รีวิว มือใหม่เที่ยว "ญี่ปุ่น" ครั้งแรก :: โตเกียว นิกโกะ ฟูจิ (ปี 2020) รีวิวโดย Teeranont Review

"ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น" ครั้งแรก : 4 วัน 3 คืน : โตเกียว นิกโกะ ฟูจิ ญี่ปุ่น 2020 ทริปนี้กลับมาได้ 2 เดือนนิดๆแล้ว เป็นทริปที่ตัดสินใจและจองกันเร็วมากภายในวันเดียว (จองตั้งแต่ เมษา 62) เป็นครั้งแรกของเราหลายๆคนที่ได้ไปญี่ปุ่นกัน (มีพี่คนนึงในทริปเคยไปมาก่อนแล้ว ทริปนี้เลยเหมือนมีไกด์นำเที่ยวไปในตัว)

รีวิว มือใหม่เที่ยว "ญี่ปุ่น" ครั้งแรก :: โตเกียว นิกโกะ ฟูจิ (ปี 2020)

รีวิว มือใหม่เที่ยว "ญี่ปุ่น" ครั้งแรก :: โตเกียว นิกโกะ ฟูจิ (ปี 2020)

 วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2563 เวลา 11.02 น.

 วันที่เดินทาง 13 ก.พ. 2563

"ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น" ครั้งแรก : 4 วัน 3 คืน : โตเกียว นิกโกะ ฟูจิ

ญี่ปุ่น 2020 ทริปนี้กลับมาได้ 2 เดือนนิดๆแล้ว เป็นทริปที่ตัดสินใจและจองกันเร็วมากภายในวันเดียว (จองตั้งแต่ เมษา 62) เป็นครั้งแรกของเราหลายๆคนที่ได้ไปญี่ปุ่นกัน (มีพี่คนนึงในทริปเคยไปมาก่อนแล้ว ทริปนี้เลยเหมือนมีไกด์นำเที่ยวไปในตัว) ^__^

หลังจากที่จองตั๋วเครื่องบิน-โรงแรมได้แล้ว ต่อไปเราก็มาแพลนทริปเที่ยวกันว่าเราจะไปที่ไหนกันบ้าง แพลนทริปเที่ยวคร่าวๆ ก็มีดังนี้

เดินทาง 13-16 ก.พ. 63

13 ก.พ. 63 - ล้อหมุน ปีกบินสู่โตเกียว, เช็คอินโรงแรม เก็บสัมภาระในห้องพัก (ดูรีวิวโรงแรมได้ที่ด้านล่างเลยจ้า), Shibuya วัด Sensoji (Asakusa)

14 ก.พ. 63 - ไป Nikko World Heritage

15 ก.พ. 63 - ไป Kawaguchiko ชมภูเขาฟูจิ

16 ก.พ. 63 - กลับ กรุงเทพ

การเตรียมตัว ต้องเตรียมตัวยังไง เตรียมอะไรบ้าง

ช่วงที่ไปทริปนี้ถือว่าเป็นช่วงที่อากาศหนาวเย็นมากที่สุด จากข้อมูลที่เราเสริจก่อนเดินทาง พบว่าแหล่งข้อมูลหลายๆที่บอกตรงกันว่าอุณหภูมิช่วง ก.พ. ของทุกปีนั้นจะอยู่ราวๆ (-2) - 10 องศา เรียกว่า หนาว-หนาวมาก การเตรียมตัว แน่นอนเราต้องเตรียมชุดกันหนาวให้พร้อม โดยชุดกันหนาวนั้นที่ผู้เขียนเตรียมไปนั้นมีดังนี้ครับ

1. เสื้อกันหนาว uniqlo ultra light down 1 ตัว

2. เสื้อกันหนาว Columbia 1 (ขอหยิบยืมคนใกล้ตัว เอาจริงๆก็ไม่ได้ใช้เพราะไม่ได้หนาวววขนาดนั้น)

