที่ซึ่งจะทำให้พวกเราได้อินไปกับ

เรื่องราวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวจีน...

แต่พี่สาวของเรา ดันขับไปส่งผิดจุด… 

แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ลงไปสำรวจหน่อยดีกว่า

ระหว่างเดินก็หาข้อมูลไปด้วย หาเจอว่า ที่นี่เป็นด่านกำแพงเมืองจีนชื่อว่า Panlongshan 

เป็นด่านโบราณที่ไม่มีการอนุรักษ์ 

ท่ามกลางซากโบราณและวิวธรรมชาติ ผมว่ามันเป็นด่านที่สวยงามมากๆ 

แต่น่าเสียดายเวลามีจำกัด เดินเล่นถ่ายรูปไม่ถึงชั่วโมง

ก็ต้องรีบไปต่อ เพราะจุดหมายของเรารออยู่ เดี๋ยวจะหมดวันเสียก่อน … 

ติดตามอ่านต่อในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ 

และถ้าสนใจชมบันทึกในรูปแบบวีดีโอ สามารถกดชมตามลิ้งช่องยูทูปนี้ได้เลยนะครับ (^ __^)

ขอบคุณครับ 

ขับรถมาจากด่าน Panlongshan ประมาณ 20 กว่ากิโล

พวกเราก็มาถึง กำแพงเมืองจีน ซือหม่าไท่

เห็นไกลๆ แล้วตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก …

ซือหม่าไท่ เป็นด่านที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายแอดเวนเจอร์หน่อยๆ

ด้วยความที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองปักกิ่งและผ่านการบูรณะน้อยที่สุด

แต่ถ้าคุณชื่นชอบความดั้งเดิม และชอบความสงบเงียบ คนน้อยๆ

แถมเป็นด่านเดียวที่เปิดให้เข้าชมตอนกลางคืนด้วยนะครับ

ต้องขอแนะนำให้ชมกำแพงเมืองจีนที่ด่านนี้เลยครับ

สำหรับค่าเข้าชมเฉพาะด่าน ซือหม่าไถ่ อยู่ที่ 40 หยวน

แต่ถ้าเหมาเข้าชม Gubei Water Town ด้วย

จะคิดราคาคอมโบ ที่ 170 หยวน รวมค่าเคเบิ้ลคาร์

และหากถ้าเดินไปสถานีเคเบิ้ลคาร์ไม่ไหว ก็สามารถใช้บริการชัทเทอร์บัสได้

ราคาอยู่ที่ 10 หยวนต่อเที่ยวครับ

…….

ด่านซือหม่าไท่ มีความยาวห้ากิโลครึ่ง มีป้อมสังเกตการณ์อยู่ 35 ป้อม

แต่ที่ดูน่าเกรงขามคือ จุดที่ตั้งอยู่บนหน้าผาชัน ซึ่งมีทะเลสาบ หยวนหยางหู

หรือทะเลสาบเป็ดแมนดารินอยู่เบื้องล่าง

ระหว่างที่พวกเรานั่งกระเช้าขึ้นไปสถานีด้านบนกำแพง

ก็อดคิดไม่ได้ว่า คนยุคก่อนแบกหินจากตีนเขา

ขึ้นมาสร้างกำแพงด้านบนนี้ได้ยังไง?

.........

มีนักวิชาการหลายฝ่ายเชื่อว่า กำแพงเมืองจีนในยุคจิ๋นซีฮ่องเต้

ใช้เวลาในการเชื่อมต่อและก่อสร้างเพียง 4-5 ปีเท่านั้น

โดยประเมินว่าน่าจะเริ่มโครงการในช่วง 215 ปี ก่อนคริสตกาล

ก่อนจะหยุดลงช่วง 210 ปีก่อนคริสตกาล

หลังถูกรุกรานอย่างหนัก โดยชาวซงหนู

แน่นอนว่า การก่อสร้างยุคนั้นทุกอย่างต้องใช้ฝีมือมนุษย์

แผนการก่อสร้างกำแพงเมืองหมื่นลี้ต้องใช้กำลังคนมากมายหลายแสน

ซึ่งแรงงานเหล่านั้นต้องทำงานอย่างยากลำบาก

ในถิ่นทุรกันดาร บนยอดเขาสูง

ที่ร้อนจนจะมอดไหม้ในฤดูร้อน

และหนาวเย็นสุดขั้วในฤดูหนาว

อีกทั้งยังต้องอดอยาก จากภาวะขาดแคลนเสบียง

หนีไม่พ้นต้องมีคนงานบาดเจ็บล้มตาย ... ฝังร่างลงในกำแพง …

…………

มีตำนานพื้นบ้านเรื่องหนึ่งที่มีชื่อเสียง บอกเล่าถึงความทุกข์ระทมของประชาชน

ในระหว่างการก่อสร้างกำแพงเมืองจีนยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ คือ เรื่อง เมิ่งเจียงหนี่

ปีหนึ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แม่นางเมิ่งเจียงหนี่ได้แต่งงานกับฟานสี่เหลียงชายที่นางรัก

แต่ก็อยู่กินกันได้เพียงแค่ไม่กี่วัน ฟานสี่เหลียงก็ถูกเกณฑ์ให้ไปสร้างกำแพงเมืองจีน