3. ถุงเท้าหนาๆ 3 คู่

4. กางเกงยีนส์ 2 ตัว

5. ชุดลองจอน 2 ชุด (เสื้อ+กางเกง)

6. เสื้อยืดแขนสั้น 3 ตัว

7. เสื้อยืดแขนยาวไหมพรม 3 ตัว (ใส่ทับเสื้อยืดแขนสั้น)

8. ถุงมือ 2 คู่ (ไม่รู้จะเอาไปทำไม 2 คู่ 555)

9. หมวกไหมพรม

10. หน้ากากผ้า (ช่วงนั้นเริ่มมี COVID-19 ระบาดแล้ว)

นอกเหนือจากชุดเสื้อผ้าแล้ว ในส่วนอุปกรณ์อื่นๆที่เตรียมไปสำหรับทริปก็มี เช่น กล้องถ่ายรูป (ใครชอบถ่ายรูป แนะนำให้พกแบตไปสำรอง ), ซิมเน็ต Sim2Fly ของ AIS, กระติกน้ำพกติดตัว และที่สำคัญประกันภัยการเดินทางต้องมี!!

สิ่งที่เราจะขาดไม่ได้ก็คือ เรื่องการเดินทางในญี่ปุ่น ซึ่งการเดินทางไปยังที่ต่างๆในโตเกียวนั้นเราจะเน้นใช้บริการรถไฟใต้ดินเป็นหลัก, การเดินทางไป Nikko World Heritage ใช้บริการรถไฟความเร็วสูง ส่วนไปดูภูเขาฟูจิ เราใช้บริการรถบัส ครับ...

เตรียมซื้อบัตรเดินทางต่างๆ ไว้ล่วงหน้าก่อนเดินทาง(ซื้อตอนที่อยู่ไทย)

  1. บัตรรถไฟ Keisei Tokyo Skyliner จาก สนามบิน Narita ถึง สถานี Ueno และ สถานี Ueno ถึง สนามบิน Narita (ขากลับไทย)
  2. บัตรรถไฟใต้ดิน Tokyo Subway Ticket 72 Hours สำหรับ เดินทางในโตเกียว ด้วยรถไฟใต้ดิน
    *** บัตรรถไฟใต้ดิน Keisei Tokyo Skyliner และ Tokyo Subway Ticket 72 Hours ซื้อพร้อมกันเลย (ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.keisei.co.jp/keise...)
  3. บัตร Nikko Pass - World Heritage Area (เป็นบัตรโดยสารรถไฟ ไป-กลับ จาก Asuakusa ไป Tobu-Nikko และบัตรเข้าชม Nikko World Heritage บางจุดต้องซื้อบัตรเข้าชมเพิ่มต่างหาก) เรียกว่า เป็นบัตรแพกเกจเลยก็ได้นะ (ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.klook.com/th/activ...)
  4. บัตรโดยสารรถบัสด่วนพิเศษ ไป-กลับ สำหรับเดินทางจาก Shinjuku ไป Kawaguchiko เพื่อไปชม ภูเขาฟูจิ
    (ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.highwaybus.com/gp/...)

เริ่มเล่า วันเดินทาง วันแรก ( 13 ก.พ. 2563)

เริ่มต้นทริปนี้พวกเรา 6 คน นัดรวมพลเจอกันตอน 4 ทุ่ม(ของวันที่ 12 ก.พ.) เริ่มต้นล้อหมุน ไปสนามบินดอนเมืองให้ทันเช็คอิน โดยใช้บริการสายการบิน NokScoot เครื่องบินกำหนดปีกบินออกจากสนามบินดอนเมือง ตี 2.45 โดยใช้เวลาราวๆ 5 ชั่วโมง ไปถึงสนามบิน Narita ประมาณ 11.00 ตามเวลา ญี่ปุ่น (ต่อไปนี้เวลาที่ระบุจะหมายถึงเวลาที่ญี่ปุ่นนะครับ ซึ่งเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง)

ระหว่างรอขึ้นเครื่องที่หน้า Gate ตอนตี 2

การเดินทางใช้เวลาราวๆ 5 ชั่วโมง นี่เป็นภาพถ่ายของเช้าวันที่ 13 ก.พ.

เมื่อใกล้ถึงที่หมายผู้เขียนได้เปลี่ยนซิม Sim2Fly ใส่โทรศัพท์เตรียมตัวเปิดโทรศัพท์ ....... และแล้วสัมผัสแรกแดนอาทิตย์ก็มาถึง เมื่อกัปตันค่อยๆนำเครื่องลงแตะพื้นรันเวย์สนามบินท่ามกลางฝนที่ตกลงมาพอให้รู้สึกชุ่มฉ่ำแม้จะยังนั่งติดอยู่บนที่นั่ง......และเมื่อกัปตันแจ้งว่าสามารถเปิดโทรศัพท์ได้ ผู้เขียนก็ไม่รีรอหยิบโทรศัพท์มาเปิดทันที... สัญญาณอินเตอร์เน็ตก็สามารถใช้งานได้เลย..... ง่ายม๊ากมาก Sim2Fly (ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.ais.co.th/roaming/s...)

สัมผัสแรกแดนปลาดิบ ฝนตกตอนรับเลยจ้าาาาา. . ..

หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องไปแลกบัตรรถไฟใต้ดิน Keisei Tokyo Skyliner และ Tokyo Subway Ticket 72 Hours ได้ที่ Skyliner & Keisei Information Center โดยยื่นเอกสารที่เราเตรียมมาจากเมืองไทย

แลกบัตรรถไฟใต้ดิน Keisei Tokyo Skyliner และ Tokyo Subway Ticket 72 Hours ได้ที่ Skyliner & Keisei Information Center

ไม่ไกลจากที่แลกบัตรรถไฟ เราก็ไปแลกซื้อบัตร Welcome Suica ที่ตู้อัตโนมัติ บัตร Welcome Suica เอาไว้ใช้ซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ ใช้แทนบัตรโดยสารรถไฟใต้ดิน รถบัส ฯลฯ เรียกง่ายๆว่าเป็นบัตรใช้แทนเงินสดได้เลย โดย มีระยะเวลาใช้งาน 28 วัน นับตั้งแต่วันที่ออกบัตร (ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.jnto.or.th/newslet...)

ตู้แลกซื้อบัตร Welcome Suica

บัตร Suica Welcome

ทีนี้เราก็จะมานั่งรถไฟใต้ดินเข้าเมืองกันแล้ว โดยเราจะเริ่มจาก สนามบิน Narita --> สถานีรถไฟ Ueno --> สถานีรถไฟ Asakusa

 รอขึ้นรถไฟขบวนที่จะไปสถานีรถไฟ Ueno

ภายในขบวนรถไฟที่กำลังจะพาเราไปสถานี Ueno มี Internet WIFI ฟรี ให้ใช้บริการ

จากสนามบิน Narita มาถึงสถานี Ueno เราก็เปลี่ยนสายรถไฟเป็น Ginza เพื่อที่จะไปสถานี Asakusa ย่านที่พักของเราในทริปนี้ ทันทีที่มาถึงสถานี Asakusa เราก็ไปรับบัตรโดยสารรถไฟที่จะไป Nikko ในวันพรุ่งนี้ก่อนเลย โดยเราไปรับได้ที่ Tobu Tourist Information Center Asakusa ที่ตั้งอยู่ชั้น 1 ทางออกสถานีรถไฟ Asakusa

รับบัตรโดยสารรถไฟที่จะไป Nikko ได้ที่ Tobu Tourist Information Center Asakusa

จากนั้นเราก็เดินไปโรงแรมที่จองไว้เพื่อเช็คอิน โรงแรมที่เราพักอยู่ใกล้วัด Senjoji มากๆ ประมาณว่า เดินจาก MBK ไป Siam Paragon เลยทีเดียว เรียกว่า ไม่ว่าไปไหนเราก็ต้องเดินผ่านวัด Senjoji นี้เสมอ