ทางดินแดนตอนเหนือของประเทศ

เมิ่งเจียงหนี่เฝ้ารอคอยให้สามีของนางกลับมา

วันแล้ววันเล่า แต่ก็ไร้วี่แวว จนเข้าฤดูหนาว นางก็ยิ่งร้อนใจห่วงสามี

เนื่องจากอากาศที่หนาวเหน็บจับใจ

นางจึงได้ลงมือตัดเย็บเสื้อกันหนาวให้กับสามี

หลังจากที่เย็บเสื้อกันหนาวเสร็จ

นางก็เดินทางฝ่าอากาศที่เย็นสุดขั้วไปยังสถานที่ก่อสร้างกำแพง

จนเมื่อถึงสถานที่ดังกล่าว นางก็ได้ทราบข่าวร้ายว่า

ผู้เป็นสามีได้เสียชีวิตลงแล้ว

เนื่องจากทนสภาพอากาศและความลำบากยากแค้นไม่ไหว

ส่วนศพสามีนั้น ก็ถูกฝังไปพร้อมกับกำแพงด้วย

หลังจากที่เมิ่งเจียงหนี่รู้ว่าสามีจากไปแล้ว

นางจึงไปร้องไห้คร่ำครวญ

อยู่ที่บริเวณกำแพงที่ฝังศพของสามี นานถึง 3 วัน 3 คืน

จนกระทั่งกำแพง ณ บริเวณดังกล่าวพังถล่มลงมา

ทำให้กระดูกของสามี หลุดออกมาจากกำแพง

เมื่อเมิ่งเจียงหนี่เห็นดังนั้นก็ยิ่งเสียใจหนัก

นางจึงตัดสินใจกระโดดเอาศีรษะโขกกำแพงจนตาย

โครงการบูรณะกำแพงเมืองจีนเพื่อใช้ป้องกันชาวเร่ร่อนผู้รุกราน

ถูกรื้อฟื้นอีกขึ้นมาในยุคราชวงศ์ฮั่น 100  ปีก่อนคริสตศักราช

และมีการบูรณะต่อเติมเพิ่มเรื่อยๆ ในหลายยุคสมัย

เช่นด่านซือหม่าไท่นั้น แต่เดิมถูกสร้างขึ้นครั้งแรก

ในสมัยราชวงศ์ฉีเหนือ ช่วงปีค.ศ. 550 -577

และถูกต่อเติมใหม่และขยายออกไปในช่วงต้นราชวงศ์หมิง

เช่นเดียวกับกำแพงเมืองจีนอีกหลายด่าน ที่พวกเราเห็นปัจจุบันนี้

ส่วนใหญ่ได้รับการซ่อมแซมและก่อสร้าง

ในยุคจักรพรรดิ หงอู่ แห่งราชวงศ์หมิง

ช่วงปีค.ศ 1368 - 1644

………

………

เหรียญนั้นมีสองด้านเสมอ

มรดกทางสถาปัตกรรมอันยิ่งใหญ่จากยุคโบราณนั้นก็เช่นเดียวกัน…

ในสายตาของผู้มาเยี่ยมชมอย่างพวกเรา

อาจจะมองเห็นกำแพงเมืองจีนแห่งนี้

เป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ในอดีต

ภาพวาดและภาพถ่ายจากอดีต / Wikimedia Commons

แต่ผมก็คิดว่า ลูกหลานชาวจีนอาจมีมุมมองและความรู้สึกแตกต่างกันไป

ทั้งความยิ่งใหญ่และความทุกข์ระทม

แล้วแต่จะให้น้ำหนักที่สิ่งใด

แต่ในแง่ของการเรียนรู้ วันนี้ผมได้เห็นและได้คิดอะไรมากมาย จริงๆ …

จากด่านด้านบนกำแพง เรามองลงมาเห็นเมืองริมน้ำ กู่เป่ยโคว

ช่างสวยงามเหลือเกิน …

ภาพถ่ายหมู่บ้านกู๋เป่ยโควจากอดีต / Wikimedia Commons

แม้จะถูกสร้างขึ้นใหม่ ครอบทับกับเมืองโบราณเดิมไปแล้ว

แต่ผมยอมรับในการออกแบบของเขานะ

ไม่รู้สิ แต่ผมว่า หากใช้จินตนาการสักหน่อย

เรายังสัมผัสได้ถึงรูปแบบ ความเป็นอยู่

ของหมู่บ้านชนบทเล็กๆ ช่วงปลายราชวงศ์ชิงนะ

ถ้ามีโอกาสครั้งหน้าอยากจะกลับมานอนค้างสักคืน

เที่ยวดูไฟบนกำแพงเมืองจีน

แล้วตื่นมารับบรรยากาศยามเช้าแบบหมู่บ้านจีนโบราณ

ก็คงมีความสุขดีนะ …

เอาละ ถึงเวลาเดินทางกลับปักกิ่งกันแล้ว

คุณพี่คนขับ มาจอดรถรอแล้ว

พี่เขาเร่งน่าดู คงใกล้ถึงเวลารถบัสจะออกแล้ว

คืนนี้กลับถึงปักกิ่ง คงหลับเป็นตาย…

CrossCutting Journey


ความคิดเห็น