โรงแรมที่เราพักชื่อว่า "hotel the b asakusa" เป็นโรงแรมที่สร้างเสร็จและเปิดให้บริการเมื่อปี 2018 ก็ถือว่ายังใหม่พอสมควร (รีวิวห้องพักอยู่ท้ายสุดของรีวิวนี้เลยครับ)

ด้านหน้าโรงแรม hotel the b asakusa

มองเห็น Tokyo Skytree ได้จากบริเวณหน้าโรงแรม

ช่วงเย็นไปจนถึงช่วงค่ำ เราไปเดินเล่นกันที่ Shinjuku และ ห้าแยก Shibuya แยกที่วุ่นวายที่สุดในโลก(มั้ง) และเป็นแยกที่ไม่เคยหลับไหลในความเงียบ วุ่นวายตลอดดด

ตู้กดน้ำอัตโนมัติมีให้เห็นเป็นระยะๆ ระหว่างทางที่เราเดิน แต่มาสะดุดกับตู้กดน้ำนี้ ไม่รู้จะสูงไปไหน ... อยากดื่ม Coke ดับกระหายคงต้อง กระโดดกดกันเลยทีเดียว ... 5555

ย่าน Shinjuku มุมมหาชน มี Godzilla อยู่บนตึกด้วย หาดูดีๆ ..... เก๋ชะมัด....

ผู้คนนับร้อยเตรียมรอข้ามถนนที่ห้าแยก Shibuya

ผู้คนนับร้อยข้ามถนนที่ห้าแยก Shibuya

รูปปั้นสุนัข "ฮาจิโก๊ะ" (Hachiko Dog) ตั้งอยู่บริเวณห้าแยก Shibuya

กลับจาก Shibuya เข้าโรงแรมเราเดินผ่านวัด Sensoji แวะเก็บภาพยามค่ำคืนซะหน่อย ขอแนะนำว่าใครที่ชอบถ่ายภาพให้ลองแวะมาถ่ายช่วงเวลากลางคืนด้วยจะได้ภาพที่ต่างจากช่วงเช้าเพราะมีการเปิดไฟแลดูสวยงามทีเดียวเชียว และ อย่าลืมพกขาตั้งกล้องมาด้วย นะครับ

วัด Sensoji ยามค่ำคืน

วัด Sensoji ยามค่ำคืน

วัด Sensoji ยามค่ำคืน

วัด Sensoji ยามค่ำคืน

บรรยากาศบริเวณวัด Sensoji ยามค่ำคืน สวยทีเดียว

และปิดท้ายวันนี้ด้วยภาพ Tokyo Skytree ยามค่ำคืน...

 สำหรับวันนี้พอแค่นี้ หมดแรงกันแล้ว 555 กลับโรงแรมพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปชม Nikko World Heritage ต่อ ......


เริ่มเล่า วันเดินทาง วันที่สอง ( 14 ก.พ. 2563)

เช้านี้เรานัดเจอกัน 6 โมง เช้าที่ Lobby โรงแรม เพื่อไปขึ้นรถไฟที่สถานี Asukusa Tobu Line ที่เดียวกันกับที่เราไปแลกบัตรมาเมื่อวาน

เช้าๆ อากาศดี๊ ดี ถามว่าหนาวมั้ย บอกเลยว่า แค่เย็นๆ ... เดินผ่านวัด Sensoji ที่เราถ่ายรูปกันมาเมื่อคืน เช้านี้เดินผ่านได้อีกบรรยากาศ ....

เช้าๆ คนน้อย ร้านค้ายังไม่เปิด ... เดินสบายมากๆ

ช่วงเช้า บริเวณวัด Sensoji

สถานีรถไฟ Tobu Asakusa อยู่ในตึก Ekimise (เห็นชื่อตึกแล้วรู้สึกว่าอ่านเป็น เอกมัย ทุกที 55)

รถไฟขบวนนี้ที่จะพาเราไป Nikko World Heritage โดยปลายทางของเราคือสถานี Tobu-Nikko (TN25) สถานีสุดท้าย....

ในรถไฟมี Wifi ฟรีให้บริการ (แต่พอออกนอกเมือง Wifi ใช้ไม่ค่อยได้ละ)

เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงจาก Asakusa มาถึงสถานี Tobu-Nikko 

จากนั้นเราก็เดินไปหน่อยจะเห็นตัวอาคารซึ่งก็คือ สถานี Tobu-Nikko เราเดินเข้าไป เพื่อออกจากสถานี Tobu-Nikko

ทางออกสถานี Tobu-Nikko จะเป็นอาคาร

รอรถบัสที่ป้ายรถโดยสารประจำทางเพื่อไป Nikko World Heritage

Nikko World Heritage เป็นเมืองที่ได้รับการยกย่องให้ เป็นเมืองมรดกโลก ตั้งอยู่ในจังหวัด Tochiji (โทจิงิ) เป็นสุสานฝังศพโชกุน Tokugawa Leyasu และมีศาลเจ้าจำนวนมากในบริเวณนี้

จุดแรกที่เห็นคือ สะพานแดง หรือ สะพานชินเกียว Shinkyo Bridge น้ำด้านล่างใสมากๆ

วัดรินโนจิ (Rinnoji Temple) วัดที่สำคัญที่สุดของเมือง Nikko ถ้าจะเข้าชมด้านในต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

ต่อไปจะเข้าชมศาลเจ้า Nikko Toshogu และ สุสานของโชกุน Tokugawa Leyasu ซึ่งจะต้องเสียค่าเข้าชมเพิ่ม

ทางเข้าศาลเจ้า Nikko Toshogu

แผนผังบริเวณ ศาลเจ้า Nikko Toshogu รวมไปถึงสุสานโชกุน Tokugawa Leyasu

เจดีย์ห้าชั้น (Five storied pagoda "Gojunoto") นี้สร้างขึ้นใหม่เมื่อ ค.ศ. 1818 ทดแทนเจดีย์หลังเก่าที่สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1650 และเกิดเพลิงไหม้เสียหายเมื่อปี ค.ศ. 1815

ซื้อบัตรเพื่อเข้าชมภายใน ศาลเจ้า Nikko Toshogu และสุสานโชกุน ราคา 1,300 เยน

เป็นเหมือนคติเตือนใจในการดำรงชีวิต คือ ไม่มอง ไม่พูด ไม่ฟัง สิ่งชั่วร้ายต่างๆ ก็จะทำให้ชีวิตมีสุข

ศาลเจ้า Nikko Toshogu ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจาก UNESCO World Heritage

ทางเดินเพื่อขึ้นไปชมเจดีย์สุสานของโชกุน Tokugawa Leyasu ซึ่งทางขึ้นที่เป็น ขั้นบันได 207 ขั้น ทำด้วยหินแกะสลัก

เจดีย์สุสานของ โชกุน Tokugawa Leyasu

เมื่อเข้าชมที่ต่างๆในบริเวณศาลเจ้า Toshogu ใน Nikko เสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับไปให้ทันรถไฟรอบ 14.57 น. เราใช้เวลาเดินทางกลับโดยรถไฟกลับโตเกียว 2 ชั่วโมง (เท่ากับตอนมา) สนุกเพลิดเพลิน ได้ความรู้มากมายจากที่นี่ ... เดินกันเมื่อยเลย .... เดินขึ้นบันได 207 ขั้น อย่างเหนื่อย ต้องหยุดพักบ้าง 555

เมื่อมาถึงโตเกียวแวะเข้าโรงแรมที่พักเปลี่ยนชุดแล้วไปเดินตลาด Ameyoko ย่าน Ueno เพื่อหาของกินและของฝากต่อ

ที่ตลาด Ameyoko นั้นก็เป็นแหล่ง Shopping ที่มาโตเกียวแล้วก็ ไม่ควรพลาด มีขายทั้งอาหาร ของใช้แบรนด์เนมต่างๆ มากมาย ราคาไม่แพง ซึ่งคนไทยไปกันเยอะ ระหว่างที่เดินเราก็เจอคนไทยอยู่ตลอด ต่อด้วยห้าง Doyobashi ย่าน Shinjuku ที่ผู้เขียนแวะซื้อ โมเดล Gundam ที่นี่....

ตลาด Ameyoko แหล่ง Shopping ที่ไม่ควรพลาด

มีร้านอาหารและขายของทั่วไปสลับกันอยู่สองข้างทางที่เราเดิน

Askusa Donquijote ร้านนี้เปิดตลอด 24 ชั่วโมง Free Tax และใกล้ที่พัก

และปิดท้ายทริปของวันนี้ด้วยการไป shopping ซื้อของฝากที่ Asakusa Donquijote ย่าน Asakusa ร้านนี้ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง และ Free Tax ด้วยนะ (ใกล้ที่พัก)  .....

สำหรับคืนนี้ ขอจบที่ Askusa Donquijote พรุ่งนี้เตรียมลุย "ฟูจิซัง"


เริ่มเล่า วันเดินทาง วันที่สาม ( 15 ก.พ. 2563)

สำหรับผู้เขียน ทริปวันนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์ของทริปเลยเพราะวันนี้เราจะได้เห็นภูเขาฟูจิของจริงแล้ว Yeah! เรานัดเจอกันที่ Lobby โรงแรม ตอน 6 โมงครึ่ง เพื่อไปขึ้นรถบัสรอบ 7.45 น. ที่ Shinjuku Expressway Bus Terminal ที่ชั้น 4 (นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Shinjuku แล้วเดินไปอีกนิดหน่อย) ไปสถานีปลายทาง Kawakuchiko

เรามาที่ Shinjuku Expressway Bus Terminal แล้วขึ้นไปชั้น 4

บนรถบัสมี Wifi ฟรีให้ใช้เช่นกันครับ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

ใกล้ถึงแล้ว

เมื่อเราไปถึงสถานี Kawakuchiko ก็ไปซื้อบัตรโดยสารรถบัส, บัตรนั่งกระเช้า, บัตรนั่งเรือ เพิ่มเติม (เพิ่งมารู้ตอนหลังว่าบัตร Suica Welcome ก็สามารถใช้จ่ายค่าโดยสารได้เหมือนกัน) ....

บัตรโดยสารรถบัส (ใน Kawakichiko)

บัตรสำหรับขึ้น-ลงกระเช้า ขึ้นไปจุดชมวิวภูเขาฟูจิ

ทางเข้าเพื่อไปขึ้นกระเช้า

เมื่อขึ้นกระเช้ามาถึงจุดชมวิวแล้ว

ภาพถ่ายภูเขาฟูจิจากจุดชมวิว .. เสียดายวันที่ไปฟ้าปิดซะงั้น เลยอดได้ฟ้าใสๆ

เมื่อเราเก็บภาพบรรยากาศด้านบนกันจุใจแล้ว เราก็มาต่อที่ นั่งเรือชมวิวบ้าง ดูสิมุมที่ได้จะเป็นอย่างไร (บัตรขึ้นเรือต้องซื้อเพิ่ม ตามที่บอกไปแล้วด้านบน)

เดินไปขึ้นเรือ

ชมวิวภูเขาฟูจิจากมุมที่อยู่บนเรือกลางทะเลสาบ .... บรรยากาศดีจริงๆ

เราอยู่กับบรรยากาศภูเขาฟูจิ อยู่ถึง บ่าย 2 โมง เพราะรอบรถขากลับโตเกียวที่จองไว้คือ 14.10 น. เค้าว่ากันว่า การเดินทางที่ญี่ปุ่นจะตรงเวลาเป๊ะๆ มากครับ ... ผมอยากรู้เลยลองจับเวลาดู เฮ้ย!!! เป๊ะจริง เป๊ะเว่อร์ 555

หลังจากที่กลับมาถึงโตเกียวแล้ว เราก็ไปเดินตลาด Ameyoko กันต่ออีกครั้ง ... แวะหาอะัไรทาน shopping กันอีกนิดหน่อย แล้วค่อยกลับโรงแรม คืนนี้ผู้เขียนกลับโรงแรมเร็วหน่อยเพราะจะต้องมาจัดกระเป๋า ชั่งน้ำหนักที่จะโหลดขึ้นเครื่องบิน เพราะ พรุ่งนี้ต้องกลับกรุงเทพฯ กันแล้ว ......

ป.ล. วันนี้ผู้เขียน ทำบัตรโดยสารรถไฟใต้ดิน Tokyo Subway Ticket 72 Hours หล่นหาย ที่สถานีรถไฟใต้ดิน JR Shinjuku ตอน 4 โมงเย็น ซึ่งเวลานั้นคนเยอะมากๆ เดินหาก็ไม่เจอ เลยต้องเติมเงินในบัตร Suica Welcome แล้วใช้บัตรนั้นแทน .. (ซึ่งมันก็หักเงินเราไปเรื่อยๆ ตามการใช้งาน)

สำหรับคืนนี้ ราตรีสวัสดิ์ พรุ่งนี้กลับแล้วนะจ๊ะ ... ^_^


เริ่มเล่า วันเดินทาง วันที่สี่ กลับ กรุงเทพ ( 16 ก.พ. 2563)

เช้าวันนี้ไม่มีทริปไปไหน เลยตื่นสายได้อีกนิดหน่อย แล้วออกไปหาอะไรทานมื้อเช้าแถวๆ Askusa Donquijote ฝนก็เริ่มโปรยๆลงมาแล้ว เราเข้าฝากท้องมื้อเช้าที่ร้าน "Ichiran Ramen" (ราเมนข้อสอบ) เป็นร้านตึกแถวและต้องขึ้นไปทานที่ชั้น 2

การสั่งอาหารของร้านนี้คือ เราต้องสั่งผ่านตู้กด โดยให้เรากดเลือกรายการ,จำนวนที่เราต้องการ แล้วเครื่องจะคำนวณราคามาให้ เราก็หยอดเหรียญไป จะมีกระดาษชิ้นเล็กๆออกมา.... จากนั้นก็เดินไปที่โต๊ะทานอาหาร ที่โต๊ะทานอาหารน่าจะเป็นสไตล์ญี่ปุ่น คือแบ่งกั้นเป็นช่องๆ ผมนี่นึกถึงคูหาเลือกตั้ง หรือไม่ก็ห้อง Sound Lab สมัยเรียนฟังภาษา

พอเราไปนั่งที่ช่องพนักงานจะยื่นใบกระดาษออกมาให้เราวงกลมเลือก เช่น ลักษณะเส้น, เผ็ดน้อย เผ็ดมาก ฯลฯ ... พอได้ทานบอกเลยว่าอาหารที่ร้านนี้อร่อยมากครับ ... 

ตู้กดสั่งรายการอาหาร-จ่ายเงิน อัตโนมัติ

โต๊ะทานกั้นเป็นช่องๆ คล้ายคูหาเลือกตั้ง หรือ ห้อง Sound Lab เหมือนตอนสมัยเรียน

เลือกรายละเอียดของเมนู เช่น ลักษณะเส้น, เผ็ดมาก เผ็ดน้อย ไม่เผ็ด, ใส่หอม-ไม่ใส่หอม ฯลฯ

อาหารร้านนี้อร่อยมากๆครับ

จากนั้นเมื่อทานอาหารมื้อเช้าเสร็จ ผมก็ ขอแยกตัวออกไปเก็บภาพ บริเวณนั้น ช่วงที่ฝนตก... ก็หนีไม่พ้นวัด Sensoji อีกตามเคย ...

เสร็จแล้วก็รีบกลับมาโรงแรมทำการเช็คเอ้าท์ แล้วไปสนามบินให้ถึงก่อนเที่ยงเพื่อเช็คอินท์ (ไฟลท์ออกตอน 13.55 น.)

Bye bye Tokyo ...... แล้วเราจะมาเที่ยวใหม่นะ ... ^__^

ถึง สนามบินดอนเมือง เวลา 19.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) โดยสวัสดิภาพ ....


รีวิวโรงแรม hotel b asakusa

โรงแรม hotel b asakusa เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในย่าน Asakusa ใกล้กับ วัด Sensoji สถานีรถไฟใต้ดิน เดินทางไป-มาสะดวกมากๆ อยู่ติดถนนใหญ่ ทางเข้าโรงแรมเป็นประตูไม้อัตโนมัติ 2 ชั้น และ หลังเที่ยงคืนจะไม่มีพนักงานต้อนรับประจำที่เคาท์เตอร์ เพราะฉะนั้นประตูชั้นที่ 2 จะถูกล็อก ลูกค้าต้องนำคีย์การ์ดห้องพักสแกนเพื่อประตูเข้าไป ก็ถือว่ามีความปลอดภัยพอสมควร

ประตูเข้าโรงแรมชั้นที่ 2 จะล็อกหลังเที่ยงคืน ลูกค้าต้องนำคีย์การ์ดห้องพักมาสแกนเพื่อเปิด

ที่ Lobby ไม่ใหญ่มาก มีเก้าอี้ยาวๆ 2-3 ตัวไว้ต้อนรับลูกค้า และมี เครื่องชงกาแฟ Notebook พร้อมอินเตอร์เน็ต ไว้คอยให้บริการลูกค้าฟรี .. การตกแต่งเน้นสีโทนแดง-ดำ ดูแล้วโมเดรินดีครับ

มีเครื่องชงกาแฟ และ Notebook 2 ตัว ให้บริการอินเตอร์เน็ตฟรี

Reception / Front desk การตกแต่งดูโมเดรินครับ

ส่วนห้องพักที่ผู้เขียนพักนั้นเป็นห้องประเภท Superior แบบเตียงแยก ห้องก็ไม่ได้ใหญ่มากแต่การจัดวางถือว่าลงตัว สิ่งอำนวยความสะดวกก็มีให้ครบครัน อาทิเช่น WIFI ฟรี, เครื่องกรองอากาศ, ผ้าเช็ดตัว, ชุดนอน, นาฬิกาปลุก, LED TV เป็นต้น

กาต้มน้ำ

ปลั๊กไฟแบบ ขาแบน 110 โวลท์

ชุดเซ็ตอาบน้ำ

เครื่องกรองอากาศ

โทรศัพท์

LED TV มีช่องรายการเยอะดี แต่บางรายการต้องจ่ายเงินเพิ่ม Pay per view

มีโคมไฟเล็กๆ พร้อมช่อง USB สำหรับชาร์จโทรศัพท์ได้ด้วย

นาฬิการปลุกแบบตั้งเวลาเอง

ห้องน้ำใช้วัสดุที่ดีและจัดสัดส่วนได้อย่างลงตัว

ผู้เขียนก็ขออนุญาตจบการรีวิวทริปญี่ปุ่นแต่เพียงเท่านี้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านทุกๆท่านไม่มากก็น้อย หากแต่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องไป ผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ. ที่นี้ด้วยครับ...

ขอบพระคุณมากครับที่สละเวลาอ่านจนจบ ...

แล้วเจอกันใหม่รีวิวฉบับต่อไป

สวัสดีครับ

ความคิดเห็น